พระศรีอริยเมตไตรย
สิงหาคม 21, 2014, 05:17:00 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:

คลิกที่นี่เพื่อสมัครสมาชิกและเข้าสู่ระบบ

 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
Tags

+ พระศรีอริยเมตไตรย  » หมวดหมู่ทั่วไป » หมวดหมู่ทั่วไป  » บอร์ด พจนานุกรมพุทธศาสตร์หัวข้อ:
|- พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ภาค 1

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หัวข้อ : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ภาค 1

หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ภาค 1  (อ่าน 17019 ครั้ง) A A A A
0 สมาชิก และ 216 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:33:57 PM »





ภาค 1
พจนานุกรมพุทธศาสตร์
หมวดธรรม
Part I
Dictionary of
Numerical Dhammas

คำชี้แจงการใช้พจนานุกรมหมวดธรรม
ก. หลักการในการรวบรวมธรรม
1. หมวดธรรม คือ หลักธรรมที่แสดงไว้โดยมีจำนวนหัวข้อเป็นชุดๆ ชุดหนึ่งๆ เรียกว่าหมวดธรรมหนึ่งๆ
หมวดธรรมเหล่านี้เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น นอกจากคำสอนประเภทหมวด
ธรรมแล้ว ยังมีคำสอนประเภทคาถาภาษิต ธรรมกถา และโอวาทานุศาสนีต่างๆ อีกเป็นอันมาก ผู้ที่
ต้องการรู้จักพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวางทั่วถึง จึงควรศึกษาคำสอนประเภทอื่นๆ นอกจากหมวด
ธรรมด้วย อย่างไรก็ดี การศึกษาหมวดธรรมเหล่านี้นับว่าสำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นคำ
สอนประเภทประมวลข้อสรุป มีอรรถกว้างขวาง และถูกยกขึ้นอ้าง หรือเป็นข้อปรารภในการแสดงคำ
สอนประเภทอื่นๆ อยู่เนืองๆ
2. หมวดธรรมมีอยู่มากมาย แต่เฉพาะที่แสดงในหนังสือนี้ ได้คัดเลือกและรวบรวมไว้เพียงส่วนหนึ่ง โดยถือ
หลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ
1) มุ่งเอาหมวดธรรมที่มาในพระไตรปิฎกโดยตรงเป็นพื้น ส่วนที่มาในคัมภีร์อื่นพยายามจำกัดเฉพาะ
คัมภีร์สำคัญในระดับรองลงมา ที่นิยมนับถือ ใช้ศึกษาและอ้างอิงกันอยู่ทั่วไปในวงการศึกษาพระ
พุทธศาสนา
2) มุ่งเอาหมวดที่แสดงหลักธรรมโดยตรง ให้สมกับชื่อที่เรียกว่า “หมวดธรรม” หลีกเลี่ยงหมวดที่เป็น
เพียงเกร็ดความรู้ หรือคำแถลงเรื่องราวอื่นๆ เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับหลักธรรมอย่างใกล้ชิด
3) คัดเอาเฉพาะหมวดธรรมที่ควรรู้หรือที่ต้องรู้ โดยฐานเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาบ้าง เป็น
หลักที่เห็นว่าน่ารู้และมีประโยชน์มากบ้าง เป็นหลักที่ใช้หรืออ้างอิงอยู่เสมอ หรือรู้จักกันอยู่ทั่วไปบ้าง
เป็นหลักที่ท่านกำหนดให้เรียนในหลักสูตรการศึกษาพระพุทธศาสนาระบบต่างๆ ในประเทศไทยบ้าง
ข. การจัดลำดับ
3. การจัดลำดับหมวดธรรม
– จัดตามลำดับเลขจำนวนก่อน รวมหมวดธรรมที่มีจำนวนหัวข้อเท่ากันเข้าไว้เป็นกลุ่มเดียวกันเรียง
จากกลุ่มที่มีจำนวนน้อยไปหากลุ่มที่มีจำนวนมากตามลำดับ เป็นหมวด 1 หมวด 2 หมวด 3 ฯลฯ
จนถึงหมวดเกินสิบ
– ในหมวดเลขเดียวกัน เรียงตามลำดับอักษร ตามอักขรวิธีในภาษาไทย
1) หมวดธรรมที่มีลำดับอักษรห่างกัน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันหรือควบคู่กัน เมื่อถึงลำดับอักษรของ
หมวดหนึ่งแล้ว นำอีกหมวดหนึ่งมาต่อในลำดับถัดไปทันทีโดยไม่คำนึงถึงลำดับอักษร เช่น [67]
กุศลมูล 3, [68] อกุศลมูล 3; [80] ทุจริต 3, [81] สุจริต 3 เป็นต้น
2) หมวดธรรมที่มีเลขจำนวนต่างกัน แต่เป็นเรื่องอย่างเดียวกัน อาจจัดเรียงรวมไว้ในหมวดเลขเดียว
กัน ต่อกันไป โดยไม่คำนึงถึงลำดับเลขหมวด ในกรณีเช่นนี้ จะถือหมวดธรรมที่สำคัญหรือรู้จักกัน
มากเป็นหลัก เช่น [303] พุทธคุณ 9, [304] พุทธคุณ 2, [305] พุทธคุณ 3, [306] ธรรมคุณ 6,
[307] สังฆคุณ 9 เป็นต้น
ในกรณีของข้อยกเว้น 2 ข้อนี้ หมวดธรรมที่ผิดลำดับ ให้ถือเป็นหมวดธรรมพ่วง ไม่กระทบกระเทือนต่อ
4
ลำดับอักษรตามปกติ ซึ่งจะจัดต่อไปจากหมวดธรรมที่อยู่ข้างหน้า นอกจากนั้น หมวดธรรมที่
ผิดลำดับเหล่านี้ จะมีชื่อเรียงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นลำดับตามปกติของมันเองอีกส่วนหนึ่งด้วย แต่ใน
ตำแหน่งปกตินั้นจะไม่นับเลขลำดับ (ในวงเล็บสำหรับใส่เลขลำดับ จะใส่รูป 􀀬 ไว้แทนช่องว่าง) และไม่มี
รายละเอียด มีเพียงคำอ้างบอกตำแหน่งที่จะพึงค้นต่อไป ซึ่งช่วยโยงถึงกันให้ผู้ใช้หนังสือค้นหาได้โดย
สะดวกจากทุกด้าน
ตัวอย่าง: [􀀬􀀬] สุจริต 3 ดู [81] สุจริต 3
[􀀬􀀬] พุทธคุณ 2 ดู [304] พุทธคุณ 2
สุจริต 3 เป็นชื่อของธรรมหมวดที่เป็นคู่ปฏิปักษ์กับ ทุจริต 3 จึงนำไปเรียงไว้ต่อจากหมวด ทุจริต 3
เนื่องจากอักษร ท อยู่ก่อนอักษร ส
ส่วน พุทธคุณ 2 อยู่ในกลุ่มเดียวกับ พุทธคุณ 9 แต่มีจำนวนต่างกัน จึงนำไปเรียงไว้ต่อจากหมวด
พุทธคุณ 9 อันเป็นหมวดธรรมที่ถือเป็นหลัก
4. หมวดธรรมที่มีหลายชื่อ ถือเอาชื่อที่มาในบาลีเป็นหลัก ให้รายละเอียดไว้ที่เดียว แต่ชื่ออื่นๆ ก็เรียงไว้ใน
ตำแหน่งที่ถูกต้องตามลำดับอักษรและลำดับเลขหมวดด้วย โดยไม่นับเลขลำดับ และไม่มีรายละเอียด
เพียงใส่เครื่องหมาย 􀀬 ไว้ในวงเล็บข้างหน้า และมีคำอ้างบอกตำแหน่งชื่อที่มีรายละเอียดอันพึงจะค้นต่อไป
เป็นการเชื่อมโยงถึงกันให้ค้นได้จากทุกด้าน
ตัวอย่าง: [􀀬􀀬􀀬] สมบัติของอุบาสก 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7
สมบัติของอุบาสก 7 กับ อุบาสกธรรม 7 เป็นชื่อของธรรมหมวดเดียวกัน แสดงรายละเอียดเฉพาะ
ที่ อุบาสกธรรม 7 แห่งเดียว ส่วนชื่อ สมบัติของอุบาสก 7 ได้เรียงไว้ด้วย แต่ให้ดูรายละเอียดที่
อุบาสกธรรม 7
5. ตัวเลขที่อ้างอิงในหนังสือนี้ทั้งหมด หมายถึงเลขลำดับ (คือเลขข้อ) ของหมวดธรรม ไม่ใช่เลขหน้า เว้น
แต่จะมีคำบอกกำกับไว้เป็นอย่างอื่น
อนึ่ง ในเนื้อหนังสือ ใช้ตัวเลขอารบิกทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้ภาคภาษาอังกฤษสามารถใช้ประโยชน์
ร่วมด้วยโดยสะดวก
ค. ความหมายและคำอธิบาย
6. หนังสือนี้ไม่ใช่หนังสืออธิบายธรรมจำเพาะอย่าง แต่เป็นหนังสืออ้างอิงว่าด้วยหลักธรรมทั่วไป จำต้อง
สงวนเนื้อที่ และแสดงอรรถาธิบายที่กระชับรัดกุม จึงพยายามหลีกเลี่ยงการอธิบาย แสดงไว้แต่เพียง
คำจำกัดความและความหมายเป็นสำคัญ
1) ภาคภาษาไทย: ความหมายมักแสดงไว้หลายๆ นัย เพื่อเสริมความเข้าใจให้ชัดขึ้น และเพื่อเลือกใช้
ได้อย่างเหมาะสมแก่กรณี
ข้อธรรมบางข้อมีคำแปลโดยพยัญชนะ ในกรณีเช่นนี้ ความหมายที่เป็นคำแปลโดยพยัญชนะนั้น
จะถูกเรียงไว้ก่อนความหมายอื่น
ความหมายที่แสดงไว้หลายนัย มักมีทั้งความหมายอย่างสั้น และความหมายอย่างยาว ทั้งนี้มุ่ง
เพื่อประโยชน์ทั้งในทางความเข้าใจและในการใช้งาน
ข้อธรรมบางอย่างจำเป็นต้องอธิบาย เพื่อให้เข้าใจชัดเจน ในกรณีเช่นนี้ได้พยายามอธิบายให้สั้น
5
ที่สุด โดยทำเป็นไขความออกจากความหมายของข้อธรรมนั้นๆ และให้ครอบคลุมเนื้อหาสมบูรณ์ในตัว
เสร็จสิ้นไปในแต่ละข้อ ไม่ใช้วิธีอธิบายรวมทั้งหมด แต่ถ้ามีข้อสังเกตหรือคำชี้แจงกว้างๆ สำหรับทั้ง
หมวดก็ได้นำไปเขียนไว้ในตอนท้ายของหมวดธรรมนั้น หมวดธรรมที่ต้องอธิบายพึงเห็นตัวอย่างเช่น
[85] ธรรม 3, [107] วิโมกข์ 3, [285] วิสุทธิ 7, [311] วิปัสสนาญาณ 9 เป็นต้น
2) ภาคภาษาอังกฤษ: ความหมายในภาษาอังกฤษมุ่งเพียงให้เป็นส่วนประกอบสำหรับช่วยเหลือ
นักศึกษาในการศึกษาค้นคว้าให้กว้างขวางออกไป หรือเป็นสื่อถ่ายทอดความรู้เท่านั้น ไม่ได้มุ่งให้เป็น
หลักของหนังสือนี้ โดยปกติในภาคภาษาอังกฤษจะไม่มีคำอธิบายเลย มีเพียงความหมายสั้นๆ ซึ่งโดย
มากเป็นความหมายในรูปคำแปล
ข้อธรรมใดมีคำแปลหรือความหมายในภาษาอังกฤษที่ใช้กันลงยุติแล้วหรือนิยมใช้กันแพร่หลาย
ในหมู่นักศึกษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ได้นำเอาคำแปลหรือความหมายนั้นมาลงไว้ โดยถือเป็นอิสระจาก
ความหมายในภาคภาษาไทย ส่วนข้อธรรมใดความหมายในภาษาอังกฤษยังมีปัญหา ไม่เป็นที่ยุติหรือยัง
ไม่สู้เป็นที่รู้จักทั่วไป ก็ได้พยายามตรวจสอบ เลือกสรร หรือค้นหาคำมาใช้ให้ตรงกับความเข้าใจในภาค
ภาษาไทยให้มากที่สุด
คำแปลและความหมายข้อธรรมต่างๆ ในภาคภาษาอังกฤษส่วนมาก ไม่ตรงกับคำแปลหรือความ
หมายที่ใช้ในพระไตรปิฎกแปลฉบับภาษาอังกฤษของสมาคมบาลีปกรณ์ (The Pali Text Society) ทั้ง
นี้เพราะได้มีการคิดค้นสรรหาคำแปลศัพท์ธรรมต่างๆ ในหมู่นักปราชญ์นักศึกษาพระพุทธศาสนา
ก้าวหน้าต่อมาอีกมากภายหลังเวลาที่พิมพ์พระไตรปิฎกแปลฉบับภาษาอังกฤษนั้นแล้ว
อนึ่ง คำบาลีอักษรโรมันในวงเล็บต่อท้ายชื่อหมวดธรรม หรือข้อธรรมนั้นๆ ได้แสดงไว้ โดยมุ่งให้
ผู้ใช้รู้จักรูปเดิมของศัพท์นั้นๆ ในภาษาบาลี ถ้าเป็นคำสมาสคือมีหลายคำประกอบกัน ก็มุ่งให้กำหนด
แยกได้ง่ายว่ามีคำอะไรประกอบอยู่บ้างเท่านั้น มิได้มุ่งแสดงรูปที่ใช้จริงในประโยคภาษาบาลี ดังนั้น
ก) ที่ใดต้องการให้เห็นรูปศัพท์ของคำที่มาประกอบกัน ก็จะใส่ยัติภังค์ หรือ hyphen (-) แทรกไว้
ให้ดูง่าย ที่ใดเห็นว่าเป็นคำที่ใช้รวมกันเป็นปกติ ก็ไม่แยก
ข) เมื่อแยกคำโดยใช้ยัติภังค์แล้ว ก็ไม่เติมพยัญชนะซ้อน (สังโยค) ตามหลักสนธิ
ตัวอย่าง: ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ บาลีเป็น ปญฺจกฺขนฺธ ประกอบด้วย ปญฺจ + ขนฺธ ถ้าเขียนเป็นคำ
บาลีอักษรโรมัน ตามที่ใช้จริงในประโยค ก็เป็น Pa¤cakkhandha คือเขียนติดต่อกันและมีพยัญชนะ
ซ้อน ได้แก่ k แทรกเข้ามา แต่ในพจนานุกรมฯ นี้เขียนให้ผู้ศึกษากำหนดแยกได้ง่าย เป็น Pa¤cakhandha
สังวรปธาน บาลีนิยมเขียนเป็น สํวรปฺปธาน ประกอบด้วย สํวร + ปธาน ถ้าเขียนเป็นคำบาลี
อักษรโรมัน ตามที่ใช้ในประโยค ก็เป็น Sa§varappadhàna แต่ในพจนานุกรมฯ นี้เขียนเป็นSa
§vara-padhàna
นอกจากนี้ ข้อความหรือถ้อยคำ ที่อยู่ในชุดเดียวกัน หรือเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน และเรียงอยู่
ต่อเนื่องกัน ถ้ามีส่วนที่ซ้ำตรงกัน อาจใช้เครื่องหมาย tilde (~) แทนความหรือคำส่วนหรือท่อนที่ซ้ำตรง
กันนั้น เพื่อประหยัดเนื้อที่ และช่วยไม่ให้ดูลานตา เช่น A¤¤asamàna-cetasika; Pakiõõaka-~;
Akusala-~ พึงทราบและนำไปใช้ในรูปที่เป็นคำเต็มว่า A¤¤asamàna-cetasika; Pakiõõakacetasika;
Akusala-cetasika ดังนี้เป็นต้น (หลักข้อนี้นำมาใช้กับพากย์ภาษาไทยด้วยบ้าง เช่น ความ
หวัง, ~ใฝ่หา หมายถึงคำเต็มว่า ความหวัง, ความใฝ่หา)
6
ง. ที่มาของหมวดธรรม
7. หมวดธรรมส่วนมากมีที่มาหลายแห่ง ถ้าเป็นหมวดธรรมพื้นๆ ไม่จำเป็นต้องค้นหาคำอธิบายแปลกๆ
ออกไป ได้แสดงที่มาไว้แต่พอเป็นตัวอย่าง ถ้าเป็นหมวดธรรมที่ชวนให้ค้นหาคำอธิบายเทียบเคียงอย่าง
กว้างขวาง ได้แสดงที่มาไว้หลายแห่ง หมวดธรรมบางหมวดหาที่มายาก ได้พยายามนำมาแสดงไว้เท่าที่
จะหาได้ อย่างไรก็ตาม ในการพิมพ์ครั้งแรก คงจะบกพร่องในเรื่องนี้บ้าง เพราะบางหมวดที่ทำในระยะ
แรก ยังไม่ได้คำนึงถึงความมุ่งหมายข้อนี้ คิดแต่เพียงจะแสดงที่มาพอเป็นตัวอย่างเท่านั้น
ในกรณีมีที่มามากมายหลายแห่ง ทั้งในพระไตรปิฎกและคัมภีร์รุ่นหลัง ถือเอาพระไตรปิฎกเป็น
หลัก ส่วนที่มาในคัมภีร์รุ่นหลังมีอรรถกถาเป็นต้น ถ้าไม่มีเหตุผลสมควร อาจไม่แสดงไว้เลย เพราะถือ
เป็นการเกินจำเป็น
8. ที่มาทั้งหลายได้แสดงไว้ทั้งฝ่ายภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อสะดวกแก่นักศึกษาและนักค้นคว้าโดย
ทั่วไป ผู้ใช้ควรสังเกตด้วยว่า ที่มาใดเป็นคัมภีร์ในพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์สมัยหลัง เพื่อจะได้รู้จักหัวข้อ
ธรรมต่างๆ อย่างถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น เฉพาะที่มาในพระไตรปิฎก ฝ่ายภาษาไทยหมายเอาพระไตรปิฎก
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ ชุด 45 เล่มจบ การอ้างใช้ระบบ เล่ม/ข้อ/หน้า
ตัวอย่าง: ขุ.อิติ. 25/195/237 = ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 195 หน้า 237
การอ้างที่มาโดยระบบนี้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีพระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาไทย 25
พุทธศตวรรษ สามารถใช้ร่วมได้ด้วย โดยเฉพาะฉบับที่กรมการศาสนาจัดพิมพ์ใหม่ มี 45 เล่มจบ เลข
เล่มและเลขข้อตรงกันใช้ร่วมกันได้ แปลกเฉพาะเลขหน้าซึ่งใช้กันไม่ได้ (ความจริง การอ้างแต่เล่มกับข้อ
เท่านั้นก็เพียงพออยู่แล้ว)
พระไตรปิฎกฝ่ายภาษาอังกฤษ หมายเอาฉบับบาลีอักษรโรมันของสมาคมบาลีปกรณ์ (The Pali
Text Society) ในประเทศอังกฤษ ระบบการอ้างใช้อย่างที่นิยมกันทั่วไป
อักษรย่อบอกชื่อคัมภีร์ที่มาต่างๆ และคัมภีร์ใดอยู่ในพระไตรปิฎกหรือเป็นคัมภีร์สมัยหลัง ได้ทำ
บัญชีไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากแล้ว ทั้งฝ่ายภาษาไทยและภาษาอังกฤษ [ดูหน้า 7–10 ]
จ. สารบัญและดัชนี
9. นอกจากสารบัญทั่วไป แล้ว ในหนังสือนี้ยังมีสารบัญละเอียดและดัชนีต่างๆ อีก เพื่อช่วยให้การศึกษา
ค้นคว้าหลักธรรมสะดวกและได้ผลดียิ่งขึ้น สารบัญและดัชนีทั้งหลายจัดทำไว้เพื่อสนองความมุ่งหมาย
ต่างๆ ดังนี้
1) สารบัญหมวดธรรม แสดงหมวดธรรมทั้งหมดครบจำนวนและตรงตามลำดับในหนังสือ สารบัญนี้
จะช่วยให้ค้นหาหมวดธรรมที่ประสงค์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และทำให้สามารถสำรวจเทียบเคียง
และเชื่อมโยงหมวดธรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
2) สารบัญประเภทธรรม นำเอาหมวดธรรมทั้งหมดมาจัดรวมพวกใหม่ แยกเป็นประเภทๆ ตามเนื้อ
หาและคุณค่าในการปฏิบัติ สารบัญนี้จัดทำไว้อย่างเสนอแนะพอเป็นแนว แต่มั่นใจว่าจะเป็นเครื่อง
ช่วยในการศึกษาค้นคว้าและเลือกสรรหลักธรรมไปใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก
3) ดัชนีค้นคำ คือดัชนีที่จัดทำไว้ท้ายพจนานุกรมภาคที่ 1 ทั้งหมด นำเอาข้อธรรมทั้งหมด ทั้งที่เป็น
หมวดธรรมซึ่งมีเลขจำนวนต่างๆ กันก็ดี หัวข้อย่อยทั้งหลายที่เป็นส่วนประกอบของหมวดธรรม
7
ต่างๆ ก็ดี นำมาจัดเรียงใหม่ตามลำดับอักษรเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด พร้อมด้วยลำดับเลขหมวดทั้ง
ปวงที่จะพึงค้นหาข้อธรรมนั้นๆ ได้ ผู้ที่ทราบเพียงชื่อหมวดธรรมแต่ไม่ทราบจำนวนหัวข้อก็ดี ผู้ที่
ทราบแต่เพียงข้อย่อยข้อใดข้อหนึ่งแต่จำชื่อหมวดธรรมไม่ได้ก็ดี ผู้ที่ต้องการศึกษาข้อธรรมข้อใดข้อ
หนึ่งให้กว้างขวางออกไปก็ดี ผู้ที่ต้องการทราบความหมายของศัพท์ธรรมคำใดคำหนึ่งโดยเฉพาะ
หรือต้องการใช้หนังสือนี้อย่างพจนานุกรมสามัญก็ดี ย่อมใช้ดัชนีค้นคำนี้สนองความต้องการได้
สำเร็จความประสงค์อย่างรวดเร็ว
อนึ่ง คำบางคำเขียนได้หลายอย่าง แต่ในดัชนีค้นคำ เรียงไว้อย่างเดียว เช่น จาตุมหาราชิกา
(เขียน จาตุมมหาราชิกา ก็ได้) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (เขียน ปุพเพนิวาสานุสติญาณ หรือ
บุพเพนิวาสานุสติญาณ ก็ได้) พึงถือว่าเป็นรูปที่ถูกต้องด้วยกัน ตามหลักการเขียนคำที่เป็นธรรม-
บัญญัติในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 และ พ.ศ. 2525 เมื่อพบคำที่เขียนในรูป
อื่น ซึ่งหาไม่พบในดัชนีค้นคำ พึงเทียบเคียงตามหลักภาษา ให้ได้รูปที่ค้นได้ในดัชนีค้นคำนี้
ในการพิมพ์ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2527–2528) ได้ย้ายดัชนีค้นคำมาไว้ต้นเล่ม เพื่อให้ใช้ง่ายยิ่งขึ้น และได้
เพิ่มดัชนีคำบาลีอักษรโรมัน (Index of Pàli Terms) เข้ามา เพื่อประโยชน์แก่ผู้ใช้ภาคภาษาอังกฤษ
เมื่อใช้หนังสือนี้ พึงใช้สารบัญและดัชนีต่างๆ ให้เป็นประโยชน์เสมอ โดยเฉพาะควรใช้เป็นที่ปรึกษา
อันดับแรกก่อนสิ่งอื่น
อักษรย่อชื่อคัมภีร์*
เรียงตามอักขรวิธีแห่งมคธภาษา
(ที่พิมพ์ตัวเอน คือ คัมภีร์ในพระไตรปิฎก)
องฺ.อ. องฺคุตฺตรนิกาย อฏฺฐกถา (มโนรถปูรณี)
องฺ.อฏฺฐก. องฺคุตฺตรนิกาย อฏฺฐกนิปาต
องฺ.เอก. องฺคุตฺตรนิกาย เอกนิปาต
องฺ.เอกาทสก. องฺคุตฺตรนิกาย เอกาทสกนิปาต
องฺ.จตุกฺก. องฺคุตฺตรนิกาย จตุกฺกนิปาต
องฺ.ฉกฺก. องฺคุตฺตรนิกาย ฉกฺกนิปาต
องฺ.ติก. องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาต
องฺ.ทสก. องฺคุตฺตรนิกาย ทสกนิปาต
องฺ.ทุก. องฺคุตฺตรนิกาย ทุกนิปาต
องฺ.นวก. องฺคุตฺตรนิกาย นวกนิปาต
องฺ.ปญฺจก. องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาต
องฺ.สตฺตก. องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนิปาต
อป.อ. อปทาน อฏฺฐกถา (วิสุทฺธชนวิลาสินี)
อภิ.ก. อภิธมฺมปิฏก กถาวตฺถุ
อภิ.ธา. อภิธมฺมปิฏก ธาตุกถา
อภิ.ป. อภิธมฺมปิฏก ปฏฺฐาน
อภิ.ปุ. อภิธมฺมปิฏก ปุคฺคลปญฺญตฺติ
อภิ.ยมก. อภิธมฺมปิฏก ยมก
อภิ.วิ. อภิธมฺมปิฏก วิภงฺค
อภิ.สํ. อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณี
อิติ.อ. อิติวุตฺตก อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
อุ.อ.,อุทาน.อ. อุทาน อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
ขุ.อป. ขุทฺทกนิกาย อปทาน
ขุ.อิติ. ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก
ขุ.อุ. ขุทฺทกนิกาย อุทาน
ขุ.ขุ. ขุทฺทกนิกาย ขุทฺทกปาฐ
ขุ.จริยา. ขุทฺทกนิกาย จริยาปิฏก
ขุ.จู. ขุทฺทกนิกาย จูฬนิทฺเทส
ขุ.ชา. ขุทฺทกนิกาย ชาตก
ขุ.เถร. ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา
ขุ.เถรี. ขุทฺทกนิกาย เถรีคาถา
ขุ.ธ. ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปท
ขุ.ปฏิ. ขุทฺทกนิกาย ปฏิสมฺภิทามคฺค
ขุ.เปต. ขุทฺทกนิกาย เปตวตฺถุ
ขุ.พุทฺธ. ขุทฺทกนิกาย พุทฺธวํส
ขุ.ม.,ขุ.มหา. ขุทฺทกนิกาย มหานิทฺเทส
ขุ.วิมาน. ขุทฺทกนิกาย วิมานวตฺถุ
ขุ.สุ. ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต
ขุทฺทก.อ. ขุทฺทกปาฐ อฏฺฐกถา (ปรมตฺถโชติกา)
จริยา.อ. จริยาปิฏก อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
ชา.อ. ชาตกฏฺฐกถา
เถร.อ. เถรคาถา อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
เถรี.อ. เถรีคาถา อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
ที.อ. ทีฆนิกาย อฏฺฐกถา (สุมงฺคลวิลาสินี)
ที.ปา. ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺค
ที.ม. ทีฆนิกาย มหาวคฺค
ที.สี. ทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺค
ธ.อ. ธมฺมปทฏฺฐกถา
นิทฺ.อ. นิทฺเทส อฏฺฐกถา (สทฺธมฺมปชฺโชติกา)
ปญฺจ.อ. ปญฺจปกรณ อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
ปฏิสํ.อ. ปฏิสมฺภิทามคฺค อฏฺฐกถา (สทฺธมฺมปกาสินี)
เปต.อ. เปตวตฺถุ อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
พุทฺธ.อ. พุทฺธวํส อฏฺฐกถา (มธุรตฺถวิลาสินี)
ม.อ. มชฺฌิมนิกาย อฏฺฐกถา (ปปญฺจสูทนี)
ม.อุ. มชฺฌิมนิกาย อุปริปณฺณาสก
ม.ม. มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสก
ม.มู. มชฺฌิมนิกาย มูลปณฺณาสก
มงฺคล. มงฺคลตฺถทีปนี
มิลินฺท. มิลินฺทปญฺหา
วินย. วินยปิฏก
วินย.อ. วินย อฏฺฐกถา (สมนฺตปาสาทิกา)
วินย.ฏีกา วินยฏฺฐกถา ฏีกา (สารตฺถทีปนี)
วิภงฺค.อ. วิภงฺค อฏฺฐกถา (สมฺโมหวิโนทนี)
วิมาน.อ. วิมานวตฺถุ อฏฺฐกถา (ปรมตฺถทีปนี)
วิสุทฺธิ. วิสุทฺธิมคฺค
วิสุทฺธิ.ฏีกา วิสุทฺธิมคฺค มหาฏีกา (ปรมตฺถมญฺชุสา)
สงฺคณี อ. สงฺคณี อฏฺฐกถา (อฏฺฐสาลินี)
สงฺคห. อภิธมฺมตฺถสงฺคห
สงฺคห.ฏีกา อภิธมฺมตฺถสงฺคห ฏีกา (อภิธมฺมตฺถวิภาวินี)
สํ.อ. สํยุตฺตนิกาย อฏฺฐกถา (สารตฺถปกาสินี)
สํ.ข. สํยุตฺตนิกาย ขนฺธวารวคฺค
ส.นิ. สํยุตฺตนิกาย นิทานวคฺค
ส.ม. สํยุตฺตนิกาย มหาวารวคฺค
ส.ส. สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค
สํ.สฬ. สํยุตฺตนิกาย สฬายตนวคฺค
สุตฺต.อ. สุตฺตนิปาต อฏฺฐกถา (ปรมตฺถโชติกา)
___________________
*คัมภีร์ชั้นฎีกาแสดงไว้ข้างต้นเฉพาะที่ใช้กันอยู่ในวงการศึกษาภาษาบาลีในประเทศไทย ส่วนที่นอกจากนี้ไม่แสดงไว้ พึงเข้าใจ
เอง ตามแนววิธีในการใช้อักษรย่อสำหรับอรรถกถา ที่นำ อ. ไปต่อท้ายอักษรย่อของคัมภีร์ในพระไตรปิฎก เช่น ที.อ., ม.อ., สํ.อ.
เป็นต้น (ในกรณีของฎีกา ก็นำ ฏี. หรือ ฏีกา ไปต่อ เป็น ที.ฏี. หรือ ที.ฏีกา เป็นต้น)
Abbreviations of Scriptures
(in italics are canonical works)
A. Aïguttaranikàya (5 vols.)
AA. Aïguttaranikàya Aññhakathà
(Manorathapåraõã)
Ap. Apadàna (Khuddakanikàya)
ApA. Apadàna Aññhakathà
(Visuddhajanavilàsinã)
Bv. Buddhava§sa (Khuddakanikàya)
BvA. Buddhava§sa Aññhakathà
(Madhuratthavilàsinã)
Comp. Compendium of Philosophy
(Abhidhammatthasaïgaha)
Cp. Cariyàpiñaka (Khuddakanikàya)
CpA. Cariyàpiñaka Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
D. Dãghanikàya (3 vols.)
DA. Dãghanikàya Aññhakathà
(Sumaïgalavilàsinã)
DAò. Dãghanikàya Aññhakathà òãkà
(Lãnatthapakàsinã)
Dh. Dhammapada (Khuddakanikàya)
DhA. Dhammapada Aññhakathà
Dhtk. Dhàtukathà (Abhidhamma)
DhtkA. Dhàtukathà Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
Dhs. Dhammasaïgaõã (Abhidhamma)
DhsA. Dhammasaïgaõã Aññhakathà
(Aññhasàlinã)
It. Itivuttaka (Khuddakanikàya)
ItA. Itivuttaka Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
J. Jàtaka (including its Aññhakathà)
Kh. Khuddakapàñha (Khuddakanikàya)
KhA. Khuddakapàñha Aññhakathà
(Paramatthajotikà)
Kvu. Kathàvatthu (Abhidhamma)
KvuA. Kathàvatthu Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
M. Majjhimanikàya (3 vols.)
MA. Majjhimanikàya Aññhakathà
(Papa¤casådanã)
Miln. Milindapa¤hà
Nd 1 Mahàniddesa (Khuddakanikàya)
Nd 2 Cåëaniddesa (Khuddakanikàya)
NdA. Niddesa Aññhakathà
(Saddhammapajjotikà)
Nett. Nettipakaraõa
Pañ. Paññhàna (Abhidhamma)
PañA. Paññhàna Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
Ps. Pañisambhidàmagga
(Khuddakanikàya)
PsA. Pañisambhidàmagga Aññhakathà
(Saddhammapakàsinã)
Ptk. Peñakopadesa
Pug. Puggalapa¤¤atti (Abhidhamma)
PugA. Puggalapa¤¤atti Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
