ธาตุปรินิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงดำริว่า พระองค์มีพระชนมายุน้อย ประกาศพระศาสนาอยู่ได้ไม่นาน เพียง 45 ปี ก็ปรินิพพาน พระศาสนายังไม่แผ่ไพศาลไปยังนานาประเทศ จึงทรงอธิษฐานว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพาน
และทำการถวายพระเพลิงแล้ว พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายจะแตกกระจายเป็น 3 ขนาด คือขนาดโตเท่าเม็ดถั่วเขียว ขนาดกลางเท่าเม็ดข้าวสาร และขนาดเล็กเท่าเม็ดผักกาด เพื่อมหาชนในนานาประเทศ
จะได้อัญเชิญไปนานาประเทศจะได้อัญเชิญไปนมัสการสักการบูชาเข้าถึงมหากุศล อำนวยผลให้บังเกิดในสุคติภพต่อไป ด้วยอานุภาพแห่งพุทธาธิษฐานนี้ทำให้เพลิงไม่ไหม้
1.ผ้าขาวที่หุ้มห่อพระสรีระชั้นในสุดและชั้นนอกสุด
2.พระเขี้ยวแก้ว 4 เขี้ยว
3.พระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้าทั้งสองข้าง)
4.พระอุณหิส (กระดูกหน้าผาก)

ธรรมดาของพระโพธิสัตว์ 16 ประการ

ธรรมดาของพระโพธิสัตว์ 16 ประการ
ต่อไปนี้ จะขอกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ที่จะลงมาบังเกิดตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะต้องประกอบด้วยเหตุการณืพิเศษ แต่เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ 16 ประการด้วยกันคือ
1.พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ลงสู่พระครรภ์พระมารดา
2.เมื่อพระโพธิสัตว์ลงสู่พระครรภ์พระมารดา จะมีแสงสว่างอันโอฬารปรากฏในโลก หมื่นโลกธาตุสะเทือนสะท้านหวั่นไหว
3.มีเทพบุตร 4 ตนมาอารักขาทั้ง 4 ทิศเพื่อป้องกันมนุษย์และอมนุษย์มิให้เบียดเบียนพระโพธิสัตว์หรือพระมารดา
4.พระมารดาพระโพธิสัตว์ทรงตั้งอยู่ในศีล 5 โดยปกติ
5.พระมารดาพระโพธิสัตว์ไม่ทรงมีความรู้สึกทางกามในบุรุษทั้งหลาย และจะเป็นผู้อันบุรุษใดๆ ผู้มีจิตกำหนัดก้าวล่วงไม่ได้
6.พระมารดาพระโพธิสัตว์มีลาภ บริบูรณ์ด้วยกามคุณ 5 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ)
7.พระมารดาพระโพธิสัตว์ไม่มีโรค มองเห็นพระโพธิสัตว์ในพระครรภ์เหมือนเห็นเส้นด้ายในแก้วไพฑูรย์ (ตั้งแต่ข้อ 3 ถึงข้อ 7 หมายถึงระหว่างทรงพระครรภ์)
8.เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูตรได้ 7 วันแล้ว พระมารดาย่อมสวรรคต เข้าสู่สรรค์ชั้นดุสิต
9.สตรีอื่นบริหารครรภ์ 9 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้างจึงคลอด ส่วนพระมารดาพระโพธิสัตว์บริหารพระครรภ์ 10 เดือนพอดีจึงคลอด
10.สตรีอื่นนั่งหรือนอนคลอด ส่วนพระมารดาพระโพธิสัตว์ยืนประสูติ
11.เมื่อประสูติ ท้าวมหาพรหมรับก่อน มนุษย์รับภายหลัง
12.เมื่อประสูติจากพระครรภ์ยังไม่ทันถึงพื้น ท้าวมหาพรหม 4 ตนจะรับวางไว้เบื้องหน้าพระมารดาและบอกให้ทราบว่า พระโอรสที่เกิดมีศักดิ์ใหญ่
13.เมื่อประสูติ พระโพธิสัตว์เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาด ไม่แปดเปื้อนด้วยคัพภมลทิน
14.เมื่อประสูติ จะมีธารน้ำร้อนน้ำเย็นตกลงมาสงสนานพระกายพระโพธิสัตว์และพระมารดา
15.ทันใดที่ประสูติ พระโพธิสัตว์จะผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าวแล้วประทับยืน ณ.ก้าวที่ 7 เปล่งอาสภิวาจา(วาจาอันองอาจ)
อัคโคหะมัสสะมิง โลกัสสะ เชฐโฐหะมัสสะมิง โลกัสสะ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิถานิ ปุนัพภะโว แปลความว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้ใหญ่ในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย การเกิดไม่มีอีกแล้ว
16.เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ จะมีแสงสว่างอันเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นในโลก มารโลก พรหมโลก หมื่นโลกธาตุสั่นสะเทือนสะท้าน

เทวดาทั้งหลายกระทำการสักการะด้วยดอกไม้

ในกาลนั้น หมู่เทพเทวดาทั้งหลายกระทำการสักการะด้วยดอกไม้ ของหอมและคนดรีทิพย์ เป็นต้น เหมือนกับในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน เทวดาได้กระทำประทักษิณ 3 ครั้ง ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ทั้งหลายจักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้จะเสด็จมาอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้วพากันกลับไปยังวิมานของตน

ทักษิณาทานเป็นปาฏิบุคลิคทาน มี 14 อย่างคือ

สังฆทานมี 7อย่างด้วยกันคือ
1.ถวายทานแก่อุภโตสงฆ์ หมายถึงสงฆ์ 2 ฝ่าย มีภิกษุกับ ภิกษุณี มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน
2.กาลเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ถวายทานแก่อุภโตสงฆ์ สงฆ์ 2 ฝ่ายเหมือนข้อ 1. แต่ไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
3.ถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว
4.ถวายทานแก่พระภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว
5.ถวายทานแก่สงฆ์ 2 ฝ่าย โดยให้ทางภิกษุสงฆ์และภิกษุณีจัดภิกษุฝ่ายละจำนวน..รูป เป็นตัวแทนมารับทาน
6.ถวายทานแก่พระสงฆ์ที่มาขอมาจากสำนักภิกษุสงฆ์ จำนวนเท่านั้นเท่านี้รูปแต่ฝ่ายเดียว
7.ถวายทานแก่ภิกษุณีที่มาขอมาจากสำนักภิกษุณี จำนวนเท่านั้นเท่านี้รูปแต่ฝ่ายเดียว

ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว พิจารณาเห็นว่า พระสัทธรรมนี้มีคัมภีรภาพ จึงมีพระทัยขวนขวายแสวงหาจนพบแล้ว ก็มิได้โปรดเทศนาพระสัทธรรมนั้น
ท้าวสหัมบดีมหาพรหมแจ้งในข้อพุทธปริวิตกนั้นก็พากันลงมาอาราธนา พระพุทธองค์ก็ตรัสไปเทศนาพระธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร ณ.นาควันอุทยาน(ป่าอิสิปตนมฤคทายวันในปัจจุบัน)
กาลเมื่อตรัสเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น พุทธบริษัททั้งหลายต่างพากันมาประชุมกันในที่กำหนดโดยปริมณฑลกลมรอบได้ 100 โยชน์
มีบรรดาเหล่าเทพทั้งหลายอีกเต็มไปทั่วท้องจักรวาล เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว พุทธบริษัทก็ได้สำเร็จมรรคผลยกตนออกจากวัฏสงสารนั้นมีจำนวนมากมายนัก ส่วยฝ่ายเทพก็ได้สำเร็จ
มรรคผลในครั้งนั้นหากำหนดมิได้ ก็มีมากมายนักเช่นกัน

ทรงบำเพ็ญบารมีนานถึง 16 อสงไขยกับแสนกัป

เมื่อพระศรีอริยเมตไตรยได้บำเพ็ญบารมีมาสมบูรณ์เพียบพร้อมแล้ว เป็นเวลานานถึง 16 อสงไขยกับแสนกัป เหล่าเทวดาทั้งหลายทราบว่า พระเมตไตรยโพธิสัตว์พระองค์นี้ได้บำเพ็ญบารมีมา
สมบูรณ์เพียบพร้อมแล้วได้ดำริกันว่า พระเมตไตรยโพธิสัตว์จะเสด็จอุบัติในมนุษย์โลกเพื่อบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วพวกมนุษย์จะพากันบำเพ็ญบุญ จึงพากันมาทูลวิงวอนเพื่อให้ลงไปอุบัติเป็นพระพุทธเจ้ายังโลกมนุษย์

ดุสิตพิภพเป็นนิวาสสถานแห่งหน่อพุทธางกูรบรมโพธิสัตว์

ดุสิตพิภพเป็นนิวาสสถานแห่งหน่อพุทธางกูรบรมโพธิสัตว์
ขณะนี้พระเมตไตรยโพธิสัตว์สถิตอยู่ที่ใด?
เนื่องจากพระเมตไตรยโพธิสัตว์ เป็นหน่อพุทธางกูลบรมโพธิสัตว์เป็นเทพบุตรเสวยทิพยสมบัติในเทวโลกชั้นดุสิตพิมาน มีพระนามว่า สันดุสิตเทวบุตร
ดุสิตพิภพนั้นเป็นนิวาสสถานแห่งหน่อพุทธางกูรบรมโพธิสัตว์ทั้ง 3 ประการคือ.
ประเภทที่ 1. ปัญญาธิกะโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญบารมี 4 อสงไขยกับอีกแสนกัป
ประเภทที่ 2. สัทธาธิกะโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญบารมี 8 อสงไขยกับอีกแสนกัป
ประเภทที่ 3. วิริยาธิกะโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญบารมี 16 อสงไขยกับอีกแสนกัป
พระมหาสัพพัญญบรมโพธิสัตว์ 3 ประเภทนี้ ย่อมบังเกิดในดุสิตเทวโลกมากกว่าที่จะไปบังเกิดในเทวโลกเบื้องต่ำกว่าลงมา พระโพธิสัตว์ทั้ง 3 ประเภทนี้
ได้ทำบุญบริจาคทานตามประเพณีโลกแม้จะนานเท่าใดก็ตาม เมื่อถึงตามเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ก็จะได้ชื่อว่าสร้างบารมีได้ครบเต็มบริบูรณ์ 30 ประการ มีทานบารมี เป็นต้น
จำแนกพระบารมีเป็น 3 ประเภท คือ สามัญบารมี 10 ประการ อุปปารมี 10 ประการ และปรมัตถบารมี 10 ประการ
พระองค์บริจาคทรัพย์ สมบัติ บุตร ภริยา เลือดเนื้อ และชีวิตเป็นมหาทาน บริจาคด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต สร้างสมมาสิ้นกาลช้านาน บำรุงรักษาทศโยธาทหารทั้งหลาย
40 หมู่ ทหารอย่างใหญ่ยิ่ง 10 หมู่ อย่างกลาง 10 หมู่ อย่างต่ำ 10 หมู่ กล่าวคือ บารมี 30 ประการมิให้ขาดตกบกพร่องในทานบารมีเลย พระองค์กระทำถึงขนาด
จนสละชีวิต ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ชั้นดุสิตนี้จึงเป็นที่สำราญ สมควรแก่พระบรมโพธิสัตว์ผู้สร้างบารมีมาเต็ม
ครบจำนวนบริบูรณ์แล้วสถิตอยู่จนกว่าจะถึงกำหนดเวลาที่ต้องลงมาบังเกิดในมนุษย์โลกเป็นพระพุทธเจ้า