Pv. Petavatthu (Khuddakanikàya)
PvA. Petavatthu Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
S. Sa§yuttanikàya (5 vols.)
SA. Sa§yuttanikàya Aññhakathà
(Sàratthapakàsinã)
Sn. Suttanipàta (Khuddakanikàya)
SnA. Suttanipàta Aññhakathà
(Paramatthajotikà)
Thag. Theragàthà (Khuddakanikàya)
ThagA. Theragàthà Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
Thãg. Therãgàthà (Khuddakanikàya)
ThãgA. Therãgàthà Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
Ud. Udàna (Khuddakanikàya)
UdA. Udàna Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
Vbh. Vibhaïga (Abhidhamma)
VbhA. Vibhaïga Aññhakathà
(Sammohavinodanã)
Vin. Vinaya Piñaka (5 vols.)
VinA. Vinaya Aññhakathà
(Samantapàsàdikà)
Vinò. Vinaya Aññhakathà òãkà
(Sàratthadãpanã)
Vism. Visuddhimagga
Vismò. Visuddhimagga Mahàñãkà
(Paramatthama¤jusà)
Vv. Vimànavatthu (Khuddakanikàya)
VvA. Vimànavatthu Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
Yam. Yamaka (Abhidhamma)
YamA. Yamaka Aññhakathà
(Paramatthadãpanã)
สารบัญหมวดธรรม
เอกกะ – หมวด 1
[1] กัลยาณมิตตตา
[2] โยนิโสมนสิการ
[3] อัปปมาทะ
ทุกะ – หมวด 2
[4] กรรม 2
[􀀬] กรรมฐาน 2 [36]
[5] กาม 2
[6] กามคุณ 5
[7] ฌาน 2
[8] ฌาน 2 ประเภท
[9] ฌาน 4, 5
[10] ฌาน 8
[11] ทาน 21
[12] ทาน 22
[13] ทิฏฐิ 2
[14] ทิฏฐิ 3
[15] ที่สุด (อันตา) 2
[16] ทุกข์ 2
[17] เทศนา 21
[18] เทศนา 22
[19] ธรรม 21
[20] ธรรม 22
[21] ธรรม 23
[22] ธรรม 24
[23] ธรรมคุ้มครองโลก 2
[24] ธรรมทำให้งาม 2
[􀀬􀀬] ธรรมที่ทรงเห็นคุณประจักษ์ 2 [65]
[􀀬􀀬] ธรรมเป็นโลกบาล 2 [23]
[25] ธรรมมีอุปการะมาก 2
[26] ธุระ 2
[27] นิพพาน 2
[28] บัญญัติ 2, 6
[29] บุคคลหาได้ยาก 2
[30] บูชา 2
[31] ปฏิสันถาร 2
[32] ปธาน 2
[33] ปริเยสนา 2
[34] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2
[35] ปาพจน์ 2
[􀀬􀀬] พุทธคุณ 2 [304]
[􀀬􀀬] พุทธคุณ 3 [305]
[􀀬􀀬] ไพบูลย์ 2 [44]
[36] ภาวนา 2
[37] ภาวนา 4
[38] รูป 21, 28
[39] มหาภูต หรือ ภูตรูป 4
[40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24
[41] รูป 22
[42] ฤทธิ์ 2
[􀀬􀀬] โลกบาลธรรม 2 [23]
[43] วิมุตติ 2
[􀀬􀀬] เวทนา 2 [110]
[44] เวปุลละ 2
[45] สมาธิ 2
[46] สมาธิ 31
[47] สมาธิ 32
[48] สังขาร 2
[49] สังคหะ 2
[50] สัจจะ 2
[51] สาสน์ หรือ ศาสนา 2
[52] สุข 21
[53] สุข 22
[54] สุทธิ 2
[􀀬􀀬] อรหันต์ 2 [61]
[55] อริยบุคคล 2
[56] อริยบุคคล 4
[57] อริยบุคคล 8
[58] โสดาบัน 3
11
[59] สกทาคามี 3, 5
[60] อนาคามี 5
[61] อรหันต์ 2
[62] อรหันต์ 4, 5, 60
[63] อริยบุคคล 7
[64] อัตถะ 2
[65] อุปัญญาตธรรม 2
ติกะ – หมวด 3
[66] กรรม 3
[67] กุศลมูล 3
[68] อกุศลมูล 3
[69] กุศลวิตก 3
[70] อกุศลวิตก 3
[71] โกศล 3
[72] ญาณ 31
[73] ญาณ 32
[74] ตัณหา 3
[75] ไตรปิฎก
[􀀬􀀬] ไตรรัตน์ [100]
[76] ไตรลักษณ์
[􀀬􀀬] ไตรสิกขา [124]
[77] ทวาร 3
[78] ทวาร 6
[􀀬􀀬] ทิฏฐิ 3 [14]
[79] ทุกขตา 3
[80] ทุจริต 3
[81] สุจริต 3
[82] เทพ 3
[83] เทวทูต 3
[􀀬􀀬] เทวทูต 4 [150]
[84] เทวทูต 5
[85] ธรรม 3
[86] ธรรมนิยาม 3
[87] นิมิต หรือ นิมิตต์ 3
[88] บุญกิริยาวัตถุ 3
[89] บุญกิริยาวัตถุ 10
[90] บุตร 3
[91] ปปัญจะ 3
[92] ปริญญา 3
[􀀬􀀬] ปหาน 3 [224]
[93] ปัญญา 3
[94] ปาฏิหาริย์ 3
[95] ปาปณิกธรรม 3
[􀀬􀀬] ปิฎก 3 [75]
[􀀬􀀬] พุทธคุณ 3 [305]
[96] พุทธจริยา 3
[97] พุทธโอวาท 3
[98] ภพ 3
[99] ภาวนา 3
[100] รัตนตรัย
[101] ลัทธินอกพระพุทธศาสนา 3
[102] โลก 31
[103] โลก 32
[104] โลก 33
[105] วัฏฏะ 3 หรือ ไตรวัฏฏ์
[106] วิชชา 3
[􀀬􀀬􀀬] วิปัลลาส 3 ระดับ [178]
[107] วิโมกข์ 3
[108] วิรัติ 3
[109] วิเวก 3
[110] เวทนา 2
[111] เวทนา 3
[112] เวทนา 5
[113] เวทนา 6
[114] สมบัติ 31
[115] สมบัติ 32 หรือ ทานสมบัติ 3
[􀀬􀀬􀀬] สมาธิ 3 [46], [47]
[116] สรณะ 3 หรือ ไตรสรณะ
[117] สังขตลักษณะ 3
[118] อสังขตลักษณะ 3
[119] สังขาร 31
[120] สังขาร 32
[121] สัทธรรม 3
[122] สันโดษ 3, 12
[123] สัปปุริสบัญญัติ 3
12
[􀀬􀀬􀀬] สามัญลักษณะ 3 [76]
[124] สิกขา 3 หรือ ไตรสิกขา
[􀀬􀀬􀀬] สุจริต 3 [81]
[􀀬􀀬􀀬] โสดาบัน 3 [58]
[􀀬􀀬􀀬] อกุศลมูล 3 [68]
[􀀬􀀬􀀬] อกุศลวิตก 3 [70]
[125] อธิปไตย 3
[126] อนุตตริยะ 3
[127] อนุตตริยะ 6
[128] อปัณณกปฏิปทา 3
[129] อภิสังขาร 3
[130] อัคคิ 31
[131] อัคคิ 32 หรือ อัคคิปาริจริยา
[132] อัตถะ หรือ อรรถ 31
[133] อัตถะ หรือ อรรถ 32
[134] อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน 3
[135] อาสวะ 3
[136] อาสวะ 4
[􀀬􀀬􀀬] โอวาทของพระพุทธเจ้า 3 [97]
จตุกกะ – หมวด 4
[137] กรรมกิเลส 4
[􀀬􀀬􀀬] กัลยาณมิตร 4 [169]
[􀀬􀀬􀀬] กิจในอริยสัจจ์ 4 [205]
[138] กุลจิรัฏฐิติธรรม 4
[139] ฆราวาสธรรม 4
[140] จักร 4
[141] เจดีย์ 4
[􀀬􀀬􀀬] ฌาน 4 [9]
[142] ถูปารหบุคคล 4
[143] ทักขิณาวิสุทธิ 4
[􀀬􀀬􀀬] ทรัพย์จัดสรรเป็น 4 ส่วน [163]
[144] ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4
[􀀬􀀬􀀬] เทวทูต 4 [150]
[􀀬􀀬􀀬] ธรรมมีอุปการะมาก 4 [140]
[􀀬􀀬􀀬] ธรรมเป็นเหตุให้สมหมาย 4 [191]
[145] ธรรมสมาทาน 4
[146] ธาตุ 4
[147] ธาตุกัมมัฏฐาน 4
[148] ธาตุ 6
[149] ธาตุกัมมัฏฐาน 6
[150] นิมิต 4
[151] บริษัท 41
[152] บริษัท 42
[153] บุคคล 4
[154] ปฏิปทา 4
[155] ปฏิสัมภิทา 4
[156] ปธาน 4
[157] ปรมัตถธรรม 4
[158] ประมาณ หรือ ปมาณิก 4
[159] ปัจจัย 4
[􀀬􀀬􀀬] ปัญญาวุฒิธรรม 4 [179]
[160] ปาริสุทธิศีล 4
[􀀬􀀬􀀬] ผล 4 [165]
[􀀬􀀬􀀬] พร 4 [227]
[161] พรหมวิหาร 4
[􀀬􀀬􀀬] พละ 4 [229]
[􀀬􀀬􀀬] พุทธลีลาในการสอน 4 [172]
[􀀬􀀬􀀬] ภาวนา 4 [37]
[􀀬􀀬􀀬] ภาวิต 4 [37]
[162] ภูมิ 4
[163] โภควิภาค 4
[164] มรรค 4
[165] ผล 4
[166] มหาปเทส 41
[167] มหาปเทส 42
[168] มิตรปฏิรูปก์ หรือ มิตรเทียม 4
[169] สุหทมิตร หรือ มิตรแท้ 4
[170] โยคะ 4
[171] โยนิ 4
[􀀬􀀬􀀬] ราชสังคหวัตถุ 4 [187]
[172] ลีลาการสอน 4
[173] วรรณะ 4
[174] วิธีปฏิบัติต่อทุกข์–สุข 4
[175] วิบัติ 41
[176] วิบัติ 42
13
[177] สมบัติ 4
[178] วิปัลลาส หรือ วิปลาส 4
[179] วุฒิ หรือ วุฒิธรรม 4
[180] เวสารัชชะ หรือ เวสารัชชญาณ 4
[181] ศรัทธา 4
[182] สติปัฏฐาน 4
[183] สมชีวิธรรม 4
[184] สมาธิภาวนา 4
[185] สังขาร 4
[186] สังคหวัตถุ 4
[187] สังคหวัตถุของผู้ครองแผ่นดิน 4 หรือ ราช-
สังคหวัตถุ 4
[188] สังเวชนียสถาน 4
[189] สัมปชัญญะ 4
[190] สัมปทา หรือ สัมปทาคุณ 4
[191] สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4
[􀀬􀀬􀀬] สัมมัปปธาน 4 [156]
[192] สุขของคฤหัสถ์ 4
[􀀬􀀬􀀬] สุหทมิตร 4 [169]
[193] โสดาปัตติยังคะ 41
[194] โสดาปัตติยังคะ 42
[195] โสดาปัตติยังคะ 43
[􀀬􀀬􀀬] หลักการแบ่งทรัพย์ 4 ส่วน [163]
[196] อคติ 4
[197] อธิษฐาน หรือ อธิษฐานธรรม 4
[198] อบาย 4, อบายภูมิ 4; และ [351]
[199] อบายมุข 4
[200] อบายมุข 6
[201] วัฒนมุข 6
[202] อปัสเสนะ หรือ อปัสเสนธรรม 4
[􀀬􀀬􀀬] อรหันต์ 4 [62]
[􀀬􀀬􀀬] อริยบุคคล 4 [56]
[203] อริยวงศ์ 4
[204] อริยสัจจ์ 4
[205] กิจในอริยสัจจ์ 4
[206] ธรรม 4
[207] อรูป หรือ อารุปป์ 4
[208] อวิชชา 4
[209] อวิชชา 8
[210] อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ 4
[􀀬􀀬􀀬] อัปปมัญญา 4 [161]
[211] อาจารย์ 4
[􀀬􀀬􀀬] อาสวะ 4 [136]
[212] อาหาร 4
[213] อิทธิบาท 4
[214] อุปาทาน 4
[215] โอฆะ 4
ปัญจกะ – หมวด 5
[􀀬􀀬􀀬] กัลยาณธรรม 5 [239]
[􀀬􀀬􀀬] กามคุณ 5 [6]
[􀀬􀀬􀀬] กำลัง 5 ของพระมหากษัตริย์ [230]
[216] ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์
[􀀬􀀬􀀬] คติ 5 [351]
[217] จักขุ 5
[􀀬􀀬􀀬] ฌาน 5 [9]
[218] ธรรมขันธ์ 5
[219] ธรรมเทสกธรรม 5
[220] ธรรมสมาธิ 5
[221] ธรรมสวนานิสงส์ 5
[222] นวกภิกขุธรรม 5
[223] นิยาม 5
[224] นิโรธ 5
[225] นิวรณ์ 5
[􀀬􀀬􀀬] เบญจธรรม [239]
[􀀬􀀬􀀬] เบญจศีล [238]
[􀀬􀀬􀀬] ประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ 5 [232]
[􀀬􀀬􀀬] ปหาน 5 [224]
[􀀬􀀬􀀬] ปัญจกัชฌาน [9]
[226] ปีติ 5
[227] พร 5
[228] พละ 5
[229] พละ 4
[230] พละ 5 ของพระมหากษัตริย์
[231] พหูสูตมีองค์ 5
[232] โภคอาทิยะ หรือ โภคาทิยะ 5
14
[233] มัจฉริยะ 5
[234] มาร 5
[􀀬􀀬􀀬] มิจฉาวณิชชา 5 [235]
[235] วณิชชา 5
[􀀬􀀬􀀬] วัฑฒิ หรือ วัฒิ หรือ วุฒิ 5 [249]
[236] วิมุตติ 5
[􀀬􀀬􀀬] วิราคะ 5 [224]
[􀀬􀀬􀀬] วิเวก 5 [224]
[􀀬􀀬􀀬] เวทนา 5 [112]
[237] เวสารัชชกรณธรรม 5
[􀀬􀀬􀀬] โวสสัคคะ 5 [224]
[238] ศีล 5 หรือ เบญจศีล
[239] เบญจธรรม หรือ เบญจกัลยาณธรรม
[240] ศีล 8 หรือ อัฏฐศีล
[241] ศีล 8 ทั้งอาชีวะ หรือ อาชีวัฏฐมกศีล
[242] ศีล 10 หรือ ทศศีล
[􀀬􀀬􀀬] สกทาคามี 5 [59]
[􀀬􀀬􀀬] สมบัติของอุบาสก 5 [259]
[243] สังวร 5
[244] สุทธาวาส 5
[􀀬􀀬􀀬] องค์แห่งธรรมกถึก 5 [219]
[􀀬􀀬􀀬] องค์แห่งภิกษุใหม่ 5 [222]
[245] อนันตริยกรรม 5
[􀀬􀀬􀀬] อนาคามี 5 [60]
[246] อนุปุพพิกถา 5
[247] อภิณหปัจจเวกขณ์ 5
[248] ปัพพชิตอภิณหปัจเวกขณ์ 10
[􀀬􀀬􀀬] อรหันต์ 5 [62]
[249] อริยวัฑฒิ หรือ อารยวัฒิ 5
[250] อายุสสธรรม หรือ อายุวัฒนธรรม 5
[􀀬􀀬􀀬] อารยวัฒิ 5 [249]
[251] อาวาสิกธรรม 51
[252] อาวาสิกธรรม 52
[253] อาวาสิกธรรม 53
[254] อาวาสิกธรรม 54
[255] อาวาสิกธรรม 55
[256] อาวาสิกธรรม 56
[257] อาวาสิกธรรม 57
[258] อินทรีย์ 5
[259] อุบาสกธรรม 5
[260] อุบาสกธรรม 7
ฉักกะ – หมวด 6
[261] คารวะ หรือ คารวตา 6
[262] จริต หรือ จริยา 6
[263] เจตนา หรือ สัญเจตนา 6
[264] ตัณหา 6
[􀀬􀀬􀀬] ทวาร 6 [78]
[265] ทิศ 6
[􀀬􀀬􀀬] ธรรมคุณ 6 [306]
[􀀬􀀬􀀬] ธาตุ 6 [148]
[􀀬􀀬􀀬] บัญญัติ 2, 6 [28]
[266] ปิยรูป สาตรูป 6 × 10
[267] ภัพพตาธรรม 6
[􀀬􀀬􀀬] วัฒนมุข 6 [201]
[268] วิญญาณ 6
[􀀬􀀬􀀬] เวทนา 6 [113]
[269] เวปุลลธรรม 6
[270] สวรรค์ 6
[􀀬􀀬􀀬] สัญเจตนา 6 [263]
[271] สัญญา 6
[272] สัมผัส หรือ ผัสสะ 6
[273] สารณียธรรม 6
[􀀬􀀬􀀬] อนุตตริยะ 6 [127]
[􀀬􀀬􀀬] อบายมุข 6 [200]
[274] อภิญญา 6
[275] อภิฐาน 6
[276] อายตนะภายใน 6
[277] อายตนะภายนอก 6
สัตตกะ – หมวด 7
[278] กัลยาณมิตรธรรม 7
[279] ธรรมมีอุปการะมาก 7 [292]
[280] บุพนิมิตแห่งมรรค 7
[281] โพชฌงค์ 7
[282] ภรรยา 7
15
[283] เมถุนสังโยค 7
[284] วิญญาณฐิติ 7
[285] วิสุทธิ 7
[286] สัปปายะ 7
[287] สัปปุริสธรรม 71
[􀀬􀀬􀀬] สัปปุริสธรรม 72 [301]
[􀀬􀀬􀀬] สมบัติของอุบาสก 7 [260]
[􀀬􀀬􀀬] องค์คุณของกัลยาณมิตร 7 [278]
[288] อนุสัย 7
[289] อปริหานิยธรรม 71
[290] อปริหานิยธรรม 72
[291] อปริหานิยธรรม 73
[292] อริยทรัพย์ 7
[􀀬􀀬􀀬] อริยบุคคล 7 [63]
[􀀬􀀬􀀬] อุบาสกธรรม 7 [260]
อัฏฐกะ – หมวด 8
[􀀬􀀬􀀬] ฌาน 8 [10]
[293] มรรคมีองค์ 8 หรือ อัฏฐังคิกมรรค
[294] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8
[295] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 7
[296] โลกธรรม 8
[297] วิชชา 8
[298] วิโมกข์ 8
[􀀬􀀬􀀬] ศีล 8 [240]
[􀀬􀀬􀀬] ศีล 8 ทั้งอาชีวะ [241]
[299] สมาบัติ 8
[300] สัปปุริสทาน 8
[301] สัปปุริสธรรม 8
[􀀬􀀬􀀬] หลักตัดสินธรรมวินัย 8 [294]
[􀀬􀀬􀀬] อริยบุคคล 8 [57]
[􀀬􀀬􀀬] อริยอัฏฐังคิกมรรค [293]
[􀀬􀀬􀀬] อวิชชา 8 [209]
[􀀬􀀬􀀬] อาชีวัฏฐมกศีล [241]
[􀀬􀀬􀀬] อุโบสถศีล [240]
นวกะ – หมวด 9
[302] นวังคสัตถุศาสน์
[303] พุทธคุณ 9
[304] พุทธคุณ 2
[305] พุทธคุณ 3
[306] ธรรมคุณ 6
[307] สังฆคุณ 9
[308] มละ 9
[309] มานะ 9
[310] โลกุตตรธรรม 9
[311] วิปัสสนาญาณ 9
[312] สัตตาวาส 9
[313] อนุบุพพวิหาร 9
ทสกะ – หมวด 10
[314] กถาวัตถุ 10
[315] กสิณ 10
[316] กามโภคี 10
[317] กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10
[318] กิเลส 10
[319] กุศลกรรมบถ 101
[320] กุศลกรรมบถ 102
[321] อกุศลกรรมบถ 10
[322] เถรธรรม 10
[323] ทศพลญาณ
[􀀬􀀬􀀬] ทศพิธราชธรรม [326]
[􀀬􀀬􀀬] ธรรมจริยา 10 [320]
[􀀬􀀬􀀬] ธรรมมีอุปการะมาก 10 [324]
[324] นาถกรณธรรม 10
[325] บารมี 10 หรือ ทศบารมี
[􀀬􀀬􀀬] บุญกิริยาวัตถุ 10 [89]
[􀀬􀀬􀀬] ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ 10 [248]
[􀀬􀀬􀀬] มิจฉัตตะ 10 [334]
[􀀬􀀬􀀬] มูลเหตุการบัญญัติพระวินัย 10 [327]
[326] ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม
[327] วัตถุประสงค์ในการบัญญัติพระวินัย 10
[􀀬􀀬􀀬] วิปัสสนาญาณ 10 [311]
[328] วิปัสสนูปกิเลส 10
[􀀬􀀬􀀬] ศีล 10 [242]
[329] สังโยชน์ 101
16
[330] สังโยชน์ 102
[331] สัญญา 10
[332] สัทธรรม 10
[333] สัมมัตตะ 10
[334] มิจฉัตตะ 10
[􀀬􀀬􀀬] อกุศลกรรมบถ 10 [321]
[335] อนุสติ 10
[􀀬􀀬􀀬] อภิณหปัจจเวกขณ์ 10 [248]
[􀀬􀀬􀀬] อเสขธรรม 10 [333]
[336] อสุภะ 10
[337] อันตคาหิกทิฏฐิ 10
อติเรกทสกะ – หมวดเกิน 10
[338] กรรม 12
[339] จักรวรรดิวัตร 5, 12
[340] ปฏิจจสมุปบาท 12
[􀀬􀀬􀀬] ปัจจยาการ 12 [340]
[􀀬􀀬􀀬] สันโดษ 12 [122]
[341] อายตนะ 12
[342] ธุดงค์ 13
[343] กิจ หรือ วิญญาณกิจ 14
[344] จรณะ 15
[345] ญาณ 16 หรือ โสฬสญาณ
[􀀬􀀬􀀬] รูปพรหม หรือ พรหมโลก 16 [351]
[􀀬􀀬􀀬] โสฬสวัตถุกอานาปานสติ [346]
[􀀬􀀬􀀬] อานาปานสติ 16 ขั้น [346]
[346] อานาปานสติ 16 ฐาน
[347] อุปกิเลส หรือ จิตตอุปกิเลส 16
[348] ธาตุ 18
[349] อินทรีย์ 22
[350] ปัจจัย 24
[􀀬􀀬􀀬] รูป 28 [38]
[351] ภูมิ 4 หรือ 31
[352] โพธิปักขิยธรรม 37
[353] มงคล 38
[354] กรรมฐาน 40
[355] เจตสิก 52
[356] จิต 89 หรือ 121
[357] ตัณหา 108
[358] เวทนา 108
[359] กิเลส 1500
สารบัญประเภทธรรม
I. ธรรมที่เป็นหลักใหญ่ใจความ
1. ธรรมที่เป็นหลักทั่วไป (หรือมี
ขอบเขตครอบคลุม)
[19] ธรรม 21
[20] ธรรม 22
[21] ธรรม 23
[22] ธรรม 24
[35] ปาพจน์ 2
[50] สัจจะ 2
[51] ศาสนา 2
[􀀬􀀬􀀬] ไตรรัตน์ [100]
[85] ธรรม 3
[100] รัตนตรัย
[116] ไตรสรณะ
[121] สัทธรรม 3
[157] ปรมัตถธรรม 4
[204] อริยสัจจ์ 4
[206] ธรรม 4
2. ธรรมที่เป็นหลักการสำคัญ*
(จัดโดยสงเคราะห์ในอริยสัจจ์ 4)
ก. ปริญไญยธรรม และธรรมที่
เกี่ยวข้อง
[76] ไตรลักษณ์
[79] ทุกขตา 3
[86] ธรรมนิยาม 3
[148] ธาตุ 6
[216] ขันธ์ 5
[223] นิยาม 5
[341] อายตนะ 12
ข. ปหาตัพพธรรม และธรรมที่เกี่ยว
ข้อง
[66] กรรม 3
[74] ตัณหา 3
[91] ปปัญจธรรม 3
_______________
*การจัดหมวดหมู่ในที่นี้มิใช่เป็นการจัด
อย่างละเอียด และไม่เคร่งครัด แต่มุ่ง
เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเป็น
สำคัญ (ธรรมใน I.1 นำมาจัดเข้าเป็น
หมวดต่างๆ ของ I.2 ได้ด้วย แต่ไม่
ต้องการให้ซ้ำ จึงจัดไว้ที่เดียว)
[68] อกุศลมูล 3
[135] อาสวะ 3
[136] อาสวะ 4
[340] ปฏิจจสมุปบาท 12
[350] ปัจจัย 24
ค. สัจฉิกาตัพพธรรม และธรรมที่
เกี่ยวข้อง
[27] นิพพาน 2
[43] วิมุตติ 2
[52] สุข 21
[53] สุข 22
[132] อัตถะ 31
[133] อัตถะ 32
[164] มรรค 4
[165] ผล 4
[310] โลกุตตรธรรม 9
ง. ภาเวตัพพธรรม ธรรมที่พึง
ปฏิบัติ (ไม่จัดตามลำดับจำนวน)
[34] ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ 2
[280] บุพนิมิตแห่งมรรค 7
[97] พุทธโอวาท 3
[124] ไตรสิกขา, สิกขา 3
[88] บุญกิริยาวัตถุ 3
[89] บุญกิริยาวัตถุ 10
[36] ภาวนา 2
[37] ภาวนา 4
[293] มรรคมีองค์ 8
[319, 320] กุศลกรรมบถ 10
[352] โพธิปักขิยธรรม 37
– [182] สติปัฏฐาน 4
– [156] ปธาน 4
– [213] อิทธิบาท 4
– [258] อินทรีย์ 5
– [228] พละ 5
– [281] โพชฌงค์ 7
– [293] มรรคมีองค์ 8
II. ธรรมสำหรับทุกคน
1. ธรรมเพื่อเป็นคุณสมบัติของ
สัปปุริสชน (หรือธรรมเพื่อ
เสริมความเป็นมนุษย์)
[81] สุจริต 3
[125] อธิปไตย 3
[132] อัตถะ หรือ อรรถ 31
[133] อัตถะ หรือ อรรถ 32
[161] พรหมวิหาร 4
[197] อธิษฐานธรรม 4
[239] เบญจธรรม
[229] พละ 4
[237] เวสารัชชกรณธรรม 5
[238] ศีล 5 หรือ เบญจศีล
[241] อาชีวัฏฐมกศีล
[287] สัปปุริสธรรม 71
[301] สัปปุริสธรรม 8
[319, 320] กุศลกรรมบถ 10
[324] นาถกรณธรรม 10
2. ธรรมเพื่อดำเนินชีวิตให้งอก
งามบรรลุประโยชน์สุข
[1] กัลยาณมิตตตา
[2] โยนิโสมนสิการ
[3] อัปปมาทะ
[24] ธรรมทำให้งาม 2
[25] ธรรมมีอุปการะมาก 2
[33] ปริเยสนา 2
[34] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2
[37] ภาวนา 4
[65] อุปัญญาตธรรม 2
[71] โกศล 3
[93] ปัญญา 3
[128] อปัณณกปฏิปทา 3
[140] จักร 4
[179] วุฒิ หรือ วุฒิธรรม 4
[191] สัมปรายิกัตถฯ 4
[201] วัฒนมุข 6
[213] อิทธิบาท 4
[229] พละ 4
[231] พหูสูตมีองค์ 5
[237] เวสารัชชกรณธรรม 5
[249] อริยวัฑฒิ 5
[267] ภัพพตาธรรม 6
18
[269] เวปุลลธรรม 6
[280] บุพนิมิตแห่งมรรค 7
[292] อริยทรัพย์ 7
[325] บารมี 10
[353] มงคล 38
3. ธรรมเพื่อพิจารณาเตือนสติมิ
ให้ประมาท
[83] เทวทูต 3
[􀀬􀀬] เทวทูต 4 [150]
[84] เทวทูต 5
[150] นิมิต 4
[234] มาร 5
[247] อภิณหปัจจเวกขณ์ 5
[250] อายุวัฒนธรรม 5
[296] โลกธรรม 8
III. ธรรมเพื่อความดีงามแห่ง
สังคม
1. ธรรมเพื่อส่งเสริมชีวิตที่ดีร่วม
กัน
[11] ทาน 21
[12] ทาน 22
[23] ธรรมคุ้มครองโลก 2
[29] บุคคลหาได้ยาก 2
[30] บูชา 2
[31] ปฏิสันถาร 2
[42] ฤทธิ์ 2
[44] เวปุลละ 2
[49] สังคหะ 2
[123] สัปปุริสบัญญัติ 3
[139] ฆราวาสธรรม 4
[186] สังคหวัตถุ 4
[261] คารวะ 6
[273] สารณียธรรม 6
[300] สัปปุริสทาน 8
2. ธรรมเพื่อปกครอง คือจัดและ
คุ้มครองชีวิตที่ดีร่วมกัน
[125] อธิปไตย 3
[161] พรหมวิหาร 4
[186] สังคหวัตถุ 4
[187] ราชสังคหวัตถุ 4
[196] อคติ 4
[230] พละ 5 ของพระมหากษัตริย์
[289] อปริหานิยธรรม 71
[326] ราชธรรม 10
[327] วัตถุประสงค์ในการบัญญัติ
พระวินัย 10
[339] จักรวรรดิวัตร 12
IV. ธรรมสำหรับคฤหัสถ์หรือผู้
ครองเรือน
1. ธรรมเพื่อชีวิตครอบครัว
[90] บุตร 3
[131] อัคคิ 32
[138] กุลจิรัฏฐิติธรรม 4
[139] ฆราวาสธรรม 4
[183] สมชีวิธรรม 4
[282] ภรรยา 7
2. ธรรมเพื่อความสัมพันธ์ใน
สังคม
[131] อัคคิ 32
[139] ฆราวาสธรรม 4
[158] ประมาณ 4
[168] มิตรเทียม 4
[169] มิตรแท้ 4
[265] ทิศ 6
[278] กัลยาณมิตรธรรม 7
3. ธรรมเพื่อความอยู่ดีทาง
เศรษฐกิจ
[95] ปาปณิกธรรม 3
[􀀬􀀬􀀬] การจัดสรรทรัพย์ใช้ 4 [163]
[144] ทิฏฐธัมมิกัตถฯ 4
[159] ปัจจัย 4
[163] โภควิภาค 4
[192] สุขของคฤหัสถ์ 4
[􀀬􀀬􀀬] ประโยชน์จากทรัพย์ 5 [232]
[232] โภคอาทิยะ 5
[316] กามโภคี 10
4. ธรรมที่คฤหัสถ์พึงหลีกเว้น
[137] กรรมกิเลส 4
[168] มิตรเทียม 4
[196] อคติ 4
[199] อบายมุข 4
[200] อบายมุข 6
[245] อนันตริยกรรม 5
V. ธรรมสำหรับอุบาสก คือ ผู้
ใกล้ชิดศาสนา
1. ธรรมที่พึงมี พึงปฏิบัติ
[88] บุญกิริยาวัตถุ 3
[89] บุญกิริยาวัตถุ 10
[123] สัปปุริสบัญญัติ 3
[181] ศรัทธา 4
[􀀬􀀬􀀬] สมบัติของอุบาสก 5 [259]
[240] ศีล 8
[241] อาชีวัฏฐมกศีล
[242] ศีล 10
[249] อริยวัฑฒิ 5
[259] อุบาสกธรรม 5
[260] อุบาสกธรรม 7
[301] สัปปุริสธรรม 8
[􀀬􀀬􀀬] อุโบสถศีล [240]
2. ธรรมที่พึงหลีกเว้น
[235] วณิชชา 5
[275] อภิฐาน 6
3. ธรรมที่พึงทราบเพื่อเสริมการ
ปฏิบัติ
[32] ปธาน 2
[33] ปริเยสนา 2
[114] สมบัติ 31
[115] ทานสมบัติ 3
[126] อนุตตริยะ 3
[127] อนุตตริยะ 6
[143] ทักขิณาวิสุทธิ 4
[190] สัมปทาคุณ 4
[221] ธรรมสวนานิสงส์ 5
[300] สัปปุริสทาน 8
[􀀬􀀬􀀬] อุโบสถศีล [240]
VI. ธรรมสำหรับภิกษุสงฆ์
1. ธรรมเพื่อความดีงามในฐาน
เป็นภิกษุ
[26] ธุระ 2
[159] ปัจจัย 4
[160] ปาริสุทธิศีล 4
[175] วิบัติ 41
[202] อปัสเสนธรรม 4
[203] อริยวงศ์ 4
[210] อันตรายของภิกษุใหม่ 4
19
[222] นวกภิกขุธรรม 5
[227] พร 5
[242] ศีล 10
[243] สังวร 5
[􀀬􀀬􀀬] องค์แห่งภิกษุใหม่ 5 [222]
[247] อภิณหปัจจเวกขณ์ 5
[248] ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ 10
[283] เมถุนสังโยค 7
[291] อปริหานิยธรรม 73
[342] ธุดงค์ 13
2. ธรรมเพื่อความดีงามในฐาน
เป็นสมาชิกแห่งสงฆ์
[211] อาจารย์ 4
[251] อาวาสิกธรรม 51
[252] อาวาสิกธรรม 52
[253] อาวาสิกธรรม 53
[254] อาวาสิกธรรม 54
[255] อาวาสิกธรรม 55
[256] อาวาสิกธรรม 56
[257] อาวาสิกธรรม 57
[261] คารวะ หรือ คารวตา 6
[273] สารณียธรรม 6
[290] อปริหานิยธรรม 72
[314] กถาวัตถุ 10
[322] เถรธรรม 10
[324] นาถกรณธรรม 10
[327] วัตถุประสงค์ในการบัญญัติ
พระวินัย 10
3. ธรรมเพื่อความดีงาม ความ
สำเร็จในฐานเป็นผู้สั่งสอน
[17] เทศนา 21
[18] เทศนา 22
[155] ปฏิสัมภิทา 4
[158] ประมาณ 4
[172] ลีลาการสอน 4
[219] ธรรมเทสกธรรม 5
[231] พหูสูตมีองค์ 5
[􀀬􀀬􀀬] องค์แห่งธรรมกถึก 5 [219]
[246] อนุปุพพิกถา 5
[278] กัลยาณมิตรธรรม 7
VII. สภาวธรรม: ธรรมดาและ
ธรรมชาติ
1. ธรรมดา หรือ กฎธรรมชาติ
[4] กรรม 2
[66] กรรม 3
[76] ไตรลักษณ์
[86] ธรรมนิยาม 3
[105] วัฏฏะ 3
[117] สังขตลักษณะ 3
[118] อสังขตลักษณะ 3
[145] ธรรมสมาทาน 4
[176] วิบัติ 42
[177] สมบัติ 4
[223] นิยาม 5
[338] กรรม 12
[340] ปฏิจจสมุปบาท 12
[343] กิจ หรือ วิญญาณกิจ 14
[350] ปัจจัย 24
2. สภาวะอันพึงรู้ตามที่เป็น
[6] กามคุณ 5
[16] ทุกข์ 2
[19] ธรรม 21
[20] ธรรม 22
[21] ธรรม 23
[22] ธรรม 24
[28] บัญญัติ 2
[38] รูป 21, 28
[39] มหาภูต 4
[40] อุปาทารูป 24
[41] รูป 22
[48] สังขาร 2
[50] สัจจะ 2
[52] สุข 21
[53] สุข 22
[77] ทวาร 3
[78] ทวาร 6
[79] ทุกขตา 3
[85] ธรรม 3
[102] โลก 31
[110] เวทนา 2
[111] เวทนา 3
[112] เวทนา 5
[113] เวทนา 6
[119] สังขาร 31
[120] สังขาร 32
[129] อภิสังขาร 3
[146] ธาตุ 4
[148] ธาตุ 6
[157] ปรมัตถธรรม 4
[185] สังขาร 4
[204] อริยสัจจ์ 4 (ข้อที่ 1)
[206] ธรรม 4 (ข้อที่ 1)
[212] อาหาร 4
[216] ขันธ์ 5
[263] เจตนา 6
[266] ปิยรูป สาตรูป 6 × 10
[268] วิญญาณ 6
[271] สัญญา 6
[272] สัมผัส 6
[276] อายตนะภายใน 6
[277] อายตนะภายนอก 6
[341] อายตนะ 12
[348] ธาตุ 18
[349] อินทรีย์ 22
[355] เจตสิก 52
[356] จิต 89 หรือ 121
[358] เวทนา 108