ชาติที่เกิดมาเป็นศิษย์ของพระสมณโคดม

ชาติที่เกิดมาเป็นศิษย์ของพระสมณโคดม
อดีตชาติครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าของเรานี้เป็นพระโพธิสัตว์ ได้จุติจากเทวโลกลงมาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ นับถือพระพรหมเป็นศาสนาในครั้งนั้น อยู่ที่ตำบลสาลติยพราหมณ์ ในแคว้นมคธ สอนไตรเพท
แก่พราหมณ์มากมายถึง 500 คน เมื่อบิดามารดาสิ้นชีพแล้วพระโพธิสัตว์ได้นำทรัพย์สินทั้งหมดออกมาบริจาคจนหมดสิ้น แล้วได้ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ที่ภูเขาปัณฏล ในครั้งนั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์ได้
เป็นหัวหน้าศิษย์ คือเป็นหัวหน้าของพราหมณ์ทั้ง 500 คนนั้น
ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่พระฤาษี (พระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบันนี้)กับบรรดาศิษย์ทั้งหลายกำลังยืนอยู่ที่เชิงเขาปัณฏล ได้มองลงไปเบื้องล่าง เห็นแม่เสือตัวหนึ่งกำลังจะกินลูกของตนเป็นอาหาร พระฤาษีเห็นเช่นนั้นจึงคิดอยู่ในใจ
ที่จะช่วยลูกเสือตัวนั้น ได้พูดกับพระเมตไตรยซึ่งเป็นหัวหน้าศิษย์ว่า เรามาช่วยชีวิตลูกเสือตัวนั้นด้วยกันเถิด ขอให้ศิษย์ทุกคนพากันออกไปหาเศษเนื้อ ที่ฝูงสิงโตอาจจะกินเหลือเศษเนื้อทิ้งเอาไว้บ้าง มาให้แม่เสือตัวนั้นกินเป็นอาหาร
จะได้ไม่กินลูกของตนเองเป็นอาหาร พระเมตไตรยพร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลายก็พากันออกไปหาเศษเนื้อที่แดนสิงโตซึ่งอยู่อีกทางด้านหนึ่งของภูเขา
ส่วนพระฤาษีซึ่งยืนอยู่ที่เชิงเขา ได้พิจารณาถึงร่างกายของตนเอง เป็นขันธ์ 5 หรือเป็นร่างกายที่เกลือกกลั้วไปด้วยกิเลสมิใช่น้อยเป็นต้นเหตุ เป็นที่ตั้ง ที่อาศัยของการทำบาป ร่างกายของเรานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย เป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งหลายเมื่อได้ค้นหาอุบายที่จะได้ปลดเปลื้องทุกข์เช่นนั้นแล้ว ก็เห็นมีอยู่อย่างเดียวคือพุทธการกระทำ
ได้แก่กาลกระทำที่จะทำให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเล็งเห็นความสำคัญเช่นนั้นแล้วจึงคิดว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรมชื่อว่า พุทธการกระทำอันยากยิ่ง ไม่สละสิ่งที่ยากยิ่ง
ไม่บริจาคสิ่งที่ยากยิ่ง ไม่อดทนต่อสิ่งที่ยากยิ่ง ก็ไม่อาจบรรลุพุทธภูมิได้ เมื่อปรารถนาเช่นนั้นแล้วจึงได้อธิษฐานว่า
ด้วยอำนาจบุญนี้ ขอให้เราตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลด้วยเถิด และขอให้เราได้ช่วยสัตว์ทั้งหลายให้ถึงความดับสนิทจากสังสารทุกข์ หมดจากทุกข์ภัยทั้งปวงด้วยเถิด
แล้วพระฤาษี(พระโพธิสัตว์)ก็ทิ้งตัวจากเชิงเขาปัณฏลที่ยืนอยู่ตกลงไปกองอยู่ตรงหน้าแม่เสือพอดี แม่เสือเห็นร่างของพระฤาษีอยู่ตรงหน้า ก็ไม่กินลูกของตน หันมากัดกินร่างของพระฤาษีเป็นอาหารแทนพระฤาษีเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว
ก็ไปบังเกิดในเทวโลกด้วยอำนาจของกุศลกรรมที่ทำไว้ดังกล่าวแล้ว
ชาตินั้นแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าของเราเป็นอาจารย์ ส่วนพระเมตไตรยโพธิสัตว์นั้นเป็นลูกศิษย์ที่ได้เกิดในชาติเดียวกัน