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:35:00 PM »





3. สภาวะเนื่องด้วยระดับชีวิตจิต
ใจของสัตว์
[82] เทพ 3
[98] ภพ 3
[103] โลก 32
[104] โลก 33
[162] ภูมิ 4
[171] โยนิ 4
[198] อบาย 4
[207] อรูป 4
[244] สุทธาวาส 5
[270] สวรรค์ 6
[284] วิญญาณฐิติ 7
[312] สัตตาวาส 9
[􀀬􀀬􀀬] พรหมโลก 16 [351]
[􀀬􀀬􀀬] รูปพรหม 16 [351]
[351] ภูมิ 4 หรือ 31
4. สภาวะอันเป็นโทษ อกุศล-
ธรรมอันพึงละ
[5] กาม 2 (ข้อที่ 1)
[13] ทิฏฐิ 2
20
[14] ทิฏฐิ 3
[68] อกุศลมูล 3
[70] อกุศลวิตก 3
[74] ตัณหา 3
[80] ทุจริต 3
[91] ปปัญจะ 3
[130] อัคคิ 31
[135] อาสวะ 3
[136] อาสวะ 4
[137] กรรมกิเลส 4
[170] โยคะ 4
[178] วิปัลลาส 4
[196] อคติ 4
[204] อริยสัจจ์ 4 (ข้อที่ 2)
[206] ธรรม 4 (ข้อที่ 2)
[208] อวิชชา 4
[209] อวิชชา 8
[214] อุปาทาน 4
[215] โอฆะ 4
[225] นิวรณ์ 5
[233] มัจฉริยะ 5
[264] ตัณหา 6
[288] อนุสัย 7
[308] มละ 9
[309] มานะ 9
[318] กิเลส 10
[321] อกุศลกรรมบถ 10
[329] สังโยชน์ 101
[330] สังโยชน์ 102
[334] มิจฉัตตะ 10
[337] อันตคาหิกทิฏฐิ 10
[347] อุปกิเลส 16
[357] ตัณหา 108
[359] กิเลส 1500
VIII. ปฏิปัตติธรรม
1. หลัก วิธีการ ข้อปฏิบัติ อุปกรณ์
และคุณสมบัติ ที่เกื้อหนุนการ
ปฏิบัติ
[1] กัลยาณมิตตตา
[2] โยนิโสมนสิการ
[3] อัปปมาทะ
[􀀬] กรรมฐาน 2 [36]
[7] ฌาน 2
[34] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2
[36] ภาวนา 2
[37] ภาวนา 4
[45] สมาธิ 2
[46] สมาธิ 31
[65] อุปัญญาตธรรม 2
[67] กุศลมูล 3
[69] กุศลวิตก 3
[71] โกศล 3
[73] ญาณ 32
[81] สุจริต 3
[87] นิมิต 3
[88] บุญกิริยาวัตถุ 3
[89] บุญกิริยาวัตถุ 10
[92] ปริญญา 3
[93] ปัญญา 3
[99] ภาวนา 3
[108] วิรัติ 3
[122] สันโดษ 3
[124] สิกขา 3
[125] อธิปไตย 3
[128] อปัณณกปฏิปทา 3
[􀀬􀀬] ไตรสิกขา [124]
[147] ธาตุกัมมัฏฐาน 4
[149] ธาตุกัมมัฏฐาน 6
[154] ปฏิปทา 4
[156] ปธาน 4
[160] ปาริสุทธิศีล 4
[161] พรหมวิหาร 4
[174] วิธีปฏิบัติต่อทุกข์–สุข 4
[182] สติปัฏฐาน 4
[184] สมาธิภาวนา 4
[189] สัมปชัญญะ 4
[193] โสตาปัตติยังคะ 41
[194] โสตาปัตติยังคะ 42
[195] โสตาปัตติยังคะ 43
[197] อธิษฐานธรรม 4
[202] อปัสเสนธรรม 4
[204] อริยสัจจ์ 4 (โดยเฉพาะข้อที่ 4)
[205] กิจในอริยสัจจ์ 4
[206] ธรรม 4 (ข้อที่ 4)
[207] อรูป 4
[􀀬􀀬􀀬] อัปปมัญญา 4 [161]
[213] อิทธิบาท 4
[220] ธรรมสมาธิ 5
[226] ปีติ 5
[228] พละ 5
[243] สังวร 5
[249] อริยวัฑฒิ 5
[258] อินทรีย์ 5
[262] จริต หรือ จริยา 6
[267] ภัพพตาธรรม 6
[269] เวปุลลธรรม 6
[280] บุพนิมิตแห่งมรรค 7
[281] โพชฌงค์ 7
[285] วิสุทธิ 7
[286] สัปปายะ 7
[291] อปริหานิยธรรม 73
[293] มรรคมีองค์ 8
[303] พุทธคุณ 9
[304] พุทธคุณ 2
[305] พุทธคุณ 3
[306] ธรรมคุณ 6
[307] สังฆคุณ 9
[311] วิปัสสนาญาณ 9
[315] กสิณ 10
[325] บารมี 10
[331] สัญญา 10
[333] สัมมัตตะ 10
[335] อนุสติ 10
[336] อสุภะ 10
[342] ธุดงค์ 13
[344] จรณะ 15
[345] ญาณ 16
[346] อานาปานสติ 16 ฐาน
[352] โพธิปักขิยธรรม 37
[353] มงคล 38
[354] กรรมฐาน 40
2. ผลสำเร็จของการปฏิบัติธรรม
และเครื่องกำหนดผลในการ
ปฏิบัติ
[8] ฌาน 2 ประเภท
[9] ฌาน 4, 5
[10] ฌาน 8
[27] นิพพาน 2
21
[43] วิมุตติ 2
[54] สุทธิ 2
[72] ญาณ 31
[􀀬􀀬] ปหาน 3 [224]
[94] ปาฏิหาริย์ 3
[106] วิชชา 3
[107] วิโมกข์ 3
[109] วิเวก 3
[155] ปฏิสัมภิทา 4
[164] มรรค 4
[165] ผล 4
[204] อริยสัจจ์ 4 (ข้อที่ 3)
[206] ธรรม 4 (ข้อที่ 3)
[224] นิโรธ 5
[􀀬􀀬􀀬] ปหาน 5 [224]
[236] วิมุตติ 5
[274] อภิญญา 6
[297] วิชชา 8
[298] วิโมกข์ 8
[299] สมาบัติ 8
[310] โลกุตตรธรรม 9
[313] อนุบุพพวิหาร 9
[328] วิปัสสนูปกิเลส 10
3. บุคคลผู้บรรลุผลแห่งการ
ปฏิบัติ
[55] อริยบุคคล 2
[56] อริยบุคคล 4
[57] อริยบุคคล 8
[58] โสดาบัน 3
[59] สกาทาคามี 3, 5
[60] อนาคามี 5
[61] อรหันต์ 2
[62] อรหันต์ 4, 5, 60
[63] อริยบุคคล 7
IX. พระพุทธศาสนา
1. หลักศาสนา
[17] เทศนา 21
[18] เทศนา 22
[26] ธุระ 2
[35] ปาพจน์ 2
[50] สัจจะ 2
[51] สาสน์ หรือ ศาสนา 2
[64] อัตถะ 2
[75] ไตรปิฎก
[97] พุทธโอวาท 3
[100] รัตนตรัย
[116] สรณะ 3 หรือ ไตรสรณะ
[121] สัทธรรม 3
[134] อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน 3
[􀀬􀀬􀀬] โอวาทของพระพุทธเจ้า 3 [97]
[151] บริษัท 41
[152] บริษัท 42
[166] มหาปเทส 41 (พระสูตร)
[167] มหาปเทส 42 (พระวินัย)
[218] ธรรมขันธ์ 5
[246] อนุปุพพิกถา 5
[294] หลักกำหนดธรรมวินัย 8
[295] หลักกำหนดธรรมวินัย 7
[302] นวังคสัตถุศาสน์
[317] กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10
[332] สัทธรรม 10
2. ศาสนคุณ
[94] ปาฏิหาริย์ 3
[96] พุทธจริยา 3
[126] อนุตตริยะ 3
[127] อนุตตริยะ 6
[134] อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน 3
[141] เจดีย์ 4
[142] ถูปารหบุคคล 4
[180] เวสารัชชญาณ 4
[188] สังเวชนียสถาน 4
[217] จักขุ 5
[303] พุทธคุณ 9
[304] พุทธคุณ 2
[305] พุทธคุณ 3
[306] ธรรมคุณ 6
[307] สังฆคุณ 9
[323] ทศพลญาณ
3. ความเชื่อและการปฏิบัตินอก
หลักพุทธศาสนา
[13] ทิฏฐิ 2
[14] ทิฏฐิ 3
[15] ที่สุด (อันตา) 2
[101] ลัทธินอกพระพุทธศาสนา 3
[173] วรรณะ 4
X. พิเศษ: ธรรมเกี่ยวกับการ
ศึกษา*
[26] ธุระ 2
[34] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2
[37] ภาวนา 4
[43] วิมุตติ 2
[50] สัจจะ 2
[51] สาสน์ หรือ ศาสนา 2
[71] โกศล 3
[73] ญาณ 32
[74] ตัณหา 3
[76] ไตรลักษณ์
[93] ปัญญา 3
[121] สัทธรรม 3
[124] สิกขา 3
[132] อัตถะ 31
[133] อัตถะ 32
[134] อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน 3
[140] จักร 4
[155] ปฏิสัมภิทา 4
[172] ลีลาการสอน 4
[179] วุฒิธรรม 4
[189] สัมปชัญญะ 4
[204] อริยสัจจ์ 4
[213] อิทธิบาท 4
[216] ขันธ์ 5
[228] พละ 5
[231] พหูสูตมีองค์ 5
[278] กัลยาณมิตรธรรม 7
[280] บุพนิมิตแห่งมรรค 7
[281] โพชฌงค์ 7
[293] มรรคมีองค์ 8
[304] พุทธคุณ 2
[317] กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10
[324] นาถกรณธรรม 10
[340] ปฏิจจสมุปบาท 12
[341] อายตนะ 12
[352] โพธิปักขิยธรรม 37
______________
*นอกจากนี้ พึงดู [1], [2], [17], [18],
[35], [36], [45], [46], [55], [91],
[125], [156], [184], [205], [208],
[218], [236], [287], [323]
ดัชนีค้นคำ
ตัวเลขที่อ้างหมายถึงเลขลำดับข้อหมวดธรรมใน [ ]
กตญาณ 73
กตญฺญุตา 353
กตัญญูกตเวที 29
กตัตตากรรม, ~วาปนกรรม 338
กถาวัตถุ 75
กถาวัตถุ 10 314
กรรม 181, 212, 259
กรรม 2 4
กรรม 3 66
กรรม 12 338
กรรมการณัปปัตตะ 84
กรรมกิเลส 4 137
กรรมฐาน 2 36
กรรมฐาน 40 354
กรรมฐานกับจริต 262
กรรมนิยาม (ดู สมบัติ 4 ด้วย) 176, 223
กรรมปัจจัย 340
กรรมภพ 340
กรรมวัฏฏ์ 105, 340
กรรมวิปากญาณ 323
กรุณา 161, 355
กรุณาคุณ 304, 305
กลิ่น ดู คันธะ
กวฬิงการาหาร 40, 212
กษัตริย์ 173
กสิณ 10 315, 354
กงฺขํ วิหนติ 221
กังขาวิตรณวิสุทธิ 285
กัตตุกัมยตาฉันทะ 161
กัปปิยะ 167
กปฺปิยํ เทติ 300
กัมมสัทธา 181
กัมมัญญตา 40
กมฺมนฺตา, อนากุลา จ 353
กัมมัสสกตา 247
กัมมัสสกตาญาณ, กัมมัสสกตาสัทธา 181
กมฺมานิ, อนวชฺชานิ 250
กัลยาณธรรม 5 239
กัลยาณพจน์ 251, 252, 253
กัลยาณมิตร 3, 250
กัลยาณมิตตะ 250
กลฺยาณมิตฺตตา 324
กัลยาณมิตตตา 1, 34, 144
กัลยาณมิตร 4 169
กัลยาณมิตรธรรม 7 278
กัลยาณวาจา 251, 252, 253
กาม 2 5
กามคุณ 5 6
กามฉันทะ 225, 329
กามตัณหา 74, 204, 357
กามภพ 98
กามโภคี 10 316
กามโภคีสุข 4 192
กามโยคะ 170
กามราคะ 288, 329, 330
กามโลก 104
กามวิตก 70
กามสังวร 239
กามสุขัลลิกานุโยค 15, 293
กามสุคติภูมิ 7 351
กามาทีนวกถา 246
กามาวจรจิต 54 356
กามาวจรภูมิ 11 162, 351
กามาวจรสวรรค์ 6 270, 351
กามาวจรโสภณจิต 24 356
กามาสวะ 135, 136
กามุปาทาน 214
กาเมสุมิจฉาจาร 137, 321
กาเมสุมิจฺฉาจารํ ปหาย ฯเปฯ 320
กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี 238, 319
23
กาโมฆะ 215
กาย 37, 40, 276
กายกรรม 66
กายกรรม 3 66, 241, 319, 320, 321
กายกัมมัญญตา 355
กายคตาสติ 335
กายทวาร 77, 78
กายทุจริต 80
กายธาตุ 348
กายปัสสัทธิ 355
กายปาคุญญตา 355
กายพละ 230
กายภาวนา 37
กายมุทุตา 355
กายลหุตา 355
กายวิญญัติ 40
กายวิญญาณ 266, 268, 356
กายวิญญาณธาตุ 348
กายวิเวก 109
กายวูปกาสะ 222
กายสักขี 63
กายสังขาร 119, 120
กายสัมผัส 266, 272
กายสัมผัสสชาเวทนา 113, 266
กายสุจริต 81
กายานุปัสสนา, กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 147,
182, 346
กายานุปัสสนาจตุกกะ 346
กายิกทุกข์ 16
กายิกเวทนา 110
กายิกสุข 52
กายินทรีย์ 349
กายุชุกตา 355
กาล 3 340, 356, 357
กาลกตะ 150
กาลจารี 250
กาลวิบัติ 176
กาลสมบัติ 177
กาลัญญุตา 287
กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 317
กาเลน เทติ 300
กาเลน ธมฺมสากจฺฉา 353
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ 353
กำลัง 5 ของพระมหากษัตริย์ 230
กิงฺกรณีเยสุ ทกฺขตา 324
กิจ 14 (ของวิญญาณ) 343
กิจ (ของกรรม) 338
กิจของสงฆ์ 290
กิจจญาณ 73
กิจในอริยสัจจ์ 4 205
กิริยาจิต 20 356
กิริยาจิตฺตํ 356
กิเลส 10 318
กิเลส 1500 359
กิเลสกาม 5
กิเลสปรินิพพาน 27
กิเลสมาร 234
กิเลสวัฏฏ์ 105, 340
กิเลสวัตถุ 10 318
กุกกุจจะ 225, 355
กุมภัณฑ์ 270
กุมภีลภัย 210
กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 138
กุลมัจฉริยะ 233, 257
กุลสตรี 289
กุเวร 270
กุศล 1, 2, 65, 317
กุศลกรรม 4
กุศลกรรมบถ 10 (ย่อ) 319
กุศลกรรมบถ 10 (สมบูรณ์) 320
กุศลจิต 21 (37) 356
กุศลธรรม 85
กุศลมูล 3 4, 67
กุศลวิตก 3 69
กุศลวิบากอเหตุกจิต 8 356
กุสลธัมมานุโยค 2
24
กุสลสฺสูปสมฺปทา 97
เกสปุตติยสูตร 317
เกียจคร้านการงาน 200
โกธะ 308, 347
โกลังโกละ 58
โกศล 3 71
ขณิกสมาธิ 46
ขณิกาปีติ 226
ขลุปัจฉาภัตติกังคะ 342
ขัดเกลา 251
ขัตติยะ 173, 339
ขัตติยบริษัท 152
ขันติ 24, 139, 325, 326, 353
ขันติสังวร 243
ขนฺตี จ 353
ขันธ์ 5 216
ขันธกะ 75
ขันธปรินิพพาน 27
ขันธมาร 234
ขันธวินิมุต 216
ขิปฺปาภิญฺญา 154
ขีณาสวปฏิญญา 180
ขุททกนิกาย 75
ขุททกปาฐะ 75
ขุททกาปีติ 226
เขตสมบัติ 115
เขมํ 353
คณาปเทส 166
คติ 5 351
คติวิบัติ 176
คติสมบัติ 177
คนเจ็บไข้ 255
คนชวนฉิบหาย 168
คนดีแต่พูด 168
คนธรรพ์ 270
คนงาน 265
คนปอกลอก 168
คนรับใช้ 265
คนหัวประจบ 168
คบคนชั่ว 200
ครุ 278
ครุกกรรม 338
ครุกรณ์ 273
ครูอาจารย์ 265
คฤหัสถ์ 265
คหบดีบริษัท 152
คหปตัคคิ 131
คันถธุระ 26
คันธะ 6, 40, 266, 277
คันธตัณหา 264, 266
คันธธาตุ 348
คันธวิจาร 266
คันธวิตก 266
คันธสัญเจตนา 263, 266
คันธสัญญา 266, 271
คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา 278
คาถา 302
คารวะ หรือ คารวตา 6 261
คารโว จ 353
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร 159, 203
คิลานสตุปปาทกะ 255
คิหิปธาน 32
คิหิสุข 4 192
คุณบทของนิพพาน 306
คุณาติเรกสัมปทา 190
เคยฺยํ 302
เคหสิต 358
โคจรรูป 5 40
โคจรสัปปายะ 286
โคจรสัมปชัญญะ 189
โคตรภูญาณ 345
ฆราวาสธรรม 4 139
ฆานะ 40, 266, 276
25
ฆานทวาร 78
ฆานธาตุ 348
ฆานวิญญาณ 266, 268, 356
ฆานวิญญาณธาตุ 348
ฆานสัมผัส 266, 272
ฆานสัมผัสสชาเวทนา 113, 266
ฆานินทรีย์ 349
ฆายนะ 343
โฆษประมาณ 158
โฆสัปปมาณิกา 158
จตุตถฌาน 9
จตุตถฌานภูมิ 3, 7 351
จตุตถชฺฌานกุสลจิตฺตํ 356
จตุตถญฺจ นิธาเปย 163
จตุธาตุววัฏฐาน 147, 354
จตุรพิธพร 227
จตุโลกบาล 270
จรณะ 15 344
จริต หรือ จริยา 6 262
จริยา 3 ดู พุทธจริยา 3
จริยาปิฎก 75
จักกวัตติสูตร 339
จักขุ 40, 266, 276
จักขุ 5 217
จักขุทวาร 78
จักขุธาตุ 348
จักขุนทรีย์ 349
จักขุมา 95
จักขุวิญญาณ 267, 268, 356
จักขุวิญญาณธาตุ 348
จักขุสัมผัส 266, 272
จักขุสัมผัสสชาเวทนา 113, 266
จักร 4 140
จักรพรรดิ 142, 287, 339
จักรวรรดิวัตร 5, 12 339
จาคะ 67, 139, 183, 197, 249, 292
จาคสัมปทา 191, 229
จาคานุสติ 335
จาตุมหาราชิกา 270, 351
จิต 37, 124, 157, 216
จิต 89, 121 356
จิตตะ 213
จิตตกัมมัญญตา 355
จิตตนิยาม 223
จิตตปัสสัทธิ 355
จิตตปาคุญญตา 355
จิตตภาวนา 37
จิตฺตมสฺส ปสีทติ 221
จิตตมุทุตา 355
จิตตลหุตา 355
จิตตวิเวก 109
จิตตวิปลาส 178
จิตตวิสุทธิ 285
จิตตสมบัติ 115
จิตตสังขาร 119, 120
จิตตอุปกิเลส 16 347
จิตฺตํ น กมฺปติ 353
จิตตานุปัสสนา, จิตตานุปัสสาสติปัฏฐาน 182, 346
จิตตานุปัสสนาจตุกกะ 346
จิตตุชุกตา 355
จินตามยปัญญา 93
จีวร 159
จีวรปฏิสังยุตต์ 342
จีวรสันโดษ 203
จุติ 343
จุตูปปาตญาณ 106, 323
จุลลวรรค 75
จูฬนิทเทส 75
เจดีย์ 289
เจดีย์ 4 141
เจตนา 355
เจตนา 6 263
เจตนากาย 263
เจตนาสัมปทา 190
เจตสิก 157, 216
26
เจตสิก 52 355
เจตสิกทุกข์ 16
เจตสิกเวทนา 110
เจตสิกสุข 52
เจโตปริยญาณ 274, 297
เจโตวิมุตติ 43, 252
โจรีภริยา 282
ฉกามาพจรสวรรค์ 270
ฉฬภิญญะ 62
ฉันทะ 37, 213, 355
ฉันทสัมปทา 2, 280
ฉันทาคติ 196
ชนกกรรม 338
ชรตา 40
ชราธัมมตา 247
ชรามรณะ 340
ชลาพุชะ 171
ชวนะ 343
ชาคริยานุโยค 128
ชาดก 75, 302
ชาตกํ 302
ชาตรูป 359
ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี 242
ชาตสถาน 188
ชาติ 340
ชาติประเภท (จิต) 356
ชิณณะ 83, 84, 150
ชิณณปฏิสังขรณา 138
ชินสาสน์ 302
ชิวหา 40, 266, 276
ชิวหาทวาร 78
ชิวหาธาตุ 348
ชิวหาวิญญาณ 266, 268, 356
ชิวหาวิญญาณธาตุ 348
ชิวหาสัมผัส 266, 272
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา 113, 266
ชิวหินทรีย์ 349
ชีพ, ชีวะ 337
ชีวิตรูป 1 40, 359
ชีวิตินทรีย์ 40, 349, 355
ฌาน 8
ฌาน 2 7
ฌาน 2 ประเภท 8
ฌาน 4 9, 227, 344
ฌาน 5 (ปัญจกนัย) 9, 356
ฌาน 8 10, 299
ฌานจิต 67 356
ฌานปัจจัย 350
ฌานปัญจกนัย 9
ฌานลาภี 252, 253, 254, 322
ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ 323
ญาณ 328
ญาณ 31 72
ญาณ 32 73
ญาณ 33 106
ญาณ 16 345
ญาณจริต 262
ญาณทัสสนะ 73, 184
ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ 3 73
ญาณทัสสนวิสุทธิ 285
ญาณวิปฺปยุตฺตํ 356
ญาณสังวร 243
ญาณสมฺปยุตฺตํ 356
ญาตกานญฺจ สงฺคโห 353
ญาตปริญญา 92
ญาตัตถจริยา 96
ญาติพลี 232
ญายปฏิปนฺโน 307
ฐานาฐานญาณ 323
ฐานะ 227
 ิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ 117
27
ดาวดึงส์ 270, 351
ดุสิต 270, 351
ดูการละเล่น 200
ตติยฌาน 9
ตติยฌานภูมิ 3 351
ตติยชฺฌานกุสลจิตฺตํ 356
ตถาคต 143, 337
ตถาคตพล 10 180
ตถาคตพลญาณ 10 323
ตถาคตโพธิสัทธา 181
ตถาคตสาวก 142
ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 142
ตทังคนิโรธ 224
ตทังคปหาน 224
ตทาลัมพนะ 343
ตปะ 326
ตโป จ 353
ตรัสรู้ 188
ตรุณวิปัสสนา 285, 328
ตกฺกเหตุ 317
ตัณหา 91, 340
ตัณหา 3 74, 204, 357
ตัณหา 6 264, 266, 357
ตัณหา 108 357, 359
ตัณหากาย 264
ตัณหาปณิธิ 107
ตัณหาวิจริต 357
ตัตรมัชฌัตตตา 355
ตำหนิ 252
ติดการพนัน 200
ติดสุราและของมึนเมา 200
ติตถายตนะ 101
ติรัจฉานโยนิ 198, 351
ตีรณปริญญา 92
เตจีวริกังคะ 342
เตโชกสิณ 315
เตโชธาตุ 39, 146, 147, 148
เตวิชชะ 62
ไตรตรึงส์ 270
ไตรปิฎก 75
ไตรลักษณ์ 47, 76, 86, 107, 311
ไตรวัฏฏ์ 105
ไตรสรณะ 116
ไตรสรณคมน์, ไตรสรณาคมน์ 116
ไตรสิกขา 124, 204, 293
ถัมภะ 347
ถีนะ 318, 355
ถีนมิทธะ 225
ถูปารหบุคคล 4 142
เถรคาถา 75/2.5
เถรธรรม 10 322
เถรีคาถา 75/2.5
เถโร รตฺตญฺญู 322
ทตฺวา อตฺตมโน โหติ 300
ททํ จิตฺตํ ปสาเทติ 300
ทมะ 123, 139
ทรัพย์จัดสรรเป็น 4 ส่วน 163
ทวัตติงสาการ 147
ทวาร 3 77
ทวาร 6 78
ทวิปัญจวิญญาณจิต 348
ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย 163
ทศชาติ 325
ทศบารมี 325
ทศพล 180
ทศพลญาณ 323
ทศพิธราชธรรม 326
ทศศีล 242
ทหระ 84
ทักขิณาวิสุทธิ 4 143
ทกฺขิเณยฺโย 307
ทักขิไณย 259
ทักขิไณยบุคคล 2 55
28
ทักขิไณยบุคคล 7 63
ทักขิไณยบุคคล 8 57
ทักขิไณยัคคิ 131
ทักษิณทิศ 265
ทนฺธาภิญฺญา 154
ทตฺวา อตฺตมโน โหติ 300
ทัสสนะ 343
ทัสสนานุตตริยะ 126, 127
ทาน 123, 186, 229, 239, 325, 326
ทาน 21 11
ทาน 22 12
ทานกถา 246
ทานมัย 88, 89
ทานสมบัติ 3 115
ทานญฺจ 353
ทายก 143
ทารสงฺคห 353
ทาสีภริยา 282
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม 338
ทิฏฐธรรมสุขวิหาร 184
ทิฏฐธัมมิกัตถะ 3, 132, 144
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 144
ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 144
ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย 327
ทิฏฐาสวะ 137
ทิฏฐิ 91, 288, 318, 329, 355
ทิฏฐิ 2 13
ทิฏฐิ 3 14
ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ 356
ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ 356
ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา 317
ทิฏฐิปปัตตะ 63
ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา 231
ทิฏฐิโยคะ 170
ทิฏฐิวิบัติ 175
ทิฏฐิวิปลาส 178
ทิฏฐิวิสุทธิ 285
ทิฏฐิสัมปทา 2, 280
ทิฏฐิสามัญญตา 273
ทิฏฺฐึ อุชุ กโรติ 221
ทิฏฐุชุกัมม์ 89
ทิฏฐุปาทาน 214
ทิฏโฐฆะ 215
ทิพพจักขุ 217, 274, 297
ทิพพจักขุญาณ 106
ทิพยสมบัติ 114
ทิพพโสต 274, 297
ทิศ 6 200, 265
ทีฆนิกาย 75
ที่สุด 2 15
ทุกข์ 1, 174, 204, 205, 296, 340
ทุกข์ 2 16
ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ 205
ทุกขตา 76, 107
ทุกขตา 3 79
ทุกขทุกขตา 79
ทุกขนิโรธ 204
ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ 208, 209
ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ 205
ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ 208, 209
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา 204
ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ 205
ทุกขลักษณะ 47
ทุกขเวทนา (ดู เวทนา 5 ด้วย) 111
ทุกขสมุทัย 204
ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ 208, 209
ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ 205
ทุกฺขสหคตํ 356
ทุกฺขา 86
ทุกขานุปัสสนา 107
ทุกขินทรีย์ 349
ทุกฺเข อญฺญาณํ 208, 209
ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา 154
ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา 154
ทุคคติภัย 229
ทุคติ 351
29
ทุจริต 3 80
ทุติยฌาน 9
ทุติยฌานภูมิ 3 351
ทุติยชฺฌานกุสลจิตฺตํ 356
ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย 327
เทพ 284, 312
เทพ 3 82
เทวดา (ความหมาย) 232
เทวตานุสติ 335
เทวตาพลี 232
เทวทูต 3 83
เทวทูต 3, 4 150
เทวทูต 5 84
เทวปุตตมาร 234
เทวโลก 103
เทวสมบัติ 114
เทศนา 21 17
เทศนา 22 18
เทศนา 4 17
เทศนาวิธี 4 172
เที่ยวกลางคืน 200
โทมนัส 1, 112, 340, 358
โทมนสฺสสหคตํ 356
โทมนัสสินทรีย์ 349
โทสะ 4, 68, 318, 347, 355
โทสจริต 262
โทสมูลจิต 2 356
โทสัคคิ 130
โทสาคติ 196
ไทยธรรมสมบัติ 115
ธตรฐ 270
ธตา 231
ธนานุประทาน 339
ธรรม* 35, 75, 166, 277, 294, 295, 302
ธรรม 21 19
*คำนำหน้าด้วย ธรรม- ถ้าไม่มี ให้ดูที่ ธัมม-
ธรรม 22 20
ธรรม 23 21
ธรรม 24 22
ธรรม 3 85
ธรรม 4 206
ธรรม 5 238, 239
ธรรมของอุบาสกปทุม 259
ธรรมของอุบาสกรัตน์ 259
ธรรมขันธ์ 5 218
ธรรมคุณ 6 306
ธรรมคุ้มครองโลก 2 23
ธรรมจริยา 10 320
ธรรมจักร 188, 287
ธรรมเจดีย์ 141
ธรรมฐิติญาณ 285
ธรรมทัศนะ 255
ธรรมทาน 11, 229
ธรรมทำให้งาม 2 24
ธรรมที่พระพุทธเจ้าเห็นคุณประจักษ์ 2 65
ธรรมเทสกธรรม 5 219
ธรรมธาตุ 348
ธรรมนิยาม 76, 223, 340
ธรรมนิยาม 3 86
ธรรมบท 75
ธรรมบูชา 30
ธรรมปฏิสันถาร 31
ธรรมประมาณ 158
ธรรมปริเยสนา 33
ธรรมเป็นโลกบาล 2 23
ธรรมเป็นเหตุให้สมหมาย 4 192
ธรรมไพบูลย์ 44
ธรรมมีอุปการะมาก 2 25
ธรรมมีอุปการะมาก 4 140
ธรรมมีอุปการะมาก 7 279
ธรรมมีอุปการะมาก 10 324
ธรรมฤทธิ์ 42
ธรรมสงเคราะห์ 49
ธรรมสมาทาน 4 145
30
ธรรมสมาธิ 5 220
ธรรมสวนานิสงส์ 5 221
ธรรมเสรี 352
ธรรมาจารย์ 211
ธรรมาธิปไตย 125, 339
ธรรมาธิษฐาน 17
ธรรมานุวัติ 201
ธรรมารมณ์ 266, 277
ธรรมิกพลี 289
ธรรมิการักขา 339
ธมฺมกามตา 324
ธมฺมกาโม 322
ธัมมคารวตา 261
ธมฺมจริยา จ 353
ธัมมจักกัปปวัตตนสถาน 188
ธัมมตัณหา 264, 266
ธัมมเทสนามัย 89
ธัมมปฏิสัมภิทา 155
ธัมมมัจฉริยะ 233
ธัมมวิจยะ 281
ธัมมวิจาร 266
ธัมมวิตก 266
ธัมมเวปุลละ 44
ธัมมสังคณี 75/3
ธัมมสังคหะ 49
ธัมมสัญเจตนา 263, 266
ธัมมสัญญา 266, 271
ธมฺมสากจฺฉา, กาเลน 353
ธัมมัญญุตา 287
ธัมมัปปมาณิกา 158
ธมฺมสฺสวนํ, กาเลน 353
ธัมมัสสวนมัย 89
ธัมมัสสวนสัปปายะ 286
ธมฺมา 86
ธัมมาธิปไตย 125, 339
ธัมมานุธัมมปฏิปทา 51
ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ 177, 193
ธัมมานุปัสสนา, ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน 182, 346
ธัมมานุปัสสนาจตุกกะ 346
ธัมมานุสติ 335
ธัมมานุสารี 63
ธาตุ 4 39, 146
ธาตุ 6 148
ธาตุ 18 348
ธาตุกถา 75
ธาตุกัมมัฏฐาน 4 147
ธาตุกัมมัฏฐาน 6 149
ธาตุเจดีย์ 141
ธาตุมนสิการ 4 147, 354
ธุดงค์ 13 342
ธุระ 2 26
น กมฺมารามตา 291
น  ิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ 118
น นิทฺทารามตา 291
น ปาปมิตฺตตา 291
น ปาปิจฺฉตา 291
น ภสฺสารามตา 291
นยเหตุ 317
นรก 198, 351
นวกภิกขุธรรม 5 222
น วโย ปญฺญายติ 118
นวรหคุณ 303
นวสีวถิกา 182
นวังคสัตถุศาสน์ 51, 302
นวารหคุณ, นวารหาทิคุณ 303
น สงฺคณิการามตา 291
น อนฺตราโวสานํ 291
น อามิสนฺตโร 219
น อุปฺปาโท ปญฺญายติ 118
นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา เวรมณี 242
นจฺจคีต ฯเปฯ วิภูสนฏฺฐานา เวรมณี 240
นัฏฐคเวสนา 138
นัตถิกทิฏฐิ 14
นัตถิปัจจัย 350
นาค 270
31
นาถกรณธรรม 10 324
นานัตตสัญญา 298
นานาธาตุญาณ 323
นานาธิมุตติกญาณ 323
นาม 216
นามธรรม 345
นามบัญญัติ 28
นามรูป 340
นามรูปปริจเฉทญาณ 92, 345
นาย 265
นิกันติ 328
นิจศีล 238
นิทเทส 75/2
นินทา 296
นิปปริยายสุทธิ 54
นิพพาน 109, 157, 204, 216,
295, 306, 310, 311, 332
นิพพาน 2 27
นิพพานบท 352
นิพพานสมบัติ 114
นิพฺพานสจฺฉิกิริยา 353
นิพพิทาญาณ, นิพพิทานุปัสสนาญาณ,
นิพพิทานุปัสสนาญาณ 311
นิมมานรดี 270, 351
นิมิต, นิมิตต์ 3 87
นิมิต 4 150
นิยยานิกธรรมเทศนา 180
นิยาม 5 223
นิรยะ 198, 351
นิรัคคฬะ 187
นิรามิสสุข 53
นิรุตติปฏิสัมภิทา 155
นิโรธ 204, 205, 295
นิโรธ 5 224
นิโรธสมาบัติ 119, 313
นิโรธวาร 340
นิโรธสัจจ์ 204, 340
นิโรธสญฺญา 331
นิวรณ์ 5 225
นิวาโต จ 353
นิสสยปัจจัย 350
นิสสยสัมปันโน 95
นิสสยาจารย์ 211
นิสสรณนิโรธ 224
นิสสัย 4 159
นิสสัยสัมบัน 202
นีตัตถะ 64
นีลกสิณ 315
เนกขัมมะ 325
เนกขัมมวิตก 69
เนกขัมมสังกัปป์ 293
เนกขัมมสิต 358
เนกขัมมานิสังสกถา 246
เนคมชานบท 339
เนยยะ 153
เนยยัตถะ 64
เนวสัญญานาสัญญายตนะ 207, 284, 298, 312
เนวสญฺญานาสญฺญายตนกุสลจิตฺตํ 356
เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ 351
เนสัชชิกังคะ 342
โน จฏฺฐาเน นิโยชเย 278
บัณฑร 356
บรรพชา ดู บรรพชา
บรรพชาจารย์ 211
บรรพชิต 289
บริกรรมนิมิต 87
บริกรรมภาวนา 99
บริโภคเจดีย์ 141
บริษัท 41 151
บริษัท 42 152
บังสุกุลจีวร 159
บัญญัติ 2, 6 28
บารมี 10 325
บ่าว 265
บิณฑบาต 159
32
บุคคล 4 153
บุคคลหาได้ยาก 2 29
บุคคลาธิษฐาน 17
บุญกิริยาวัตถุ 3 88
บุญกิริยาวัตถุ 10 89
บุตร 3 90
บุตรธิดา 265
บุตรภรรยา 265
บุพการี 29
บุพนิมิตแห่งมรรค 7 280
บุพภาคของการศึกษา 34
บูชา 2 30
เบญจกัลยาณธรรม 239
เบญจขันธ์ 216, 357
เบญจธรรม 239
เบญจศีล 238
ปกิณณกเจตสิก 6 355
ปกิณณกอกุศลเจตสิก 10 355
ปฏิกูลมนสิการ 182
ปฏิคาหก 143
ปฏิฆะ 288, 329, 330
ปฏิฆสัญญา 298
ปฏิฆสัมปยุตตจิต 2 356
ปฏิฆสมฺปยุตฺตํ 356
ปฏิจจสมุปบาท 105, 120, 129, 185, 340
ปฏิบัติบูชา 30
ปฏิบัติศาสนา 51
ปฏิปทา 4 154
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ 285
ปฏิปทานุตตริยะ 126
ปฏิปัตติสัทธรรม 121
ปฏิปัสสัทธินิโรธ 224
ปฏิภาคนิมิต 87
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา 155
ปฏิรูปเทสวาสะ 140
ปฏิรูปเทสวาโส จ 353
ปฏิโลมเทสนา 340
ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท 340
ปฏิเวธสัทธรรม 121
ปฏิสนธิ 343
ปฏิสังขรณ์ 254
ปฏิสังขาญาณ = ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ
ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ 311
ปฏิสันถาร 2 31
ปฏิสันถารคารวตา 261
ปฏิสัมภิทัปปัตตะ 62
ปฏิสัมภิทา 4 155
ปฏิสัมภิทามัคค์ 75
ปฐมฌาน 9, 284, 298
ปฐมฌานภูมิ 3 351
ปฐมฌานกุสลจิตฺตํ 356
ปฐมเทศนา 188
ปฐวีกสิณ 315
ปฐวีธาตุ 39, 146, 147, 148
ปณีตํ เทติ 300
ปทปรมะ 153
ปธาน 2 32
ปธาน 4 156
ปธานสฺมึ 355
ปปัญจะ, ปปัญจธรรม 3 91
ปมาณิก 4 158
ปมาทะ 347
ปโยควิบัติ 176
ปโยคสมบัติ 177
ปโยคาภิสังขาร 185
ปรโตโฆสะ 34
ปรนิมมิตวสวัตดี 270, 351
ปรมัตถะ 132
ปรมัตถกถา 18
ปรมัตถเทศนา 18
ปรมัตถธรรม 4 157, 216, 356
ปรมัตถบารมี 325
ปรมัตถสัจจะ 50
ปรหิตปฏิบัติ 304
ประชุมเนืองนิตย์ 289, 290
33
ประมาณ 4 158
ประโยชน์จากโภคทรัพย์ 5 232
ประสูติ 188
ปรัตถะ 133
ปรมฺปราย 317
ปราโมทย์ 220
ปริจจาคะ 326
ปริจเฉทรูป 1 40, 359
ปริญญา 205, 206
ปริญญา 3 92
ปริญไญยธรรม 206
ปริณตโภชี 250
ปริตตสุภา 351
ปริตตาภา 351
ปริเทวะ 340
ปรินิพพาน 188
ปรินิพพุตสถาน 188
ปริปุจฉา 339
ปริมิตปานโภชนา 138
ปริยัติธรรม 306, 332
ปริยัติศาสนา 51
ปริยัติสัทธรรม 121
ปริยายทสฺสาวี 219
ปริยายสุทธิ 54
ปริเยสนา 2 33
ปริวัฏฏ์ 3 73
ปริวาร 75
ปริสสารัชชภัย 229
ปริสัญญุตา 287
ปลาสะ 347
ปวิเวก 294
ปวิเวกกถา 314
ปสังสา 296
ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย 327
ปสาทรูป 5 40, 359
ปหาตัพพธรรม 205
ปหานะ 205, 206
ปหาน 3 224
ปหาน 5 224
ปหานปธาน 156
ปหานปริญญา 92
ปหานภาวนารามตา 203
ปหานวินัย 243
ปหานสญฺญา 331
ปัคคาหะ 328
ปังสุกูลิกังคะ 342
ปัจจยปริคคหญาณ 92, 345
ปัจจยาการ 12 105, 340
ปัจจเวกขณญาณ 345
ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ 306
ปัจจัย 4 159, 203
ปัจจัย 24 350
ปัจจัยนิสิต 342
ปัจจัยปัจจเวกขณ์ 243
ปัจจัยสันนิสิตศีล 160
ปัจจัยสัมปทา 190
ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 34
ปัจจุบัน 340
ปัจจุบันเหตุ 340
ปัจจุปปันนังสญาณ 72
ปัจเจกพุทธเจ้า 142
ปัจฉาชาตปัจจัย 350
ปัจฉิมทิศ 265
ปัญจกัชฌาน 9, 356
ปัญจกนัย 9
ปัญจทวาราวัชชนะ 343, 348, 356
ปัญจมฌาน 9
ปญฺจมชฺฌานกุสลจิตฺตํ 356
ปัญจวิญญาณฐาน 343
ปญฺญา 324
ปัญญา 37, 67, 124, 183, 197, 204, 228,
237, 249, 251, 292, 301, 325, 346
ปัญญา 3 93
ปัญญากถา 314
ปัญญาขันธ์ 218
ปัญญาคุณ 305, 308
34
ปัญญาจักขุ 217
ปัญญาปนบัญญัติ 28
ปญฺญาปนโต ปญฺญตฺติ 28
ปัญญาปิยบัญญัติ 28
ปญฺญาปิยตฺตา ปญฺญตฺติ 28
ปัญญาพละ 229, 230
ปัญญาภาวนา 37
ปัญญาวิมุต 62, 63
ปัญญาวิมุตติ 43, 252
ปัญญาวุฒิ 179
ปัญญาวุฑฒิธรรม 4 179, 193
ปัญญาสัมปทา 191, 229
ปัญญินทรีย์ 63, 349, 355
ปัญญินทรียเจตสิก 355
ปัฏฐาน 75
ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา 353
ปัตตปิณฑิกังคะ 342
ปัตตานุโมทนามัย 89
ปัตติทานมัย 89
ปัพพชิตะ 150
ปัพพชิตปธาน 32
ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ 10 248
ปัพพัชชา 123
ปัพพัชชาจารย์ 211
ปัสสัทธิ 220, 281, 328
ปสฺสาส 346
ปากกาล 338
ปากทานปริยาย 338
ปาจิตติยะ 75
ปาฏิบุคลิกทาน 12
ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา 12
ปาฏิโมกข์ (ปาติโมกข์) 75, 160, 222, 243,
252, 254, 322, 344
ปาฏิโมกขสังวร (ปาติโมกขสังวร) 222, 243
ปาฏิโมกขสังวรศีล (ปาติโมกขสังวรศีล) 160
ปาฏิหาริย์ 3 94
ปาณาติบาต 137, 321
ปาณาติปาตํ ปหาย ฯเปฯ 320
ปาณาติปาตา เวรมณี 238, 240, 319
ปาปณิกธรรม 3 95
ปาปณิกังคะ 95
ปาปมิตตะ 199
ปาปา, อารตี วิรตี 353
ปาปิจฉา 308
ปาพจน์ 2 35, 75
ปาราชิก 75
ปาริจริยานุตตริยะ 127
ปาริสุทธิศีล 4 160, 285
ปาสาทิโก 322
ปาหุเนยฺโย 307
ปิฏก 3 75
ปิฏกสมฺปทาเนน 317
ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ 342
ปิณฑปาตสันโดษ 203
ปิณฑปาติกังคะ 342
ปิณฑิยาโลปโภชนะ 159
ปิตติวิสัย 198, 351
ปิตุฆาต 245, 275
ปิยกรณ์ 273
ปิยวินาภาวตา 247
ปิยรูป สาตรูป 6 × 10 266
ปิยวาจา 186, 229
ปิโย 278
ปิสุณํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ 320