ชาติที่เกิดมาเป็นพี่น้องกัน

ชาติที่เกิดมาเป็นพี่น้องกัน
ชาติหนึ่งในอดีตกาลนานมาแล้ว มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งครองเมืองภูสานคร มีพระนามว่า พระวรวงศาธิราช มีพระอัครมเหสีนามว่า สุริยาราชเทวี มีพระโอรส 2 พระองค์
พระนามว่า พระวงศ์สุริยมาศกุมาร(คือพระเมตไตรย)กับพระวรวงศ์ราชกุมาร(คือพระสมณะโคดม)เป็นน้องชาย โอรสทั้งสองมีพระรูปโฉมงดงามยิ่งนัก สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะ
มีความจงรักภักดีต่อพระราชบิดา มีความอุตสาหะ ปฏิบัติพระราชกิจของพระราชบิดาจนเป็นที่โปรดปราน พระวรวงศ์มีพระราชโอรสที่ประสูตรจากพระนางกาไวยเทวี มเหสีรองอีกพระองค์
พระนามว่า ไวยทัตกุมารๆนี้มีจิตใจหยาบช้าเป็นคนว่ายากสอนยาก ชอบรังแกข่มเหงชาวบ้านให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสมอๆ ชาวพระนครได้ประชุมกันกล่าวโทษของไวยทัตกุมารให้พระราชาทรงทราบ
เมื่อพระวรวงศาธิราชทราบเรื่องราวแล้วก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า เจ้าไวยทัตกุมารเป็นคนพาลว่ายาก ไม่เอาใจใส่ในราชกิจทั้งปวง จะรักษาวงศ์ตระกูลไว้ไม่ได้ สมควรที่จะยกให้เป็นทาสรับใช้ของสองพระเชษฐา
ฝ่ายพระนางกาไวยเทวีได้ฟังเช่นนั้นก็ตกพระทัย กลัวว่าพระโอรสของพระนางจะเป็นอันตราย จึงคิดอุบายที่จะให้สองราชกุมารต้องวิบัติเสียจากราชสมบัติ จึงตรัสเรียกกุมารทั้งสองคือ พระวงศ์สุริยมาศกุมาร กับพระวรวงศ์ราชกุมาร
ให้เข้าไปในห้องที่ตนใช้เป็นที่บำเรอพระราชาแล้วแสร้งอุบายสวมกอดสองพระราชกุมารดังว่าสนิทรักใคร่เสน่หากันหนักหนา แล้วตรัสว่า ไวยทัตกุมารผู้น้องของเจ้าทั้งสองนั้น
เป็นคนว่ายากสอนยาก ไม่เอาใจใส่ในราชกิจทั้งปวง และทำให้พระราชบิดาพิโรธโกรธกริ้วมาก เห็นทีจะได้รับความลำบากเป็นแน่ พระราชกุมารทั้งสองจึงรับฟังและกล่าวว่า
พระราชกุมารไวยทัตยังเป็นเด็กอยู่ ปัญญายังน้อย จึงถูกพระราชบิดากริ้วโกรธด่าบริภาษ ขอพระมารดาอย่าได้โศรกเศร้าไปเลย พระนางกาไวยเทวีก็ทำทีเป็นว่ารักใคร่สองพระราชกุมารทำเช่นนี้อยู่ 2-3 วัน เพื่อลวงให้ตายใจ
วันหนึ่งเวลากลางวัน พระนางกาไวยได้ตรัสเรียก 2 พระราชกุมารให้เข้าไปในห้องอีก ให้ประทับนั่งบนที่นอน แล้วตนเองก็ส่งเสียงร้องขึ้นว่า พระนางถูกสองพระราชกุมารข่มเหง ได้กรรแสงเข้าไปเฝ้าพระราชวรวงศาราชบิดาของราชกุมารทั้งสอง
ทูลว่า สองกุมารขึ้นนั่งทับอกแล้วเอาผ้าปิดปาก บีบคอ เตรียมที่จะใช้กำลังข่มขืนข้าพระบาทให้ได้รับความอับอายเป็นอันมาก หากไม่กรุณาข้าพระบาทแล้วจะขอทูลลาตาย
พระเจ้าวรวงศาธิราชพระราชาได้ฟังดังนั้น ก็พิโรธโกรธกริ้วทันที รับสั่งให้อำมาตย์ไปจับตัวสองราชกุมารมัดแขนไพล่หลังนำมาเฝ้า สองราชกุมารก็ส่งเสียงร้องให้พระมารดาช่วย พระอัครมเหสีสุริยาราชเทวีทรงทราบแล้วก็ตกพระทัย
ทรงกรรแสงเสด็จเข้ามาเฝ้าพระสามี ทูลถามถึงเรื่องที่ให้ไปจับพระราชกุมารทั้งสองมามัดแขนไพล่หลัง พระราชาทรงตรัสบริภาษว่า เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าสามานย์ลูกของเจ้าจึงระคนปนด้วยชาติพาล ก็นางกาไวยเขาช่วยเลี้ยงดูจิตกรุณาเหมือนกับลูกของเขา
ควรหรือที่จะอกตัญญูไม่รู้คุณ ข่มเหงทำทีจะปล้ำจะข่มขืนเขาซึ่งต่อไปภายหน้าก็จะจับตัวเราชิงเอาราชสมบัติเสียก็ได้ เมื่อตรัสแล้ว ก็สั่งให้เพชรฆาตนำสองราชกุมารไปโบยคนละ 80 ที แล้วผูกพระศอนำไปประหารชีวิตเสียในป่าช้าผีดิบ
เพชรฆาตก็นำสองพระราชกุมารไปตามพระราชโองการ
พระอัครมเหสีสุริยาราชเทวีพระมารดา ทรงกรรแสงร่ำให้วิ่งเข้าไปสวมกอดราชกุมารทั้งสองด้วยความรัก พระราชกุมารทั้งสองก็ทรงกรรแสง สรรเสริญพระคุณของมารดา และทรงเตือนพระมารดาให้ทรงปฏิบัติราชกิจอย่าได้หลงลืม อย่าประมาท ของจงทรงพระเจริญอายุยืนนาน
และอย่าได้ประมาทในการบำเพ็ญกุศลเพราะความประมาทเป็นทางแห่งความตาย
ขณะนั้น เพชรฆาตก็ฉุดคร่าสองกุมารไปจากพระหัตถ์ของพระอัครมเหสี พระนางถึงกับเป็นลมสลบไป นางสนมทั้งหลายก็พากันมาอุ้มพระนางขึ้นไปบนปราสาท เมื่อทรงฟื้นขึ้นมาก็ทรงกรรแสงคร่ำครวญ
ทรงดำริที่จะช่วยราชบุตรทั้งสองให้พ้นจากภัยอันตราย จึงให้นางกำนัลคนสนิทเอาทองคำพันตำลึงไปติดสินบนเพชรฆาต ให้ปล่อยพระราชกุมารทั้งสองกลับมา เพชรฆาตก็รับทองคำไว้ด้วยความโลภ
พร้อมกับนัดหมายว่า คืนนี้จะพาราชบุตรทั้งสองไปนอกพระนคร แล้วฆ่าโจรที่มีโทษหนักสองคนแทน
ครั้นได้เวลานัดหมาย พระนางก็ให้นางกำนัลคนสนิทพาพระราชโอรสทั้งสองมาแล้วทรงเข้าสวมกอดแล้วจุมพิตด้วยความรัก ทรงมอบไถ้ใส่อาหารแห้งให้ทั้งสองราชกุมารไปพร้อมทั้งหัวแหวนและแก้วมณีดวงหนึ่งมีค่าประมาณแสนตำลึง
องค์ละ 1 ทะนาน สำหรับใช้แลกเปลี่ยนเลี้ยงชีวิตในประเทศอื่น
สองพระราชกุมารทรงกราบพระมารดาแทบพระบาท แล้วทูลว่า ถ้าลูกทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ภายใน 3 ปีจะกลับมาเฝ้าพระมารดาให้จงได้ แล้วถวายบังคมลาพระมารดา เดินทางไปตามทางกันดาร
ไปถึงต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งเป็นเวลาเย็น จึงได้พักค้างคืนใต้ต้นไทรใหญ่ในคืนวันนั้น
ในครั้งนั้นมีไก่อยู่ 2 ตัว ตัวหนึ่งมีสีขาว อีกตัวหนึ่งสีดำ อาศัยนอนอยู่บนต้นไทรนั้น กลางวันออกไปหากินค่ำวันนั้นไก่ตัวสีขาวกลับมาถึงก่อนก็นอนอยู่ที่บนสูง
ไก่ดำมาทีหลังก็นอนในที่ต่ำกว่า ครั้นเวลาปัจฉิมยามไก่ขาวก็ขันขึ้น ไก่ดำได้ยินเช่นนั้นก็หาว่าไก่ขาวดูหมิ่นตน จึงกล่าวว่า เจ้ามีคุณวิเศษอะไรหรือจึงได้ไปนอนข้างบนแล้วถ่ายรดหัวเรา
ไก่ขาวก็กล่าวว่า ก็เรามาถึงก่อนเราก็นอนที่สูง เจ้ามาถึงทีหลังก็ต้องนอนในที่ต่ำก็ถูกแล้วนี่ เจ้าจะมาโกรธเราทำไมกัน คุณวิเศษของเราก็มีอยู่ใครได้กินเนื้อหัวใจเมื่อเราตายแล้ว
เขาจะได้เป็นจักรพรรดิราชทีเดียว แล้วเจ้าละมีคุณวิเศษอะไร ไก่ดำบอกว่า สำหรับเรานั้นหรือ ผู้ใดกินเนื้อหัวใจของเรา เขาจะสามารถยกศิลาขึ้นฆ่ายักษ์ให้ตายได้
แล้วจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ ไก่ทั้งสองโต้เถียงกันทำให้เกิดบันดาลโทสะด้วยกัน ในที่สุดเกิดจิกตีกันแล้วตกลงมาตายทั้งคู่
ราชกุมารทั้งสองบรรทมอยู่ใต้ต้นไทรนั้น จึงได้ก่อไฟย่างไก่ทั้งสองตัว พระเชษฐา(พระเมตไตรย)เสวยเนื้อหัวใจไก่ขาว พระอนุชา(พระสมณะโคดม)เสวยเนื้อหัวใจไก่ดำ
พระอนุชาตรัสว่า เราทั้งสองคงมีบุญ เบื้องหน้าจะได้พบพระมารดาเป็นแน่แท้ ตรัสแล้วก็เสด็จออกจากที่นั่น เที่ยวสัญจรไปประมาณครึ่งเดือน จึงเสด็จถึงเมืองๆหนึ่ง ชื่อว่า ไอยมาส
ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จเข้าไปพักที่ศาลาหลังหนึ่งอยู่ภายนอกพระนคร แล้วบรรทมหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย
สมัยนั้นกษัตริย์ผู้ครองเมืองไอยมาสสวรรคตได้ 7 วันแล้ว แต่ไม่มีพระราชโอรสธิดาที่จะสืบราชสมบัติ เหล่าอำมาตย์จึงได้ประชุมปรึกษาหารือกัน เพื่อหากษัตริย์มาปกครองเมืองไอยมาส
จึงได้ตกลงกันโดยใช้วิธีเสี่ยงราชโอรถแสวงหาผู้ที่มีบุญ ถ้าหากราชรถนี้ไปเกยณ.ที่ไหน ที่บุคคลนั้น ผู้นั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญ ควรแก่การที่จะเป็นกษัตริย์ครองนครไอยมาสได้
เมื่อพราหมณ์ได้ทำพิธีอธิษฐานเสร็จ ก็ปล่อยราชรถออกเดินทางไปเรื่อยๆ พราหมณ์ทั้งหลายก็ออกเดินตามไป ราชรถไปหยุดอยู่ที่ผู้ใด ก็จะเชิญผู้นั้นขึ้นครองราชสมบัติ
ราชรถก็ไปหยุดอยู่ที่ศาลานอกพระนครที่พระราชกุมารทั้งสองบรรทมหลับอยู่ ราชรถได้กระทำประทักษิณ 3 รอบ ท่านปุโรหิตผู้เป็นประธานได้พิจารณาดูลายลักษณ์พระบาทของพระกุมารแล้ว
เห็นมีลักษณะดี จึงประกาศว่า ท่านทั้งหลาย ท่านผู้นี้มีบุญมาก อย่าว่าแต่จะครองพระราชสมบัติเพียงทวีปเดียวเลย
ทั้งราชสมบัติในทวีปใหญ่ทั้ง 4 ก็สามารถครอบครองได้ ว่าแล้วก็อุ้มพระราชกุมารองค์ใหญ่(พระเมตไตรย)พาขึ้นราชรถไปยังพระราชวังให้บรรทมเหนือแท่นที่อันมีสิริในปราสาท
เมื่อพระวงศ์สุริยามาศทรงตื่นบรรทม ทรงเห็นคนเป็นอันมาก มีปุโรหิต พราหมณ์เป็นต้น ก็เสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง ปุโรหิตให้ทรงทราบว่า กษัตริย์ของข้าพระบาททั้งหลายได้สวรรคตแล้ว
ไม่มีราชโอรสหรือราชธิดาเลย ขอพระองค์จงได้ปกครองราชสมบัติในนครนี้เถิด
พระวงศ์สุริยมาศกุมารตรัสถามว่า พวกท่านพาเรามาแล้วน้องชายของเราพวกท่านนำไปไว้ที่ใด พระราชบุรุษทูลว่า ยังบรรทมหลับอยู่ที่ศาลานั่นเอง พระวงศ์สุริยมาศกุมารทรงพิโรธตรัสว่า
เราทั้งสองเป็นพี่น้องต้องพลัดพรากจากมารดาและบิดา เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ไฉนพวกท่านจึงทิ้งน้องของเราได้ ทำไมจึงไม่พามาด้วย พวกอำมาตย์ทูลว่า จะไปเชิญเสด็จมาถวายพระเจ้าข้า
แต่เมื่ออำมาตย์ไปถึงศาลานั้นก็ไม่พบราชกุมารเสียแล้ว ต่างก็พากันเที่ยวค้นหาไปทั่วก็ไม่พบ จึงกลับมากราบทูลให้พระวงศ์สุริยมาศทรงทราบ พระวงศ์สุริยมาศทรงกรรแสงเป็นห่วงพระอนุชา
พวกอำมาตย์จึงกราบทูลว่า ขอพระองค์จงทรงสั่งให้สร้างศาลา แล้วเขียนภาพจำเดิมตั้งแต่พระราชบิดาให้เพชรฆาตจับมัดมือพาไปประหารชีวิต จนกระทั่งเสด็จออกจากพระนครมาบรรทมหลับอยู่ที่ในศาลา
แล้วพระเซษฐาก็ถูกอุ้มนำตัวออกมาจากศาลานั้นขณะที่ยังหลับอยู่ไปยังปราสาท แล้วให้สร้างรูปทองให้เหมือนพระองค์ประดิษฐานไว้ ให้บริจาคแก่คนอนาถาทุกวันมิได้ขาด
หากพระอนุชาของพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ เสด็จผ่านมาเห็นภาพประวัตินั้นเข้า ก็จะอดกลั้นความโศกเอาไว้ไม่ได้ จะทรงกรรแสง ข้าพระองค์ทั้งปวงก็จะได้ทราบว่า ผู้นั้นเป็นพระอนุชาของพระองค์ พระวงศ์สุริยมาสกุมารโปรดให้ทำตามคำแนะนำนั้น
ฝ่ายพระอนุชาทรงตื่นบรรทมที่ศาลานั้นแล้ว ไม่เห็นพระเซษฐาก็เสด็จออกจากศาลาเที่ยวตามหา ทรงกรรแสงร่ำให้รำพันไปต่างๆว่า เราพี่น้องต้องพลัดพรากจากบิดามารดาได้รับความเดือดร้อนมาด้วยกัน
จะได้อยู่เป็นเพื่อนกันสองคน บัดนี้เราต้องมาเป็นคนกำพร้าคนเดียว ไม่มีเพื่อนอีกแล้ว เราจะได้อาหารที่ไหน หากเราตายไป พระเชษฐาก็ไม่ทรงทราบ พระเชษฐาอาจจะถูกเสือโคร่งคาบไปกิน
หรือถูกพวกยักษ์ภูตผีปีศาจกินเสียแล้วก็ไม่รู้ แต่ถ้าถูกสัตว์ร้ายกินก็คงจะมีซากเหลือไว้ให้เห็นบ้าง หรือว่าพระเชษฐาทรงกังวลในตัวเรา จะพาเราไปด้วยก็หนักใจทิ้งเราเสีย เราผู้เดียวจะแสวงหาความสุขความสำราญได้
แต่จะได้ความสุขสำราญจากที่ไหน พระเชษฐาจะเที่ยวไปก็เที่ยวไปตามประสงค์เถอะ แต่พระเชษฐานี้มีพระคุณแก่เราเสมอมาราวกับพระราชบิดาทีเดียว คงจะไม่ทิ้งเราแน่
แต่เพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน เราจึงต้องพลัดพรากจากกัน ได้รับความทุกข์มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
พระวรวงศ์ราชกุมารโพธิสัตว์ ครั้นทรงบรรเทาความโศรกเศร้าด้วยพระปรีชาญาณแล้ว จึงได้เสด็จเที่ยวไปตามทางโดยไม่มีจุดหมายว่าจะไปที่ใด เวลาบรรทมก็บรรทมในป่า
มีหมู่เทพธิดาคอยพิทักษ์รักษาไว้ ครั้นตื่นบรรทมแล้วก็เสด็จเที่ยวไปเรื่อยๆ ครั้นถึงเวลาเย็นของวันของวันนั้นก็ได้เสด็จไปถึงบ้านของโลภันธะเศรษฐี จึงได้เข้าไปขออาหารกับนางทาสี บอกว่าเป็นคนหลงทางมา
นางทาสีมีใจกรุณาจึงนำเอาภาชนะดินใส่อาหารมาให้เสวย แล้วบอกว่า นางเป็นคนจน ใต้เทียนที่จะจุดให้แสงสว่างก็ไม่มี ขอให้พ่อจงกินอาหารในที่มืดๆเถิด พระวรวงศ์ราชกุมารโพธิสัตว์รับอาหารแล้ว
ก็ไปนั่งอยู่ในที่อีกด้านหนึ่ง เอาแก้วมณีออกมาวางไว้บนภาชนะ แล้วเสวยอาหารด้วยแสงสว่างแห่งแก้วมณีนั้น นางทาสีเห็นแล้วสงสัยว่า ชายผู้นี้ได้ใต้เทียนที่ไหนมาจุดไฟ
จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นเป็นแสงแก้วมณี จึงรีบไปบอกให้โลภัณธะเศรษฐีที่เป็นเจ้านาย ซึ่งเป็นคนที่มีความโลภมาก เมื่อได้ฟังคำของนางทาสีแล้วก็ยินดี เรียกทาสกรรมกรจำนวนมาก
ให้จับพระวรวงศ์ราชกุมารโพธิสัตว์ไปโบยตี กล่าวหาว่าเป็นโจร ลักเอาแก้วมณีของตนไป แล้วชิงเอาแก้วมณีนั้นไป ให้ผูกพระศอพระราชกุมารโพธิสัตว์แล้วให้พาไปคุมตัวไว้
พระราชกุมารโพธิสัตว์ได้รับทุกขเวทนามากตรัสว่า เราไม่ได้ลักแก้วมณีของท่าน แก้วมณีนี้มารดาของเราให้มา ถ้าท่านอยากจะได้ก็จงเอาไปเถิด จะมาทรมานทำให้เราลำบากทำไมกัน เศรษฐีสั่งให้จองจำพระราชกุมาร
โพธิสัตว์ด้วยโช่ตรวน แล้วมอบให้ทาสไป พระราชกุมารโพธิสัตว์ได้เสวยทุกขเวทนามาก ทั้งอดอาหารอีกด้วย
ครั้งนั้นธิดาของเศรษฐี ชื่อว่า นางคารวี เห็นราชกุมารโพธิสัตว์ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสเช่นนั้นก็สงสาร บังเกิดความเสน่หาด้วยบุพเพสันนิวาส จึงเข้าไปกราบไหว้วิงวอนบิดาให้ปล่อยพระราชกุมารโพธิสัตว์เสีย
อย่าได้ก่อบาปก่อกรรมกันอีกเลย ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ทุกข์นั้นจะกลับมาถึงตน ท่านเศรษฐีฟังแล้วก็โกรธ ด่าธิดาว่าใฝ่ต่ำ มาผูกสมัครรักใคร่โจร ทำให้บิดามารดาต้องขายหน้า นางคารวีถูกด่าว่า
ก็ได้รับความอับอาย จึงกลับไปห้องของตนส่งคนสนิทนำเงินไปให้เป็นสินบนแก่ผู้คุมพระราชกุมาร ไม่ให้จองจำ ผู้คุมเมื่อได้รับเงินเป็นสินบน ก็แก้เครื่องจองจำออก นางคารวีจึงจัดน้ำอาหารขนมไปเลี้ยงดูพระราชกุมารโพธิสัตว์ในห้องขังทุกวัน
พระราชกุมารโพธิสัตว์ได้คลายความทุกข์ทรมานลงได้บ้าง
ต่อมาท่านเศรษฐีจะไปค้าขายยังเมืองอื่น จึงจัดแจงสิ่งของบรรทุกเรือสำเภาพาเอาพระราชกุมารโพธิสัตว์ไปด้วย นางคารวีทราบก็วิงวอนขอบิดาให้ตนไปด้วย
เศรษฐีโกรธได้ด่าว่า นางอยากได้สามีเป็นโจร นางจึงแก้ว่า ต้องการจะไปรับใช้บิดา เพราะการเดินทางไกลหากเจ็บป่วยขึ้นมาไม่มีใครดูแล เศรษฐีจึงอนุญาตให้นางไปด้วย
พอถึงวันฤกษ์ดี โลภัณธะเศรษฐีสั่งให้ออกเรือ แต่ทาสกรรมกรทั้งหมดไม่สามารถนำเรือออกมาจากท่าได้ ท่านเศรษฐีจึงให้พระราชกุมารโพธิสัตว์ขึ้นไปโบกธงที่หัวเรือ พอพระราชกุมารโพธิสัตว์ขึ้นไปโบกธงเท่านั้นแหละ เรือสำเภาก็เคลื่อนออกจากท่าได้
คนทั้งปวงได้เห็นราชกุมารโพธิสัตว์ก็โสมนัสยินดี เมื่อเศรษฐีไม่อาจหาสาเหตุที่จะฆ่าพระราชกุมารโพธิสัตว์ให้ตายได้ ก็เกิดความไม่พอใจ เพราะความที่ตนเห็นผิด
ส่วนเรือสำเภาแล่นไปในมหาสมุทรอยู่หลายวัน ก็ถึงท่าเรือเมืองครุนคร ในนครนั้นมีสระน้ำใหญ่ มีเสาประโคนศิลาอยู่กลางสระน้ำนั้น มียักษ์สิงอยู่ที่เสาประโคนศิลานั้น มีอักษรจารึกไว้ที่เสาประโคนศิลา
ว่า ผู้ถอนเสาประโคนศิลาได้ จะได้พระขรรค์ที่สามารถฆ่ายักษ์ได้ จะเป็นผู้ที่มีบุญใหญ่ ครั้นครบกำหนด 3 ปีน้ำในสระนั้นจะเกิดเป็นน้ำกรด มียักษ์เกิดขึ้นจากเสาประโคนศิลานั้นมากินกษัตริย์
ที่ครองนครนั้เสีย กษัตริย์องค์ใหม่ครองนครได้ 3 ปี ยักษ์ก็มากินกษัตริย์นั้นอีก กษัตริย์องค์อื่นมาครองนครนั้นแทน ก็ถูกยักษ์กินอีก จะเป็นเช่นนี้ ทุกๆ 3 ปีตลอดมา
ในสมัยนั้น กษัตริย์ผู้ครองครุนคร มีพระนามว่า พระเจ้าภุสาราช โลภัณธะเศรษฐีให้คนเชิญเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้าภุสาราช กราบทูลว่า ข้าพระบาทจับโจรได้ 1 คน นำมาถวายพระองค์
พระเจ้าภุสาราชราชทรงสดับแล้วดำริว่า อีก 7 วันเราจะถูกยักษ์จับกินเป็นอาหาร ก็ดีแล้วเราจะตั้งโจรผู้ร้ายนี้ไว้ในราชสมบัติ เมื่อยักษ์มาก็จะกินโจรผู้นี้เสีย ครั้นทรงดำริเช่นนี้แล้ว ก็ทรงให้ราชบุรุษนำโจรนั้นมา
ราชบุรุษก็ฉุดคร่าพระราชกุมารโพธิสัตว์จากเรือสำเภาโบยตีพาไปเฝ้าพระเจ้าภุสาราช พระราชกุมารทรงกรรแสงมีพระเนตรไหลทรงดำเนินตามราชบุรุษนั้นไป นางคารวีเห็นเช่นนั้นก็โศรกเศร้าเสียใจจนสลบไป
พวกราชบุรุษพาราชกุมารโพธิสัตว์ไปถวายพระเจ้าภุสาราช
พระเจ้าภุสาราชทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของพระราชกุมารโพธิสัตว์ ก็ทรงเลื่อมใส ตรัสว่า
พ่อเอ๋ย พ่อเป็นหนุ่มน้อยงดงาม ไฉนจึงมาเป็นโจรไม่ละอายบ้างหรือ
พระราชกุมารโพธิสัตว์กราบทูลว่า
ข้าพระบาทมิได้เป็นโจร แก้วมณีนี้พระมารดาของข้าพระบาทประานให้มา แต่เศรษฐีชิงเอาแก้วมณีของข้าพระบาทไป แล้วใส่ความข้าพระบาทว่าเป็นโจร จองจำข้าพระบาทด้วยโซ่ตรวนแล้วพามาประเทศนี้
พระราชาสดับแล้วทรงตรัสว่า
พ่อมหาจำเริญ เราจะเลี้ยงเอาไว้ให้ครองราชสมบัติ
พระราชกุมารโพธิสัตว์ทูลว่า
ข้าพระบาทยังมีความทุกข์อีกมาก ปราศจากความสุขสำราญ จะครองราชสมบัติได้อย่างไร?
พระราชาตรัสว่า
ความทุกข์ของเจ้าเพียงเท่านี้จะเป็นไรไป
พระราชกุมารโพธิสัตว์จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระราชาทราบ
พระราชาตรัสว่า
เราสำคัญผิดคิดว่าเจ้าเป็นโจร ไม่รู้เลยว่าเจ้าเป็นวงศ์กษัตริย์
ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงไปอ่านตัวอักษรที่จารึกไว้ที่เสาประโคนแล้วฆ่ายักษ์เสียแล้วครองราชสมบัตินี้เถิด
พระราชกุมารโพธิสัตว์เสด็จไปที่ใกล้เสานั้น ทรงอ่านอักษรจารึก เมื่อทราบความแล้วกลับมาทูลพระราชาว่า
ขอพระองค์อย่าได้เศร้าโศกไปเลย ขอจงเกษมสำราญเถิด ข้าพระบาทจะถอนเสาประโคนศิลานั้นเสีย แต่ขอให้โลภัณธะเศรษฐีนำเอาแก้วมณีของข้าพระบาทคืนมา
พระราชาจึงตรัสสั่งให้โลภัณธะเศรษฐีนำเอาแก้วมณีมาคืนให้พระราชกุมารโพธิสัตว์ได้แก้วคืนมาแล้วก็ทรงโสมนัสปรีดาเหมือนกับได้พบพระมารดา ทรงยกแก้วมณีคืนมาแล้วก็ทรงโสมนัสปรีดาเหมือนกับได้พบพระมารดา ทรงยกแก้วมณีขึ้นจุมพิตแล้ววางไว้บนศีรษะ
พระราชาให้พระราชกุมารโพธิสัตว์สรงน้ำ ตบแต่งองค์ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ให้เสวยอาหารรสเลิศ ทรงชุบเลี้ยงพระราชกุมารโพธิสัตว์ราวกับพระราชโอรสของพระองค์เอง
กิตติศัพท์ก็ระบือไปทั่วพระนคร
ครั้นถึงวันที่ 7 มหาชนจำนวนมากก็พากันมาประชุมกันเพื่อปรารถนาจะดูยักษ์จับพระราชากิน พระราชาจึงตรัสสั่งโยธาจำนวนมากให้ช่วยกันถอนเสาประโคนศิลากลางสระน้ำใหญ่นั้น
แต่ก็ไม่สามารถถอนขึ้นมาได้พากันเป็นลมสลบกันหมดทุกคน พระราชาทรงหวาดหวั่นพระทัย ตรัสวิงวอนให้พระราชกุมารโพธิสัตว์ช่วย
พระราชกุมารโพธิสัตว์จึงเสด็จเข้าไปใกล้เสานั้น ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า
ข้าแต่ทวยเทพทั้งหลาย ข้าจักได้ตรัสรู้สัพพัญญุตญาณในอนาคต ขอให้เสาประโคนหลักศิลานี้เพียงแค่ข้าแตะด้วยมือเท่านั้นก็ขอให้ขึ้นมาโดยง่ายดายเถิด
ทันใดนั้นเอง เทพเจ้าทั้งหลาย มีท้าวสักกะเป็นประธาน ต่างมาประชุมกันเพื่อจะถอนเสาประโคนศิลานั้น พระราชกุมารโพธิสัตว์ เมื่อจะทรงถอนเสาศิลา ทรงระลึกถึงบารมีทั้งสิบ
แล้วเข้าไปถอนเสาประโคนศิลานั้นได้โดยง่าย ทรงได้พระขรรค์เล่มหนึ่งที่โคนเสานั้น เมื่อพระราชกุมารโพธิสัตว์หยิบพระขรรค์มาแล้วก็โยนเสาศิลาลงในสระน้ำใหญ่นั้น
เสาศิลานั้นส่งเสียงดังเหมือนคั่วเข้าตอกแล้วย่อยละเอียดเป็นผงไป สิ่งอัศจรรย์ทั้งหลายก็ปรากฏขึ้น แม้พื้นปฐพีก็กัมปนาทหวั่นไหวดุจพญาช้างสารเมามันฉันนั้น บรรดาเทพดาทั้ง
หลายตั้งแต่เบื้องล่าง ไปจนถึงพรหมโลกพากันแซ่ซ้องสาธุการไปทั่ว พระราชาตรัสว่า นั่นเป็นเพียงความสำเร็จขั้นแรกเท่านั้น ยังจะมียักษ์เป็นดอกปทุมชาติผุดขึ้นมาภายหลังอีก
พระราชกุมารโพธิสัตว์จึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า
ถ้าเราเป็นผู้มีบุญจะได้เป็นกษัตริย์ในพระนครนี้ไซร้ เราจะโยนแก้วมณีลงไปในน้ำ ขอแก้วมณีที่เราโยนลงไปแล้วอย่าได้จมน้ำเลย
ครั้นทรงอธิษฐานแล้ว ก็โยนแก้วมณีลงไปในสระน้ำใหญ่นั้น แก้วมณีก็ไม่จมน้ำ กลับลอยอยู่บนผิวน้ำ พระราชกุมารโพธิสัตว์ทรงถือพระขรรค์ลงไปในสระนั้น มีแก้วมณีเป็นอันมากมาแวดล้อมพระราชกุมารโพธิสัตว์แล้วประดิษฐานอยู่
ส่วนยักษ์ก็ปรากฏก็ปรากฏเป็นดอกปทุมชาติผุดขึ้นมา พระราชกุมารโพธิสัตว์ก็ใช้พระขรรค์ฟาดดอกปทุมชาตินั้น ดอกปทุมชาติก็กลายเป็นยักษ์ถึงแก่ความตาย
เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายพากันชื่นชมโสมนัส บันลือเสียงสรรเสริญอยู่อย่างกึกก้อง จนชนทั้งหลาย ต่างพากันมาอวยชัยให้พระราชกุมารโพธิสัตว์
พระเจ้าภุสาราชได้เข้าสวมกอดพระราชกุมารโพธิสัตว์ แล้วตรัสว่า
เจ้าได้ให้ชีวิตแก่พ่อ พ่อจะยกนางมกุฏเทวีพระราชธิดาของพ่อให้แก่เจ้า แล้วจะทำการอภิเษกมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าด้วย
พระราชกุมารโพธิสัตว์ตรัสว่า
ข้าพระบาทมีภรรยาแล้ว ชื่อ คารวี เป็นธิดาของโลภัณธะเศรษฐี
พระราชาก็ตรัสว่า
แม้เจ้าจะมีชายาอยู่แล้วก็ช่างเถอะ คนทั้งหลายที่มีชายา 2 คนก็มีมาก เจ้าจะมี 2 คนบ้างไม่ได้หรือ ให้เป็นฝ่ายขวาคนหนึ่ง ฝ่ายซ้ายคนหนึ่ง
ตรัสแล้วให้ราชบุรุษพานางคารวีมาเฝ้า แล้วตรัสว่า
เจ้าและพระนางมกุฏเทวีธิดาของเรา จงมีความเสน่หารักใคร่เหมือนพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ช่วยปรนนิบัติสามีเถิด
นางคารวีก็ถวายบังคมรับพระราชโองการ พระราชาทรงโปรดให้ทำการมงคลถึง 7 วัน แล้วให้พระราชกุมารโพธิสัตว์ขึ้นครองราชสมบัติ กิตติศัพท์ก็ฟุ้งขจรไปว่า มีพระมหากษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เป็นผู้มีบุญมาก
ฆ่ายักษ์ตาย แล้วได้ครองราชสมบัติ พระเจ้าวรวงศ์ทรงให้เชิญพระเสื้อเมืองในพระนครนั้น ซึ่งถูกยักษ์ขับไล่ไปให้ประดิษฐานอยู่ที่ขอบจักรวาล และกระทำพิธีกรรมด้วยเครื่องสักการะใหญ่
แล้วให้สถิตย์อยู่ที่ศาลเทพารักษ์ พระเสื้อเมืองทราบคุณของพระเจ้าวรวงศ์โพธิสัตว์แล้ว ปรารถนาจะแทนคุณของพระโพธิสัตว์ จึงถวายแก้วมณีดวงหนึ่ง ซึ่งมีอานุภาพมากแก่พระเจ้าวรวงศ์โพธิสัตว์
แล้วได้กราบทูลถึงการที่จะใช้แก้วมณีนั้นว่า แก้วมณีดวงนี้มีอานุภาพมาก ถ้าพระองค์ปรารถนาประสงค์จะเสด็จไปทางอากาศ ก็ให้ถือแก้วมณีดวงนี้ไป ถ้าจะประสงค์สิ่งใดแก้วมณีนี้ก็จะบันดาลให้ได้ตามความปรารถนาทุกประการ
พระเจ้าวรวงศ์โพธิสัตว์รับแก้วมณีนั้นเอาไว้ ได้เสวยราชสมบัติอยูเป็นเวลานาน
ตอนเที่ยงคืนของคืนหนึ่ง พระองค์ทรงหวนระลึกถึงพระเชษฐา พอรุ่งเช้าจึงได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าภุสาราช ทูลลาเพื่อไปติดตามหาพระเชษฐา พระเจ้าภุสาราชสดับแล้วทรงกรรแสงตรัสว่า
เจ้าจะไปติดตามหาพระเชษฐา พ่อจะห้ามก็มิควร แต่เจ้าจะพาชายาทั้งสองไปด้วยหรือไม่ พระวรวงศ์ทูลว่า ข้าพระบาทขอฝากพระนางมกุฏเทวีไว้ ข้าพระบาทจะเสด็จไปกับพระนางคารวี พระนางมกุฏเทวีได้ฟังเช่นนั้นทรงพระกรรแสง
ทรงวิงวอนขอเสด็จไปด้วย แต่พระเจ้าวรวงศ์ไม่ทรงอนุญาติตรัสว่า พี่จะไปทางอากาศ จะอุ้มทั้งสองนางไปด้วยกันได้อย่างไร ขอให้พระนางคอยอยู่ที่นี่กับพระราชบิดาเถิด ไปไม่นานก็จะกลับมา
ครั้นแล้วพระเจ้าวรวงศ์ก็ถวายบังคมลาพระเจ้าภุสาราช พร้อมกับอุ้มพระนางคารวี แล้วถือแก้วมณีอธิษฐานเหาะขึ้นไปในอากาศ พอถึงเวลาเย็นทอดพระเนตรเห็นอาศรมของพระดาบสอยู่ในป่าแห่งหนึ่งก็เสด็จลงจากอากาศเข้าไปขอพักอาศรัยอยู่สักคืนหนึ่ง