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:35:56 PM »





ปิสุณาวาจา 321
ปิสุณาย วาจาย เวรมณี 319
ปีตกสิณ 315
ปีติ 9, 220, 281, 328, 355
ปีติ 5 226
ปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ 356
ปุคคลปโรปรัญญุตา 291
ปุคคลปัญญัตติ 75
ปุคคลสัปปายะ 286
ปุคคลัญญุตา 287
ปุคคลาปเทส 166
ปุญญาภิสังขาร 129
35
ปุตฺตทารสฺส สงฺคโห 353
ปุตฺตสงฺคห 353
ปุถุชน 345, 351
ปุถุชนกับโลกธรรม 296
ปุพพเปตพลี 232
ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ 209
ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ 209
ปุพเพกตปุญญตา 140
ปุพเพกตวาท 101
ปุพเพกตเหตุวาท 101
ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา 353
ปุพเพนิวาสานุสสติ 274, 297
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ 106, 323
ปุรัตถิมทิศ 265
ปุริสเมธ 187
ปุริสัตตะ 40
ปุริสินทรีย์ 40, 349
ปุเรชาตปัจจัย 350
ปุฬุวกะ 336
ปูชนียสถาน, ปูชนียวัตถุ 289
ปูชา จ ปูชนียานํ 353
ปูติมุตตเภสัช 159
เปตติวิสัย 351
เปตวัตถุ 75
เปยยวัชชะ 186, 229
เปรต (ดู สัตตาวาส 7 ด้วย) 198, 284, 351
เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย 327
ผรณาปีติ 226
ผรุสวาจา 321
ผรุสํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ 320
ผรุสาย วาจาย เวรมณี 319
ผล 7
ผล 4 165, 310, 332
ผลจิต 356
ผลญาณ 345
ผลสมังคี 57
ผัสสะ 340, 355
ผัสสะ 6 272
ผัสสาหาร 212
ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ น กมฺปติ 353
ผุสนะ 343
โผฏฐัพพะ 6, 40, 266, 277
โผฏฐัพพตัณหา 264, 266
โผฏฐัพพธาตุ 348
โผฏฐัพพวิจาร 266
โผฏฐัพพวิตก 266
โผฏฐัพพสัญเจตนา 263, 266
โผฏฐัพพสัญญา 266, 271
พนัน 200
พยาธิตะ 83, 84, 150
พยาธิธัมมตา 247
พยาบาท 225, 321, 329, 347
พยาบาทวิตก 70
พร 4, 5 227
พรหม, พรหมโลก 16 284, 298, 351
พรหมจรรย์ 241
พรหมจักร 180
พรหมจารี 250, 290
พรหมปาริสัชชา 351
พรหมปุโรหิตา 351
พรหมโลก 103
พรหมวิหาร 4 161, 227
พระเจ้าจักรพรรดิ 142, 287, 339
พระธรรม* 100, 116
พระพุทธเจ้า 100, 116, 142, 287, 290, 337
พระพุทธรูป 141
พระสงฆ์ 100, 116, 265
พฺรหฺมจริยญฺจ 353
พราหมณ์ 173
พราหมณคฤหบดี 339
พราหมณบริษัท 152
*คำนำหน้าด้วย พระ ถ้าไม่มีในที่นี้ ให้ตัดคำว่า พระ
ออก แล้วดูในตำแหน่งของคำนั้นๆ
36
พละ 227
พละ 4 229
พละ 5 228, 352
พละ 5 ของพระมหากษัตริย์ 230
พลกาย 339
พลี 289
พลี 5 232
พหุการธรรม 4 140
พหุการธรรม 7 292
พหุการธรรม 10 324
พหุลกรรม 338
พหุสฺสุตา 231
พหุสฺสุโต 322
พหูสูต 231, 251, 252, 253, 254
พหูสูตมีองค์ 5 231
พัฒนา 37
พาลานํ, อเสวนา จ 353
พาหาพละ 230
พาหิรายตนะ 6 277
พาหุสจฺจ 324
พาหุสัจจะ 237, 292
พาหุสจฺจญฺจ 353
พีชนิยาม 223
พุทธ ดู พระพุทธเจ้า
พุทธกิจ 304
พุทธคารวตา 261
พุทธคุณ 2 304
พุทธคุณ 3 305
พุทธคุณ 9 303
พุทธจริยา 3 96
พุทธจักขุ 217
พุทธเจดีย์ 4 141
พุทธบัญญัติ 290
พุทธภาวะ 304
พุทธรูป 141
พุทธลีลาในการสอน 4 172
พุทธวงส์ 75
พุทธวจนะ 302
พุทธโอวาท 3 97
พุทธัตถจริยา 96
พุทธานุมัต 201
พุทธานุสติ 335
พุทธาปเทส 166
พุทธิจริต 262
พุทฺโธ 303
เพียรของคฤหัสถ์, ความ 32
เพียรของบรรพชิต, ความ 32
แพศย์ 173
โพชฌงค์ 7 281, 352
โพธิปักขิยธรรม 37 51, 352
ไพบูลย์ 2 44
ภควา 303
ภคินีภริยา 282
ภพ (ดู วิโมกข์ ด้วย) 340
ภพ 3 98
ภยญาณ, ภยตูปัฏฐานญาณ 311
ภยาคติ 196
ภรรยา 265
ภรรยา 7 282
ภวจักร 105, 340
ภวตัณหา 74, 204, 206, 357
ภวโยคะ 170
ภวราคะ 288, 330
ภวังคะ 343
ภวาสวะ 135, 136
ภโวฆะ 215
ภังคญาณ, ภังคานุปัสสนาญาณ 311
ภัพพตาธรรม 6 267
ภพฺพรูปตาย 317
ภัย 5 229
ภัสสปริยันตะ 222
ภัสสสัปปายะ 286
ภาวนา 205, 206
ภาวนา 2 36
ภาวนา 3 99
37
ภาวนา 4 37
ภาวนาปธาน 156
ภาวนามยปัญญา 93
ภาวนามัย 88, 89
ภาวนีโย 278
ภาวรูป 2 40, 359
ภาวิต 4 37
ภาวิตกาย 37
ภาวิตจิต 37
ภาวิตปัญญา 37
ภาวิตศีล 37
ภาวิตัตต์ 280
ภาเวตัพพธรรม 36, 206
ภิกขุนีวิภังค์ 75/1ก
ภิกขุวิภังค์ 75/1ก
ภิกขุอปริหานิยธรรม 71 290
ภิกขุอปริหานิยธรรม 72 291
ภิกษุณีบริษัท 151
ภิกษุบริษัท 151
ภูตกสิณ 4 315
ภูตรูป 38, 39, 146
ภูมิ 284
ภูมิ 4 162
ภูมิ 4, 31 351
ภูมิประเภท (จิต) 356
เภสัช 159, 203
โภคะ 227
โภคพละ 230
โภควิภาค 4 163
โภคสุข 192
โภคอาทิยะ, โภคาทิยะ 5 232
โภชนสัปปายะ 286
โภชเนมัตตัญญุตา 128
มงคล 259
มงคล 38 353
มตะ 83, 84, 150
มทะ 347
มนสานุเปกฺขิตา 231
มนสิการ 355
มนายตนะ 356
มนินทรีย์ 349, 356
มนุษย์ 284, 298, 351
มนุษยธรรม 238
มนุษยโลก 103
มนุษยสมบัติ 114
มโน (ดู ปิยรูป สาตรูป ด้วย) 276, 356
มโนกรรม 66
มโนกรรม 3 319, 320, 321
มโนทวาร 77, 78
มโนทวาราวัชชนะ 343
มโนทฺวาราวชฺชนํ 356
มโนทุจริต 80
มโนธาตุ 348
มโนมยิทธิ 297
มโนวิญญาณ 266, 268
มโนวิญญาณธาตุ 348
มโนสังขาร 120
มโนสัญเจตนาหาร 212
มโนสัมผัส 266, 272
มโนสัมผัสสชาเวทนา 113, 266
มโนสุจริต 81
มรณะ 340
มรณธัมมตา 247
มรณภัย 229
มรณสติ 335
มรรค 7, 204, 205, 241
มรรค 4 164, 310, 332
มรรคปัจจัย 350
มรรคภาวนา 352
มรรคมีองค์ 8 293, 352
มรรคสมังคี 57
มละ 9 308
มหากิริยาจิต 8 356
มหากุศลจิต 8 356
มหานิทเทส 75
38
มหาปกรณ์ 75
มหาปเทส 41 166
มหาปเทส 42 167
มหาพรหมา 351
มหาภูต 4 38, 39, 146
มหาภูตรูป 4 39, 359
มหายัญ 5 187
มหาราช 4 270
มหาวรรค 75
มหาวิบาก 8 356
มหาวิบากจิต 8 356
มหาวิภังค์ 75/1ก
มหาสงฆ์ 254, 255
มักขะ 308, 347
มักน้อย 294
มัคคจิต 4 356
มัคคญาณ 345
มัคคสมังคี (ดู มรรคสมังคี)
มัคคังคะ 293
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ 285, 328
มังสจักขุ 217
มังสวณิชชา 235
มัจจุมาร 234
มัจฉริยะ 308, 330, 347, 355
มัจฉริยะ 5 233, 257
มชฺชปานา จ สญฺญโม 353
มัชชวณิชชา 235
มัชฌิมนิกาย 75
มัชฌิมาปฏิปทา 15, 204, 293
มัตตัญญุตา 287
มัททวะ 326
มันทกุมาร 84
มาฆบูชา 97
มาตาปิตุอุปัฏฐาน 123
มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ 353
มาตาภริยา 282
มาตุฆาต 245, 275
มานะ 91, 288, 318, 329, 330, 347, 355
มานะ 9 309
มานัส 356
มายา 308, 347
มาร 5 234
มารดาบิดา 265
มาลาคนฺธ ฯเปฯ วิภูสนฏฺฐานา เวรมณี 242
มา อนุสฺสเวน ฯเปฯ 317
มิคปักษี 339
มิจฉัตตะ 10 334
มิจฉากัมมันตะ 334
มิจฉาญาณ 334
มิจฉาทิฏฐิ 34, 308, 321, 334
มิจฉาวณิชชา 5 235
มิจฉาวาจา 334
มิจฉาวายามะ 334
มิจฉาวิมุตติ 334
มิจฉาสติ 334
มิจฉาสมาธิ 334
มิจฉาสังกัปปะ 334
มิจฉาอาชีวะ 334
มิตรเทียม 4 168
มิตรแท้ 4 169
มิตรแนะประโยชน์ 169
มิตรปฏิรูปก์ 4 168
มิตรมีน้ำใจ 169
มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ 169
มิตรสหาย 265
มิตรอุปการะ 169
มิทธะ 355
มุญจิตุกัมยตาญาณ 311
มุทิตา 161, 355
มุทุตา 40
มุสาวาท 137, 308, 321
มุสาวาทํ ปหาย ฯเปฯ 320
มุสาวาทา เวรมณี 238, 240, 319
มูล 2 340
มูลเหตุแห่งการบัญญัติพระวินัย 10 327
เมตตา 67, 161, 325
39
เมตตากายกรรม 273
เมตตามโนกรรม 273
เมตตาและกรุณา 239
เมตตาวจีกรรม 273
เมถุนสังโยค 7 283
โมมูหจิต 2 356
โมหะ 4, 68, 318, 355
โมหจริต 262
โมหมูลจิต 2 356
โมหัคคิ 130
โมหาคติ 196
ยกย่อง 256, 257
ยถาภูตญาณ 285
ยถาพลสันโดษ 122
ยถาลาภสันโดษ 122
ยถาสันถติกังคะ 342
ยถาสารุปปสันโดษ 122
ยมก 75
ยส 296
ยักษ์ 270
ยามา 270, 351
โยคะ 4 170
โยคพหุโล 269
โยนิ 4 171
โยนิโสมนสิการ 2, 34, 179, 193
โยนิโสมนสิการสัมปทา 280
รส, รสะ 6, 40, 266, 277
รสตัณหา 264, 266
รสธาตุ 348
รสวิจาร 266
รสวิตก 266
รสสัญเจตนา 263, 266
รสสัญญา 266, 271
รตฺตญฺญู 322
รัตนตรัย 100, 116
ราคจริต 262
ราคัคคิ 130
ราชธรรม 10 326
ราชพลี 232
ราชสังคหวัตถุ 4 187
รุกขมูลเสนาสนะ 159
รุกขมูลิกังคะ 342
รูป, รูปะ 6, 40, 157, 216, 266, 277, 298
รูป 21, 28 38
รูป 22 41
รูป 28 38
รูปขันธ์ 216
รูปฌาน 4 7, 8, 9, 10, 299, 313
รูปตัณหา 264, 266
รูปธรรม 19, 345
รูปธาตุ 348
รูปประมาณ 158
รูปพรหม 16 351
รูปภพ 98
รูปราคะ 329
รูปรูป 18 359
รูปโลก 103
รูปวิจาร 266
รูปวิตก 266
รูปวิบาก 5 343
รูปสัญเจตนา 263, 266
รูปสัญญา 266, 271
รูปัปปมาณิกา 158
รูปสฺส กมฺมญฺญตา 40
รูปสฺส ชรตา 40
รูปสฺส มุทุตา 40
รูปสฺส ลหุตา 40
รูปสฺส สนฺตติ 40
รูปสฺส อนิจฺจตา 40
รูปสฺส อุปจย 40
รูปาวจร 8
รูปาวจรกิริยาจิต 5 356
รูปาวจรกุสลจิต 5 356
รูปาวจรจิต 15 356
40
รูปาวจรภูมิ 16 162, 351
รูปาวจรวิบากจิต 5 356
รูปาวจรสมาธิ 99
รูปิโน ธมฺมา 19
ฤทธิ์ 2 42
ลหุตา 40
ลักขณรูป 4 40, 359
ลักขณูปนิชฌาน 7
ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 7 295
ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8 294
ลัทธินอกพุทธศาสนา 3 101
ลาภ 296
ลาภมัจฉริยะ 233, 257
ลาภานุตตริยะ 127
ลีลาการสอน 4 172
ลูขประมาณ 158
ลูขัปปมาณิกา 158
เลื่อมใส 256
โลก (เที่ยง ไม่เที่ยง ฯลฯ) 337
โลก 31 102
โลก 32 103
โลก 33 104
โลกธรรม 8 296
โลกธมฺเมหิ 353
โลกนาถ 304
โลกบาล 4 270
โลกบาลธรรม 2 23
โลกวิทู 303
โลกัตถจริยา 96
โลกาธิปไตย 125
โลกียญาณ 345
โลกียธรรม 20
โลกียภูมิ 162, 351
โลกียอภิญญา 63, 274
โลกุตตรกุศลจิต 4 (20) 356
โลกุตตรจิต 8 (40) 356
โลกุตตรญาณ 345
โลกุตตรธรรม 20, 306
โลกุตตรธรรม 9, 46 310, 332
โลกุตตรภูมิ 162, 351
โลกุตตรวิบากจิต 4 (20) 356
โลภะ 4, 68, 318, 355, 359
โลภมูลจิต 8 356
โลหิตกะ 336
โลหิตกสิณ 315
โลหิตุปบาท 245, 275
วจนกฺขโม 278
วจสา ปริจิตา 231
วจีกรรม 66
วจีกรรม 4 241, 319, 320, 321
วจีทวาร 77
วจีทุจริต 80
วจีบรม 168
วจีวิญญัติ 40
วจีสังขาร 119, 120
วจีสุจริต 81
วณิชชา 5 235
วธกาภริยา 282
วรรณะ 227, 248
วรรณะ 4 173
วรรณกสิณ 4 315
วโย ปญฺญายติ 117
วสวัตดี 270
วัชชีอปริหานิยธรรม 7 289
วัฏฏะ 3 104, 340
วัฑฒิ หรือ วัฒิ หรือ วุฒิ 5 249
วัฒนมุข 6 201
วัณณะ 227, 277
วัณณมัจริยะ 233, 257
วตฺตา จ 278
วัตถุกาม 5
วัตถุประสงค์การบัญญัติวินัย 10 327
วัตถุสัมปทา 190
วัตรปฏิบัติ 251
41
วาจา, สุภาสิตา จ ยา 353
วาจาเปยยะ 187
วาชเปยะ 187
วาโยกสิณ 315
วาโยธาตุ 39, 146, 147, 148
วิกขัมภนนิโรธ 224
วิกขัมภนปหาน 224
วิกขายิตกะ 336
วิกขิตตกะ 336
วิการรูป 3, 5 40, 359
วิกาลโภชนา เวรมณี 240
วิคตปัจจัย 350
วิจฉิททกะ 336
วิจาร 9, 355
วิจาร 6 266
วิจารปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ 356
วิจิกิจฉา 225, 288, 318, 329, 330, 355
วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ 356
วิเจยฺย เทติ 300
วิชชมานบัญญัติ 28
วิชชา 3 106
วิชชา 8 297
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน 303
วิชชาภาคิยธรรม 36
วิชชามาเนนวิชชมานบัญญัติ 28
วิชชามาเนนอวิชชมานบัญญัติ 28
วิญญัติรูป 2 40, 359
วิญญาณ 340, 356
วิญญาณ 6 266, 268
วิญญาณกสิณ 315
วิญญาณกิจ 14 343
วิญญาณขันธ์ 216, 356
วิญญาณฐิติ 7 284
วิญญาณธาตุ 148, 149
วิญญาณปวัตติ, วิญญาณปวัตติอาการ 343
วิญญาณัญจายตนะ 207, 284, 298, 312
วิญฺญาณญฺจายตนกุสลจิตฺตํ 356
วิญญาณัญจายตนภูมิ 351
วิญญาณาหาร 212
วิตก 9, 355
วิตก 6 266
วิตกจริต 262
วิตกฺกวิจารปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ 356
วิธีปฏิบัติต่อทุกข์–สุข 4 174
วิธูโร 95
วินัย 35, 75, 166, 167, 243, 294, 295
วินัย 2 243
วินัยปิฎก 75
วินยานุคฺคหาย 327
วินโย จ สุสิกฺขิโต 353
วินิปาติกะ 284, 312
วินีลกะ 336
วิบัติ 41 175
วิบัติ 42 176
วิปจิตัญญู 153
วิปปยุตตปัจจัย 350
วิปริณามทุกขตา 79
วิปริตมนสิการ 359
วิปัลลาส, วิปลาส 4 178
วิปัลลาสนิมิต 107
วิปัสสนา 7, 47, 346
วิปัสสนาญาณ 9 285, 297, 311, 345
วิปัสสนาญาณ 10 311
วิปัสสนาธุระ 26
วิปัสสนาภาวนา 36
วิปัสสนายานิก 61
วิปัสสนูปกิเลส 10 285, 328
วิปากจิต 36 (52) 356
วิปากจิตฺตํ 356
วิปากปัจจัย 350
วิปากวัฏฏ์ 105
วิปากสัทธา 181
วิปุพพกะ 336
วิภวตัณหา 74, 204, 357
วิภังค์ (วินัย) 75
วิภังค์ (อภิธรรม) 75
42
วิมังสา 213
วิมานวัตถุ 75/2
วิมุตตานุตตริยะ 126
วิมุตติ 227, 252
วิมุตติ 2 43
วิมุตติ 5 224, 236
วิมุตติกถา 314
วิมุตติขันธ์ 218
วิมุตติญาณทัสสนกถา 314
วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ 218
วิมุตฺโต 322
วิโมกข์ 3 107
วิโมกข์ 8 298
วิรชํ 353
วิรตีเจตสิก 3 355
วิรัติ 3 108
วิราคะ 294, 295
วิราคะ 5 224
วิราคสญฺญา 331
วิริยะ 213, 228, 281, 325, 355
วิริยนิสิต 342
วิริยปฏิสังยุตต์ 342
วิริยพละ 229
วิริยสังวร 243
วิริยารมฺภ 324
วิริยารัมภะ 2, 237, 294, 301
วิริยารัมภกถา 314
วิริยินทรีย์ 349
วิรูปักษ์ 270
วิรูฬหก 270
วิเวก 3 109
วิเวก 5 224
วิสมโลภสฺส ปหานํ 339
วิสวณิชชา 235
วิสังโยค 294
วิสัยรูป 4, 5 40, 359
วิสุทธิ 92
วิสุทธิ 7 285
วิสุทธิคุณ 305
วิสุทธิเทพ 82
วิหิงสาวิตก 70
วุฑฒิธรรม 4 179, 193
วุฑฒิธรรม, วุฑฒิธรรม 5 249
วุฒิมุข 201
วุตฺตํ เหตํ ภควตา 302
เวทนา 340, 355
เวทนา 2 110
เวทนา 3 111
เวทนา 5 112
เวทนา 6 113, 266, 358
เวทนา 108 358
เวทนาขันธ์ 216
เวทนาเจตสิก 5 359
เวทนานุปัสสนา, เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน 182, 346
เวทนานุปัสสนาจตุกกะ 346
เวทลฺลํ 302
เวทพหุโล 269
เวปุลละ 2 44
เวปุลลธรรม 6 269
เวยฺยากรณํ 302
เวยยาวัจจมัย 89
เววณฺณิย 248
เวสสวัณ 270
เวสารัชชะ 4 180
เวสารัชชกรณธรรม 5 237
เวสารัชชญาณ 4 180
เวหัปผลา 351
โวฏฐัพพนะ, โวฏฐปนะ 343, 356
โวสสัคคะ 5 224
ศรัทธา 183, 237, 249, 259, 292, 301
ศรัทธา 4 181
ศรัทธาไทย 255, 256, 257
ศาสนา 2 51
ศิษย์ 265
ศีล (ดู สีลวา ด้วย) 37, 124, 183, 194, 201, 204,
43
227, 237, 249, 252, 253, 254, 259, 292, 324,
325, 326, 346
ศีล 5 238
ศีล 8 240
ศีล 8 ทั้งอาชีวะ 241
ศีล 10 242
ศีลวิบัติ 175
ศูทร 173
สกทาคามิผล 165
สกทาคามิผลจิตฺตํ 356
สกทาคามิมรรค 164
สกทาคามิมคฺคจิตฺตํ 356
สกทาคามี 56, 57, 351
สกทาคามี 3, 5 59
สขีภริยา 282
สงเคราะห์ 273
สจิตฺตปริโยทปนํ 97
สติ 3, 25, 228, 281, 301, 324, 355
สตินทรีย์ 349
สติปัฏฐาน 346
สติปัฏฐาน 4 182, 352
สติสังวร 243
สติสัมปชัญญะ 184, 239
สทารสันโดษ 239
สนธิ 3 340
สนิทานธัมมเทสนา 134
สปทานจาริกังคะ 342
สพรหมจารี 290
สมจาคา 183
สมชีวิตา 144
สมชีวิธรรม 4 183
สมณบริษัท 152
สมณพราหมณ์ 265, 339
สมณพราหมณปริปุจฉา 339
สมณานญฺจ ทสฺสนํ 353
สมโณ โน ครูติ 317
สมดึงสบารมี 325
สมติงสบารมี 325
สมถะ 346
สมถภาวนา 36
สมถยานิก 61, 63
สมนันตรปัจจัย 350
สมบัติ 31 114
สมบัติ 32 115
สมบัติ 4 177
สมบัติของอุบาสก 5 259
สมบัติของอุบาสก 7 260
สมปัญญา 183
สมมติกถา 18
สมมติเทพ 82
สมมติเทสนา 18
สมมติสัจจะ 50
สมสัทธา 183
สมสีลา 183
สมันตจักขุ 217
สมาทปนา 172
สมาทานวิรัติ 108
สมาธิ (ดู พละ 5 ด้วย) 37, 124, 204, 220,
258, 281, 346
สมาธิ 2 45
สมาธิ 31 46
สมาธิ 32 47
สมาธิกถา 314
สมาธิขันธ์ 218
สมาธินทรีย์ 63, 349
สมาธิภาวนา 4 184
สมานสุขทุกข์ 169
สมานัตตตา 186, 229
สมาบัติ 8 299
สมุจเฉทนิโรธ 224
สมุจเฉทปหาน 224
สมุจเฉทวิรัติ 108
สมุตเตชนา 172
สมุทยวาร 340
สมุทัย 204, 205
44
สยัมภูญาณ 204
สรณะ 3 100, 116
สรรพเมธะ 187
สวนะ 343
สรีระ 337
สวนานุตตริยะ 127
สวรรค์ 6 270
สวรรคสมบัติ 114
สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม 306
สฺวาคตปาฏิโมกฺโข 322
สสังขารปรินิพพายี 60
สหชาตปัจจัย 350
สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต 8 356
สเหตุกกามาวจรกุศลจิต 8 356
สเหตุกกามาวจรวิบากจิต 8 356
สฬายตนะ 276, 340
สอุปาทิเสสนิพพาน 27
สอุปาทิเสสบุคคล 27
สักกะ 270
สักกายทิฏฐิ 329
สัคคกถา 246
สังกิเลส 33
สังขตธรรม 21
สังขตลักษณะ 3 117
สังขตสังขาร 185
สงฺขาเยกํ ฯเปฯ 202
สังขาร 2 48
สังขาร 31 119
สังขาร 32 120
สังขาร 4 185
สังขารขันธ์ 216
สังขารทุกขตา 79
สังขารโลก 102
สังขารุเปกขาญาณ 311
สังเขป 4 340
สังคณี 75/3
สังคหะ 2 49
สังคหะ 4 340
สังคหพละ 229
สังคหวัตถุ 4 186
สังคหวัตถุของผู้ครองแผ่นดิน 4 187
สงฺคโห, ญาตกานญฺจ 353
สงฺคโห, ปุตฺตทารสฺส 353
สงฺฆคตา ทกฺขิณา 12
สังฆคารวตา 261
สังฆคุณ 9 307
สังฆทาน 12
สังฆบิดร 290
สังฆปริณายก 290
สงฺฆผาสุตาย 327
สังฆเภท 245, 275
สงฺฆสุฏฺฐุตาย 327
สังฆานุสติ 335
สังฆาปเทส 166
สังยุตตนิกาย 75
สังโยชน์ 7 288
สังโยชน์ 101 164, 329
สังโยชน์ 102 330
สังวร 5 243
สังวรปธาน 156
สังวรวินัย 5 243
สังวรศีล 243
สังเวชนียสถาน 4 188
สังสารจักร 105
สังเสทชะ 171
สัจจะ 139, 197, 239, 325
สัจจะ 2 50
สัจจญาณ 73
สัจจานุโลมิกญาณ 311
สัจฉิกาตัพพธรรม 206
สัจฉิกิริยา 205, 206
สัญเจตนา 6 263, 266
สัญเจตนากาย 263
สัญญมะ 123
สัญญา 284, 312, 355
สัญญา 6 266, 271
45
สัญญา 10 331
สัญญาขันธ์ 216
สัญญาวิปลาส 178
สัญญาเวทยิตนิโรธ 119, 298, 313
สัตตวณิชชา 235
สัตตักขัตตุงปรมะ 58
สัตตาวาส 9 312
สัตถวณิชชา 235
สตฺถา เทวมนุสฺสานํ 303
สัตถุคารวตา 261
สัตถุสาสน์ 166, 294, 295
สัตว์ 337
สัตวโลก 102
สัททะ 6, 40, 266, 277
สัททตัณหา 264, 266
สัททธาตุ 348
สัททบัญญัติ 28
สัททวิจาร 266
สัททวิตก 266
สัททสัญเจตนา 263, 266
สัททสัญญา 266, 271
สัทธรรม 1, 2, 34, 352
สัทธรรม 3 121
สัทธรรม 7 301, 344
สัทธรรม 10 332
สทฺธมฺมสมนฺนาคโต 301
สัทธัมมสวนะ 179, 193
สทฺธมฺมฏฺฐิติยา 327
สัทธา (ดู ศรัทธา ด้วย) 228, 355
สัทธาจริต 262
สัทธานุสารี 63
สัทธาวิมุต 63
สัทธาสัมปทา 191, 229
สัทธินทรีย์ 63, 349
สันดุสิต 270
สันโดษ (ดู สันตุฏฐี ด้วย) 65, 294
สันโดษ 3, 12 122
สันตติ 40
สันติ 197
สันติบท 352
สันตีรณะ, สันตีรณจิต 343, 356
สันตุฏฐิกถา 314
สนฺตุฏฺฐี 324
สนฺตุฏฺฐี จ 353
สันตุฏฐี 2, 294, 353
สนฺตุฏฺโฐ 322
สันทัสสนา 172
สนฺทิฏฺฐิโก 306
สัปปาฏิหาริยธัมมเทสนา 134
สัปปายะ 7 286
สัปปายการี 250
สัปปายสัมปชัญญะ 189
สัปปายมัตตัญญู 250
สปฺปุริสกมฺมนฺโต 301
สปฺปุริสจินฺตี 301
สัปปุริสทาน 8 300
สปฺปุริสทานํ เทติ 301
สปฺปุริสทิฏฺฐี 301
สัปปุริสธรรม 71 287
สัปปุริสธรรม 72 301
สัปปุริสธรรม 8 301
สัปปุริสธรรม 10 320
สปฺปุริสธมฺมสมนฺนาคโต 301
สัปปุริสบัญญัติ 3 123
สปฺปุริสภตฺตี 301
สปฺปุริสมนฺตี 301
สปฺปุริสวาโจ 301
สัปปุริสสังเสวะ 179, 193
สัปปุริสูปัสสยะ 140
สัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 355
สพฺพปาปสฺส อกรณํ 97
สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา 331
สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา 331
สัพพัญญุตาญาณ 217
สัพพัตถคามินีปฏิทาญาณ 323
สัพพากุสลสาธารณเจตสิก 4 354
46
สพฺเพ สงฺขารา ฯเปฯ 86
สัมปชัญญะ 2, 25, 182
สัมปชัญญะ 4 189
สัมปฏิจฉนะ, สัมปฏิจฉันนะ, สัมปฏิจฉันนจิต 343,
348, 356
สัมปทา 4 190
สัมปทาของอุบาสก 260
สัมปทาคุณ 4 190
สัมปยุตตปัจจัย 350
สัมปรายิกัตถะ 3, 132
สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 191
สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย 327
สัมปหังสนา 172
สัมปัตตวิรัติ 108
สัมผัปปลาปะ 321
สมฺผปฺปลาปํ ปหาย ฯเปฯ 320
สมฺผปฺปลาปา เวรมณี 319
สัมผัส 6 268, 272
สัมพหุลเถราปเทส, สัมพหุลัตเถราปเทส 166
สัมโพธะ 295
สัมมสนญาณ 311, 345
สัมมัตตะ 10 333
สัมมัปปธาน 4 156, 352
สัมมากัมมันตะ 293, 241, 333, 354
สัมมาญาณ 355
สัมมาทัสสนะ 222, 285
สัมมาทิฏฐิ 2, 34, 293, 319, 333
สมฺมาทิฏฺฐิ 319
สมฺมาทิฏฺฐิโก 320
สัมมาปฏิปทา 51
สัมมาปาสะ 187
สัมมาวาจา 293, 241, 333, 355
สัมมาวายามะ 293, 333
สัมมาวิมุตติ 333
สัมมาสติ 293, 333
สัมมาสมาธิ 293, 333
สัมมาสังกัปปะ 293, 333
สัมมาสัมพุทธเจดีย์ 4 141
สัมมาสัมพุทธปฏิญญา 180
สมฺมาสมฺพุทฺโธ 303
สัมมาอาชีวะ 239, 293, 241, 333, 355
สัสสตทิฏฐิ 13
สัสสเมธ 187
สาตถกสัมปชัญญะ 189
สาเถยยะ 308, 347
สาธารณโภคี 273
สามเณร, สามเณรี 242
สามัคคีธรรม 289
สามัญญผล 4 165
สามัญลักษณะ, สามัญลักษณ์ 3 76, 86
สามิสสุข 53
สามี 265
สามีจิปฏิปนฺโน 307
สามุกกังสิกาธรรมเทศนา 204
สายนะ 343
สาระ 4 218
สารณียธรรม 6 273
สารัมภะ 347
สาราณียธรรม 6 273
สาวก 142
สาสน์ 2 51
สิกฺขติ 346
สิกขา 3 124
สิกขาคารวตา 261
สิกขานุตตริยะ 127
สิกขาบท 290
สิกขาบท 5 238
สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ 240
สิงคาลกมาณพ 200
สิปฺปญฺจ 353
สีล (ดู ศีล ด้วย) 324
สีลกถา 246, 314
สีลขันธ์ 218
สีลภาวนา 37
สีลมัย 88, 89
สีลวา (ดู ศีล ด้วย) 250, 322
47
สีลวิสุทธิ 285
สีลสังวร 243
สีลสัมปทา 2, 191, 229, 280, 344
สีลสามัญญตา 273
สีลัพพตปรามาส 329, 330
สีลัพพตุปาทาน 214
สีลานุสติ 335
สีสังคะ 342
สีหนาท 180
สุกขวิปัสสก 61, 62
สุข, สุขะ 9, 174, 220, 227, 296, 328
สุข 21 52
สุข 22 53
สุขของคฤหัสถ์ 4 192
สุขเวทนา (ดู เวทนา ด้วย) 111
สุขสหคตํ 356
สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา 154
สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา 154
สุขินทรีย์ 112, 349
สุเขกคฺคตาสหิตํ 356
สุคติ 351
สุคโต 303
สุจริต 81
สุจึ เทติ 300
สุญญตะ 7
สุญญตวิโมกข์ 107
สุญญตสมาธิ 47
สุตะ 201, 249, 302
สุตํ ปริโยทเปติ 221
สุตฺตํ 302
สุตตนิบาต 75
สุตตวิภังค์ 75
สุตตันตนัย 330
สุตตันตปิฎก 75
สุตมยปัญญา 93
สุทัสสา 351
สุทัสสี 351
สุทธวิปัสสนายานิก 61
สุทธาวาส 5 244, 351
สุทธิ 2 54
สุปฏิปนฺโน 307
สุภกิณหา 284, 312, 351
สุภรตา 294
สุภาสิตา จ ยา วาจา 353
สุรา 200
สุราธุตตะ 199
สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี 238, 240
สุสุกาภัย 210
สุหทมิตร 4 169
สูตร 166
เสขะ 1, 2, 55
เสขปฏิปทา 344
เสตุฆาตวิรัติ 108
เสนาสนะ 159
เสนาสนปฏิสังยุตต์ 342
เสนาสนสัปปายะ 286
เสนาสนสันโดษ 203
เสนาสนะป่า 290
เสรีธรรม 352
เสวนา, ปณฺฑิตานญฺจ 353
เสียง (ดู สัททะ)
โสก 1, 340
โสไจย 10 320
โสดาบัน 56, 57, 275, 351
โสดาบัน 3 58
โสดาปัตติผล 165
โสดาปัตติมรรค 164
โสตะ 40, 266, 276
โสตทวาร 78
โสตธาตุ 348
โสตวิญญาณ 266, 268, 356
โสตวิญญาณธาตุ 348
โสตสัมผัส 266, 272
โสตสัมผัสสชาเวทนา 113, 266
โสตาปตฺติผลจิตฺตํ 356
โสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ 356
48
โสตาปัตติยังคะ 41 193
โสตาปัตติยังคะ 42 194
โสตาปัตติยังคะ 43 195
โสตินทรีย์ 349
โสภณจิต 59 (92) 356
โสภณเจตสิก 25 355
โสภณสาธารณเจตสิก 19 355
โสมนัส 112, 358
โสมนสฺสสหคตํ 356
โสมนัสสินทรีย์ 349
โสรัจจะ 24
โสวจสฺสตา 324, 353
โสสานิกังคะ 342
โสฬสญาณ 345
โสฬสวัตถุกอานาปานสติ 346
หตวิกขิตตกะ 336
หทัย 356
หทัยรูป 1 40, 359
หทัยวัตถุ 40
หลักการแบ่งทรัพย์ 4 ส่วน 163
หลักกำหนดธรรมวินัย 7 295
หลักกำหนดธรรมวินัย 8 294
หสิตุปฺปาทจิตฺตํ 356
หิริ 23, 292, 301, 354
เหฏฐิมทิศ 265
เหตุปัจจัย 350
อกนิฏฐา 351
อกรณียวณิชชา 5 235
อกัปปิยะ 167
อกาลิโก 306
อกิริยทิฏฐิ 14
อกิริยา 101
อกุศล 1, 2, 317
อกุศลกรรม 4
อกุศลกรรมบถ 10 321
อกุศลจิต 12 356
อกุศลจิตตุปบาท 12 85
อกุศลเจตสิก 14 355
อกุศลธรรม 85
อกุศลมูล 3 4, 68
อกุศลวิตก 3 70
อกุศลวิบากจิต 7 356
อคติ 4 196
องค์ 12 (ปฏิจจสมุปบาท) 340
องค์คุณของกัลยาณมิตร 7 278
องค์ประกอบของการศึกษา 34
องค์ประกอบภายนอก 1
องค์ประกอบภายใน 2
องค์มรรค 293
องค์แห่งธรรมกถึก 5 219
องค์แห่งภิกษุใหม่ 5 222
อดิเรกลาภ 159
อดีต 340
อดีตเหตุ 340
อตัปปา 351
อติชาตบุตร 90
อติถิพลี 232
อติมานะ 347
อตีตังสญาณ 72
อทินนาทาน 137, 321
อทินฺนาทานํ ปหาย ฯเปฯ 320
อทินฺนาทานา เวรมณี 238, 240, 319
อทุกขมสุขเวทนา (ดู เวทนา ด้วย) 111
อโทสะ 4, 67, 355
อธนานํ ธนานุปฺปทานํ 339
อธมฺมการปฏิกฺเขโป 339
อธมฺมราคสฺส ปหานํ 339
อธรรมการนิเสธนา 339
อธิกรณสมุปฺปาทวูปสมกุสโล 322
อธิคมสัทธรรม 121
อธิจิตตสิกขา 124
อธิปติปัจจัย 350
อธิปไตย 3 125
อธิปัจจสีลวันตสถาปนา (ดู อาธิปัจจสีลวันตสถาปนา)
49
อธิปัญญาสิกขา 124
อธิโมกข์ 328, 355
อธิศีล 124, 255, 260
อธิษฐาน 325
อธิษฐาน 4 197
อธิษฐานธรรม 4 197
อธิสีลสิกขา 124
อนณสุข 192
อนภิชฺฌา 319
อนภิชฺฌาลุ 320
อนริยปริเยสนา 33
อนวัชชพละ 229
อนวัชชสุข 192
อนวชฺชานิ กมฺมานิ 353
อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ 349
อนัตตตา 76, 107
อนัตตลักษณะ 47
อนตฺตสญฺญา 331
อนตฺตา 86
อนัตตานุปัสสนา 107
อนันตรปัจจัย 350
อนันตริกกรรม, อนันตริยกรรม 5 245, 275
อนากุลา จ กมฺมนฺตา 353
อนาคต 340
อนาคตผล 340
อนาคตังสญาณ 72
อนาคามิผล 165
อนาคามิผลจิตฺตํ 356
อนาคามิมคฺคจิตฺตํ 356
อนาคามิมรรค 164
อนาคามี 56, 57
อนาคามี 5 60
อนิกฺขิตฺตธุโร 269
อนิจจตา 40, 76, 107
อนิจจลักษณะ 47
อนิจฺจสญฺญา 331
อนิจฺจา 86
อนิจจานุปัสสนา 107
อนิฏฐารมณ์ 296
อนิมิตตะ 7
อนิมิตตวิโมกข์ 107
อนิมิตตสมาธิ 47
อนุกัมปกะ 169
อนุชาตบุตร 90
อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส 307
อนุตตริยะ 3 126
อนุตตริยะ 6 127
อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ 303
อนุทยตํ ปฏิจฺจ 219
อนุบุพพนิโรธ 313
อนุบุพพวิหาร 9 313
อนุปปิยภาณี 168
อนุปาทินนกรูป 41
อนุปาทินนกสังขาร 48
อนุปาทินนธรรม 22
อนุปาทิเสสนิพพาน 27
อนุปาทิเสสบุคคล 27
อนุปุพฺพิกถํ 219
อนุปุพพิกถา 5 246
อนุยนต์ 339
อนุรักขนาปธาน 156
อนุโลมญาณ 311, 345
อนุโลมเทศนา 340
อนุโลมปฏิจจสมุปบาท 340
อนุโลมปฏิปทา 51
อนุสติ 10 335, 354
อนุสสตานุตตริยะ 127
อนุสฺสเวน 317
อนุสัย 7 288
อนุสาวรีย์ 289
อนุสาสนีปาฏิหาริย์ 94
อเนสนา 203
อโนตตัปปะ 318, 355
อบาย 4 196, 351
อบายภูมิ 4 196, 351
อบายมุข 4 199
50
อบายมุข 6 200, 201
อปจยะ 294
อปจายนมัย 89
อปทาน 75
อปรนฺเต อญฺญาณํ 209
อปราปริยเวทนียกรรม 338
อปริยาปันนภูมิ 162
อปริหานิยธรรม 71 289
อปริหานิยธรรม 72 290
อปริหานิยธรรม 73 291
อปัณณกปฏิปทา 3 128, 344
อปัสเสนะ, อปัสเสนธรรม 4 202
อปายโกศล 71
อปายสหาย 168
อปุญญาภิสังขาร 129
อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ 65
อพยาบาทวิตก 69
อพยาบาทสังกัปป์ 293
อพฺยาปนฺนจิตฺโต 320
อพฺยาปาท 319
อพฺรหฺมจริยา เวรมณี 240
อภัพพฐาน 275
อภิชาตบุตร 90
อภิชฌา 321
อภิชฌาวิสมโลภะ 347
อภิชัจจพลัง 230
อภิญญา 295
อภิญญา 6 274
อภิญญาเทสิตธรรม 37 352
อภิญญายธัมมเทสนา 134
อภิฐาน 6 275
อภิณหปัจจเวกขณ์ 247
อภิณหปัจจเวกขณ์ 10 248
อภิณฺหํ เทติ 300
อภิธรรม 75
อภิธรรมนัย 330
อภิธรรมปิฎก 75
อภิสังขตสังขาร 185
อภิสังขรณกสังขาร 185
อภิสังขาร 3 129
อภิสังขารมาร 234
อภิสัมพุทธสถาน 188
อมตบท 352
อมัจจพละ 230
อโมหะ 4, 67, 355
อยส 296
อโยนิโสมนสิการ 34
อรรถ 31 132
อรรถ 32 133
อรรถบัญญัติ 28
อรหํ 303
อรหัตตผล 63, 165, 227
อรหตฺตผลจิตฺตํ 356
อรหัตตผลวิมุตติ 333
อรหัตตมรรค 164
อรหตฺตมคฺคจิตฺตํ 356
อรหันต์ 37, 56, 57, 289
อรหันต์ 2 61
อรหันต์ 4, 5, 60 62
อรหันตฆาต 245, 275
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 287