ดาบสถามว่า ท่านทั้งสองมาจากไหน เมื่อทราบว่ามาจากครุนคร ดาบสจึงถามว่า ครุนครอยู่ไกลจากที่นี่มาก ท่านใช้เวลาเดินทางกี่วันจึงมาถึงที่นี่ เมื่อทราบว่าวันเดียวก็แปลกใจ จึงถามว่า ระยะทางไกลมากมาถึงวันเดียวได้อย่างไร พระวรวงศ์ตรัสว่า เรามาด้วยอานุภาพของแก้วมณี
ดาบสได้ฟังแล้วคิดว่า เมื่อคนทั้งสองนอนหลับแล้ว เราจะลักเอาแก้วมณีแล้วเหาะหนีไป พระเจ้าวรวงศ์กับพระชายาเดินทางมาด้วยความอ่อนเพลียก็บรรทมหลับสนิท
ฝ่ายพระดาบสก็ทำทีเป็นว่าเดินจงกรมไปมาอยู่ใกล้ๆกับที่ทั้งสองบรรทม แล้วลักเอาแก้วมณีเหาะหนีไป
ครั้นรุ่งเช้าพระวรวงศ์ตื่นบรรทมก็ไม่เห็นพระดาบส ครั้นดูแก้วมณีก็หายไปด้วย จึงปลุกพระนางคารวีแล้วบอกว่า ดาบสลักเอาแก้วมณีของเราไปเสียแล้ว ทีนี้เราจะเดินทางไปได้อย่างไร ทั้งสองก็พากันกรรแสงด้วยความเศร้าสลดใจ
แล้วเสด็จออกจากอาศรมเดินไปในป่าโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน
ครั้นมาถึงต้นไทรของพญายักษ์ตนหนึ่ง ก็พากันไปพักใต้ต้นไทร เมื่อยักษ์เห็นคนทั้งสองก็วิ่งมาด้วยกำลังส่งเสียงกึกก้อง พระเจ้าวรวงศ์เห็นเช่นนั้น ก็ฉุดพระหัตถ์ของพระชายาพากันวิ่งหนี ยักษ์ติดตามมาจนมาถึงมหาสมุทร ทั้งสองพากันหนีลงไปในมหาสมุทรว่ายน้ำหนีไปอย่างรวดเร็ว
ยักษ์ไม่อาจติดตามลงไปในมหาสมุทรได้ พระเจ้าวรวงศ์บอกกับพระชายาว่า มหาสมุทรนี้กว้างใหญ่มากนัก น่ากลัว มีอันตรายมาก เจ้าจงเจริญเมตตาจิตให้แก่หมู่สัตว์ทั้งปวง
ทันใดนั้นก็เกิดลมพายุใหญ่ เมฆดำทะมึนเต็มท้องฟ้า ฝนตกลงมาท้องฟ้ามืดมิดหมดจนกำหนดทิศน้อยทิศใหญ่ไม่ได้ ทั้งสองถูกคลื่นซัดไปจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ต้องพลัดพรากจากกันไปคนละทิศคนละทางจนอรุณรุ่งคลื่นได้ซัดพระเจ้าวรวงศ์เข้าฝั่ง
เมื่อขึ้นฝั่งได้แล้วก็เที่ยวตามหาพระนางคารวีก็ไม่พบ ทรงคร่ำครวญจนสลบไป ครั้นฟื้นคืนสติก็เข้าพระทัยว่า พระชายาคงสิ้นพระชนม์เสียแล้ว จึงเสด็จสัญจรเข้าไปในป่าเป็นเวลาถึง 7 วันก็เสด็จถึงเมือง ไอยมาสนคร
ครั้งนั้นดาบสที่ลักเอาแก้วมณีของพระเจ้าวรวงศ์เหาะหนีมาได้เหาะขึ้นไปสูงเกินประมาณ จึงถูกลมกรดเบื้องบนพัดเอาศรีษะขาดลงมาใกล้กับนครไอยมาสนั้นพร้อมด้วยแก้วมณี พ่อค้าผู้หนึ่งเก็บแก้วมณีนั้นได้
ได้นำไปถวายพระเจ้าวงศ์สุริยมาศ พระเจ้าวงศ์สุริยมาศก็ทรงโปรดให้นำแก้วมณีนั้นไปตั้งไว้ในโรงทาน
เมื่อพระเจ้าวรวงศ์ทอดพระเนตรเห็นโรงทาน ก็เสด็จเข้าไปเสวยอาหารในโรงทานนั้น ได้เที่ยวดูรูปภาพที่เขียนเอาไว้ในโรงทานพร้อมอักษรคำบรรยาย ทรงเห็นรูปภาพของพระเชษฐากับแก้วมณีในห้องแรก
รูปพี่น้องพลัดพรากจากมารดาในห้องที่ 2 รูปภาพที่พี่น้องทั้ง 2 บรรทมหลับในห้องที่ 3 เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ถึงกับสลบไป พวกอำมาตย์ราชบุรุษที่เฝ้าคอยดูอยู่เช่นนั้น ก็ไปกราบทูลให้พระราชา
วงศ์สุริยมาศทราบ เมื่อพระราชาทราบแล้วได้เสด็จขึ้นคอช้างทรงเสด็จไปยังโรงทานทันที ทอดพระเนตรเห็นพระอนุชา ก็ทรงเข้าสวมกอดจุมพิตพระเศียรแล้วทรงกรรแสง
ฝ่ายพระเจ้าวรวงศ์ ครั้นทรงฟื้นคืนสติเห็นพระเชษฐาก็เข้าสวมกอด ทั้งสองพระองค์ต่างก็คร่ำครวญจนสลบไป เมื่อฟื้นคืนสติแล้วก็เล่าเรื่องที่ต้องพลัดพรากจากกัน พระเชษฐาทรงแบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง
และทรงมองแก้วมณีที่พ่อค้านำมามอบให้แก่พระอนุชาวรวงศ์ พระอนุชาวรวงศ์ทอดพระเนตรเห็นแก้วมณีแล้วจำได้ว่าเป็นของพระองค์ พระวรวงศ์โพธิสัตว์ทูลพระเชษฐาว่า ข้าพระบาทจะไปนำพระนางมกุฏเทวีมาเฝ้า
พระเจ้าวงศ์สุริยมาศทรงอนุญาติให้ไป
พระเจ้าวรวงศ์โพธิสัตว์ก็ถือแก้วมณีแล้วเหาะไปเมืองครุนครเข้าเฝ้าพระเจ้าภุสาราชและพระมเหสี ทูลเล่าเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบ แล้วขออนุญาตินำพระนางมกุฏเทวีไปเฝ้าพระเชษฐากษัตริย์ไอยมาศนคร
พระนางยินดีตามเสด็จ พระเจ้าภุสาราชแม้จะทรงอาลัยแต่ก็มิอาจห้ามได้ จึงพระราชทานพระขรรค์ให้ พระวรวงศ์โพธิสัตว์รับพระขรรค์แล้วก็นำพระนางมกุฏราชเทวีถวายบังคมลาพระเจ้าภุสาราชและมเหสี ทรงเหาะขึ้นไปยังเมืองไอยมาสนครทันที
เมื่อไปถึงเมืองไอยมาสนครในวันนั้น ได้เสด็จไปเฝ้าพระเชษฐาวงศ์สุริยมาศทราบ พระเชษฐาทอดพระเนตรเห็นทั้งสองก็ทรงปืติโสมนัส ชมเชยว่างดงามสมกันนัก ขอให้มีอายุยืนนาน แล้วทรงบอกให้พระอนุชาถวายมกภัต คือทานที่ถวายอุทิศให้แก่ผู้ที่ตายแล้ว เพื่อถวายอุทิศให้แก่พระนางคารวีที่สิ้นพระชนม์ท่ามกลางมหาสมุทร
ฝ่ายพระนางคารวี ว่ายน้ำอยู่มหาสมุทรเป็นเวลาถึง 3 วันแล้วก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะหมดกำลังก็ลอยคอขึ้นไปถึงฝั่ง พอขึ้นฝั่งได้แล้วก็เที่ยวตามหาพระสวามี เมื่อไม่พบก็ทรงดำริว่า คงจะสิ้นพระชนม์เสียแล้ว
จึงเข้าไปในป่าหาใบไม้มาทำเป็นผ้านุ่ง แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า
ถ้าบุตรที่อยู่ในครรภ์ของเราเป็นผู้มีบุญ จะให้เราได้เห็นหน้า ก็ขอให้เราได้พบกับคนที่จะให้ที่พักอาศัยแก่เราด้วยเถิด เราจะคลอดบุตรได้สะดวก
ครั้งนั้น มีพรานป่าผู้หนึ่งมีอาชีพออกเที่ยวล่าเนื้อในป่ามาเลี้ยงชีวิต วันนั้นก็เที่ยวไปในป่า ได้เห็นพระนางคารวีที่นุ่งใบไม้ก็คิดว่า เป็นพวกภูตผีปีศาจจะมาไล่เนื้อให้หนีไป จำทีเราต้องยิงนางนี้เสีย คิดแล้วก็โก่งคันธนู
พระนางคารวีเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ จึงร้องถามว่า
พ่อลุงฉันหลงทางมา จะยิงฉันทำไม
นายพรานได้ฟังดังนั้นก็เดินเข้าไปใกล้นาง แล้วถามว่า
แม่หญิง เจ้าเป็นหญิง ทำไมจึงเข้ามาเที่ยวในป่าเพียวคนเดียวเช่นนี้
พระนางตรัสตอบว่า
ฉันสองคนสามีภรรยาถูกยักษ์ไล่มาจึงหนีลงไปในมหาสมุทร ก็เกิดพายุใหญ่คลื่นซัดให้เราทั้งสองต้องพลัดพรากจากกัน ฉันกำลังติดตามหาสามีอยู่ ขอพ่อลุงจงเลี้ยงฉันเอาบุญด้วยเถิด
นายพรานฟังแล้วก็เกิดสงสาร ให้ผ้าอาบน้ำแก่นาง แล้วบอกว่า เจ้าจงนุ่งผ้าผืนนี้ กินขนมและข้าวสตูแล้วไปบ้านกับเราเถิด พอไปถึงบ้านนายพราน ยายเฒ่าพันธุสาภรรยาของนายพรานเห็นสามีพาพระนางคารวีมา
เกิดหึงหวงและริษยาขึ้นมาทันที คิดในใจว่า สามีเราไปได้นางคนนี้ทิ้งไว้ในป่าจนท้องแก่ บัดนี้ต้องพามาคลอดบุตรที่บ้านเราแน่ เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็เกิดโทสะขึ้นมาทันที คว้าไม้ไผ่ได้ก็ตรงเข้าตีทำร้ายพระนางคารวีพร้อมกับด่าว่านางคนชั่วแย่งสามีคนอื่นเขา
นายพรานได้เข้าห้ามไว้ แล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ภรรยาของตนฟังว่า หญิงคนนี้ออกตามหาสามีที่ต้องพลัดพรากจากกันแล้วหลงเข้ามาในป่า ยายเฒ่าฟังแล้วก็พอคลายความโกรธลงได้บ้าง ยอมให้พระนางคารวีอยู่ที่บ้านด้วย
แต่ต่อมาเห็นนายพรานคอยดูแลพระนางคารวีอย่างดี ก็ทำให้เกิดความหึงหวงริษยา หาทางที่จะทำให้นางคารวีออกจากบ้านให้ได้ จึงได้จูงมือพระนางคารวีพาไปขายบอกชาวบ้าน
ชาวบ้านเห็นเป็นคนท้องแก่ จะเอาไปทำงานก็ไม่ได้ จึงไม่มีผู้ใดซื้อนางไว้ ยายเฒ่าก็พานางกลับมาบ้าน
พระนางคารวีได้รับทุกข์เวทนามาก รำพันว่า เวรกรรมตามเรามา ยายเฒ่านี้จึงคิดข่มเหงเรา เหมือนกับเราเป็นทาส ถ้าเราไม่คิดถึงลูกในท้องเราจะตายเสียดีกว่า
ครั้นครบกำหนดคลอด พระนางคารวีก็ประสูตรพระโอรสในยามราตรีภายในเรือนของนายพรานนั่นเอง พระนางสรงน้ำโอรสและทรงสวมกอดลูบไล้ด้วยความรัก แล้วตรัสกับโอรสน้อยว่า
ลูกรัก เจ้าเกิดมาในเวลาที่แม่กำพร้า ต้องมาคลอดที่บ้านคนอื่น ทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มี แม่จึงไม่มีสิ่งใดที่จะรับขวัญเจ้า มีแต่แก้วมณีที่มีราคาจะหาอะไรมาเทียบก็ไม่ได้ แม่จะเอาผูกข้อมือเจ้ารับขวัญ
ครั้นผูกแก้วมณีที่ข้อมือของลูกแล้วก็อวยพรว่า
ขอให้บรรดาทุกข์ทั้งหลายจงสูญหายไปจากเจ้า เจ้าจงมีแต่ความสุขเถิดนะลูก
นางพันธุสายายเฒ่าภรรยาของนายพรานรู้ว่า พระนางคารวีคลอดลูกเป็นผู้ชายก็ริษยา จึงแอบเอาหนูน้อยออกจากบ้านไปทิ้งที่ใกล้โรงทาน พระนางคารวีไม่เห็นโอรสน้อยก็ทรงโทมนัสเวทนาการที่น่าสงสารยิ่งนัก
วันรุ่งขึ้นตอนเช้า พระโพธิสัตว์ทั้งสอง คือพระเจ้าวงศ์สุริยมาศกับพระเจ้าวรวงศ์ ซึ่งมีเทพเจ้าคุ้มครองรักษาอยู่ มีเสนาแวดล้อม ขึ้นประทับบนคอช้างเสด็จเลียบพระนคร
ราชบุรุษเห็นกุมารนอนอยู่จึงนำไปถวายพระเจ้าวรวงศ์ ทอดพระเนตรเห็นแก้วมณีกับเอกสารที่ผูกข้อมือพระหัตถ์ราชกุมาร ก็แน่พระทัยว่าเป็นโอรสของพระองค์ ได้อุ้มขึ้นนำมากอดเอาไว้ในอ้อมแขน ไม่อาจจะกลั้นความเศร้าโศกเอาไว้ได้จึงตรัสว่า
ลูกเอ๋ย เจ้ายังเล็กนักพูดยังไม่ได้ ถ้าเจ้าพูดได้ พ่อจะถามเจ้าว่า แม่ของเจ้าอยู่ไหน เป็นภรรยาหรือทาสีของใคร ต้องทนทุกข์ยากลำบากเพียงใด หรือว่าสุขสบายประการ พ่อรู้แล้วจะได้ไปรับมา
พระวงศ์สุริยมาศพระเชษฐาทรงทราบเรื่องแล้วก็ทรงกรรแสงเสด็จกลับพระนคร พระราชทานพี่เลี้ยงนางสนมแก่พระราชกุมารถึง 64 นาง ได้กระทำการมงคลถึง 7 วัน แล้วโปรดให้สร้างศาลาโรงทานขึ้น แล้วให้เขียนภาพอันวิจิตรงดงาม พรรณาเรื่องราวจำเดิมตั้งแต่พระวรวงศ์อุ้มพระนางคารวีเหาะมาจากครุนครจนมาถึงอาศรมของฤาษีกลางป่า
ตอนที่ถูกยักษ์ไล่จับแล้วพากันหนีลงไปในมหาสมุทรถูกคลื่นพายุซัดทำให้ต้องพลัดพรากจากกัน แล้วจัดให้ราชบุรุษคอยเฝ้าดูว่า จะมีหญิงใดบ้างที่เข้ามาดูภาพเหล่านั้นแล้วมีความเศร้าโศรกเสียใจ
ครั้งนั้น พระนางคารวีซึ่งได้รับทุกข์ทรมานอย่างหนัก ทั้งคิดถึงพระโอรสด้วย มีความเศ้าโสรกเสียใจถึงกับผ่ายผอม พระนางพันธุสายายเฒ่าได้ทุบตีพระนางแล้วไล่ให้พระนางออกไปจากบ้าน พระนางคารวีก็ออกจากบ้านนายพรานไปตามยถากรรม
จนเดินไปถึงศาลาโรงทาน ได้เข้าไปทานอาหารเสร็จแล้ว ได้เดินดูภาพเขียนและคำพรรณาในภาพนั้นเป็นเรื่องราวของตนกับพระวรวงศ์พระสวามีก็ทรงกรรแสง พระราชบุรุษเห็นเช่นนั้นก็ไปกราบทูลให้พระราชาทราบ พระเจ้าวรวงศ์จึงรีบเสด็จไปทันที
ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระนางคารวี ก็ทรงอุ้มขึ้นมาให้นอนบนพระเพลา แล้วตรัสถามความเป็นมาทั้งปวง พระนางคารวีก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง พระเจ้าวรวงศ์ก็ตรัสว่า บุตรของเจ้าพี่ก็ได้พบแล้ว
เราไปด้วยกันเถิด แล้วก็พาพระนางคารวีเข้าสู่พระราชวัง พระนางคารวีทอดพระเนตรเห็นพระโอรส ทรงยินดีตรงเข้าไปสวมกอดด้วยความรักเป็นที่โสมนัสอย่างยิ่ง
เมื่อพระเจ้าวรวงศ์ได้พบพระมเหสี ได้พบพระราชโอรส ได้พบพระเชษฐาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว จึงได้ทูลเตือนพระเชษฐาให้กลับไปเยี่ยมพระมารดา เพราะได้จากมา 3 ปีแล้ว
พระเชษฐาก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้คณะเตรียมจตุรงคเสนาให้พร้อมสรรพพอได้ 7 วันทั้งสองพระองค์ก็เสด็จออกจากพระนครพร้อมทั้งไพร่พลบริวาร พระเจ้าวรวงศ์ทรงคชาธารกั้นเศวตฉัตรไปเบื้องหน้า
พระนางคารวีกับพระนางมกุฏเทวี ซึ่งมีหมู่นางสนมกำนัลเป็นบริวารตามเสด็จอยู่เบื้องหลัง
ครั้นถึงภุสานคร จึงสั่งให้ตั้งค่ายอย่างมั่นคง พระเจ้าวรวงศ์ได้ส่งทูตให้นำพระราชสารไปถวายพระราชาซึ่งเป็นพระบิดา ในพระราชสารนั้นมีความว่า
ท่านผู้ปกครองนคร จงยกสมบัติให้เรา ถ้าไม่ยอมก็จงนำเสนานิกรออกมารบทำสงครามกัน