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:36:54 PM »





อริยะ 351
อริยกันตศีล 194
อริยทรัพย์ 7 292
อริยธรรม 10 320
อริยบุคคล 2 55
อริยบุคคล 4 56
อริยบุคคล 7 63
อริยบุคคล 8 57, 345
อริยปริเยสนา 33
อริยมรรค 10 320
อริยวงศ์ 4 203
อริยวัฑฒิ 5 249
อริยสัจจ์ 285
อริยสัจจ์ 4 204, 208, 209, 246
อริยสจฺจาน ทสฺสนํ 353
51
อริยสาวกกับโลกธรรม 296
อริยอัฏฐังคิกมรรค 1, 2, 204, 241, 293
อรูป 4 207, 354
อรูปฌาน 4 7, 10, 63, 207, 299, 313
อรูปธรรม 19
อรูปภพ 98
อรูปราคะ 329
อรูปโลก 104
อรูปวิบาก 4 343
อรูปาวจร 8
อรูปาวจรกิริยาจิต 4 356
อรูปาวจรกุศลจิต 4 356
อรูปาวจรจิต 12 356
อรูปาวจรภูมิ 4 162, 351
อรูปาวจรวิบากจิต 4 356
อรูปินา ธมฺมา 19
อลาภ 296
อลีนตา 201
อโลภะ 4, 67, 355
อวชาตบุตร 90
อวิคตปัจจัย 350
อวิชชมานบัญญัติ 28
อวิชชา 206, 288, 329, 330, 340
อวิชชา 4 208
อวิชชา 8 209
อวิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ 28
อวิชชามาเนนอวิชชมานบัญญัติ 28
อวิชชาโยคะ 170
อวิชชาสวะ 135, 136
อวิชโชฆะ 215
อวิโรธนะ 326
อวิหา 351
อวิหิงสา 326
อวิหิงสาวิตก 69
อวิหิงสาสังกัปป์ 293
อสังขตธรรม 21
อสังขตธาตุ 1 310
อสังขตลักษณะ 3 118
อสังขารปรินิพพายี 60
อสงฺขาริกํ 356
อสังสัคคกถา 314
อสัญญีภพ, อสัญญีสัตว์ 312, 351
อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ 65
อสนฺตุฏฺฐิพหุโล 269
อสัมภินนังคะ 342
อสัมโมหสัมปชัญญะ 189
อสิโลกภัย 229
อสุภะ 10 336, 354
อสุภสญฺญา 331
อสุรกาย 198, 351
อเสขะ 55
อเสขธรรม 10 333
อเสวนา จ พาลานํ 353
อโสกํ 353
อหิงสา 123
อหิริกะ 318, 355
อเหตุกกิริยาจิต 3 356
อเหตุกจิต 18 356
อเหตุกทิฏฐิ 14
อเหตุวาท 101
อเหตุอปัจจัยวาท 101
อโหสิกรรม 338
อักโกธะ 326
อักขธุตตะ 199
อัคคิ 31 130
อัคคิ 32 131
อัคคิปาริจริยา 3 131
อังคุตตรนิกาย 75
อัชฌัตติกายตนะ 6 246, 276
อญฺชลิกรณีโย 307
อัญญถัตตะ 117, 118
อัญญทัตถุหร 168
อัญญมัญญปัจจัย 350
อัญญสมานาเจตสิก 13 354
อัญญสัตถารุทเทส, อัญญสัตถุทเทส 275
อัญญาตาวินทรีย์ 349
52
อัญญินทรีย์ 349
อัฏฐศีล 240
อัฏฐังคิกมรรค 293
อัฏฐิกะ 336
อัณฑชะ 171
อัตตกิลมถานุโยค 15, 293
อัตตนาถะ 304
อัตตวาทุปาทาน 214
อัตตสัมปทา 2, 280
อัตตสัมมาปณิธิ 140
อตฺตสมฺมาปณิธิ 353
อัตตหิตสมบัติ 304
อัตตัญญุตา 287
อัตตัตถะ 133
อัตตา 337
อัตตาธิปไตย 125
อตฺตานญฺจ ปรญฺจ อนุปหจฺจ 219
อัตตาภินิเวส 107
อัตถะ 144, 191
อัตถะ 2 64
อัตถะ 31 132
อัตถะ 32 133
อัตถจริยา 186, 229
อัตถทวาร 201
อัตถปฏิสัมภิทา 155
อัตถประมุข 201
อัตถักขายี 169
อัตถัญญุตา 287
อัตถิปัจจัย 350
อัตถิสุข 192
อัทธา 3 340
อันตคาหิกทิฏฐิ 10 337
อันตราปรินิพพายี 60
อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ 4 210
อันตรายิกธรรมวาทะ 180
อันตา 2 15
อันโตชน 339
อันวัตถปฏิปทา 51
อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ 65
อัปปฏิวิภัตตโภคี 273
อัปปณิหิตะ 7
อัปปณิหิตวิโมกข์ 107
อัปปณิหิตสมาธิ 47
อัปปนาภาวนา 99
อัปปนาสมาธิ 45, 46
อัปปมัญญา 4 161, 227, 354
อัปปมัญญาเจตสิก 2 355
อัปปมาณสุภา 351
อัปปาณาภา 351
อัปปมาทะ 2, 3, 239
อัปปมาทคารวตา 261
อัปปมาทสัมปทา 2, 280
อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ 353
อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย 327
อัปปิจฉกถา 314
อัปปิจฉตา 2, 294
อพฺภูตธมฺมํ 302
อัพโภกาสิกังคะ 342
อัพยากตธรรม 85
อัยยาภริยา 282
อัสสเมธะ 187
อสฺสาส 346
อสฺสุตํ สุณาติ 221
อากัปกิริยา 251
อาการ 12 73
อาการ 20 340
อาการ 32 147
อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน 3 134
อาการปริวิตกฺเกน 317
อากาสกสิณ 315
อากาสธาตุ 40, 148, 149
อากาสานัญจายตนะ 207, 284, 298, 312
อากาสานญฺจายตนกุสลจิตฺตํ 356
อากาสานัญจายตนภูมิ 351
อากิญจัญญายตนะ 207, 284, 298, 312
อากิญฺจญฺญายตนกุสลจิตฺตํ 356
53
อากิญจัญญายตนภูมิ 351
อาจารย์ 265
อาจารย์ 4, 5 211
อาจารวิบัติ 175
อาจิณณกรรม 338
อาชชวะ 326
อาชีวะ 241
อาชีวปาริสุทธิ 243
อาชีวปาริสุทธิศีล 160
อาชีววิบัติ 175
อาชีวัฏฐมกศีล 241
อาชีวิตภัย 229
อาณาจักร 287
อาตมัน 337
อาทิกัมมิกะ 75/1ก
อาทิพรหมจรรย์ 241
อาทีนวญาณ, อาทีนวานุปัสสนาญาณ 311
อาทีนวสญฺญา 331
อาเทศนาปาฏิหาริย์ 94
อาธิปัจจะ 227
อาธิปัจจสีลวันตสถาปนา 138
อานาปานสติ 183, 331, 335
อานาปานสติ 16 ฐาน 346
อาเนญชาภิสังขาร 129
อาโปกสิณ 315
อาโปธาตุ 39, 146, 147, 148
อาพาธิกะ 83, 84, 150
อาภัสสรา (ดู สัตตาวาส 9 ด้วย) 284, 351
อามิสทาน 11
อามิสบูชา 30
อามิสปฏิสันถาร 31
อามิสปริเยสนา 33
อามิสไพบูลย์ 44
อามิสฤทธิ์ 42
อามิสเวปุลละ 44
อามิสสงเคราะห์ 49
อามิสสังคหะ 49
อายโกศล 71
อายตนะ 12 341
อายตนะภายนอก 6 266, 277, 341
อายตนะภายใน 6 266, 278, 341
อายมุข 201
อายุ 227
อายุวัฒนธรรม 5 250
อายุสสธรรม 5 250
อารตี วิรตี ปาปา 353
อารมณ์ 6 277
อารมณ์ 150 359
อารยธรรม 10 320
อารยวัฒิ 5 249
อารยอัษฎางคิกมรรค (ดู อริยอัฏฐังคิกมรรค
ด้วย) 1, 2
อารักขสัมปทา 144
อารักขา 289
อารัญญิกังคะ 342
อารัมมณปัจจัย 350
อารัมมณูปนิชฌาน 7
อารุปป์ 4 8, 207
อาโรคยะ 201
อาโลกกสิณ 315
อาโลกพหุโล 269
อาวฏภัย 210
อาวัชชนะ 343
อาวาสมัจฉริยะ 233, 257
อาวาสสัปปายะ 286
อาวาสโสภณ 253
อาวาสิกธรรม 51 251
อาวาสิกธรรม 52 252
อาวาสิกธรรม 53 253
อาวาสิกธรรม 54 254
อาวาสิกธรรม 55 255
อาวาสิกธรรม 56 256
อาวาสิกธรรม 57 257
อาสยานุสยญาณ 217
อาสวะ 3 135
อาสวะ 4 136, 170, 215
54
อาสวักขยะ 184
อาสวักขยญาณ 106, 274, 297, 323
อาสันนกรรม 338
อาเสวนปัจจัย 350
อาหาร 4 212
อาหารปัจจัย 350
อาหารรูป 1 40, 359
อาหาเรปฏิกูลสัญญา 354
อาหุเนยฺโย 307
อาหุไนยัคคิ 131
อิฏฐารมณ์ 296
อิตถัตตะ 40
อิตถินทรีย์ 40, 349
อิตถีธุตตะ 199
อิติกิราย 317
อิติปิ โส ภควา 303
อิติวุตตกะ 75, 302
อิทธิบาท 4 213, 227, 352
อิทธิปาฏิหาริย์ 94
อิทธิวิธา, อิทธิวิธิ 274, 297
อิทัปปัจจยตา 340
อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ
อญฺญาณํ 209
อินทร์ 270
อินทรีย์ 5 228, 258, 352
อินทรีย์ 6 276
อินทรีย์ 22 349
อินทริยปโรปริยัตตญาณ 217, 323
อินทรียปัจจัย 350
อินทรียสังวร 128, 222, 243
อินทรียสังวรศีล 160
อิริยาบถ 182
อิริยาปถสัปปายะ 286
อิศวรกรณวาท 101
อิสสรนิมมานเหตุวาท 101
อิสสา 308, 330, 347, 355
อุคคหนิมิต 87
อุคฆฏิตัญญู 153
อุจจากุลีนตา 227
อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี 240
อุจเฉททิฏฐิ 13
อุชุปฏิปนฺโน 307
อุฏฐานสัมปทา 144
อุดมมงคล 353
อุตตรทิศ 265
อุตฺตริญฺจ ปตาเรติ 269
อุตุนิยาม 223
อุตุสัปปายะ 286
อุทเทสิกเจดีย์ 141
อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี 60
อุทธัจจะ 318, 329, 355
อุทธัจจกุกกุจจะ 225
อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ 356
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 329
อุทธุมาตกะ 336
อุทยัพพยญาณ = อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ
อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ 92, 311
อุทาน 75
อุทานํ 302
อุเทศาจารย์ 211
อุบาสกธรรม 5 259
อุบาสกธรรม 7 260
อุบาสกบริษัท 151
อุบาสกปทุม 259
อุบาสกรัตน์ 259
อุบาสิกาบริษัท 151
อุเบกขา 9, 161, 281, 325, 328, 358
อุเบกขาเวทนา 111, 112
อุเบกขาสันตีรณะ 2 343
อุโบสถ, อุโบสถศีล 240
อุปการกะ 169
อุปกิเลส 16 347
อุปฆาตกกรรม 338
อุปจยะ 40, 359
อุปจารภาวนา 99
อุปจารสมาธิ 45, 46
55
อุปธิวิบัติ 176
อุปธิวิเวก 109
อุปธิสมบัติ 177
อุปนาหะ 347, 359
อุปนิสัย 4 202
อุปนิสสยปัจจัย 350
อุปบารมี 325
อุปปัชชเวทนียกรรม 338
อุปปัตติเทพ 82
อุปปัตติภพ 340
อุปฺปาโท ปญฺญายติ 117
อุปปีฬกกรรม 338
อุปริมทิศ 265
อุปสมะ 197, 295
อุปสมานุสติ 335
อุปสัมปทาจารย์ 211
อุปหัจจปรินิพพายี 60
อุปัญญาตธรรม 2 65
อุปัฏฐาน 328
อุปัตถัมภกกรรม 338
อุปาทาน 340
อุปาทาน 4 214
อุปาทานขันธ์ 5 206
อุปาทารูป, อุปาทายรูป 24 38, 40
อุปาทินนกรูป 41
อุปาทินนกสังขาร 48
อุปาทินนธรรม 22
อุปายโกศล 71
อุปายาส 1, 340
อุเปกฺขาสหคตํ 356
อุเปกขินทรีย์ 349
อุเปกฺเขกคฺคตาสหิตํ 356
อุพเพคาปีติ, อุพเพงคาปีติ 226
อุภโตภาควิมุต 61, 62, 63
อุภยัตถะ 133
อูมิภัย 210
เอกเถราปเทส, เอกัตเถราปเทส 166
เอกพีชี 58
เอกัคคตา 9, 354
เอกันตนิพพิทา 295
เอกาสนิกังคะ 342
เอกีภาพ 273
เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย 163
เอหิปสฺสิโก 306
โอกกันติกาปีติ 226
โอกาสโลก 102
โอฆะ 4 215
โอตตัปปะ 23, 292, 301, 355
โอทาตกสิณ 315
โอปนยิโก 306
โอปปาติกะ 171
โอภาส 328
โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 329
โอวาทของพระพุทธเจ้า 3 97
โอวาทปาฏิโมกข์ (โอวาทปาติโมกข์) 97
โอวาทาจารย์ 211

พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ฉบับประมวลธรรม
Dictionary of Buddhism
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto)
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
© พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
Dictionary of Buddhism
Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto)
ISBN 974-8357-89-9
พิมพ์รวมเล่ม 3 ภาค
ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2515 – 2518
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2526 – 2528
ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2545 (จัดเรียงพิมพ์ใหม่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์)
ขนาดอักษรธรรมดา (เล่มเล็ก) จำนวน 6,000 เล่ม
ขนาดอักษรใหญ่ (เล่มใหญ่) จำนวน 4,000 เล่ม
ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2548 (เปลี่ยนมาใช้ฟอนต์ คือแบบตัวอักษร ที่ดัดแปลงขึ้นใหม่) จำนวน 20,000 เล่ม
ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2549
– สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ ให้ตีพิมพ์ในการถวายผ้าพระกฐิน ณ วัด
ญาณเวศกวัน 4 พฤศจิกายน 2549 จำนวน 1,000 เล่ม
ครั้งที่ 15 พ.ศ. 2550 (ขนาดเล่มใหญ่ อักษรโต)
– คุณนิลยา มาลากุล ณ อยุธยา และคณะผู้ศรัทธา พิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน จำนวน 6,000 เล่ม
ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2551
– ผู้ศรัทธาหลายคณะ พิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน รวมเป็นจำนวน 4,000 เล่ม
พิมพ์ที่ บริษัท เอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด
โทรศัพท์/โทรสาร 0-2584-2241 (อัตโนมัติ 10 เลขหมาย)
อนุโมทนา
เนื่องจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ที่พิมพ์แจกเผื่อแผ่กันออก
ไปในครั้งก่อนๆ มาถึงบัดนี้ หลายแห่งก็หมดลง บางแห่งก็เหลือน้อย กลายเป็นของหายาก
ผู้ศรัทธามากหลายท่าน จึงประสงค์จะพิมพ์พจนานุกรมฯ ฉบับนั้นเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ศึกษาค้น
คว้าเองหรือใช้ศึกษาในกลุ่มในหมู่ของตนบ้าง เพื่อแจกเป็นธรรมทาน เป็นการเผยแพร่ส่ง
เสริมความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยให้กว้างขวางเพิ่มทวียิ่งขึ้นบ้าง ดังเป็นที่ทราบกัน
ว่า ได้มีการรวมกลุ่มบอกแจ้งบุญเจตนาร่วมกันไว้
แม้กระนั้น ญาติโยมผู้ศรัทธาก็ไม่อาจดำเนินการอะไรคืบหน้า เพราะทางด้านตัวผู้
เรียบเรียงเองเงียบอยู่ ไม่รู้กัน จนกระทั่งถึงวาระหนึ่ง ผู้ศรัทธาได้ตกลงว่าจะรอพิมพ์พร้อมกับ
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ที่มีข่าวว่ากำลังชำระเพิ่มเติมอยู่ ในที่สุด เวลา
ผ่านไป ๒-๓ ปี บัดนี้ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ผ่านการชำระ-เพิ่มเติม
ช่วงที่ ๑ เสร็จแล้ว จึงถึงโอกาสที่จะดำเนินการพิมพ์เผยแพร่พร้อมกันตามความตั้งใจ
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม นี้ นับแต่พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ ที่เป็นครั้งแรก
ของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ใน พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งผู้ศรัทธาได้นำข้อมูลของพจนานุกรมฯ นี้
จากของเดิมในระบบคอมพิวกราฟิค มาบันทึกไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ก็ได้มีฐานข้อมูลอยู่
ในคอมพิวเตอร์ อันพร้อมที่จะให้ผู้เรียบเรียงปรับแก้เพิ่มเติมได้ตามต้องการ แต่จนถึงบัดนี้
เป็นเวลา ๖ ปีแล้ว ผู้เรียบเรียงก็ยังไม่ได้เริ่มงานปรับปรุงที่ตั้งใจ
การพิมพ์ครั้งที่ ๑๖ นี้ ว่าโดยทั่วไป เป็นการพิมพ์ซ้ำตรงกับครั้งที่ ๑๓ ที่ใช้แบบตัว
อักษร (ฟอนต์) ซึ่ง รศ. ดร.สมศีล ฌานวังศะ ราชบัณฑิต ได้ดัดแปลงขึ้นใหม่ มีส่วนที่เพิ่ม
เติมเพียงเล็กน้อย คือ เพิ่ม “สัทธา 2” ในหัวข้อ “สัทธา 4” และปรับเสริมคำอธิบายในหัวข้อ
“ปัญญา 3” และ “สัปปายะ 7” พร้อมทั้งแก้ไขคำที่พิมพ์ผิดตกและจัดปรับบรรทัด เป็นต้น
ทำให้มีความเรียบร้อยในส่วนรายละเอียดยิ่งขึ้น
ขออนุโมทนาฉันทะในธรรมและไมตรีจิตต่อประชาชน ของผู้ศรัทธาที่ใฝ่ในธรรมทาน
บุญกิริยา อันเป็นเครื่องเจริญธรรมเจริญปัญญาแก่ประชาชน หวังได้ว่าธรรมทานของผู้
ศรัทธา จะเป็นส่วนช่วยดำรงรักษาสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และเป็นปัจจัยเสริมสร้าง
ประโยชน์สุขให้แผ่ขยายกว้างไกลออกไปในโลก ขอให้ผู้บำเพ็ญกุศลจริยานี้ พร้อมญาติมิตร
ทั้งปวง เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ร่มเย็นในธรรม มีความสุขเกษมศานต์ยั่งยืนนานทั่วกัน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๑
คำนำ
(ในการพิมพ์ครั้งที่ ๑๐)
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม มีความเป็นมาที่ยาวนาน ผ่านการจัดปรับหลาย
ขั้นตอน จนลงตัวมีรูปเล่มและชื่อปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ (พิมพ์เสร็จครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๘) โดย
มีเนื้อหาแยกเป็น ๓ ภาค คือ
ภาค ๑ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ หมวดธรรม
ภาค ๒ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย–อังกฤษ
ภาค ๓ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ อังกฤษ–ไทย
ก. ความเป็นมาเดิม — ช่วงที่ ๑
– การพิมพ์ระบบโมโนไทป์
ทั้ง ๓ ภาคของหนังสือนี้ เป็นงาน ๓ ชิ้น ซึ่งมีความเป็นมาต่างหากจากกัน ดังที่ได้เล่าไว้ในคำ
นำของการพิมพ์ครั้งที่ ๑
โดยเฉพาะภาค ๒ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย–อังกฤษ” เป็นงานเก่าสุด เดิมชื่อ
พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ไทย–บาลี–อังกฤษ ได้จัดทำขึ้นเมื่อผู้รวบรวมและเรียบเรียงสอนวิชา
ธรรมภาคภาษาอังกฤษ ในแผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดทำเสร็จใน พ.ศ.
๒๕๐๖ และได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว จนได้มาจัดรวมเข้าเป็นภาค ๒ ของหนังสือนี้ใน พ.ศ.๒๕๑๕
อนึ่ง “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย–อังกฤษ” นี้ ได้มีประวัติแยกต่างหากออกไปอีกส่วนหนึ่ง
คือ ได้ขยายเพิ่มเติมเป็นฉบับพิสดาร ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ แต่จบเพียงอักษร ฐ แล้วค้างอยู่แค่
นั้นจนบัดนี้
ภาค ๑ คือ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ หมวดธรรม” เป็นงานใหม่ที่จัดทำขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๑๕
โดยตั้งใจให้เป็นเพียงคู่มือศึกษาธรรมขั้นต้น แต่กลายเป็นส่วนที่มีเนื้อหามาก เมื่อเทียบกับภาค ๒
แล้ว ภาค ๑ นี้ได้กลายเป็นส่วนหลักของหนังสือไป
ส่วนภาค ๓ คือ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ อังกฤษ–ไทย” เป็นงานแถมและเสริมเท่านั้น
กล่าวคือ เมื่อตกลงว่าจะพิมพ์ภาค ๑ และภาค ๒ รวมเป็นเล่มเดียวกันแล้ว ก็เห็นว่าควรมี
พจนานุกรมพากย์อังกฤษ–ไทย ไว้คู่กับพากย์ไทย–อังกฤษด้วย แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนประกอบ ซึ่ง
ตามปกติรู้กันว่าใช้น้อย
การพิมพ์หนังสือนี้เป็นงานที่นับว่าละเอียดและซับซ้อน อีกทั้งผู้รวบรวม–เรียบเรียงยังได้เพิ่ม
เติมแทรกเสริมระหว่างดำเนินการพิมพ์ค่อนข้างมาก จึงใช้เวลายาวนาน เข้าโรงพิมพ์ปลาย พ.ศ.๒๕๑๕
กว่าจะเสร็จออกมาเป็นเล่มหนังสือก็ถึงกลางปี ๒๕๑๘ รวมเวลาพิมพ์ ประมาณ ๒ ปี ๖ เดือน
การพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกนี้ ถือว่าได้รับการสนับสนุนจากคำอาราธนาของพระมหาสมบูรณ์

สมฺปุณฺโณ (ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๕ คือ พระราชกิตติเวที เจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก)
ผู้ช่วยเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเผยแพร่โดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่วน
กระบวนการพิมพ์ ดำเนินการโดยโรงพิมพ์คุรุสภา ซึ่งใช้ระบบเรียงพิมพ์อักษรแบบ Monotype
ต่อจากนั้น ใน พ.ศ. ๒๕๒๑ กรมการศาสนาได้ขออนุญาตพิมพ์ครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓ ซึ่ง
เป็นการพิมพ์ซ้ำตามเดิม
ข. ความเป็นมาช่วงที่ ๒
– การพิมพ์ครั้งที่ ๔ — ระบบคอมพิวกราฟิค
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในการ
พิมพ์ครั้งที่ ๔ ที่พิมพ์เสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๘ (หลังพิมพ์ครั้งแรก ๑๐ ปี)
การพิมพ์ครั้งที่ ๔ นี้ มีจุดเริ่มในปลายปี ๒๕๒๔ เมื่อคุณสาทร และคุณพิสมร ศรศรีวิชัย ได้
ซื้อพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม นั้นแจกเป็นธรรมทาน จนหนังสือแทบจะไม่มีเหลือ
แต่ยังประสงค์จะแจกต่อไปอีก จึงปรารภที่จะพิมพ์เพิ่มเป็นธรรมทาน เวลานั้นมหาจุฬาลงกรณราช-
วิทยาลัยประสงค์จะพิมพ์อยู่แล้ว แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ จึงขอร่วมพิมพ์ด้วย แต่เกิดเหตุขัดข้อง
เนื่องจากต้นแบบหนังสือ (อาร์ตเวิร์ค) และฟิล์มที่โรงพิมพ์เก่าสูญหายหมดแล้ว ต้องจัดเตรียมต้น
แบบที่จะพิมพ์ขึ้นใหม่
ระหว่างนั้นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ขยายความคิดในการพิมพ์โดยประสงค์จะเพิ่ม
จำนวนให้มากถึง ๑๐,๐๐๐ เล่ม แต่ยังไม่มีทุนทรัพย์ที่จะจ่ายค่าพิมพ์
ณ จุดนี้ก็ได้มี “ทุนพิมพพ์ จนานุกรมพุทธศาสตร์” เกิดขึ้น เนื่องจากคุณหญิงกระจ่างศรี
รักตะกนิษฐ ทราบปัญหาแล้ว ได้เชิญชวนญาติมิตรร่วมกันตั้งถวาย ซึ่งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้ใช้พิมพ์ทั้ง พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม และ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับ
ประมวลศัพท์ มาจนบัดนี้
ในการพิมพ์ครั้งที่ ๔ นี้ ต้องจัดทำต้นแบบใหม่ จึงถือโอกาสปรับปรุงเพิ่มเติมต้นฉบับ เช่น ใน
ภาค ๑ เพิ่มหมวดธรรมอีกกว่า ๓๐ หมวด ส่วนกระบวนการตีพิมพ์ใช้ระบบคอมพิวกราฟิค ซึ่งผู้เรียง
อักษรต้องเพียรพยายามในการยักเยื้องพลิกแพลงและต้องตัดแต่งตัวอักษรบาลีโรมันด้วยมือเปล่า
มากมาย เป็นเหตุให้การพิมพ์ใช้เวลายาวนานถึงปีครึ่งเศษ จึงพิมพ์เสร็จในครึ่งหลังของ พ.ศ.๒๕๒๘
การพิมพ์ต้นฉบับทั้งหมดของหนังสือนี้สำเร็จด้วยศรัทธาของคุณชลธีร์ ธรรมวรางกูร ส่วน
การพิมพ์ต้นแบบด้วยระบบคอมพิวกราฟิค คุณบุญเลิศ วุฒิกรคณารักษ์ เป็นผู้จัดทำด้วยความเพียร
เป็นอันมาก
ค. ช่วงต่อสู่การพิมพ์ครั้งที่ ๑๐
หลังจากการพิมพ์ครั้งที่ ๔ ที่เสร็จในปี ๒๕๒๘ แล้ว มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้พิมพ์
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม นี้ใหม่เรื่อยมา จนถึงครั้งล่าสุด ในปี ๒๕๔๓ เป็นการ