ฝ่ายพระราชบิดาพระเจ้าวรวงศาธิราช เมื่อได้ทราบความตามพระราชสารนั้นแล้วก็สดุ้งตกพระทัย รับสั่งให้ตามไวยทัตกุมารเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า
เจ้าไวยทัตลูกรัก บัดนี้มีกษัตริย์องค์หนึ่ง พาไพร่พลเสนามามากมายหมายยึดเอาพระนครของเรา ส่งทูตนำพระราชสารมาแจ้งให้ทราบว่า ถ้าเราไม่ยอมก็จะทำสงครามกัน เขามีกำลังพลมากมาย เจ้าจะคิดอย่างไร
ไวยทัตกุมารทูลว่า
ข้าแต่พระบิดา ข้าพระบาทคิดอยู่ก่อนแล้วที่จะยกกำลังออกไปรบกับนครอื่น บัดนี้ดีทีเดียวที่มีกษัตริย์องค์นี้มาถึงพระนครแล้ว พระบิดาอย่าได้หวั่นพระทัยไปเลย ข้าพระบาทขออาสาออกรบกับกษัตริย์องค์นั้นเอง
พระเจ้าวรวงศาธิราชทรงสดับแล้ว ก็ให้จัดกำลังพลให้แก่ไวยทัตกุมารๆ ทรงขึ้นช้างคุมพลทหารออกจากพระนคร ขับพลกาย(กองทัพ)บันลือลั่นสนั่นมา
ฝ่ายพระเจ้าวรวงศ์ทรงเห็นไวยทัตกุมารแล้ว ทรงตรัสว่า เจ้าไวยทัตเอ๋ย เจ้ากระทำแต่ความยากลำบาก เจ้าจะมารบกับเราหรือ ชีวิตของเจ้าจะไม่มีอีกแล้ว ถ้าเจ้าขอโทษเรา เราก็จะไว้ชีวิตเจ้า
ไวยทัตกุมารตรัสว่า
เราไม่ทราบว่าเจ้าทั้งสองยังมีชีวิตอยู่อีก คิดว่าเจ้าทั้งสองถูกประหารไปแล้ว ท่านไปไหนมา จึงไม่มาปฏิบัติราชกิจของพระราชบิดา ตัวท่านกับเหล่าพลกายของท่าน จะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว
เราจะไม่ปล่อยให้ท่านกลับไปบ้านเมืองของท่านอีก
พระเจ้าวรวงศ์ได้สดับเช่นนั้นแล้ว ก็ไสช้างเข้ารบกับไวยทัตกุมาร แม้พลกายของทั้งสองฝ่ายจะต่อยุทธกัน ไวยทัตกุมารแพ้ถูกตัดศีรษะขาดตกลงสู่พื้นปฐพี ไพร่พลทหารทั้งหลายเห็นเช่นนั้นก็พากันหนีกลับเข้าสู่พระนครกันหมด
พระเจ้าวรวงศาธิราชทราบว่า ไวยทัตกุมารถูกตัดศีรษะเสียชีวิตก็สะดุ้งตกพระทัย เมื่อทรงรำพันถึงพระโอรส ทรงตรัสว่า เราเห็นแต่เจ้าไวยทัตกุมาร บัดนี้ถูกตัดศีรษะเสียแล้ว เราจะได้ใครมาช่วยกำจัดศัตรูอีกเล่า
วงศ์สุริยมาศราชกุมารโอรสทั้งสองของเรา ถ้ายังอยู่ไฉนเลยพวกข้าศึกเหล่านี้จะมาดูหมิ่นเราได้ถึงเพียงนี้ บัดนี้ โอรสทั้งสองของเราก็ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เราเองก็แก่ชรามากแล้ว ข้าศึกจึงได้ดูหมิ่นเรา
เราควรจะทำประการใดดีหนอ ควรที่เราจะออกไปหาเขา ให้เศวตฉัตรแก่เขา แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างั้นหรือ?
พระเจ้าวรวงศ์ทรงได้ชัยชนะแล้ว ก็ทรงคอยพระเชษฐาอยู่ที่ค่าย ครั้นพระเจ้าวงศ์สุริยมาศพร้อมด้วยจตรงคเสนาเสด็จมาถึง จึงสั่งให้ตั้งค่ายลงหน้าพระนคร พระเจ้าวรวงศ์ทราบว่า พระเชษฐาเสด็จมาถึงแล้ว
ก็เสด็จออกไปต้อนรับ แล้วทูลว่า ข้าพระบาทได้ต่อสู้กับเจ้าไวยทัต ตัดศีรษะเจ้าไวยทัตเสียแล้ว พระเจ้าวงศ์สุริยมาศฟังแล้วมีพระทัยโสมนัส
พี่น้องสองกษัตริย์ตรัสปรึกษากันว่า เราอย่าทำร้ายแก่พระนครเลย เราจะถือพระราชสารเข้าไปให้ส่งพระมารดาของเรากลับมา เราได้พระมารดาแล้วก็ได้กลับพระนคร ครั้นปรึกษากันดังนั้นแล้ว
ก็ให้อำมาตย์นำพระราชสารไปให้พระราชาวรวงศาธิราช
ครั้งนั้นพระเจ้าวรวงศาธิราชประทับอยู่บนสีวิกา(เสลี่ยง)โปรดให้อำมาตย์ถือธงขาวนำหน้า แล้วส่งอำมาตย์ผู้หนึ่งไปทูลแก่กษัตริย์ที่ยกทัพมาว่า กษัตริย์ของข้าพระบาทเสด็จมาแล้ว จะถวายราชสมบัติ
แก่พระองค์ แล้วขอพระราชทานชีวิตไว้ อำมาตย์ก็เข้าไปเฝ้าพระวงศ์สุริยมาศผู้เป็นเชษฐา กราบทูลตามรับสั่งทุกประการ พระเจ้าวงศ์สุริยมาศตรัสว่า เราไม่ได้เป็นใหญ่ ท่านผู้ตั้งค่ายอยู่เบื้องหลังพระนครเป็นใหญ่
อำมาตย์ก็ไปกราบทูลพระราชาวรวงศาธิราชให้ทรงทราบ พระเจ้าวรวงศาธิราชก็เสด็จไปยังค่ายหลังพระนคร ด้วยความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายจนพระเสโทไหล และทรงเสียพระทัยได้กรรแสงร่ำให้และตรัสว่า ถ้าโอรสของเราทั้งสองพระองค์ยังอยู่ ใครเล่าจะมาดูหมิ่นเราได้
นี่เพราะพระราชโอรสทั้งสองของเราไม่อยู่ กษัตริย์อื่นจึงดูหมิ่นเราได้
ครั้นพระเจ้าวรวงศ์ ทรงเห็นพระราชบิดาเหน็ดเหนื่อยนัก จึงโปรดให้อำมาตย์ไปทูลพระราชบิดาว่า เราไม่ปรารถนาสมบัติของท่าน เราปรารถนาจะได้พระนางสุริยาราชเทวีเท่านั้น ขอจงทรงส่งพระนางมา
เราจะได้กลับไปพระนคร อำมาตย์ก็กลับไปทูลตามรับสั่ง พระเจ้าวรวงศาธิราชเสด็จเข้าสู่พระนครแล้ว รับสั่งให้พระนางเทวีเข้าเฝ้า กลับตวาดด้วยความพิโรธว่า
ดูก่อน หญิงร้ายใจชั่ว พวกปัจฉามิตรมาถึงพระนครของเราได้ก็ด้วยอุบายของเจ้า ถ้าเจ้าปรารถนาชายอื่นเป็นสามีเราก็จะส่งเจ้าไป
พระนางสุริยาราชเทวีทรงกรรแสงแล้วทูลว่า
ข้าแต่สมมุติเทพ ข้าพระบาทอยู่แต่เพียงคนเดียว จำเดิมตั้งแต่พระราชบุตรทั้งสองสิ้นพระชนแล้วมาตราบเท่าทุกวันนี้ ข้าพระบาทก็มิได้ไปหาผู้ใดที่ไหนเลย ถ้าพระองค์จะไม่ทรงกรุณาชุบเลี้ยงแล้ว
ก็ทรงฆ่าพระบาทเสียเถิด อย่าได้ส่งข้าพระบาทไปเลย
พระเจ้าวรวงศาธราชกลับทรงพิโรธมากขึ้นไปอีก กลับสั่งให้อำมาตย์ส่งพระนางเทวีไป พระราชเทวีทรงเศร้าโศรกเสียพระทัย คิดอยู่ในพระทัยว่า บัดนี้เราไปแล้วโอรสทั้งสองของเรามาหาเราภายหลังก็จะไม่ได้พบกัน
และก็ไม่รู้ว่ามารดาไปอยู่ประเทศใด ซึ่งโอรสทั้งสองได้บอกไว้ว่า จะไป 3 ปีให้มารดาคอยอยู่ แล้วจะกลับมา พวกอำมาตย์ก็พาพระราชเทวีไปถึงค่ายกษัตริย์ทั้งสองพระองค์
กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ เห็นพระราชมารดาเสด็จมาแต่ไกล ก็เสด็จลุกขึ้นไปต้อนรับ กราบแทบพระบาทพระมารดา แล้วทรงกรรแสงให้จนสลบไป แม้พระราชเทวีเองเมื่อทรงเห็นราชกุมารทั้งสอง
ก็ทรงเข้าสวมกอดร่ำให้จนสลบไปเช่นกัน จนกระทั่งพระสุนิสาทั้งสองพระองค์ตลอดจนพลนิกายสนมนางในทั้งหลาย ที่มีจิตใจภักดีต่อเจ้านายของตน ก็พากันกรรแสงจนสลบกันไปหมด
ขณะนั้นพิภพชั้นดาวดึงส์ของท้าวสักกะเทวราชก็สำแดงอาการร้อน ท้าวสักกะจอมเทพทรงตรวจดูก็ทราบเหตุ จึงทรงดำริช่วยคนทั้งหมดให้ฟื้นคืนสติ จึงบันดาลให้ฝนตกลงมา คนทั้งหลายก็ฟื้นคืนสติพากันลุกขึ้นนั่ง
พระราชเทวีทรงแลดูพระโอรสทั้งสองแล้วตรัสว่า
แม่ได้เห็นหน้าเจ้าทั้งสองแล้ว รู้สึกดีใจ มีความสุขมาก เจ้าทั้งสองไม่อยู่ แม่ได้รับความทุกข์ยากลำบากนัก กินแต่น้ำตานอนกับน้ำตาทุกคืน ตั้งแต่พระราชบิดามีพระราชประสงค์จะให้ประหารเจ้า
แม่ก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ปรารถนาที่จะเห็นแต่หน้าเจ้าทั้งสอง แม่ให้โหรตรวจดูดวงชะตาของเจ้าทุกวัน โหรทำนายว่า พี่ชายได้ครองราชสมบัติเป็นสุขสบายดี แต่น้องชายผู้เดียวได้รับความลำบาก
เที่ยวสัญจรไปทั่วทิศานุทิศ เป็นคนกำพร้าไม่มีเพื่อน แม่ถามถึงเจ้าเป็นเนืองนิตย์อยู่ทุกวัน การพยากรณ์ของโหรเขาผิดหรือถูกประการใดเล่าให้แม่ฟังเถิด
ครั้งนั้นพระราชบุตรทั้งสอง ไม่อาจที่จะอดกลั้นถึงความรักของพระมารดาเอาไว้ได้ ก็ทรงกรรแสงเวทนาการ กอดพระบาทพระมารดาไว้แน่นแล้วตรัสว่า
ข้าแต่พระมารดา ข้าพระบาททั้งสองจากพระมารดาไปแล้วเที่ยวสัญจรไปในป่าน้อยใหญ่ ถึงต้นไทรต้นหนึ่งได้รับประทานเนื้อไก่ย่างคนละตัว หลังจากนั้นได้ไปพักแล้วนอนหลับที่ศาลาแห่งหนึ่ง
ถูกคนอุ้มเอาตัวพระเจ้าพี่ไปเสีย ข้าพระบาทต้องกำพร้าอยู่เพียงแต่ผู้เดียว ก็เที่ยวสัญจรไปอย่างไม่มีจุดหมายทั่วทิศานุทิศ จนไปถึงบ้านของเศรษฐีพาลใจทรามผู้หนึ่ง ได้ชิงเอาแก้วมณีของข้าพระบาทไปเสีย
แล้วเอาโซ่ตรวนจองจำข้าพระบาทไว้หาว่าเป็นโจร แต่ธิดาของเศรษฐีชื่อว่าคารวีได้สงเคราะห์ข้าพระบาทเป็นอันดี เศรษฐีก็ให้บ่าวไพร่จัดแจงเตรียมนาวาปรารถนาจะไปค้าขาย แล้วพาข้าพระบาท
ไปด้วยเพื่อจะฆ่าเสียที่ประเทศอื่น แต่ข้าพระบาทได้ฆ่ายักษ์ตาย บรมกษัตริย์ในประเทศนั้นทรงโปรดปราน แล้วมอบราชสมบัติให้พร้อมยกพระธิดาให้เป็นชายา ข้าพระบาทครองสมบัติในประเทศนั้น
แล้วหวนระลึกถึงเจ้าพี่ จึงอุ้มพระนางคารวีพระชายาขึ้นบนพระเพลาถือแก้วมณีเหาะไปในอากาศเข้าไปพักอาศัยในอาศรมของดาบสค้างคืน แต่ดาบสได้ลักเอาแก้วมณีของข้าพระบาทไป
ข้าพระบาทต้องเดินไปกับพระนางคารวี ก็ถูกยักษ์ไล่ติดตามมาจนหนีลงมหาสมุทร ทำให้ต้องพลัดพรากจากกัน ได้รับความลำบากมาก เดินไปตามทางเที่ยวติดตามหาพระนางคารวีจนมาถึงเมืองของเจ้าพี่
จึงได้พบบุตรภรรยา ข้าพระบาททั้งสองระลึกถึงพระมารดา จึงพากันมาพร้อมด้วยเหล่าอำมาตย์ไพร่พลพาหนะจำนวนมาก ข้าพระบาททั้งสองขอถวายบังคมใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระราชมารดาพระเจ้าค่ะ
อำมาตย์ทั้งปวงเห็นเช่นนั้น จึงได้เข้าไปกราบทูลพระเจ้าวรวงศาธิราชให้ทรงทราบ พระเจ้าวรวงศาธิราชทราบดังนั้นแล้ว จึงเสด็จไปหาพระราชโอรสทั้งสอง ทรงสวมกอดแล้วทรงกรรแสง
พระราชโอรสทั้งสอง กราบทูลพระราชบิดาว่า
ข้าแต่พระราชา ข้าพระบาททั้งสองไม่ได้เป็นโอรสของพระองค์ แล้วพระองค์จะมาสวมกอดข้าพระบาททั้งสองซึ่งไม่ใช่โอรสของพระองค์นั้น เพื่อต้องการอะไร ข้าพระบาทอยู่ในประเทศอื่น ไม่ใช่โอรสของพระองค์
โอรสของพระองค์ถูกฆ่าตายไปแล้ว ที่พากันมาก็เพราะปรารถนาจะเห็นพระพักตร์ของพระมารดา พระบิดาของข้าพระบาททั้งสองไม่มี ข้าพระบาททั้งสองเป็นบุตรของหญิงหม้าย พระองค์ทรงเชื่อถือแต่ถ้อยคำของนางนางกาไวย
ทรงพิโรธข้าพระบาททั้งสองอย่างเหลือล้น ถึงกับรับสั่งให้ประหารชีวิตข้าพระบาททั้งสองเสีย โดยที่พระองค์มิได้ทรงไต่ถามความจริงว่า ข้าพระบาททั้งสองได้กระทำความผิดจริงตามที่นางกาไวยกล่าวหาหรือไม่ ข้าพระบาททั้งสองก็ยังเป็นเด็กอยู่
แม้พระมารดาของข้าพระบาททั้งสองก็เข้าเฝ้ากราบอยู่แทบพระบาททูลแล้วทูลเล่า พระองค์ก็มิได้ทรงกรุณา จิตใจช่างมืดบอดเสียเหลือเกิน ข้าพระบาททั้งสองคิดว่าเป็นเวรกรรม จึงได้ถวายชีวิตแก่พระองค์
วันนี้ ข้าพระบาททั้งสองปรารถนาจะเชิญพระมารดาของข้าพระบาททั้งสอง ซึ่งเป็นหญิงหม้ายไปยังนครของข้าพระบาท ข้าทั้งสองไม่ปรารถนาที่จะเห็นพระพักตร์ของพระองค์
พระเจ้าวรวงศาธิราชจะให้พระราชโอรสทั้งสองทรงอดโทษให้จึงตรัสว่า
ลูกรักทั้งสอง พ่อผิดจริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะเชื่อฟังคำบอกของนางกาไวย จึงได้สั่งให้ประหารชีวิตของลูกทั้งสอง ซึ่งลูกทั้งสองมิได้ทำความผิดแต่ประการใด
ดูก่อนลูกรัก ลูกจงลงโทษพ่อตามความปรารถนาเถิด
พระราชโอรสทั้งสองได้ฟังคำดำรัสของพระราชบิดาแล้วก็ทรงบรรเทาความโกรธลง แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่สมมุติเทพ นครของข้าพระบาทมีอยู่ ข้าพระบาทจะไปครองราชสมบัติในประเทศนั้น
ลำดับนั้น พระเจ้าวรวงศาธิราชได้ทรงพาพระราชโอรสทั้งสองพระองค์เข้าไปยังพระนคร
ฝ่ายนางกาไวยราชเทวีเห็นเช่นนั้น ทรงรำพึงในพระทัยว่า พระราชโอรสทั้งสองเป็นข้าศึกของเรา ครั้นได้ครองราชสมบัติแล้ว จะต้องฆ่าเราแน่นอน เราจะดื่มยาพิษให้ตายไปเสียก่อนจะดีกว่า เมื่อนางรำพึงดังนั้นแล้ว
ก็ดื่มยาพิษ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิดในนรกอเวจีด้วยผลของกรรมชั่วที่ได้ทำเอาไว้กับพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ พระเจ้าวรวงศาธิราชทรงทราบเหตุดังนั้นแล้ว ก็ให้เจ้าหน้าที่นำศพของนางกาไวยไปทิ้งเสียที่เวจกุฏี
แล้วสั่งให้ตกแต่งพระนครให้พระนครให้งดงามดุจดังเทพนคร พระประยูรญาติทั้งหลายมีพระอัยกี อัยกา เป็นต้น ได้ถวายพระนามพระนัดดา โอรสของพระนางคารวีว่า ดาราวงศ์กุมาร
พระเจ้าวรวงศาธิราชทรงอภิเษกพระเจ้าวรวงศ์ผู้อนุชาให้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพระองค์