พิมพ์ครั้งที่ ๙
ในการพิมพ์ตั้งแต่ครั้งที่ ๔ เป็นต้นมา ซึ่งมีผู้รู้จักพจนานุกรมฯ นี้กว้างออกไปแล้ว ได้มีท่านที่
ศรัทธาร่วมพิมพ์แจกเป็นธรรมทานจำนวนมาก แต่ในด้านเนื้อหาของหนังสือแทบไม่มีการเปลี่ยน
แปลง เรียกได้ว่าเป็นการพิมพ์ซ้ำไปตามเดิม คือคงอยู่เท่ากับการพิมพ์ครั้งที่ ๔
แท้จริงนั้น ระหว่างเวลาที่ผ่านมา ผู้รวบรวมและเรียบเรียงปรารถนาจะปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหา
ของหนังสือ เช่น เพิ่มหมวดธรรมบางเรื่อง แต่ติดขัด เพราะการพิมพ์ระบบเก่า แม้แต่ระบบคอมพิว-
กราฟิคนั้น ต้องอาศัยต้นแบบที่จัดลงตัว เมื่อยุติอย่างไรแล้ว ก็ต้องพิมพ์ตามเดิมอย่างนั้นเรื่อยไป
แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยาก และเมื่อกาลเวลาล่วงไปนาน ต้นแบบนั้นก็เปื่อยผุสลายเสียไป พจนานุกรม
พุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม นี้ จึงต้องพิมพ์ซ้ำอย่างเดิมเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๒๘ นั้น
ยิ่งครั้งหลังๆ เมื่อต้นแบบเปื่อยผุเสียไปแล้ว ก็ต้องนำเอาเล่มหนังสือฉบับที่พิมพ์ครั้งก่อนๆ
มาถ่ายแบบ ทำให้คุณภาพการพิมพ์ลดลง เช่นตัวอักษรเลือนลางลงไป
การปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาก็ดี การแก้ไขปัญหาการพิมพ์ที่จะให้กลับเรียบร้อยชัดเจนขึ้นใหม่
ก็ดี หมายถึงการที่จะต้องเรียงพิมพ์ข้อมูล และจัดทำต้นแบบขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นงานที่ยาก ซับซ้อน ด้วย
มีตัวอักษรหลายแบบ หลายขนาด โดยเฉพาะตัวบาลี ทั้งอักษรไทย และอักษรโรมัน จะต้องใช้ความ
ละเอียด แม่นยำ รวมทั้งเวลามากในการตั้งใจทำอย่างจริงจัง
ระหว่างนี้ มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกื้อหนุน คือในด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์หนังสือ
เมื่อเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์แล้ว ได้เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์ในงานพิมพ์หนังสือ ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.
๒๕๓๐ เป็นต้นมา ทำให้การพิมพ์ข้อมูลสะดวกขึ้น แก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อมูลได้ง่าย
และเก็บข้อมูลไว้ใช้ได้ในระยะยาว แต่สำหรับงานพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
การพิมพ์ก็ยังต้องอาศัยความชำนาญ ความละเอียดลออและวิริยะอุตสาหะมากทีเดียว
ง. ความเป็นมาช่วงที่ ๓
– การพิมพ์ครั้งที่ ๑๐ คือ ปัจจุบัน — ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ความก้าวหน้าช่วงที่ ๓ เกิดขึ้น เมื่อ ดร.สมศีล ฌานวังศะ รองศาสตราจารย์ประจำสถาบัน
ภาษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และราชบัณฑิตสำนักศิลปกรรม ประเภทวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษา
ศาสตร์ ได้ปลีกเวลาบางส่วนจากงานประจำมาจับงานนี้ด้วยศรัทธาและฉันทะ ที่ผูกพันกับหนังสือนี้
มายาวนาน
ย้อนหลังไป เมื่อ ๓๐ กว่าปีล่วงแล้ว คือ พ.ศ. ๒๕๑๑ ดร.สมศีล ฌานวังศะ สมัยที่ยังเป็น
นักเรียนมัธยมในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งต่อมาเป็นผู้ชนะเลิศพิมพ์ดีดแห่งประเทศไทยทั้ง
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ของสมาคมชวเลขและพิมพ์ดีดแห่งประเทศไทย ได้มีศรัทธาและฉันทะ
ช่วยพิมพ์ดีดต้นฉบับ ฉบับขยายความแห่งภาค ๒ ของพจนานุกรมฯ ฉบับนี้ ซึ่งได้พิมพ์แยกต่างหาก
อักษร ก–ฐ และต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๘ ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา และมาเยี่ยมบ้านชั่วคราว
เพื่อร่วมงานบรรจุศพมารดา ก็มารับปรู๊ฟส่วนหนึ่งของหนังสือพจนานุกรมฯ นี้ ที่อยู่ในระหว่างจัด

พิมพ์ครั้งที่ ๔ ไปช่วยตรวจ ครั้นกลับจากอเมริกามาทำงานในเมืองไทยแล้ว ในคราวจัดงานฌาปน-
กิจศพ นางกุง แซ่ฉั่ว (ฌานวังศะ) ผู้เป็นมารดา ณ ฌาปนสถาน วัดเทพศิรินทราวาส ในวันที่ ๑๒
พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ก็ได้พิมพ์หนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม นี้เป็นอนุสรณ์
และเป็นธรรมทาน
ดร.สมศีล ฌานวังศะ มีศรัทธาและฉันทะที่จะช่วยงานพิมพ์พจนานุกรมฯ นี้ อยู่ตลอดมา แต่
ในระยะแรกมีภาระรอบด้าน ต้องระดมแรงทั้งในและนอกเวลาราชการให้แก่งานประจำ จนกระทั่งปี
พ.ศ.๒๕๔๑ จึงได้พยายามปลีกเวลานอกราชการมาเริ่มดำเนินงานพิมพ์ข้อมูลพจนานุกรมพุทธศาสตร์
ฉบับประมวลธรรม ลงในคอมพิวเตอร์ และได้ตั้งใจว่าจะจัดพิมพ์ครั้งใหม่ให้ทันโอกาสที่ผู้รวบรวม–
เรียบเรียงมีอายุครบ ๖๐ ปี ในเดือนมกราคม ๒๕๔๒
การเรียงพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์นี้ แม้จะก้าวหน้ามาก มีประสิทธิภาพสูง และมีข้อดี
พิเศษอื่นอีกหลายอย่าง แต่เมื่อมาเรียงพิมพ์ภาษาบาลีอักษรโรมัน (Romanized Pali) ก็ประสบปัญหา
คล้ายกันกับการพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวกราฟิคในครั้งก่อน เป็นเหตุให้ ดร.สมศีล ต้องใช้เวลาและ
ความเพียรพยายามอีกส่วนหนึ่ง ในการพัฒนาแบบตัวอักษร (fonts) พิเศษต่างๆ ขึ้นมา เพื่อใช้พิมพ์
ภาษาบาลีทั้งอักษรโรมันและอักษรไทยในแบบตัวอักษรชุดเดียวกัน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี
ในการทำงานด้วยศรัทธาและฉันทะนี้ ด.ญ.ภาวนา ฌานวังศะ และ ด.ช.ปัญญา ฌานวังศะ
ซึ่งเป็นผู้มีความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อ โดยช่วยกันพิมพ์ข้อมูลทั้งหมดตามต้น
ฉบับเดิมลงในคอมพิวเตอร์เสร็จสิ้นตั้งแต่กลางปี พ.ศ. ๒๕๔๒
อย่างไรก็ตาม งานนี้มิใช่หนักแรงและต้องใช้เวลามากเฉพาะในการพิมพ์ข้อมูลและพิสูจน์
อักษรเท่านั้น แต่มีการตรวจสอบและทวนทานที่ต้องการความละเอียดแม่นยำอีกหลายขั้นตอน ยก
ตัวอย่างง่ายๆ เพียงตรวจสอบตัวเลขหมวดธรรมหมวดหนึ่งๆ ก็ต้องตรวจสอบทั้งลำดับของหมวด
ธรรมนั้นเอง และการอ้างอิงถึงหมวดธรรมนั้น ณ ที่อื่นๆ ในเล่มหนังสือ กับทั้งตัวเลขหมวดธรรมนั้น
และข้อธรรมย่อยของหมวด ในสารบัญหมวดธรรม สารบัญประเภทธรรม และดัชนีค้นคำทั้งหมด
นอกจากนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น สลับลำดับหมวดธรรม หรือเพิ่มหมวดธรรมใหม่ ก็ต้องตาม
เลื่อนหรือเติมเลขตลอดทุกแห่ง (โดยเฉพาะในระยะหลังนี้ผู้เรียบเรียงได้เพิ่มหมวดธรรมหลายครั้ง)
จึงเป็นธรรมดาว่างานจัดทำหนังสือจะต้องยืดเยื้อยาวนาน
แม้ว่าการพิมพ์จะไม่ทันเดือนมกราคม ๒๕๔๒ ตามที่ได้ตั้งใจไว้เดิม เพราะเป็นงานที่มีข้อมูล
มาก และละเอียดซับซ้อนอย่างที่กล่าวแล้ว อีกทั้งผู้ทำงานก็ปลีกตัวจากงานประจำไม่ได้มากเท่าที่หวัง
ไว้ แต่การที่เวลาเนิ่นนานมา ก็ทำให้มีโอกาสมองเห็นข้อควรแก้ไขปรับปรุงและวิธีการใหม่ๆ ในการ
ทำงานให้ได้ผลดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้รวบรวม–เรียบเรียงเอง มีเวลาที่จะหันมาปรับปรุง
เพิ่มเติมเนื้อหาของหนังสือตามที่เคยคิดไว้ได้บางส่วน
ในการทำงานที่ต้องอยู่กับข้อมูลของหนังสือต่อเนื่องยาวนาน และได้อ่านทวนตลอด ประกอบ
กับความละเอียดลออ และความแม่นยำทางวิชาการ ดร.สมศีล ฌานวังศะ ได้พบข้อบกพร่องผิด
พลาดตกหล่น รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับความสอดคล้องกลมกลืนกันของข้อมูลหลายแห่งในต้นฉบับ

เดิม และบอกแจ้ง–เสนอแนะ ทำให้ผู้รวบรวม–เรียบเรียง แก้ไขปรับปรุงให้เรียบร้อยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
นอกจากการแก้ไขปรับปรุง และการจัดปรับให้สอดคล้องกลมกลืนกันแล้ว ในการพิมพ์คราว
นี้ ได้เพิ่มเติมหมวดธรรมที่ควรรู้อีกหลายเรื่อง คือ อัตถะ ๒; ธรรม ๔; วิธีปฏิบัติต่อทุกข์–สุข ๔;
วิปัลลาส, วิปลาส ๔; โสตาปัตติยังคะ ๔ สามหมวด; ธรรมสมาธิ ๕; ภัพพตาธรรม ๖; วัฒนมุข ๖;
เวปุลลธรรม ๖; บุพนิมิตแห่งมรรค ๗; อานาปานสติ ๑๖; และ ปัจจัย ๒๔ ส่วนหมวดธรรมที่จัดปรับ
คำอธิบายได้แกไ่ตรลักษณ์; ธรรมนิยาม ๓; ปริญญา ๓; อัตถะ ๓ ทั้ง ๒ หมวด; พรหมวิหาร ๔;
พละ ๕; อินทรีย์ ๕; โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และ กิเลส ๑๕๐๐ ซึ่งหวังว่าจะอำนวยประโยชน์ในการ
ศึกษาธรรมเพิ่มขึ้น
แม้ว่าในการพิมพ์ครั้งที่ ๑๐ นี้ หนังสือจะมีเนื้อความเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก ถ้าเทียบตามอัตรา
ส่วนของฉบับพิมพ์ครั้งก่อนที่มี ๔๗๕ หน้า พจนานุกรมฯ ที่พิมพ์ครั้งนี้ คงจะหนาขึ้นอีกประมาณ
๒๐ หน้า แต่อาศัยระบบการพิมพ์แบบคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการจัดปรับต้นฉบับ
ได้สะดวก จึงพิมพ์ได้จุขึ้น ทำให้จำนวนหน้าหนังสือกลับลดลงมากมาย เหลือเพียง ๔๐๘ หน้า
ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การพิมพ์ครั้งนี้ช่วยให้มีฐานข้อมูลที่จัดปรับเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง
สามารถเก็บรักษาไว้ได้โดยสะดวกและครบถ้วน เกื้อกูลอย่างยิ่งต่องานปรับแก้และเพิ่มเติม
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม นี้ในกาลข้างหน้าสืบไป
เนื่องจาก ดร.สมศีล ฌานวังศะ มีความตั้งใจสอดคล้องกับญาติโยมผู้ศรัทธา ว่าจะพิมพ์
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ให้ทันปีใหม่ ๒๕๔๕ แต่ผู้รวบรวม–เรียบเรียงเขียนส่วน
เพิ่มเติมนี้ในเวลาที่จวนเจียนจะถึงปีใหม่ ดังนั้น เมื่อเขียนเสร็จจึงต้องเร่งขอให้พระครูปลัดปิฎกวัฒน์
(อินศร จินฺตาปญฺโญ) ช่วยพิมพ์ต้นฉบับส่วนเพิ่มเติมนี้ เป็นข้อมูลดิบ เพื่อส่งให้แก่ ดร.สมศีล ฌาน-
วังศะ อีกขั้นหนึ่ง ขออนุโมทนาผู้ช่วยงานในยามกระชั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ในการพิมพ์เผยแพร่ นอกจาก ดร.สมศีล ฌานวังศะ เองจะบำเพ็ญธรรมทาน โดยชวนญาติมิตร
ร่วมด้วยแล้ว ก็มีญาติโยมผู้ศรัทธาหลายท่านตั้งใจบำเพ็ญธรรมทานสำหรับหนังสือนี้มานานแล้ว ซึ่ง
ได้แจ้งบุญเจตนาไว้ตั้งแต่กลางปีนี้ ว่าจะพิมพ์ขนาดขยายใหญ่ เพื่อแจกให้เป็นประโยชน์กว้างออกไป
ขออนุโมทนา รศ.ดร.สมศีล ฌานวังศะ ราชบัณฑิต พร้อมทั้ง น.ส.ภาวนา ฌานวังศะ และ
ด.ช.ปัญญา ฌานวังศะ ที่ได้บำเพ็ญกุศลกิจสำคัญครั้งนี้ ด้วยศรัทธาและอิทธิบาทธรรมอย่างสูง และ
ขออนุโมทนาท่านที่ศรัทธา ผู้ร่วมบำเพ็ญธรรมทานเพื่อประโยชน์ทางธรรมทางปัญญาแก่ประชาชน
และเพื่อความเจริญแพร่หลายแห่งพระสัทธรรม ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาสถิตมั่น เพื่อประโยชน์สุข
แก่มหาชน ตลอดกาลนาน
พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)
๒๕ เมษายน ๒๕๔๕
บันทึกในการพิมพ์ครั้งที่ ๔
ความเป็นมา – เบ็ดเตล็ด – อนุโมทนา
วันหนึ่ง เมื่อต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ คุณสาทร และคุณพิสมร ศรศรีวิชัย ได้ซื้อ
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ นี้ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ จากร้านจำหน่ายหนังสือของมหาจุฬาลงกรณราช-
วิทยาลัย จำนวน ๑๐๐ เล่ม นำไปแจกเป็นธรรมทานเอง ๒๐ เล่ม และนำมาถวายให้ผู้เรียบเรียงแจก ๘๐
เล่ม เพราะหนังสือที่ผู้เรียบเรียงจัดเตรียมไว้เป็นธรรมทาน ได้แจกไปหมดสิ้นแล้ว ต่อมาถึงต้นเดือน
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ คุณสาทร และคุณพิสมร ได้ไปที่ร้านจำหน่ายหนังสือของมหาจุฬาลงกรณ-
ราชวิทยาลัย เพื่อซื้อ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ มาถวายให้ผู้เรียบเรียงแจกอีก และได้ทราบว่าหนังสือ
จวนจะหมด จึงปรึกษากันและได้แจ้งแก่ผู้เรียบเรียงว่าจะขอพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ แจกเป็น
ธรรมทาน ทางฝ่ายมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งขาดแคลนในด้านทุนทรัพย์ เมื่อได้ทราบว่ามีโยม
ศรัทธาจะพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ แจก เห็นเป็นโอกาสว่าถ้าสมทบพิมพ์ด้วย จะได้หนังสือราคา
ถูกลงพอสู้ราคาได้ จึงขอพิมพ์ร่วมด้วย เพื่อจำหน่ายหาทุนบำรุงการศึกษาของพระภิกษุสามเณร
จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม การพิมพ์ครั้งที่ ๔ ของ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ นับว่าได้เริ่มต้นแต่นั้นมา
เมื่อตกลงว่าจะพิมพ์ใหม่แล้ว ผู้เรียบเรียงก็ได้เตรียมการเบื้องต้น เริ่มด้วยการติดต่อกับโรง
พิมพ์เดิมเพื่อสืบหาอาร์ตเวิร์คและฟิล์มเก่า แต่ปรากฏว่าสูญหายหมดแล้ว ต่อแต่นั้นจึงเสาะหาโรงพิมพ์ที่
เหมาะใหม่ และตรวจชำระเพิ่มเติมต้นฉบับ แทรกซ้อนไปถึงงานอื่น เช่นการพิมพ์ พุทธธรรม เป็นต้น
เวลาล่วงไปช้านาน จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๒๗ ต้นฉบับจึงนับว่าพร้อม และได้โรงพิมพ์เป็น
ยุติ ถึงตอนนี้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเห็นว่า การพิมพ์ครั้งละจำนวนน้อยเป็นเหตุให้เกิดความ
ยากลำบากบ่อยๆ จึงขอเพิ่มจำนวนพิมพ์เป็น ๑๐,๐๐๐ เล่ม ทั้งที่ยังไม่มีทุนทรัพย์สำหรับจ่ายค่า
พิมพ์ ครั้งนั้น คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ ได้มาอุปถัมภ์ผู้เรียบเรียงในด้านพาหนะที่จะติดต่อ
โรงพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น ครั้นได้ทราบปัญหาการเงินของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงได้เชิญชวน
ญาติมิตรร่วมกันตั้ง “ทุนพิมพพ์ จนานุกรมพุทธศาสน์” ขึ้น ช่วยให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พิมพพ์ จนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับนี้ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และยังมีทุนเหลือพอสำหรับพิมพ์
พจนานุกรมพุทธศาสน์ อีกเล่มหนึ่ง ดังที่ได้พิมพ์เผยแพร่เสร็จออกไปก่อนแล้วด้วย
คุณยงยุทธ์ และคุณชุติมา ธนะปุระ มีศรัทธาแรงกล้าที่จะส่งเสริมการเผยแพร่ธรรม ได้ขอ
พิมพ์หนังสือนี้แจกเป็นธรรมทาน ๓,๐๐๐ เล่ม และต่อมาได้มีเพื่อนขอร่วมพิมพ์แจกด้วยอีก
๑,๐๐๐ เล่ม รวมเป็น ๔,๐๐๐ เล่ม ผู้เรียบเรียงยังไม่เห็นด้วยที่จะพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ นี้
ให้มีจำนวนมากนัก จึงได้พูดชักชวนให้ลดจำนวนลงให้เหลือน้อยที่สุด คุณยงยุทธ และคุณชุติมา
รับไปพิจารณาระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดจึงตกลงยอมลดลงโดยขอพิมพ์แจก ๒,๕๐๐ เล่ม ซึ่งก็ยัง
เป็นจำนวนมากอยู่
ทางด้านคุณสาทร และคุณพิสมร ศรศรีวิชัย เมื่อได้ทราบว่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เพิ่มจำนวนพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ขึ้นจาก ๑,๐๐๐ เล่ม เป็น ๑๐,๐๐๐ เล่ม ก็เห็นว่าหนังสือจะ
แพร่หลายเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องช่วยสนับสนุนมากนัก ควรเปลี่ยนไปช่วยเผยแพร่หนังสือพุทธ-
ธรรม ที่คุณสาทร และคุณพิสมร เห็นว่าสำคัญกว่า จึงขอลดจำนวนพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ที่ตนจะ
๑๐
พิมพ์แจกลงเหลือเพียง ๔๐๐ เล่ม แล้วนำเงินไปใช้สนับสนุนพุทธธรรม แทน ดังไดไ้ปรว่ มพิมพพ์ ุทธ-
ธรรม มาถวายใหผู้เ้รียบเรียงแจกไปรุน่ หนึ่งแลว้ จำนวน ๒๐๐ เลม่ อยา่งไรก็ตาม งานพิมพพ ์ จนานุกรม
พุทธศาสตร์ ยืดเยื้อเรื้อรังมาก เวลาล่วงไปช้านาน นับแต่คุณสาทร และคุณพิสมร แจ้งขอพิมพ์ผ่านไป
๓ ปีเศษแล้ว การพิมพ์ก็ยังไม่เสร็จ คุณสาทรและคุณพิสมรนั้นมีศรัทธาในการเผยแพร่ธรรมมาก เมื่อ
พอรวบรวมทุนทรัพย์ได้ ก็จะใช้สนับสนุนการพิมพ์ด้วยความเสียสละ ประจวบกับระยะหลังนี้ คุณ
พิสมรป่วยด้วยโรคร้าย ถึงขั้นไม่อาจไว้วางใจในชีวิต ประสงค์จะเสียสละเพื่อส่งเสริมธรรมให้เต็มความ
ตั้งใจ จึงมาสอบถามเกี่ยวกับการพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ และ พุทธธรรม เห็นเค้าว่าการพิมพ์
หนังสือสองเล่มนี้จะเสร็จห่างเวลากันพอควร คำนวณค่าใช้จ่ายกับกำลังทรัพย์พอจะรับกันได้ จึง
ตกลงกันว่าจะพิมพ์แจกทั้งสองเล่มตามลำดับ เริ่มด้วยยกจำนวนพิมพ์ธรรมทาน พจนานุกรมพุทธ-
ศาสตร์ กลับขึ้นจาก ๔๐๐ เล่ม เป็น ๔,๐๐๐ เล่ม ผู้เรียบเรียงจึงแย้งและชักจูงให้พิมพ์เพียง ๔๐๐ เล่ม
เท่าที่เคยลดลงไว้คราวก่อน แต่ทั้งสองท่านยืนยันจะพิมพ์แจก ๔,๐๐๐ เล่ม ผู้เรียบเรียงจำยอม แต่ได้
ขออนุญาตพิเศษไว้อย่างหนึ่ง กล่าวคือ ปกติคุณสาทร และคุณพิสมร พิมพ์หนังสือธรรมแจกโดยไม่
ยอมให้มีชื่อตนปรากฏ คราวนี้ผู้เรียบเรียงขอร้องให้ยอมแก่ผู้เรียบเรียงในอันที่จะต้องเอ่ยชื่อเมื่อเล่าถึง
ความเป็นมาของการจัดพิมพ์ เพื่อประโยชน์ในด้านข้อมูลประวัติ ตัวเลขสถิติ และความรู้เกี่ยวกับข้อ
เท็จจริงที่เป็นกลางๆ นอกจากนั้น การทำสิ่งที่ดีงามของบุคคลหนึ่ง เมื่อผู้อื่นมีโอกาสรู้ ก็อาจเป็นแรง
กระตุ้นให้เกิดการกระทำที่ดีงามเพิ่มขึ้นใหม่ กว้างขวางออกไปในสังคม
ทางด้านมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อหนังสือใกล้จะขึ้นแท่นพิมพ์ ได้บอกกล่าวขอเพิ่ม
จำนวนพิมพ์จาก ๑๐,๐๐๐ เล่ม ขึ้นเป็น ๑๕,๐๐๐ เล่ม ผู้เรียบเรียงก็ได้ขัดไว้ โดยชักจูงให้ระงับ
การเพิ่มจำนวนเสีย คงพิมพ์เพียง ๑๐,๐๐๐ เล่ม ตามจำนวนเดิม การที่ผู้เรียบเรียงคอยยั้งไม่ให้
พิมพ์มากนั้น ก็ด้วยเห็นว่า หนังสือเพียงเท่าที่พิมพ์นี้กว่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจะระบาย
ออกไปหมดก็อาจต้องใช้เวลานานแสนนาน อีกประการหนึ่ง ก็น่าจะได้มีโอกาสตรวจสอบว่าผลงาน
พิมพ์สมบูรณ์แค่ไหนเพียงไร นอกจากนั้น ผู้เรียบเรียงยังมองไม่เห็นชัดว่าความต้องการในวงการ
ศึกษาธรรมจะมีมากมายนัก หากมีผู้ต้องการจำนวนมากจริง ก็อาจพิมพ์เพิ่มใหม่ได้ไม่เหลือกำลัง
ในเรื่องนี้ผู้เรียบเรียงยังระลึกได้อีกว่า เคยมีท่านผู้แสดงความจำนงพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์
นี้รายอื่นอีก เท่าที่นึกออกเฉพาะหน้า ๒ ราย แต่ขณะนี้ เวลากระชั้นเกินไปเสียแล้ว และจำนวน
พิมพ์ก็มากอยู่แล้ว จึงจำปล่อยเลยตามเลยไปก่อน หากท่านที่ประสงค์จะพิมพ์นั้นยังผูกใจอยู่ ก็
อาจยกไปร่วมในการพิมพ์เพิ่มใหม่นั้น โดยยอมรับคำขออภัยไว้ก่อน ณ ที่นี้
การพิมพ์ครั้งนี้ แม้ว่าโดยลำดับ จะเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๔ แต่ว่าโดยงาน ควรจัดเป็นครั้งที่ ๒
เพราะในการพิมพ์ครั้งใหม่นี้เท่านั้นได้มีการทำงานใหม่อย่างแท้จริง กล่าวคือ มหาจุฬาลงกรณราช-
วิทยาลัย เป็นสถาบันที่จัดพิมพ์หนังสือนี้ครั้งแรก ระหว่างพ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง ๒๕๑๘ โดยจัดจำหน่าย
เก็บผลประโยชน์บำรุงการศึกษาของพระภิกษุสามเณร ในมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่อมา พ.ศ.
๒๕๒๑ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขอพิมพ์ซ้ำเพื่อแจกเป็นธรรมทาน โดยใช้วิธีถ่าย
แบบจากฉบับพิมพ์ครั้งแรกของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นับเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒ ส่วนฉบับ
พิมพ์ครั้งที่ ๓ ก็คือฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ นั้นเอง แต่เป็นส่วนที่โรงพิมพ์การศาสนาสงวนไว้เตรียมจะ
จัดจำหน่าย ๑,๐๐๐ เล่ม มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ขอซื้อไป ๙๐๐ เล่ม และนำไปจัดจำหน่าย
หาทุนบำรุงการศึกษาในสถาบัน ส่วนอีก ๑๐๐ เล่ม ผู้เรียบเรียงได้มาด้วยอาศัยปัจจัยที่มีผู้ทำบุญ
๑๑
เก่าๆ ในพิธีต่างๆ เมื่อครั้งปฏิบัติศาสนกิจในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตั้งไว้เป็นทุนชื่อ “ทุนพิมพ์พุทธศาสน-
ปกรณ์” และได้แจกจ่ายเป็นธรรมทานไปจนหมด ส่วนในการพิมพ์ครั้งใหม่ที่นับเป็นครั้งที่ ๔ นี้
นอกจากดำเนินการใหม่ตลอดกระบวนการพิมพ์ เริ่มแต่เรียงตัวอักษรใหม่ทั้งหมดแล้ว ยังได้แก้ไข
ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาอีกเป็นอันมาก เช่น ภาค ๑ เพิ่มหมวดธรรมอีกเกินกว่า ๓๐ หมวด
เขียนคำบาลีอักษรโรมันของข้อธรรมทั้งหมดทั้งหัวข้อใหญ่และข้อย่อยแทรกเข้าทุกแห่ง พร้อมทั้ง
ทำ Index of Pàli Terms เพิ่มเข้าอีก ภาค ๒ เพิ่มศัพท์ใหม่อีกมากกว่า ๕๐ ศัพท์ ดังนี้เป็นต้น
การพิมพ์ครั้งใหม่นี้ เดิมคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว แต่ครั้นทำเข้าจริง กลับกิน
เวลานานถึงปีครึ่งเศษ เท่ากับประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้ในการพิมพ์ครั้งแรก สาเหตุสำคัญของ
ความล่าช้านอกจากลักษณะของงานที่ต้องการความละเอียดประณีตแม่นยำอย่างพิเศษ ก็คือระบบ
การเรียงพิมพ์ที่ไม่สมบูรณ์ ใช้งานได้ไม่พอกับประเภทของงาน การพิมพ์ครั้งก่อนใช้ระบบโมโนไทป์
ซึ่งมีระบบตัวอักษรและเครื่องหมายค่อนข้างครบถ้วน ความล่าช้าเกิดจากการต้องแต่งเสริมให้เรียบ
ร้อยประณีตงดงาม การแก้ไขแทรกเพิ่มระหว่างเรียงพิมพ์ และความไม่คล่องตัวในการดำเนินงาน
ส่วนในการพิมพ์ครั้งนี้ใช้ระบบคอมพิวกราฟิค ซึ่งแม้จะมีตัวอักษรที่งดงามชัดเจน แต่มีอักษรและ
เครื่องหมายไม่ครบถ้วน เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการพิมพ์คำบาลีด้วยอักษรโรมัน แม้จะได้สั่งซื้อ
อุปกรณ์คือจานบันทึกและแถบฟิล์มต้นแบบมาใหม่เป็นการเฉพาะ สิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลาที่รอ
คอย แต่ก็ใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะบริษัทตัวแทนจำหน่ายที่สั่งซื้ออุปกรณ์ให้นั้นยังไม่มี
ประสบการณ์เกี่ยวกับการพิมพ์อักษรสำหรับพจนานุกรมนี้ จึงไม่สามารถกำหนดเลือกและจัดหา
อุปกรณ์ที่ตรงกับงานแท้จริงให้ได้ การเรียงพิมพ์จึงต้องอาศัยความสามารถและความอดทนของนัก
เรียงพิมพ์ผู้ฉลาดหาวิธียักเยื้องพลิกแพลงให้ใช้ได้สำเร็จผลส่วนหนึ่ง ประกอบกับการใช้ผีมือตัด
ต่อติดเติมแต่งในอาร์ตเวิร์คอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอย่างหลังนี้ได้ทำให้ผู้เรียบเรียงสิ้นเปลืองเวลา และแรง
งาน ตลอดจนสุขภาพไปกับหนังสือเล่มนี้มาก ตัวอย่างเช่นเครื่องหมาย tilde (~) อย่างเดียว ก็
ต้องนำจากที่อื่นมาติดแทรกลงในที่ต่างๆ เกินกว่า ๑๐๐ แห่ง ไม่ต้องพูดถึงการติด การเปลี่ยน การ
เลื่อนจุดใต้/เหนือพยัญชนะและขีดเหนือสระของอักษรโรมัน ตลอดจนเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ อีกเป็น
อันมาก ซึ่งประมวลเข้าแล้วก็เป็นเครื่องชี้แจงให้เข้าใจว่า เหตุใดงานนี้จึงใช้เวลาพิมพ์นานกว่า
หนังสืออื่นส่วนมากอย่างมากมายหลายเท่าตัว ดังมีตัวอย่างหนังสือบางเล่มที่ผู้เรียบเรียงได้ช่วยจัด
ทำในระหว่างช่วงเวลาของการพิมพ์พจนานุกรมนี้ มีความหนาประมาณกึ่งหนึ่งของ พจนานุกรมพุทธ-
ศาสตร์ ใช้เวลาเรียงพิมพ์และจัดทำอาร์ตเวิร์คประมาณ ๑ เดือนก็เสร็จเรียบร้อย ผลเสียที่สำคัญ
อย่างหนึ่งของความยากลำบากช้านานนี้ก็คือ งานเขียนและงานพิมพ์หนังสืออื่นๆ โดยเฉพาะการ
พิมพพ์ ุทธธรรม ครั้งใหม่ ต้องพลอยถูกผัดผ่อนเนิ่นนานต่อๆ กันออกไป
แม้ว่าการจัดพิมพ์จะยากลำบากมาก จนทำให้เวลาเกือบ ๒ ปีที่ทำงานนี้ กลายเป็นช่วงกาล
แห่งความกร่อนโทรมของชีวิตในอัตราเร่งสูงอีกตอนหนึ่ง แต่เวลา ๒ ปีเดียวกันนั้นเอง ก็เป็นระยะ
ที่ได้มีแรงสนับสนุนค้ำจุนเกิดขึ้นมาก ด้วยได้มีท่านผู้ศรัทธาที่จะส่งเสริมงานพระศาสนาเข้ามา
อุปถัมภ์ในด้านต่างๆ โดยการเสริมกำลังบ้าง ผ่อนแรงบ้าง อำนวยความสะดวกบ้าง เป็นส่วนร่วม
แรงร่วมใจและเป็นกำลังหนุนอยู่ข้างหลังให้งานบรรลุความสำเร็จ ท่านผู้อุปถัมภ์เหล่านี้ บางท่านก็
เป็นเช่นเดียวกับคุณสาทร และคุณพิสมร ศรศรีวิชัย คือ ตามปกติ จะไม่เปิดเผยชื่อของตนในการ
ช่วยงานบุญ แม้จะพิมพ์หนังสือเล่มใหญ่ๆ แจกเป็นธรรมทาน ก็ไม่ยอมให้มีชื่อของตนปรากฏใน
๑๒
หนังสือนั้น แต่คราวนี้ผู้เรียบเรียงขออภัยที่จะเอ่ยอ้างชื่อของท่านเหล่านั้นไว้ ไม่ว่าจะได้บอกขอ
อนุญาตไว้ก่อนแล้วหรือไม่ก็ตาม โดยขอให้เห็นประโยชน์ว่า ผู้ใช้หนังสือนี้รุ่นหลังๆ ต่อไปจะได้รู้
จักพจนานุกรมพุทธศาสตร์ อย่างรอบด้าน อย่างน้อยก็เป็นข้อมูลเชิงประวัติ และเป็นการบันทึก
เหตุการณ์อย่างหนึ่ง ตามข้อเท็จจริงที่ได้เกิดขึ้นแล้ว อันจะก่อประโยชน์ทางวิชาการไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้ ขออนุโมทนาความอุดหนุนส่งเสริมของท่านที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้
ผู้ศรัทธาเสียสละช่วยพิมพ์ดีดต้นฉบับส่วนที่เพิ่มเติมในการพิมพ์ครั้งใหม่นี้ ก็คือ คุณชลธีร์
ธรรมวรางกูร บุคคลเดียวกันกับที่ได้พิมพ์ดีดต้นฉบับภาค ๑ ทั้งหมดของพจนานุกรมนี้เมื่อพิมพ์
ครั้งแรก ส่วนในขั้นเรียงพิมพ์ คุณบุญเลิศ แซ่ตั้ง แห่งบริษัทยูนิตี้โพรเกรส ได้ร่วมมือด้วยความมี
น้ำใจและด้วยความใฝ่เรียนรู้ พยายามเรียงพิมพ์งานที่ยากมากนี้ให้ออกมาเป็นผลงานที่ดี
ในการพิสูจน์อักษร ท่านผู้ศรัทธามีน้ำใจเกื้อกูลหลายท่านได้สละเวลาช่วยเหลือ สายหนึ่ง
คือ คุณอัมพร สุขนินทร์ ซึ่งเมื่อรับไปตรวจ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากโยม “มิสโจ” (คุณเจือ
จันทน์ อัชพรรณ) ช่วยอ่านซ้ำให้ด้วย อีกสายหนึ่ง คุณชุติมา ธนะปุระ รับไป แต่เมื่อคุณเฉียดฉัตร
โฉม ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ผู้เป็นเพื่อนได้ทราบ ก็ร่วมศรัทธาช่วยตรวจ นอกจากนั้น คุณสมศีล
ฌานวังศะ ผู้เคยพิมพ์ต้นฉบับฉบับขยายความแห่งภาคที่ ๒ ของพจนานุกรมนี้ ได้เดินทางจาก
สหรัฐอเมริกามาเยี่ยมบ้านชั่วคราว พอได้ทราบก็มารับเอาปรู๊ฟส่วนหนึ่งเท่าที่มีในระยะเวลาสั้นๆ
นั้นไปช่วยตรวจ และบอกแจ้งข้อเสนอแนะบางอย่างที่มีประโยชน์
คุณวรเดช อมรวรพิพัฒน์ และคุณพนิตา อังจันทร์เพ็ญ อาสาเก็บศัพท์สำหรับ Index of Pàli
Terms โดยมีคุณอังคาร ดวงตาเวียง เป็นผู้ช่วย และได้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของสารบัญค้นคำ
ให้ด้วย โดยเฉพาะคุณพนิตา อังจันทร์เพ็ญ ได้สละเวลาเป็นอันมาก พยายามติดต่อและติดตามทาง
โรงพิมพ์เป็นต้น เพื่อให้หนังสือนี้ได้รับการตีพิมพ์อย่างดีที่สุด และได้รับความร่วมมือด้วยดีจากคุณ
ปฐม สุทธาธิกุลชัย กรรมการผู้จัดการด่านสุทธาการพิมพ์ พร้อมทั้งคุณสุพจน์ มิตรสมหวัง ซึ่งเป็นผู้
ช่วยเอาใจใส่ตั้งใจที่จะพิมพ์ให้ประณีตงดงาม
ในด้านอุปสรรคต่องาน และการค้ำจุนชีวิต ที่เป็นพื้นฐานของงาน ผู้เรียบเรียงถูกรับเข้าพักรักษา
ตัวในโรงพยาบาลพหลโยธิน นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ รวม ๓ คราว โดยมีนายแพทย์เกษม อารยางกูร
พี่ชายของตนเอง เป็นผู้อำนวยการดูแลรักษา พร้อมทั้งได้รับความเอื้อเฟื้อเอาใจใส่จากพยาบาล
และพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยดี คุณประพัฒน์ และคุณหมอกาญจนา เกษสอาด และคุณหมอสุมาลี
ตันติวีรสุต พร้อมดว้ ยเพื่อนและผูใ้กลชิ้ด นอกจากอุปถัมภด์ ว้ ยนิตยภัตแลว้ ก็ไดข้ วนขวายติดตาม
ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีอุปกรณ์และสถานที่อาศัยที่เอื้อต่อสุขภาพและการงาน
คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ ร่วมด้วยคุณหมอจรูญ ผลนิวาส กับทั้งศิษย์และญาติมิตรได้
บำเพ็ญความอุปถัมภ์ขยายออกไปรอบด้าน ทั้งในทางสนับสนุนผลงาน ด้วยการจัดตั้ง “ทุนพิมพ์
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ” เป็นต้น และในด้านค้ำจุนชีวิตของผู้ทำงาน ด้วยการอุปถัมภ์ความเป็นอยู่
ประจำวัน ขวนขวายให้ได้ฟื้นฟูสุขภาพ และเสริมสร้างสัปปายะต่างๆ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์ที่
สำคัญมาไว้เพื่อให้ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทวีปริมาณ
นอกจากตั้งทุนพิมพ์ให้แล้ว เมื่อหนังสือเสร็จออกมา โยมผู้ศรัทธายังบำเพ็ญกิจอาสาสมัคร
ช่วยจำหน่ายหนังสือนั้นอีก เพื่อให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ผลประโยชน์โดยเร็วและเต็ม
จำนวนไม่ต้องหักค่าคนกลาง บรรดาผู้ศรัทธาที่ช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้วยวิธีเป็นสื่อนำ
๑๓
ผลประโยชน์มาให้และเผยแพร่ผลงานอยู่เงียบๆ เช่นนี้ นอกจากโยมผู้ริเริ่มตั้งทุนแล้ว ควรจะเอ่ย
นาม ดร.ทวีรัสมิ์ ธนาคม เป็นตัวอย่างอีกท่านหนึ่ง
ยังมีท่านผู้ศรัทธาหรือมีจิตเกื้อกูลอีกหลายท่าน ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ได้ปวารณาที่จะ
ช่วยเหลือกิจต่างๆ เกี่ยวกับหนังสือนี้ แม้จะยังไม่ได้ขอความร่วมมือในคราวนี้ ก็ขออนุโมทนาความ
มีน้ำใจดีนั้นไว้ และหวังว่าคงจะได้ขอความอนุเคราะห์ในงานสำคัญๆ ลำดับต่อๆ ไป
ทางด้านมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อได้แจ้งขอพิมพ์หนังสือแล้ว ถึงคราวมีเรื่องเกี่ยว
ข้องพระมหาอารีย์ เขมจาโร รองเลขาธิการฝ่ายธุรการ ก็แสดงความพร้อมอยู่เสมอที่จะร่วมมือ
ดำเนินกิจนั้นให้ลุล่วงไป ใกล้เข้ามาอีก ภายในวัดพระพิเรนทร์ พระถวัลย์ สมจิตฺโต และพระฉาย
ปญฺญาปทีโป ยังคงเป็นองค์ยืนหลักที่ช่วยให้ความเป็นอยู่ของผู้เรียบเรียงภายในวัดคล่องเบา พอ
วางภาระกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ สามารถทำงานหนังสือมุ่งไปแต่ด้านเดียว
ผู้เรียบเรียงถือว่า การที่ท่านผู้ศรัทธาและมีน้ำใจ มาให้ความอุปถัมภ์ต่างๆ ด้วยกุศลเจตนาเริ่ม
การเอง อันล้วนเป็นอสังขาริกกุศลทั้งสิ้นนั้น ก็ด้วยเห็นแก่พระธรรม หวังจะสนับสนุนงานพระศาสนา
ให้เจริญแพร่หลายยิ่งขึ้น โดยมองเห็นว่าผู้เรียบเรียงนี้จะเป็นกำลังหรือองค์ประกอบส่วนหนึ่งของงาน
นั้นได้ ในทำนองเดียวกัน ก็ขอได้รับความมั่นใจที่สอดคล้องต่อไปอีกด้วยว่า การตอบสนองต่อความ
อุปถัมภ์เกื้อกูล ในลักษณะที่เป็นการปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งคราวตามโอกาส หรือแม้
ในกรณีสำคัญนั้น ผู้เรียบเรียงได้กระทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ ด้วยเห็นแก่กิจการพระศาสนาหรือประโยชน์
ของส่วนรวมตามเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างแน่นอน โดยที่ในใจจริงก็อนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งต่อ
กุศลเจตนาที่หวังจะอนุเคราะห์เกื้อกูลนั้น แต่ยังยากหรือยังไม่เหมาะที่จะอธิบายเหตุผลให้ทราบ
ในเมื่องานนี้ก็กำลังจะเสร็จลงอยู่ต่อหน้าแล้ว และทั้งผู้เรียงเรียงทั้งผู้ร่วมแรงร่วมศรัทธา
ต่างก็มีความปรารถนาตรงเป็นอันเดียวกัน ที่จะประกาศพุทธวจนะเผยแพร่พระสัทธรรม จึงขออ้าง
อิงพลังแห่งบุญกุศล มีศรัทธา ฉันทะ และวิริยะ เป็นต้น จงเป็นปัจจัยอำนวยให้ผลงานอันอุทิศต่อ
พระศาสนาบูชาธรรมนี้ เป็นเครื่องเผยแผ่ความรู้ในพระพุทธศาสนา ส่งเสริมความเข้าใจถูกต้องใน
หลักคำสอน ค้ำชูพุทธธรรมให้เจริญงอกงามแพร่หลาย เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกอย่างกว้างขวาง
ตลอดกาลนาน
อนึ่ง ผู้ใช้หนังสือนี้พึงตระหนักว่า หลักธรรมต่างๆ ที่ประมวลไว้ในพจนานุกรมนี้ เป็นเพียง
ส่วนหนึ่งที่ได้คัดเลือกมา มิใช่ทั้งหมดในพระไตรปิฎก พึงถือพจนานุกรมนี้เป็นเพียงฐานสำคัญใน
การศึกษาค้นคว้าธรรมให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป อีกประการหนึ่ง คำอธิบายข้อธรรมต่างๆ ใน
พจนานุกรมนี้ จัดทำในลักษณะเป็นตำราหรือเป็นแบบแผน จึงยึดเอาหลักฐานในคัมภีร์เป็นบรรทัด
ฐานก่อน และให้ความสำคัญแก่คัมภีร์ทั้งหลายตามลำดับชั้น เช่น พระไตรปิฎกเหนืออรรถกถา
อรรถกถาเหนือมติอาจารย์รุ่นหลัง และเหนืออัตโนมัติ เป็นต้น พึงใช้พจนานุกรมนี้เป็นที่ปรึกษา
โดยมีความเข้าใจดังกล่าวนั้นเป็นพื้นอยู่ในใจ จะได้คิดขยายความต่อออกไปอีกได้อย่างมีหลักและ
มีขั้นมีตอน ตลอดจนวิจารณ์ได้อย่างมีหลักเกณฑ์
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๘
คำนำ
(ในการพิมพ์ครั้งที่ ๑)
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ เล่มนี้ เป็นที่รวมของงาน ๓ ชิ้น คือ พจนานุกรมหมวดธรรม พจนานุกรมพุทธ-
ศาสตร์ ไทย–อังกฤษ และ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ อังกฤษ–ไทย งาน ๓ ชิ้นนี้เดิมเป็นงานต่างหากกัน และเกิด
ขึ้นต่างคราวกัน กล่าวคือ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ไทย–อังกฤษ เดิมชื่อ พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ไทย–
บาลี–อังกฤษ ได้จัดทำเผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ และได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้ ได้
ขยายเพิ่มเติมเป็นฉบับพิสดาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ แต่จัดทำเช่นนั้นได้เพียงจบอักษร ฐ ก็ชะงัก ไม่มีเวลาทำต่อมา
อีกเลย ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ขอให้นำเอาฉบับเล็กเดิมมาพิมพ์ไปพลางก่อน ใน
พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้ตกลงจะตีพิมพ์ โดยขอแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย แต่ไม่มีเวลา จึงชักช้าอยู่
ในระยะเวลาเดียวกันนั้น ผู้รวบรวมกำลังจัดทำหนังสือประเภทอ้างอิงทางพระพุทธศาสนาค้างอยู่หลาย
เล่ม จึงคิดว่าควรรวบรวมหลักธรรมเป็นหมวดๆ ที่ใช้เล่าเรียน ใช้อ้างอิง และที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป จำนวนไม่
มากนัก มาพิมพ์ประมวลไว้เพื่อเป็นคู่มือใช้ประกอบการศึกษาเบื้องต้นเพียงให้พอเหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษา
และผู้สนใจทั่วไป ซึ่งไม่ต้องการรายละเอียดพิสดารอย่างนักค้นคว้า ในขณะเดียวกันก็จะให้ความหมายภาคภาษา
อังกฤษที่นิยมใช้ทั่วๆ ไป กำกับไว้กับข้อธรรมต่างๆ ด้วย พอเป็นประโยชน์ในขั้นต้นๆ เมื่อนำงานชิ้นนี้มารวมเข้า
ด้วยกันกับ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ไทย–อังกฤษ ก็จะเป็นเครื่องเสริมกันและกัน ช่วยให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้
มากยิ่งขึ้น งานชิ้นที่เพิ่มนี้ได้ตั้งชื่อว่า พจนานุกรมหมวดธรรม ด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ ประการแรก แม้
หนังสือนี้จะถือจำนวนหัวข้อธรรมเป็นเกณฑ์และจัดลำดับตามจำนวนเลขก็ตาม แต่ในจำนวนที่เท่ากัน ได้จัดเรียง
หมวดธรรมตามลำดับอักษร นอกจากนั้นยังได้จัดองค์ประกอบอย่างอื่นในระบบการค้นตามลำดับอักษร เช่น
สารบัญค้นคำ เป็นต้น เข้าเสริมอีกด้วย ช่วยให้สำเร็จกิจของพจนานุกรมโดยสมบูรณ์ ประการที่สอง เพื่อให้เป็น
งานที่เข้าชุดกันได้เหมาะสมใช้ประโยชน์ในประเภทเดียวกันกับ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ไทย–อังกฤษ ที่ทำไว้แล้ว
ระหว่างที่ทำ พจนานุกรมหมวดธรรม อยู่นั้น ได้ตั้งใจว่า เมื่อมีโอกาสข้างหน้าจะได้จัดทำพจนานุกรม
หมวดธรรม ฉบับพิสดารใหม่อีก เพื่อให้เป็นไปตามโครงการที่วางไว้เดิม ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลเตรียมไว้ก่อนแล้ว
เป็นอันมาก อย่างไรก็ดี ระหว่างจัดทำ พจนานุกรมหมวดธรรม ฉบับปัจจุบันอยู่นี้ พิจารณาเห็นว่าหมวดธรรม
หลายหมวดแม้ยังไม่จำเป็นสำหรับคนทั่วไปที่จะต้องรู้ก็จริง แต่มีความสำคัญเกื้อกูลแก่การศึกษาธรรมวินัยมาก
ไม่อาจตัดหมวดธรรมเหล่านั้นทิ้งไปได้ อีกอย่างหนึ่ง ที่คิดไว้เดิมว่าจะแสดงความหมายของหัวข้อธรรมแต่เพียง
สั้นๆ พออ้างอิงได้เท่านั้น ครั้นลงมือทำก็เห็นไปว่าไหนๆ มีหนังสือนี้แล้วก็ควรให้สำเร็จประโยชน์พอแก่จะใช้การ
ทีเดียว ข้อธรรมใดให้เพียงความหมาย ยังไม่อาจเข้าใจชัดได้ ก็ได้ทำไขความโดยสรุปสาระที่ควรรู้เกี่ยวกับข้อ
ธรรมนั้นไว้จนคลุมความ การที่เปน็ เชน่ นี้ ไดท้ ำใหพ้จนานุกรมหมวดธรรม มีขนาดหนามาก เมื่อรวมเขา้กับ
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย–อังกฤษ เดิม แทนที่จะเป็นส่วนประกอบช่วยเสริมหรือเป็นส่วนร่วม กลับกลายเป็น
ส่วนหลักไป แม้ถึง พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย–อังกฤษ นั้นเอง ก็ได้ขยายตัวออกไปมากอยู่แล้ว เมื่อทั้งสอง
ส่วนที่ขยายตัวมารวมกันเข้า จึงทำให้หนังสือมีขนาดใหญ่เกินความตั้งใจเดิม
ภาคที่ ๓ ของหนังสือนี้ คือ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ อังกฤษ–ไทย เป็นส่วนที่จัดทำขึ้นใหม่ในการพิมพ์
ครั้งนี้ โดยพิจารณาเห็นว่า เมื่อมีภาคไทย–อังกฤษแล้ว ก็ควรมีภาคอังกฤษ–ไทยขึ้นด้วยเป็นคู่กัน เพื่อให้ใช้
ประโยชน์ได้ครบถ้วน แต่ภาคอังกฤษ–ไทยที่ทำนี้ ถือเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เพราะปัญหาสำคัญของ
นักศึกษาและนักเผยแพร่พระพุทธศาสนา อยู่ที่ต้องการทราบว่าศัพท์ธรรมหรือศัพท์พระพุทธศาสนาคำนี้ๆ จะใช้
๑๕
ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ซึ่งพจนานุกรมภาคที่ ๒ จะเป็นที่ปรึกษาช่วยบอกหรือหาคำใช้ที่เหมาะสมเสนอให้ ส่วน
พจนานุกรมภาคที่ ๓ ทำหน้าที่เพียงรวบรวมศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ใช้กับศัพท์ธรรมลงตัวอยู่แล้วบ้าง ที่มีผู้คิดขึ้น
ลองใช้แล้วและดูเหมาะสมดีบ้าง นำมาแสดงให้ทราบว่า ผู้ที่ใช้คำภาษาอังกฤษคำนั้นมุ่งหมายถึงข้อธรรมอะไร ส่วน
มากจึงเป็นคำต่อคำ ไม่กินเนื้อที่มาก พจนานุกรมภาคที่ ๓ นี้ สามารถจำกัดขนาดให้อยู่ในกำหนดที่ตั้งใจไว้เดิมได้
ไม่ขยายตัวเกินไป
เพราะเหตุที่มีความเป็นมาต่างหากกันเช่นนี้ ส่วนทั้ง ๓ ของพจนานุกรมจึงมีลักษณะเป็นอิสระจากกัน ไม่
จำกัดอยู่ในขอบเขตเดียวกัน หรือในขอบเขตของกันและกัน เช่น ความหมายภาษาอังกฤษของข้อธรรมเดียวกัน ที่
แสดงใน พจนานุกรมหมวดธรรม กับใน พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย–อังกฤษ อาจตรงกันเฉพาะนัยที่นิยมใช้
ยุติแล้ว แต่นัยอื่นๆ ที่เสนอแนะไว้อาจมีแปลกจากกันได้ ข้อธรรมบางอย่างไม่ได้เก็บไว้ใน พจนานุกรมพุทธ
ศาสตร์ ไทย–อังกฤษ ไม่เป็นข้อธรรมที่อยู่ในระดับอันควรทราบ แต่ปรากฏใน พจนานุกรมหมวดธรรม เพราะเป็น
ข้อย่อยของหมวดธรรมบางหมวด จำเป็นต้องติดเข้าไปอยู่เอง ดังนี้เป็นต้น ลักษณะที่เป็นอิสระจากกันเช่นนี้ นับ
ได้ว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะกลับเป็นส่วนที่มาเสริมกัน ช่วยให้สมบูรณ์และอำนวยประโยชน์มากยิ่งขึ้น เช่น
เมื่อค้นหาความหมายของข้อธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ในพจนานุกรมภาคที่ ๒ (ไทย–อังกฤษ) ได้แล้ว อาจเปิดดูข้อ
ธรรมนั้นในสารบัญค้นคำของพจนานุกรมภาคที่ ๑ (หมวดธรรม) แล้วหาความหมายได้เพิ่มขึ้นอีก ข้อธรรมใดไม่มี
ในพจนานุกรมภาคที่ ๒ เมื่อเปิดดูสารบัญค้นคำในภาคที่ ๑ อาจหาพบก็ได้ นอกจากนั้นยังช่วยให้ไม่ต้องลงพิมพ์
ความหมายซ้ำกันทั้งหมด ซึ่งทำให้เปลืองเนื้อที่มากขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ดี ความเป็นอิสระจากกันเช่นนี้ แม้จะมีผล
ดีบางประการ แต่ก็ยังถือว่าเป็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่ง ซึ่งในการพิมพ์คราวต่อๆ ไปถ้ามีเวลา จะได้ใช้ระบบอ้างอิง
ภายในเข้าช่วยเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้งานทั้งสามภาคประสานเป็นชุดเดียวกันโดยสมบูรณ์ และสามารถรักษา
ลักษณะที่ให้ผลดีไว้ได้ พร้อมทั้งแก้ไขมิให้มีข้อบกพร่องที่เกิดจากความซ้ำซาก เป็นต้น
ดังได้กล่าวแล้ว หนังสือนี้เดิมตั้งใจทำเป็นฉบับเล็ก เพราะหากมีเวลาเพียงพอ จะได้จัดทำฉบับพิสดารที่
ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นต่อไป แต่บัดนี้หนังสือฉบับเล็กนี้ได้ขยายตัวออกมากจนมีขนาดใหญ่ยากที่จะนำติดตัวไปใช้
เป็นประจำตามความตั้งใจเดิม ในการแก้ปัญหานี้ได้ใช้ระบบการพิมพ์เข้าช่วย โดยถ่ายย่อลงจากต้นฉบับเรียง
พิมพ์เหลือเพียง ๒ ใน ๓ ส่วน จะย่อเล็กกว่านี้ตัวอักษรก็จะเล็กเกินไป จนทำให้เกิดความยากลำบากแก่ผู้ใช้
จำนวนมาก ทำอย่างนี้ถึงแม้จะไม่ได้หนังสือขนาดเล็กเท่าที่ตั้งใจเดิม ก็พอช่วยให้ใช้ได้สะดวกขึ้นมาก และในเวลา
เดียวกันก็ทำให้ได้หนังสือขนาดกะทัดรัดที่จุเนื้อความยิ่งกว่าปกติเป็นอันมาก
การจัดพิมพ์หนังสือนี้ นับแต่จัดเตรียมต้นฉบับเพื่อส่งโรงพิมพ์ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จนถึงตีพิมพ์
เสร็จในบัดนี้ สิ้นเวลาประมาณ ๒ ปี ๖ เดือน ในการจัดพิมพ์ได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างดีจากหลายท่าน เจ้า
หน้าที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเฉพาะท่านพระมหาสมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ* ผู้ช่วยเลขาธิการ ได้ช่วยคอย
เร่งเร้าเท่ากับเป็นแรงสนับสนุนให้การจัดทำหนังสือนี้คืบหน้ามาสู่ความสำเร็จ คุณชลธีร์ ธรรมวรางกูร ได้ช่วยพิมพ์
ดีดต้นฉบับให้โดยตลอดด้วยความเอื้อเฟื้อ และทางโรงพิมพ์คุรุสภาได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการตีพิมพ์ นับ
ว่าทุกท่านได้มีส่วนบำเพ็ญกุศลร่วมกันในการทำวิทยาทานนี้ให้สำเร็จ จึงขออนุโมทนาในความร่วมแรงร่วมใจและ
ความสนับสนุนของทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้เป็นอย่างยิ่ง
พระราชวรมุนี
๒๔ เมษายน ๒๕๑๘
____________________
*ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๕) เป็นที่ พระราชกิตติเวที