เมื่อพระเจ้าวรวงศ์โพธิสัตว์ได้ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ได้กระทำพิธีตอบแทนคุณของพระเจ้าวรวงศ์สุริยมาศพระเชษฐาแล้ว ก็จัดส่งเสด็จกลับไปยังไอยมาสนคร พระองค์ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมเป็นเวลาช้านาน
จนทรงพระชราภาพก็เกิดความสังเวช จึงทรงอภิเษกเจ้าดาราวงศ์กุมารให้ครองราชสมบัติแทน ส่วนพระองค์ก็ได้เสด็จออกจากพระนครไปบวชเป็นบรรพชิต จำเริญสมณธรรมจนพระมายุได้ 2,000 ปี
จึงเสด็จสวรรคตไปบังเกิดในดุสิตเทวโลก สถิตอยู่ในดุสิตภิภพอยู่เป็นเวลาช้านาน แล้วจุติจากดุสิตมาบังเกิดในมนุษย์โลกทรงสร้างบารมีสืบต่อไป จนได้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
มีนามว่า โคดม คือพระพุทธเจ้าของเราปัจจุบันนี้

พระผู้มีพระภาคทรงนำอดีตนิทานนี้มาตรัสเล่าแล้ว ทรงประกาศอริสัจ 4 นี้ ทรงประชุมชาดกว่า
-โลภัณธะเศรษฐีในเวลานั้น ก็ได้เกิดมาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้
-นางกาไวยในครั้งนั้น ก็ได้มาเกิดเป็นนางจิญจมาวิกาในบัดนี้
-ยักษ์ผู้เป็นมารในครั้งนั้น ก็เกิดมาเป็นสุกรในบัดนี้
-พระนางมกุฏเทวีในครั้งนั้น ก็มาเกิดเป็นนางสุชาดา
-พระเจ้าวรวงศ์สุริยมาศ มาบังเกิดเป็นพระเมตไตรยโพธิสัตว์
-พระเจ้าวรวงศาธิราช มาบังเกิดเป็นพระเจ้าสุทโทธนะ
-พระนางสุริยาเทวี มาบังเกิดเป็นพระนางมหามายา
-พระดาราวงศ์กุมาร มาบังเกิดเป็นราหุล
-พระนางคารวี มาบังเกิดเป็นนางยโสธรา หรือพิมพา
-พระเจ้าวรวงศ์ในครั้งนั้น มาบังเกิดเป็นพระตถาคต คือ พระสมณะโคดม พระพุทธเจ้าของเราพระองค์ปัจจุบัน