สารบัญทั่วไป
อนุโมทนา ๓
คำนำ (ในการพิมพ์ครั้งที่ ๑๐) ๔
บันทึกในการพิมพ์ครั้งที่ ๔ ๙
คำนำ (ในการพิมพ์ครั้งที่ ๑) ๑๔
ภาค 1 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ หมวดธรรม 1
คำชี้แจงการใช้พจนานุกรมหมวดธรรม 3
อักษรย่อชื่อคัมภีร์ 8
Abbreviations of Scriptures 9
สารบัญหมวดธรรม 10
สารบัญประเภทธรรม 17
ดัชนีค้นคำ 22
เอกกะ หมวด 1 57
ทุกะ หมวด 2 60
ติกะ หมวด 3 84
จตุกกะ หมวด 4 113
ปัญจกะ หมวด 5 162
ฉักกะ หมวด 6 189
สัตตกะ หมวด 7 204
อัฏฐกะ หมวด 8 215
นวกะ หมวด 9 221
ทสกะ หมวด 10 229
อติเรกทสกะ หมวดเกิน 10 249
Index of Pàli Terms 292
ภาค 2 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย–อังกฤษ 311
คำนำ (ในการพิมพ์ครั้งที่ 1) 313
คำชี้แจง 314
อักษรย่อและเครื่องหมาย 316
เทียบอักษรโรมันที่ใช้เขียนบาลี 316
พจนานุกรม ก–โอ 317
ภาค 3 พจนานุกรมพุทธศาสตร์ อังกฤษ–ไทย 363
พจนานุกรม A–Z 365
Appendix 382

เอกกะ — หมวด 1
Groups of One
(including related groups)
[1] กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร คือ มีผู้แนะนำ สั่งสอน ที่ปรึกษา เพื่อนที่คบหา
และบุคคลผู้แวดล้อมที่ดี, ความรู้จักเลือกเสวนาบุคคล หรือเข้าร่วมหมู่กับท่านผู้ทรงคุณทรง
ปัญญามีความสามารถ ซึ่งจะช่วยแวดล้อม สนับสนุน ชักจูง ชี้ช่องทาง เป็นแบบอย่าง ตลอดจน
เป็นเครื่องอุดหนุนเกื้อกูลแก่กัน ให้ดำเนินก้าวหน้าไปด้วยดี ในการศึกษาอบรม การครองชีวิต
การประกอบกิจการ และธรรมปฏิบัติ, สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดี — Kalyàn ฺamittatà: having
good friends; good company; friendship with the lovely; favourable social
environment) ข้อนี้เป็น องค์ประกอบภายนอก (external factor; environmental factor)
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความมี
กัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุ ฉันนั้น”
“ความมีกัลยาณมิตร เท่ากับเป็นพรหมจรรย์ (การครองชีวิตประเสริฐ) ทั้งหมดทีเดียว เพราะว่า ผู้มี
กัลยาณมิตรพึงหวังสิ่งนี้ได้ คือ จักเจริญ จักทำให้มากซึ่งอารยอัษฎางคิกมรรค”
“อาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร เหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ก็พ้นจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ก็พ้นจาก
ชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ก็พ้นจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสเป็นธรรมดา ก็พ้น
จากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส”
“เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายนอกอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่มีประโยชน์มากสำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ
เหมือนความมีกัลยาณมิตร, ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้น”
“ความมีกัลยาณมิตร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่, เพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธาน
แห่งสัทธรรม” ฯลฯ
S.V.2–30; A.I.14–18; It.10. สํ.ม. 19/5–129/2–36; องฺ.เอก. 20/72–128/16–25; ขุ.อิติ. 25/195/237.
[2] โยนิโสมนสิการ (การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้ง
หลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์
ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและ
ตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย — Yonisomanasikàra: reasoned attention; systematic
attention; analytical thinking; critical reflection; thinking in terms of specific
conditionality; thinking by way of causal relations or by way of problem-solving)
ข้อนี้เป็น องค์ประกอบภายใน (internal factor; personal factor) และเป็น ฝ่ายปัญญา (a
factor belonging to the category of insight or wisdom)
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความถึงพร้อม
[3] 58 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ด้วยโยนิโสมนสิการ ก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุ ฉันนั้น”
“เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายในอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่มีประโยชน์มาก สำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ เหมือน
โยนิโสมนสิการ ภิกษุผู้มีโยนิโสมนสิการ ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้น”
“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็
เจริญยิ่งขึ้น เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”
“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ความสงสัยที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว
ก็ถูกขจัดเสียได้ เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”
“โยนิโสมนสิการ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่, เพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่ง
สัทธรรม” ฯลฯ
ธรรมข้ออื่น ที่ได้รับยกย่องคล้ายกับโยนิโสมนสิการนี้ ในบางแง่ ได้แก่ อัปปมาทะ (ความไม่
ประมาท — earnestness; diligence), วิริยารัมภะ (การปรารภความเพียร, ทำความเพียรมุ่ง
มั่น — instigation of energy; energetic effort), อัปปิจฉตา (ความมักน้อย, ไม่เห็นแก่ได้
— fewness of wishes; paucity of selfish desire), สันตุฏฐี (ความสันโดษ —
contentment), สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว, สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา — awareness; full
comprehension); กุสลธัมมานุโยค (การหมั่นประกอบกุศลธรรม — pursuit of wholesome
states; devotion to good things); สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งศีล — possession of
virtue); ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ — possession of will), อัตตสัมปทา (ความ
ถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว — self–realization, self-actualization),
ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ — possession of right view), และ อัปปมาทสัมปทา
(ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ — possession of earnestness)
S.V.2–30; A.I.11–31; It.9. สํ.ม. 19/5–129/2–36; องฺ.เอก.20/60–186/13–41; ขุ.อิติ. 25/194/236.
[3] อัปปมาทะ (ความไม่ประมาท คือ ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติ
เป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติ
ปฏิบัติและการกระทำทุกอย่าง ระมัดระวังตัว ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม แต่ไม่ยอมพลาด
โอกาสสำหรับความดีงามและความเจริญก้าวหน้า ตระหนักในสิ่งที่พึงทำและพึงละเว้น ใส่ใจ
สำนึกอยู่เสมอในหน้าที่อันจะต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละละเลย กระทำการด้วยความจริง
จัง รอบคอบ และรุดหน้าเรื่อยไป — Appamàda: earnestness; diligence; heedfulness)
ข้อนี้เป็น องค์ประกอบภายใน (internal factor; personal factor) และเป็นฝ่ายสมาธิ (a
factor belonging to the category of concentration)
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความถึงพร้อม
ด้วยความไม่ประมาท ก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุ ฉันนั้น”
“ธรรมเอก ที่มีอุปการะมาก เพื่อการเกิดขึ้นแห่งอารยอัษฎางคิกมรรค ก็คือ ความถึงพร้อมด้วยความไม่
ประมาท”

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:38:47 PM »