ชาติที่เกิดเป็นพระมหากษัตริย์

ชาติที่เกิดเป็นพระมหากษัตริย์
ในกาลเมื่อศาสนาขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระนามว่า สิริมามิ่งโมฬีสัพพัญญู ครั้งนั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์ได้เสวยราชสมบัติเป็นบรมจักรพรรดิราชในพระนครอินทปัตถ์
มีพระนามว่าพระเจ้าสังขจักร บริบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ คือ จักรแก้ว1. แก้วมณีโชติ1. หัตถีแก้ว1. อัศดรแก้ว1. ปรินายกแก้ว1. คหบดีแก้ว1. นางกัลยาแก้ว1.
บุพพารามมหาวิหารแห่งสมเด็จพระสิริมามิ่งโมฬีนั้น อยู่ห่างจากพระนครอินทปัตถ์ 60 โยชน์ พระเจ้าจักรพรรดิราชสังขจักรตั้งพระพระทัยไว้และตรัสว่า
ถ้าผู้ใดนำข่าวพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะว่า มาบังเกิดแล้วและแจ้งแก่เราๆ จะยกสิริราชสมบัติบรมจักรให้แก่ผู้นั้น แล้วเราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ในกาลครั้งนั้น มีกุลบุตรเข็ญใจผู้หนึ่งบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา มารดาเป็นทาสอยู่ในตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง สามเณรตั้งใจว่า เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว
อยากแสวงหาทรัพย์เพื่อนำเอาไปไถ่มารดาให้พ้นออกมาจากความเป็นทาส จึงได้เที่ยวแสวงหาทรัพย์ไปจนถึงอินทปัตถนคร ชาวพระนครไม่เคยเห็นนักบวช คือภิกษุสามเณรมาก่อน
ครั้นเห็นสามเณรนั้นนุ่งห่มผิดปกติแปลกประหลาดไม่เหมือนคนทั่วๆไป จึงสำคัญว่าเป็นยักษ์ ต่างคนต่างก็ใช้ไม้กลุ้มรุมตีทำร้ายสามเณรนั้น สามเณรตกใจกลัว ได้วิ่งหนีไปจนถึงพระราชวัง
เข้าไปในท้องพระโรงด้านหน้าที่พระเจ้าสังขจักรกำลังเสด็จออกมา สามเณรไปยืนอยู่ตรงหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระเจ้าสังขจักรทอดพระเนตรเห็นสามเณร จึงตรัสถามว่า
ดูก่อน มาณพน้อย ท่านเป็นใคร มาจากไหน?
ขอถวายพระพร มหาบพิตรผู้ประเสริฐ อาตมาภาพเป็นสามเณร
เพศอย่างนี้ เป็นสามเณรด้วยเหตุอะไร?
ขอถวายพระพร อาตมาภาพมิได้กระทำบาปในภายนอก กระทำบุญให้ตั้งอยู่ในภายใน จึงได้ชื่อว่าสามเณร
ท่านชื่อสามเณรนี้ ใครเป็นคนตั้งชื่อให้ท่านล่ะ?
พระอาจารย์ตั้งชื่อให้อาตมา
พระอาจารย์ของท่านชื่อว่าอะไร?
พระอาจารย์ของอาตมาชื่อว่าภิกษุ
ท่านอาจารย์ของท่านชื่อว่าภิกษุด้วยประการใด?
พระอาจารย์ของอาตมาชื่อว่าภิกษุ ด้วยประการที่เป็นสังฆรัตนะ เป็นแก้วอันหาค่ามิได้
สมเด็จพระสังขจักรได้ยินคำว่า สังฆรัตนะเป็นแก้วอันหาค่ามิได้ เป็นข่าวอันมิได้ทรงสดับมาแต่ก่อน ถึงกับลอยจากบัลลังก์ลงมาอยู่หน้าสามเณรด้วยความปลื้มปีติที่บังเกิดแก่พระองค์โดยมิรู้ตัว
ขณะที่ลอยลงมาจากรัตนบัลลังก์นั้น มีดอกบัวผุดมาจากแผ่นดินดอกโตประมาณเท่ากงจักรรองรับพระองค์ไว้ พระองค์ประทับนั่งในดอกบัว พระหัตถ์อัญชลีเหนือเศียรเกล้า
นมัสการสามเณร แล้วตรัสถามว่า
ข้าแต่สามเณรผู้เจริญ นามว่าสังฆรัตนะ ชื่ออาจารย์ของท่านผู้ใดให้ชื่อ?
สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สิริมิ่งโมฬีประทานให้
พระเจ้าสังขจักรบรมจักรพรรดิราช ได้ฟังพระนามสมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นลมสลบลงกับที่ด้วยความปลื้มปีติ ครั้นได้สติจึงได้ตรัสถามต่อว่า
ข้าแต่สามเณรผู้เจริญ สมเด็จพระสิริมิ่งโมฬีนั้น บัดนี้พระองค์เสด็จประทับอยู่ณ.ที่ใด ช่วยแจ้งแก่เราด้วยเถิด
ขอถวายพระพร ประทับอยู่ที่บุพพารามวิหาร ซึ่งอยู่ทางทิศอุดร(เหนือ)ห่างไกลจากกรุงอินทปัตถ์ 60 โยชน์ สามเณรทูลตอบ
พระเจ้าสังขจักรมีความปลื้มปีติพระทัยยิ่งนัก ไม่ทรงอาลัยอาวรณ์ในราชสมบัติเลยแม้แต่น้อย มีความประสงค์จะทรงพบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิริมามิ่งโมฬีเป็นอย่างยิ่ง
จึงได้ให้สามเณรสึกจากสามเณร แล้วอภิเษกให้เป็นกษัตริย์สืบราชสมบัติแทนพระองค์
เมื่อทรงราชาภิเษกสามเณรแล้ว พระองค์แต่ผู้เดียวเสด็จพระราชดำเนินไปด้วยพระบาท มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือสู่บุพพารามมหาวิหารตามที่สามเณรบอก อันเป็นที่ประทับ
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิริมามิ่งโมฬี
พระองค์เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เป็นผู้ที่เกิดในตระกูลสูง พระสรีระร่างกายละเอียดอ่อน เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปตามมรรคาด้วยพระบาทเปล่าได้เพียงแค่วันเดียว
พระบาททั้งสองของพระองค์ก็แตกช้ำ บังเกิดพระโลหิตไหลออกมาจากฝ่าพระบาททั้งสองข้าง จนไม่อาจที่จะดำเนินต่อไปได้อีก แต่ด้วยความเพียรพยายามก็ทรงคลานไปด้วยฝ่าพระหัตถ์ซ้ายขวา
และพระชงค์(เข่า)ทั้งสองข้าง ไปตามทางทีละน้อยๆหาละความเพียรไม่
ครั้งล่วงไปได้ 4 วัน พระหัตถ์ซ้ายขวาและพระชงค์ทั้งสองก็แตก พระโลหิตไหลออกมาไม่อาจจะคลานต่อไปได้ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงย่อท้อแต่อย่างใด ทรงมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงบุพพารามมหาวิหารให้ได้โดยเร็ว
จึงทรงนอนคว่ำไถพระวรกายด้วยพระอุระ(หน้าอก)ไปทีละน้อยๆได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสเหลือที่จะอดกลั้นได้แล้ว พระองค์ไม่ท้อแท้อดกลั้นหน่วงเอาพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ คือมีความคิดถึง มีความตั้งใจที่จะไปพบ
ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้เพียงอย่างเดียวด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์เท่านั้น จึงได้อดกลั้นทุกขเวทนาต่างๆโดยไม่มีท้อแท้ ไม่เสียดายแม้แต่ชีวิตของพระองค์
ในครั้งนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิริมามิ่งโมฬีเล็งแลตรวจดูหมู่สัตว์โลกธาตุด้วยพระสัพพัญญุตญาณ เห็นความวิริยะ อุตสาหะอย่างแรงกล้าของพระเจ้าสังขจักรนั้นมาก
พระพุทธองค์ทรงทราบว่า พระเจ้าสังขจักรเป็นหน่อพุทธธางกูรสร้างบารมีตามวงศ์พระบรมโพธิสัตว์เช่นเรา บัดนี้เสวยทุกขเวทนาลำบากอยู่ในมรรคา ควรที่ตถาคตจะไปรับพระเจ้าสังขจักรในครั้งนี้
เมื่อรำพึงอยู่ในพระทัยเช่นนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็เนรมิตรแปลงกายพระองค์ด้วยฤทธิ์ ให้เป็นมาณพน้อยขับเกวียนสวนทางมา และหยุดอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าสังขจักร
พร้อมกับร้องถามว่า
ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใคร? เหตุใดจึงได้มานอนอยู่กลางถนนขวางหน้าเกวียนของเราเช่นนี้ จงหลีกไปให้พ้นทางเกวียนของเราเถอะ
พระเจ้าสังขจักรตรัสตอบว่า
ดูก่อน นายสารถี ท่านจะมาขับไล่เราให้พ้นจากทางด้วยเหตุใด?เราจะไม่หลีกทางให้ท่าน เพราะเหตุว่า เราจะไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตัวเรานี้รู้จักคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง
ว่าแต่ท่านเถอะ จงขับเกวียนหลีกทางให้แก่เราจึงจะควร อย่ากล่าวไปให้ยากเลย เราจะไม่หลีกทางให้แก่ท่าน ถ้าท่านไม่หลีกทางไปก็จงขับเกวียนผ่านบนหลังของเราเถอะ
ดูก่อนมาณพ ถ้าท่านจะไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงขึ้นเกวียนของเรา เราจะพาท่านไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าสิริมามิ่งโมฬี
พระเจ้าสังขจักรทรงตอบรับด้วยความยินดี แล้วก็ขึ้นเกวียนไปกับสารถึ ครั้นไปได้ครึ่งทาง ท้าวสักกะเทวราชผู้เป็นจอมเทพแห่งดาวดึงส์กับนางสุชาดาอัครมเหสี ก็เนรมิตแปลงกายเป็นบุรุษ
นำเอาอาหารและน้ำอันเป็นทิพย์ลงมายืนรออยู่ระหว่างทางที่เกวียนจะผ่านมา ครั้นเกวียนมาถึงจึงได้ร้องถามสารถีว่า
ท่านต้องการอาหารและน้ำดื่มมั่งไหม?ถ้าต้องการเราจะหาให้ พระพุทธเจ้าสิริมามิ่งโมฬีผู้แปลงกายเป็นมาณพน้อยเป็นสารถีบอกว่า เรามีบุรุษผู้ป่วยคนหนึ่ง เขาได้รับบาดเจ็บต้องทนทุกขเวทนา
มาในเกวียนของเราด้วย ขออาหารและน้ำให้กับเขาด้วยเถิด ท้าวสักกะกับนางสุชาดาที่จำแลงแปลงกายมา ก็มอบอาหารและน้ำอันเป็นของทิพย์ให้กับสารถี เมื่อรับแล้วก็มอบให้กับพระเจ้าสังขจักร
พระเจ้าสังขจักรครั้นเสวยอาหารและน้ำอันเป็นทิพย์เรียบร้อยแล้ว ความเจ็บปวดต่างๆก็หายไป มีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติเช่นเดิมทุกประการ
เมื่อสารถีนำพระเจ้าสังขจักรไปส่งถึงบุพพารามมหาวิหารแล้วก็อันตรธานหายไป พระเจ้าสังขจักรลงมาจากเกวียนตรงเข้าไปยังพระวิหารทอดพระเนตรเห็นพระพุทะเจ้าสิริมามิ่งโมฬีประทับนั่งบนพุทธอาสน์
ประกอบไปด้วยพระพุทธรัศมีอันโอภาสออกจากพระวรกายที่ประทับนั่งอยู่ พระเจ้าสังขจักรมีความโสมนัสปีติยินดีเป็นที่สุดถึงกับเป็นลมสลบไป
ครั้นฟื้นคืนสติขึ้นมาก็เห็นว่า ได้อยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าสิริมามิ่งโมฬีแล้ว จึงได้ยกพระกรขึ้นเหนือเศียร กระทำอัญชลีนมัสการอภิวาท กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระบาทมาถึงสำนักของพระองค์แล้ว ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด ขอพระองค์จงทรงแสดงพระธรรมเทศนาในกาลบัดนี้เถิดพระเจ้าข้า
แล้วพระพุทธเจ้าสิริมามิ่งโมฬีก็ตรัสธรรมเทศนาโปรดพระบรมโพธิสัตว์ พระบรมโพธิสัตว์สังขจักรทรงสดับฟังพระธรรมเทศนาได้บทหนึ่งก็ตรัสว่า
ขอพระองค์จงหยุดแสดงพระธรรมเทศนาเถิดพระเจ้าข้า อย่าได้ทรงแสดงต่อไปอีกเลย
ด้วยเหตุที่พระเจ้าสังขจักรโพธิสัตว์ทรงดำริอยู่ในพระทัยว่า ถ้าพระพุทธเจ้าสิริมาแสดงพระธรรมเทศนามากจนกระทั่งจบแล้ว พระองค์ซึ่งเสด็จมาโดยลำพัง ไม่มีไทยธรรมอันใดสมควรที่จะนำมาถวายสักการบูชาพระสัทธรรมเทศนานั้นได้เลย
และพระองค์ก็ได้สดับฟังพระธรรมเทศนานั้นบทเดียว ก็พอสมควรแก่เครื่องสักการะที่พระองค์มีอยู่พร้อมแล้ว
พระเจ้าสังขจักรทรงกราบทูลว่า
พระธรรมเทศนาของพระองค์ที่ทรงแสดงด้วยความกรุณาตรัสเป็นพระธรรมเทศนานั้น แสดงพระนิพพานเพียงบทเดียวก็เป็นที่สุดยอดแห่งพระธรรมเทศนาแล้ว
ข้าพระบาทขอตัดเศียรเกล้าอันเป็นสิ่งสูงสุดในสรีระของข้าพระบาท เพื่อทำการบูชาพระสัทธรรมถวายเป็นพุทธบูชา
ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระบรมโพธิสัตว์ก็อธิษฐาน ขอให้เล็บของพระองค์นั้นคมดั่งพระแสงดาบตัดพระเศียรให้ได้ขาด นำมาวางบนพระหัตถ์บูชาพระสัทธรรม แล้วก็ตั้งปณิธานความปรารถนาออกไปจากพระโอษฐ์เป็นพระวาจาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่อมตะมหาปรินิพพานอันเกษมสำราญก่อนเถิด แล้วข้าพระบาทจะตามเสด็จพระองค์ไปภายหลัง ด้วยเหตุที่ว่าข้าพระบาทได้ถวายเศียรเกล้าบูชาพระสัทธรรมเทศนาแล้วในบัดนี้
พอขาดคำปณิธานปรารถนาเท่านั้น เล็บอันคมก็เป็นพระแสงดาบตัดพระสอขาด แล้วมาวางบนพระหัตถ์ถือบูชาพระสัทธรรมไว้
เมื่อสิ้นพระชนมายุแล้วก็เสด็จไปบังเกิดในเทวโลกชั้นดุสิตจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
พระเมตไตรยโพธิสัตว์ ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ด้วยการที่พระองค์กระทำบำเพ็ญพระบารมีเป็นปรมัตถ์ด้วยประการนั้นแล้ว
ได้ทรงกระทำการกุศล ทาน ศีล และเมตตาภาวนา ตั้งแต่ศาสนาของพระสิริมามิ่งโมฬีพระพุทธเจ้ามาสิ้นกาลนาน นับได้ 16 อสงไขยกับแสนกัปจนถึงกาลบัดนี้
เมื่อพระโพธิสัตว์ลงมาบังเกิดตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยผลทานที่ถวายพระเศียรบูชาพระสัทธรรมเทศนาของพระสิริมามิ่งโมฬีสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์ทรงมีพระพุทธรัศมีรุ่งเรืองตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนมิได้ขาด และจะแผ่ซ่านไปตลอดจนถึงเบื้องบนพรหมโลก และเบื้องล่างสุดอเวจีมหานรก
จากอานิสงส์ที่ทรงอุตสาหะต้องทนทุกข์ทรมานที่ดำเนินไปด้วยพระบาท ด้วยปรารถนาที่จะได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนพระบาทแตกมีโลหิตไหลออกจากพระบาท
และตัดพระเศียรกระทำสักการะบูชาพระสัทธรรมเทศนานั่นเอง