หมวด 1 59 [3]
“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้อารยอัษฎางคิกมรรคที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้น
แล้ว ก็เจริญบริบูรณ์ เหมือนอย่างความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทนี้เลย”
“รอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลาย ชนิดใดๆ ก็ตาม ย่อมลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด, รอยเท้าช้าง เรียกว่า
เป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น โดยความใหญ่ ฉันใด กุศลธรรมทั้งหลาย อย่างใดๆ ก็ตาม ย่อมมีความไม่
ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งหมด ความไม่ประมาท เรียกได้ว่าเป็นยอดของธรรมเหล่า
นั้น ฉันนั้น”
“ผู้มีกัลยาณมิตร พึงเป็นอยู่โดยอาศัยธรรมเอกข้อนี้ คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย”
“ธรรมเอกอันจะทำให้ยึดเอาประโยชน์ไว้ได้ทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน์ปัจจุบัน
ประโยชน์เฉพาะหน้า หรือประโยชน์สามัญของชีวิต เช่น ทรัพย์ ยศ กามสุข เป็นต้น) และสัมปรายิกัตถะ
(ประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไปทางจิตใจหรือคุณธรรม) ก็คือความไม่ประมาท”
“สังขาร (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น) ทั้งหลาย มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ที่
มุ่งหมายให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
“ความไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่, เพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่ง
สัทธรรม” ฯลฯ
D.II.156; S.I.86–89; S.V.30–45; ที.ม. 10/143/180; สํ.ส. 15/378–384/125–129;
A.I.11–17; A.III.365; A.V.21. สํ.ม. 19/135–262/37–66; องฺ.เอก. 20/60–116/13–23;
องฺ.ฉกฺก. 22/324/407; องฺ.ทสก. 24/15/23.
ทุกะ — หมวด 2
Groups of Two
(including related groups)
[4] กรรม 2 (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม
ทางใจก็ตาม — Kamma: action; deed)
1. อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำ
ให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ —
Akusala-kamma: unwholesome action; evil deed; bad deed)
2. กุศลกรรม (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริม
คุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คืออโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ —
Kusala-kamma: wholesome action; good deed)
A.I.104, 263; It.25,55. องฺ.ติก.20/445/131,551/338; ขุ.อิติ.25/208/248;242/272.
[􀀬] กรรมฐาน 2 ดู [36] ภาวนา 2.
[5] กาม 2 (ความใคร่, ความอยาก, ความปรารถนา, สิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนา — Kàma:
sensuality)
1. กิเลสกาม (กิเลสที่ทำให้ใคร่, ความอยากที่เป็นตัวกิเลส — Kilesa-kàma: subjective
sensuality)
2. วัตถุกาม (วัตถุอันน่าใคร่, สิ่งที่น่าปรารถนา, สิ่งที่อยากได้, กามคุณ — Vatthu-kàma:
objective sensuality)
Nd12. ขุ.มหา.29/2/1
[6] กามคุณ 5 (ส่วนที่น่าใคร่น่าปรารถนา, ส่วนที่ดีหรือส่วนอร่อยของกาม — Kàmaguõa:
sensual pleasures; sensual objects)
1. รูปะ (รูป — Råpa: form; visible object)
2. สัททะ (เสียง — Sadda: sound)
3. คันธะ (กลิ่น — Gandha: smell; odour)
4. รสะ (รส — Rasa: taste)
5. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย — Phoññhabba: touch; tangible object)
ห้าอย่างนี้ เฉพาะส่วนที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ (agreeable, delightful, pleasurable)
เรียกว่า กามคุณ
M.I.85,173. ม.มู.12/197/168; 327/333.
หมวด 2 61 [9]
[7] ฌาน 2 (การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ — Jhàna: meditation;
scrutiny; examination)
1. อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์ ได้แก่สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 —
ârammaõåpanijjhàna: object-scrutinizing Jhàna)
2. ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และ ผล — Lakkhaõåpanijjhàna:
characteristic-examining Jhàna)
วิปัสสนา ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์
มรรค ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ
ผล ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และ
อัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง
ฌานที่แบ่งเป็น 2 อย่างนี้ มีมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา.
ดู [8], [9], [10] ฌาน ต่างๆ และ [47] สมาธิ 32 .
AA.II.41; PsA.281; DhsA.167. องฺ.อ.1/536; ปฏิสํ.อ.221; สงฺคณี.อ.73.
[8] ฌาน 2 ประเภท (ภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ — Jhàna: absorption)
1. รูปฌาน 4 (ฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์, ฌานที่เป็นรูปาวจร — Råpa-jhàna: Jhànas of
the Fine-Material Sphere)
2. อรูปฌาน 4 (ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์, ฌานที่เป็นอรูปาวจร — Aråpa-jhàna: Jhànas of
the Immaterial Sphere)
คำว่า รูปฌาน ก็ดี อรูปฌาน ก็ดี เริ่มใช้คราวจัดรวมพุทธพจน์ เดิมเรียกเพียงว่า ฌาน และ
อารุปป์.
D.III.222; Dhs.56. ที.ปา.11/232/233; อภิ.สํ.34/192/78.
[9] ฌาน 4 = รูปฌาน 4 (the Four Jhànas)
1. ปฐมฌาน (ฌานที่ 1 — Pañhama-jhàna: the First Absorption) มีองค์ 5 คือ วิตก
วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
2. ทุติยฌาน (ฌานที่ 2 — Dutiya-jhàna: the Second Absorption) มีองค์ 3 คือ ปีติ สุข
เอกัคคตา
3. ตติยฌาน (ฌานที่ 3 — Tatiya-jhàna: the Third Absorption) มีองค์ 2 คือ สุข เอกัคคตา
4. จตุตถฌาน (ฌานที่ 4 — Catuttha-jhàna: the Fourth Absorption) มีองค์ 2 คือ
อุเบกขา เอกัคคตา
คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม นิยมแบ่งรูปฌานนี้เป็น 5 ขั้น เรียกว่า ฌานปัญจกนัย หรือ ปัญจ-
กัชฌาน โดยแทรก ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) ที่มีองค์ 4 คือ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เพิ่มเข้ามา
[10] 62 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
แล้วเลื่อนทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ในฌาน 4 ข้างต้นนี้ออกไปเป็น ตติยฌาน จตุตถ
ฌาน และปัญจมฌาน ตามลำดับ (โดยสาระก็คือ การจำแนกขั้นตอนให้ละเอียดมากขึ้นนั่นเอง)
M.I.40. ม.มู.12/102/72.
[10] ฌาน 8 = รูปฌาน 4 + อรูปฌาน 4 (อรูปฌาน 4 ดู [207] อรูป 4)
[11] ทาน 21 (การให้, การเสียสละ, การบริจาค — Dàna: gift; giving; charity; liberality)
1. อามิสทาน (การให้สิ่งของ — âmisadàna: material gift)
2. ธรรมทาน (การให้ธรรม, การให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน — Dhammadàna: gift of
Truth; spiritual gift)
ใน 2 อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ อามิสทานช่วยค้ำจุนชีวิต ทำให้เขามีที่พึ่งอาศัย แต่
ธรรมทานช่วยให้เขารู้จักพึ่งตนเองได้ต่อไป เมื่อให้อามิสทาน พึงให้ธรรมทานด้วย.
A.I.90. องฺ.ทุก.20/386/114.
[12] ทาน 22 (การให้ — Dàna: gift; giving; almsgiving; offering; charity;
liberality; generosity; benevolence; donation; benefaction)
1. ปาฏิบุคลิกทาน (การให้จำเพาะบุคคล, ทานที่ให้เจาะจงตัวบุคคลหรือให้เฉพาะแก่บุคคลผู้
ใดผู้หนึ่ง — Pàñipuggalika-dàna: offering to a particular person; a gift designated
to a particular person)
2. สังฆทาน (การให้แก่สงฆ์, ทานที่ถวายแก่สงฆ์เป็นส่วนรวม หรือให้แก่บุคคล เช่นพระภิกษุ
หรือภิกษุณีอย่างเป็นกลางๆ ในฐานะเป็นตัวแทนของสงฆ์ โดยอุทิศต่อสงฆ์ ไม่เจาะจงรูปใดรูป
หนึ่ง — Saïghadàna: offering to the Sangha; a gift dedicated to the Order or to
the community of monks as a whole)
ในบาลีเดิมเรียกปาฏิบุคลิกทานว่า ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา (ของถวายหรือของให้ที่จำเพาะ
บุคคล) และเรียกสังฆทาน ว่า สงฺฆคตา ทกฺขิณา (ของถวายหรือของให้ที่ถึงในสงฆ์)
ในทาน 2 อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญสังฆทานว่าเป็นเลิศ มีผลมากที่สุด ดัง
พุทธพจน์ว่า “เราไม่กล่าวว่า ปาฏิบุคลิกทานมีผลมากกว่าของที่ให้แก่สงฆ์ ไม่ว่าโดยปริยายใดๆ” และได้
ตรัสชักชวนให้ให้สังฆทาน
M.III.254– 6; A.III.392. ม.อุ.14/710– 3/459– 461; อ้างใน มงฺคล.2/16; องฺ.ฉกฺก.22/330/439
[13] ทิฏฐิ 2 (ความเห็น, ความเห็นผิด — Diññhi: view; false view)
1. สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง, ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป
— Sassata-diññhi: eternalism)
2. อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ, ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้น
ไป — Uccheda-diññhi: annihilationism)
หมวด 2 63 [17]
S.III.97. สํ.ข.17/179– 180/120.
[14] ทิฏฐิ 3 (ความเห็น, ความเห็นผิด — Diññhi: view; false view)
1. อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ, เห็นว่าการกระทำไม่มีผล — Akiriya-diññhi: view of
the inefficacy of action)
2. อเหตุกทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มีเหตุ, เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย — Ahetuka-diññhi:
view of non-causality)
3. นัตถิกทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มี, เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้
— Natthika-diññhi: nihilistic view; nihilism)
M.I.404. ม.ม.13/105/111.
[15] ที่สุด หรือ อันตา 2 (ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทาง
อันถูกต้อง คือมัชฌิมาปฏิปทา — Antà: the two extremes)
1. กามสุขัลลิกานุโยค (การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข — Kàmasukhallikànuyoga: the
extreme of sensual indulgence; extreme hedonism)
2. อัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง, การบีบคั้นทรมานตนให้
เดือดร้อน — Attakilamathànuyoga: the extreme of self-mortification; extreme
asceticism)
Vin.I.10; S.V.420. วินย.4/13/18; สํ.ม.19/1664/528.
[16] ทุกข์ 2 (สภาพที่ทนได้ยาก, ความทุกข์, ความไม่สบาย — Dukkha: pain; suffering;
discomfort)
1. กายิกทุกข์ (ทุกข์ทางกาย — Kàyika-dukkha: bodily pain; physical suffering)
2. เจตสิกทุกข์ (ทุกข์ทางใจ, โทมนัส — Cetasika-dukkha: mental pain; mental suffering)
ดู [79] ทุกขตา 3 ด้วย.
D.II.306; S.V.209. ที.ม.10/295/342; สํ.ม.19/942,944/280.
[17] เทศนา 21 (การแสดงธรรม, การชี้แจงแสดงความ — Desanà: preaching;
exposition)
1. บุคคลาธิษฐานเทศนา (เทศนามีบุคคลเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างคน, แสดงโดยยกคนขึ้นอ้าง,
ยกคนเป็นหลักฐานในการอธิบาย — Puggalàdhiññhàna-desanà: exposition in terms of
persons)
2. ธรรมาธิษฐานเทศนา (เทศนามีธรรมเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างธรรม, แสดงโดยยกหลักหรือ
ตัวสภาวะขึ้นอ้าง — Dhammàdhiññhàna-desanà: exposition in terms of ideas)
เทศนา 2 นี้ ท่านสรุปมาจากเทศนา 4 ในคัมภีร์ที่อ้างไว้
[18] 64 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
PsA.449. ปฏิสํ.อ.77.
[18] เทศนา 22 (การแสดงธรรม ของพระพุทธเจ้า, การชี้แจงแสดงความ — Desanà:
preaching; exposition; teaching)
1. สมมติเทศนา (เทศนาโดยสมมติ, แสดงตามความหมายที่รู้ร่วมกัน หรือตกลงยอมรับกัน
ของชาวโลก เช่นว่า บุคคล สัตว์ หญิง ชาย กษัตริย์ เทวดา เป็นต้น — Sammati-desanà:
conventional teaching)
2. ปรมัตถเทศนา (เทศนาโดยปรมัตถ์, แสดงตามความหมายของสภาวธรรมแท้ๆ เช่นว่า อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น — Paramattha-desanà: absolute teaching)
ผู้ฟังจะเข้าใจความ สำเร็จประโยชน์ด้วยเทศนาอย่างใด ก็ทรงแสดงอย่างนั้น
ใน ที.อ. 1/436; สํ.อ. 2/98 และ ปญฺจ.อ. 182 เป็นต้น กล่าวถึง กถา 2 คือ สมมติกถา และ
ปรมัตถกถา พึงทราบความหมายตามแนวความอย่างเดียวกันนี้
ดู [50] สัจจะ 2.
AA.I.94; etc. องฺ.อ.1/99, ฯลฯ.
[19] ธรรม 21 (สภาวะ, สิ่ง, ปรากฏการณ์ — Dhamma: things; states; phenomena)
1. รูปธรรม (สภาวะอันเป็นรูป, สิ่งที่มีรูป, ได้แก่รูปขันธ์ทั้งหมด — Råpadhamma:
materiality; corporeality)
2. อรูปธรรม (สภาวะมิใช่รูป, สิ่งที่ไม่มีรูป, ได้แก่นามขันธ์ 4 และนิพพาน — Aråpadhamma:
immateriality; incorporeality)
ในบาลีที่มา ท่านเรียก รูปิโน ธมฺมา และ อรูปิโน ธมฺมา
Dhs.193,245. อภิ.สํ.34/705/279; 910/355.
[20] ธรรม 22 (สภาวะ, สิ่ง, ปรากฏการณ์ — Dhamma: things; states; phenomena)
1. โลกียธรรม (ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก, สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ขันธ์ 5 ที่เป็นสาสวะทั้ง
หมด — Lokiya-dhamma: mundane states)
2. โลกุตตรธรรม (ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก ได้แก่มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1
— Lokuttara-dhamma: supermundane states) (+ โพธิปักขิยธรรม 37: ขุ.ปฏิ.620; Ps.II.166)
ดู [310] โลกุตตรธรรม 9.
Dhs.193,245. อภิ.สํ.34/706/279; 911/355.
[21] ธรรม 23 (สภาวะ, สิ่ง, ปรากฏการณ์ — Dhamma: things; states; phenomena)
1. สังขตธรรม (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ ขันธ์ 5 ทั้งหมด — Saïkhata-dhamma: conditioned
things; compounded things)
2. อสังขตธรรม (สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง คือ นิพพาน — Asaïkhata-dhamma: the
หมวด 2 65 [26]
Unconditioned, i.e. Nibbàna)
Dhs.193,244. อภิ.สํ.34/702/278; 907/354.
[22] ธรรม 24 (สภาวะ, สิ่ง, ปรากฏการณ์ — Dhamma: things; states; phenomena)
1. อุปาทินนธรรม (ธรรมที่ถูกยึด, ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง
ได้แก่ นามขันธ์ 4 ที่เป็นวิบาก และรูปที่เกิดแต่กรรมทั้งหมด — Upàdinna-dhamma: states
grasped by craving and false view; grasped states)
2. อนุปาทินนธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกยึด, ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง
ได้แก่ นามขันธ์ 4 ส่วนนอกนี้ รูปที่มิใช่เกิดแต่กรรม และโลกุตตรธรรมทั้งหมด — Anupàdinnadhamma:
states not grasped by craving and false view; ungrasped states)
Dhs.211,255. อภิ.สํ.34/779/305; 955/369.
[23] ธรรมคุ้มครองโลก 2 (ธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่
เดือดร้อนและสับสนวุ่นวาย — Lokapàla-dhamma: virtues that protect the world)
1. หิริ (ความละอายบาป, ละอายใจต่อการทำความชั่ว — Hiri: moral shame; conscience)
2. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป, เกรงกลัวต่อความชั่ว — Ottappa: moral dread)
A.I.51; It.36. องฺ.ทุก.20/255/65; ขุ.อิติ. 25/220/257.
[24] ธรรมทำให้งาม 2 (Sobhaõakaraõa-dhamma: gracing virtues)
1. ขันติ (ความอดทน, อดได้ทนได้เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบ — Khanti:
patience: forbearance; tolerance)
2. โสรัจจะ (ความเสงี่ยม, อัธยาศัยงาม รักความประณีตหมดจดเรียบร้อยงดงาม — Soracca:
modesty; meekness)
Vin.I.349; A.I.94. วินย.5/244/335; องฺ.ทุก. 20/410/118.
[􀀬􀀬] ธรรมที่พระพุทธเจ้าเห็นคุณประจักษ์ 2 ดู [65] อุปัญญาตธรรม 2.
[􀀬􀀬] ธรรมเป็นโลกบาล 2 ดู [23] ธรรมคุ้มครองโลก 2.
[25] ธรรมมีอุปการะมาก 2 (ธรรมที่เกื้อกูลในกิจหรือในการทำความดีทุกอย่าง —
Bahukàra-dhamma: virtues of great assistance)
1. สติ (ความระลึกได้, นึกได้, สำนึกอยู่ไม่เผลอ — Sati: mindfulness)
2. สัมปชัญญะ (ความรู้ชัด, รู้ชัดสิ่งที่นึกได้, ตระหนัก, เข้าใจชัดตามความเป็นจริง —
Sampaja¤¤a: clear comprehension)
D.III.273; A.I.95. ที.ปา.11/378/290; องฺ.ทุก.20/424/119.
[26] ธุระ 2 (หน้าที่การงานที่พึงกระทำ, กิจในพระศาสนา — Dhura: burden; task; busi[
27] 66 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ness; responsibility in the Dispensation)
1. คันถธุระ (ธุระฝ่ายคัมภีร์, กิจด้านการเล่าเรียน — Gantha-dhura: burden of study;
task of learning)
2. วิปัสสนาธุระ (ธุระฝ่ายเจริญวิปัสสนา, กิจด้านการบำเพ็ญภาวนา หรือเจริญกรรมฐาน อัน
รวมทั้งสมถะที่เป็นเบื้องต้น ซึ่งเรียกรวมเข้าไว้ด้วยโดยฐานมีวิปัสสนาเป็นส่วนสำคัญและคลุม
ยอด — Vipassanà-dhura: burden of insight development; task of meditation
practice)
ธุระ 2 นี้ มาในอรรถกถา
DhA.I.7. ธ.อ.1/7.
[27] นิพพาน 2 (สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว, ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้
ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ — Nibbàna: Nirvàõa; Nibbàna)
1. สอุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ — Saupàdisesa-nibbàna: Nibbàna
with the substratum of life remaining)
2. อนุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ — Anupàdisesa-nibbàna: Nibbàna
without any substratum of life remaining)
หมายเหตุ: ตามคำอธิบายนัยหนึ่งว่า
1. = ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ (= กิเลสปรินิพพาน — Kilesa-parinibbàna: extinction
of the defilements)
2. = ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ (= ขันธปรินิพพาน — Khandha-parinibbàna: extinction
of the Aggregates) หรือ
1. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ 5 รับรู้
สุขทุกข์อยู่
2. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว
It.38. ขุ.อิติ.25/222/258.
อีกนัยหนึ่งกล่าวถึงบุคคลว่า
1. สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ
2. อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ
A.IV.379. องฺ.นวก.23/216/394.
[28] บัญญัติ 2 และ 6 (การกำหนดเรียก หรือ สิ่งที่ถูกกำหนดเรียก, การกำหนดตั้งหรือ
ตราไว้ให้เป็นที่รู้กัน — Pa¤¤atti: designation; term; concept)
1. ปัญญาปิยบัญญัติ หรือ อรรถบัญญัติ (บัญญัติในแง่เป็นสิ่งอันพึงให้รู้กัน, บัญญัติที่เป็น
หมวด 2 67 [29]
ความหมาย, บัญญัติคือความหมายอันพึงกำหนดเรียก, ตัวความหมายที่จะพึงถูกตั้งชื่อเรียก —
Pa¤¤àpiya~, Attha~: the Pa¤¤atti to be made known or conveyed; concept)
2. ปัญญาปนบัญญัติ หรือ นามบัญญัติ หรือ สัททบัญญัติ (บัญญัติในแง่เป็นเครื่องให้รู้
กัน, บัญญัติที่เป็นชื่อ, บัญญัติที่เป็นศัพท์, ชื่อที่ตั้งขึ้นใช้เรียก — Pa¤¤àpana~, Nàma~,
Sadda~: the Pa¤¤atti that makes known or conveys; term; designation)
ปัญญาปิยบัญญัติ เรียกเต็มว่า ปญฺญาปิยตฺตา ปญฺญตฺติ, ปัญญาปนบัญญัติ เรียกเต็มว่า
ปญฺญาปนโต ปญฺญตฺติ
ปัญญาปนบัญญัติ หรือ นามบัญญัติ แยกย่อยออกเป็น 6 อย่าง คือ
1. วิชชมานบัญญัติ (บัญญัติสิ่งที่มีอยู่ เช่น รูป เวทนา สมาธิ เป็นต้น — Vijjamàna~:
designation of a reality; real concept)
2. อวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติสิ่งที่ไม่มีอยู่ เช่น ม้า แมว รถ นายแดง เป็นต้น — Avijjamàna~:
designation of an unreality; unreal concept)
3. วิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติสิ่งที่ไม่มี ด้วยสิ่งที่มี เช่น คนดี นักฌาน ซึ่งความจริง
มีแต่ดี คือภาวะที่เป็นกุศล และฌาน แต่คนไม่มี เป็นต้น — Vijjamànena-avijjamàna~:
designation of an unreality by means of a reality; unreal concept by means of
real concept)
4. อวิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติสิ่งที่มี ด้วยสิ่งที่ไม่มี เช่น เสียงหญิง ซึ่งความจริง
หญิงไม่มี มีแต่เสียง เป็นต้น — Avijjamànena-vijjamàna~: designation of a reality by
means of an unreality; real concept by means of an unreal concept)
5. วิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติสิ่งที่มี ด้วยสิ่งที่มี เช่น จักขุสัมผัส โสตวิญญาณ
เป็นต้น — Vijjamànena-vijjamàna~: designation of a reality by means of a reality;
real concept by means of a real concept)
6. อวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ (บัญญัติสิ่งที่ไม่มี ด้วยสิ่งที่ไม่มี เช่น ราชโอรส ลูก
เศรษฐี เป็นต้น — Avijjamànena-avijjamàna~: designation of an unreality by means
of an unreality; unreal concept by means of an unreal concept)
Pug.A.171; Comp.198. ปญฺจ.อ.32; สงฺคห.49; สงฺคห.ฏีกา253.
[29] บุคคลหาได้ยาก 2 ( Dullabha-puggala: rare persons)
1. บุพการี (ผู้ทำอุปการะก่อน, ผู้ทำความดีหรือทำประโยชน์ให้แต่ต้นโดยไม่ต้องคอยคิดถึงผล
ตอบแทน — Pubbakàrã: one who is first to do a favour; previous benefactor; ready
benefactor)
2. กตัญญูกตเวที (ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้วและตอบแทน, ผู้รู้จักคุณค่าแห่งการกระทำดีของผู้
อื่น และแสดงออกเพื่อบูชาความดีนั้น — Kata¤¤åkatavedã: one who is grateful and
[30] 68 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
repays the done favour; grateful person)
A.I.87. องฺ.ทุก.20/364/108.
[30] บูชา 2 ( Påjà: worship; acts of worship; honouring)
1. อามิสบูชา (บูชาด้วยสิ่งของ — âmisa-påjà: worship or honouring with material
things; material worship)
2. ปฏิบัติบูชา (บูชาด้วยการปฎิบัติ — Pañipatti-påjà: worship or honouring with
practice; practical worship)
ในบาลีที่มา ปฏิบัติบูชา เป็น ธรรมบูชา
A.I.93; D.II.138. องฺ.ทุก.20/401/117; นัย ที.ม.10/129/160.
[31] ปฏิสันถาร 2 (การต้อนรับ, การรับรอง, การทักทายปราศรัย — Pañisanthàra:
hospitality; welcome; greeting)
1. อามิสปฏิสันถาร (ปฏิสันถารด้วยสิ่งของ — âmisa-pañisanthàra: worldly hospitality;
material or carnal greeting)
2. ธรรมปฏิสันถาร (ปฏิสันถารด้วยธรรมหรือโดยธรรม — Dhamma-pañisanthàra: doctrinal
hospitality; spiritual greeting)
A.I.93; Vbh.360. องฺ.ทุก.20/397/116; อภิ.วิ.35/921/487.
[32] ปธาน 2 (ความเพียร หมายเอาความเพียรที่ทำได้ยาก — Padhàna: hard struggles;
painstaking endeavours)
1. คิหิปธาน (ความเพียรของคฤหัสถ์ ที่จะอำนวยปัจจัยสี่แก่บรรพชิต เป็นต้น) — Gihi-padhàna:
struggle of householders to provide the four requisites.
2. ปัพพชิตปธาน (ความเพียรของบรรพชิต ที่จะไถ่ถอนกองกิเลส — Pabbajita-padhàna:
struggle of the homeless to renounce all substrates of rebirth.
A.I.49; Netti 159. องฺ.ทุก.20/248/63.
[33] ปริเยสนา 2 (การแสวงหา — Pariyesanà: search; quest)
1. อนริยปริเยสนา (แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ, แสวงหาอย่างอนารยะ คือ ตนเองเป็นผู้มีชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ และสังกิเลสเป็นธรรมดา ก็ยังใฝ่แสวงหาแต่สิ่งอันมีชาติ ชรา พยาธิ
มรณะ โสกะ และสังกิเลสเป็นธรรมดา — Anariya-pariyesanà: unariyan or ignoble
search)
2. อริยปริเยสนา (แสวงหาอย่างประเสริฐ, แสวงหาอย่างอารยะ คือ ตนเป็นผู้มีชาติ ชรา พยาธิ
มรณะ โสกะ และสังกิเลสเป็นธรรมดา แต่รู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้นแล้ว ใฝ่
แสวงธรรมอันเกษม คือ นิพพาน อันไม่มีสภาพเช่นนั้น — Ariya-pariyesanà: ariyan or
หมวด 2 69 [35]
noble search)
สองอย่างนี้ เทียบได้กับ อามิสปริเยสนา และ ธรรมปริเยสนา ที่ตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย;
แต่สำหรับคนสามัญ อาจารย์ภายหลังอธิบายว่า ข้อแรกหมายถึงมิจฉาอาชีวะ ข้อหลังหมายถึง
สัมมาอาชีวะ ดังนี้ก็มี.
M.I.161; A.I.93. ม.มู.12/313/314; องฺ.ทุกฺ.20/399/116.
[34] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 (ทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ถูกต้อง, ต้นทางของ
ปัญญาและความดีงามทั้งปวง — Sammàdiññhi-paccaya: sources or conditions for the
arising of right view)
1. ปรโตโฆสะ (เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่ง
สอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับ
สัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร — Paratoghosa: another's utterance; inducement
by others; hearing or learning from others)
2. โยนิโสมนสิการ (การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย
มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ
ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย — Yonisomanasikàra: reasoned
attention; systematic attention; genetical reflection; analytical reflection)
ข้อธรรม 2 อย่างนี้ ได้แก่ ธรรมหมวดที่ [1] และ [2] นั่นเอง แปลอย่างปัจจุบันว่า “องค์
ประกอบของการศึกษา” หรือ “บุพภาคของการศึกษา” โดยเฉพาะข้อที่ 1 ในที่นี้ใช้คำกว้างๆ แต่
ธรรมที่ต้องการเน้น ก็คือ กัลยาณมิตตตา
ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ก็มี 2 อย่าง คือ ปรโตโฆสะ และ อโยนิโสมนสิการ ซึ่งตรงข้ามกับที่
กล่าวมานี้.
ดู [280] บุพนิมิตแห่งมรรค 7, [293] มรรคมีองค์ 8
M.I.294; A.I.87. ม.มู.12/497/539; องฺ.ทุก. 20/371/110.
[35] ปาพจน์ 2 (วจนะอันเป็นประธาน, พุทธพจน์หลัก, คำสอนหลักใหญ่ — Pàvacana:
fundamental text; fundamental teaching)
1. ธรรม (คำสอนแสดงหลักความจริงที่ควรรู้ และแนะนำหลักความดีที่ควรประพฤติ —
Dhamma: the Doctrine)
2. วินัย (ข้อบัญญัติที่วางไว้เป็นหลักกำกับความประพฤติให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเสมอกัน —
Vinaya: the Discipline)
ดู [75] ไตรปิฎก ด้วย.
DII.154. ที.ม. 10/141/178.
[􀀬􀀬] พุทธคุณ 2 ดู [304] พุทธคุณ 2.
[36] 70 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[􀀬􀀬] พุทธคุณ 3 ดู [305] พุทธคุณ 3.
[􀀬􀀬] ไพบูลย์ 2 ดู [44] เวปุลละ 2.
[36] ภาวนา 2 (การเจริญ, การทำให้เกิดให้มีขึ้น, การฝึกอบรมจิตใจ — Bhàvanà:
mental development)
1. สมถภาวนา (การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ, การฝึกสมาธิ — Samatha-bhàvanà:
tranquillity development)
2. วิปัสสนาภาวนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง, การเจริญปัญญา —
Vipassanà-bhàvanà: insight development)
สองอย่างนี้ ในบาลีที่มาท่านเรียกว่า ภาเวตัพพธรรม และ วิชชาภาคิยธรรม. ในคัมภีร์สมัย
หลัง บางทีเรียกว่า กรรมฐาน (อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา, ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียร
ฝึกอบรมจิต, วิธีฝึกอบรมจิต — Kammaññhàna: stations of mental exercises; mental
exercise; สงฺคห. 51; Comp. 202)
D.III.273; A.I.60. ที.ปา.11/379/290; องฺ.ทุก.20/275/77.
[37] ภาวนา 4 (การเจริญ, การทำให้เป็นให้มีขึ้น, การฝึกอบรม, การพัฒนา — Bhàvanà:
growth; cultivation; training; development)
1. กายภาวนา (การเจริญกาย, พัฒนากาย, การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้ง
หลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ
ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ, การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกาย
ภาพ — Kàya-bhàvanà: physical development)
2. สีลภาวนา (การเจริญศีล, พัฒนาความประพฤติ, การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย
ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน — Sãlabhàvanà:
moral development)
3. จิตตภาวนา (การเจริญจิต, พัฒนาจิต, การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม
ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น
เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น — Citta-bhàvanà: cultivation of the heart; emotional
development)
4. ปัญญาภาวนา (การเจริญปัญญา, พัฒนาปัญญา, การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้ง
หลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตน
ให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา —
Pa¤¤à-bhàvanà: cultivation of wisdom; intellectual development; wisdom
development)
ในบาลีที่มา ท่านแสดงภาวนา 4 นี้ ในรูปที่เป็นคุณบทของบุคคล จึงเป็น ภาวิต 4 คือ ภาวิตกาย
หมวด 2 71 [39]
ภาวิตศีล ภาวิตจิต ภาวิตปัญญา (ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว) บุคคลที่มีคุณสมบัติ
ชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็นพระอรหันต์
A.III.106. องฺ.ปญฺจก. 22/79/121.
[38] รูป 21, 28 (สภาวะที่แปรปรวนแตกสลายเพราะปัจจัยต่างๆ อันขัดแย้ง, ร่างกายและ
ส่วนประกอบฝ่ายวัตถุพร้อมทั้งพฤติกรรมและคุณสมบัติของมัน, ส่วนที่เป็นร่างกับทั้งคุณและ
อาการ — Råpa: corporeality; materiality; matter)
1. มหาภูต หรือ ภูตรูป 4 (สภาวะอันปรากฏได้เป็นใหญ่ๆ โตๆ หรือเป็นต่างๆ ได้มากมาย, รูป
ที่มีอยู่โดยสภาวะ, รูปต้นเดิม ได้แก่ธาตุ 4 — Mahàbhåta: primary elements)
2. อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 (รูปอาศัย, รูปที่เป็นไปโดยอาศัยมหาภูต, คุณและอาการ
แห่งมหาภูต — Upàdà-råpa: derivative materiality)
M.II.262; Ps.I.183. ม.อุ.14/83/75; ขุ.ปฏิ.31/403/275.
รูป 28 ก็คือรูป 2 หมวดข้างต้นนี้เอง แต่นับข้อย่อย กล่าวคือ
1. มหาภูต หรือ ภูตรูป 4 (รูปใหญ่, รูปเดิม — Mahàbhåta: primary elements; great
essentials) ดู [39]
2. อุปาทายรูป 24 (รูปอาศัย, รูปสืบเนื่อง — Upàdà-råpa: derived material qualities) ดู
[40]
Comp.157. สงฺคห.33.
[39] มหาภูต หรือ ภูตรูป 4 ( Mahàbhåta: the Four Primary Elements; primary
matter)
1. ปฐวีธาตุ (สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่, สภาพอันเป็นหลักที่ตั้งที่อาศัยแห่งสหชาตรูป เรียก
สามัญว่า ธาตุแข้นแข็ง หรือ ธาตุดิน — Pañhavã-dhàtu: element of extension; solid
element; earth)
2. อาโปธาตุ (สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม หรือซ่านไป ขยายขนาด ผนึก พูนเข้าด้วยกัน เรียก
สามัญว่า ธาตุเหลว หรือ ธาตุน้ำ — âpo-dhàtu: element of cohesion; liquid element;
water)
3. เตโชธาตุ (สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า ธาตุไฟ — Tejo-dhàtu: element of heat or
radiation; heating element; fire)
4. วาโยธาตุ (สภาวะที่ทำให้สั่นไหว เคลื่อนที่ และค้ำจุน เรียกสามัญว่า ธาตุลม — Vàyo-dhàtu:
element of vibration or motion; air element; wind)
สี่อย่างนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธาตุ 4 (ในคัมภีร์ชั้นหลัง มี 2–3 แห่ง เรียกว่า มหาภูตรูป 4)
D.I.214; Vism.443; Comp.154. ที.สี.9/343/277; วิสุทฺธิ.3/11; สงฺคห.33.
[40] 72 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 ( Upàdà-råpa: derivative materiality)
ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ — Pasàda-råpa: sensitive material
qualities)
1. จักขุ (ตา — Cakkhu: the eye)
2. โสตะ (หู — Sota: the ear)
3. ฆานะ (จมูก — Ghàna: the nose)
4. ชิวหา (ลิ้น — Jivhà: the tongue)
5. กาย (กาย — Kàya: the body)
ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ — Gocara-råpa or
Visaya-råpa: material qualities of sense-fields)
6. รูปะ (รูป — Råpa: form)
7. สัททะ (เสียง — Sadda: sound)
8. คันธะ (กลิ่น — Gandha: smell)
9. รสะ (รส — Rasa: taste)
0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย — Phoññhabba: tangible objects) ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอัน
เดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ที่กล่าวแล้วในมหาภูต
ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ — Bhàva-råpa: material qualities of sex)
10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง — Itthatta: femininity)
11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย — Purisatta: masculinity)
ง. หทัยรูป 1 (รูป คือหทัย — Hadaya-råpa: physical basis of mind)
12. หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ — Hadaya-vatthu: heart-base)
จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต — Jãvita-råpa: material quality of life)
13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต — Jãvitindriya: life-faculty; vitality; vital force)
ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร — âhàra-råpa: material quality of nutrition)
14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน — Kavaëiïkàràhàra: edible food;
nutriment)
ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ — Pariccheda-råpa: material quality of delimitation)
15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง — âkàsa-dhàtu: space-element)
ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย — Vi¤¤atti-råpa: material quality
* ข้อนี้ ในพระไตรปิฎก รวมทั้งอภิธรรมปิฎก ไม่มี เว้นแต่ปัฏฐานใช้คำว่า วัตถุ ไม่มี หทัย
หมวด 2 73 [42]
of communication)
16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย — Kàya-vi¤¤atti: bodily intimation;
gesture)
17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา — Vacã-vi¤¤atti: verbal intimation;
speech)
ฎ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ — Vikàra-råpa: material
quality of plasticity or alterability)
18. [รูปัสสะ] ลหุตา (ความเบา — Lahutà: lightness; agility)
19. [รูปัสสะ] มุทุตา (ความอ่อนสลวย — Mudutà: pliancy; elasticity; malleability)
20. [รูปัสสะ] กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ — Kamma¤¤atà:
adaptability; wieldiness)
0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ.
ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด — Lakkhaõa-råpa: material
quality of salient features)
21. [รูปัสสะ] อุปจยะ (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น — Upacaya: growth; integration)
22. [รูปัสสะ] สันตติ (ความสืบต่อ — Santati: continuity)
23. [รูปัสสะ] ชรตา (ความทรุดโทรม — Jaratà: decay)
24. [รูปัสสะ] อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย — Aniccatà: impermanence)
Dhs.127; Vism.443; Comp.155. อภิ.สํ.34/504/185; วิสุทฺธิ.3/11; สงฺคห.34.
[41] รูป 22 (สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ — Råpa: matter; materiality)
1. อุปาทินนกรูป (รูปที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่รูปที่เกิดจากกรรม — Upàdinnakaråpa:
kammically grasped materiality; clung-to materiality; organic matter)
2. อนุปาทินนกรูป (รูปที่กรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่รูปที่มิใช่เกิดจากกรรม —
Anupàdinnaka-råpa: kammically ungrasped materiality; not-clung-to materiality;
inorganic matter)
Vbh.14; Vism.450; Comp.159. อภิ.วิ.35/36/19; วิสุทฺธิ.3/20; สงฺคห.35.
[42] ฤทธิ ์ 2 (อิทธิ คือความสำเร็จ ความรุ่งเรือง — Iddhi: achievement; success;
prosperity)
1. อามิสฤทธ์ (อามิสเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางวัตถุ — âmisa-iddhi:
achievement of carnality; material or carnal prosperity)
2. ธรรมฤทธิ์ (ธรรมเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางธรรม — Dhamma-iddhi:
[43] 74 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
achievement of righteousness; doctrinal or spiritual prosperity)
A.I.93. องฺ.ทุก.20/403/117.
[􀀬􀀬] โลกบาลธรรม 2 ดู [23] ธรรมคุ้มครองโลก 2.
[43] วิมุตติ 2 (ความหลุดพ้น — Vimutti: deliverance; liberation; freedom)
1. เจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต, ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต, ความหลุดพ้นแห่ง
จิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ — Cetovimutti: deliverance of mind; liberation by
concentration)
2. ปัญญาวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยปัญญา, ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา, ความ
หลุดพ้นแห่งจิตจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง — Pa¤¤àvimutti: deliverance
through insight; liberation through wisdom)
A.I.60. องฺ.ทุก.20/276/78.
[􀀬􀀬] เวทนา 2 ดู [110] เวทนา 2.
[44] เวปุลละ 2 (ความไพบูลย์ — Vepulla: abundance)
1. อามิสเวปุลละ (อามิสไพบูลย์, ความไพบูลย์แห่งอามิส — âmisa-vepulla: abundance
of material things; material abundance)
2. ธัมมเวปุลละ (ธรรมไพบูลย์ ความไพบูลย์แห่งธรรม — Dhamma-vepulla: abundance
of virtues; doctrinal or spiritual abundance)
A.I.93. องฺ.ทุก.20/407/117.
[45] สมาธิ 2 (ความตั้งมั่นแห่งจิต, ภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยู่ที่อารมณ์อันเดียว — Samàdhi:
concentration)
1. อุปจารสมาธิ (สมาธิเฉียดๆ, สมาธิจวนจะแน่วแน่ — Upacàra-samàdhi: access concentration)
2. อัปปนาสมาธิ (สมาธิแน่วแน่, สมาธิแนบสนิท, สมาธิในฌาน — Appanà-samàdhi:
attainment concentration)
Vism.85, 371. วิสุทฺธิ.1/105; 2/194.
[46] สมาธิ 31 (ความตั้งมั่นแห่งจิต, ภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยู่ที่อารมณ์อันเดียว — Samàdhi:
concentration)
1. ขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ — Khaõika-samàdhi: momentary concentration)
2. อุปจารสมาธิ (สมาธิจวนจะแน่วแน่ — Upacàra-samàdhi: access concentration)
3. อัปปนาสมาธิ (สมาธิแน่วแน่ — Appanà-samàdhi: attainment concentration)
DhsA.117; Vism.144. สงฺคณี.อ.207; วิสุทฺธิ.1/184.
หมวด 2 75 [50]
[47] สมาธิ 32 (ความตั้งมั่นแห่งจิต หมายถึงสมาธิในวิปัสสนา หรือตัววิปัสสนานั่นเอง แยก
ประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น — Samàdhi:
concentration)
1. สุญญตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วย
กำหนดอนัตตลักษณะ — Su¤¤ata-samàdhi: concentration on the void)
2. อนิมิตตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วย
กำหนดอนิจจลักษณะ — Animitta-samàdhi: concentration on the signless)
3. อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึง
ความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ — Appaõihita-samàdhi: concentration on the
desireless or non-hankering)
ดู [107] วิโมกข์ 3.
D.III.219; A.I.299; Ps.I.49. ที.ปา.11/228/231; องฺ.ติก.20/599/385; ขุ.ปฏิ.31/92/70.
[48] สังขาร 2 (สภาพที่ปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งขึ้น, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย — Saïkhàra:
conditioned things; compounded things)
1. อุปาทินนกสังขาร (สังขารที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่อุปาทินนธรรม — Upàdinnaka-
saïkhàra: kammically grasped phenomena)
2. อนุปาทินนกสังขาร (สังขารที่กรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่อนุปาทินนธรรมทั้งหมด
เว้นแต่อสังขตธาตุ คือนิพพาน — Anupàdinnaka-saïkhàra: kammically ungrasped
phenomena)
ดู [22] ธรรม 24; [41] รูป 22; [119] สังขาร 3 1; [185] สังขาร 4 ด้วย .
AA.IV.50. องฺ.อ.3/223; วิภงฺค.อ.596.
[49] สังคหะ 2 (การสงเคราะห์ — Saïgaha: aid; giving of help or favours; act of
aiding or supporting)
1. อามิสสังคหะ (อามิสสงเคราะห์, สงเคราะห์ด้วยอามิส — âmisa-saïgaha: supporting
with requisites; material aid)
2. ธัมมสังคหะ (ธรรมสงเคราะห์, สงเคราะห์ด้วยธรรม — Dhamma-saïgaha: aiding by
teaching or showing truth; spiritual aid)
A.I.91. องฺ.ทุก.20/393/115.
[50] สัจจะ 2 (ความจริง — Sacca: truth)
1. สมมติสัจจะ (ความจริงโดยสมมุติ, ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคน, ความจริงที่ถือ
ตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก เช่นว่า คน สัตว์ โต๊ะ หนังสือ เป็นต้น —
[51] 76 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
Sammati-sacca: conventional truth)
2. ปรมัตถสัจจะ (ความจริงโดยปรมัตถ์, ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอม
รับของคน, ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ เช่นว่า
รูป นาม เวทนา จิต เจตสิก เป็นต้น — Paramattha-sacca: ultimate truth, absolute truth)
AA.I.95; KvuA.34. องฺ.อ.1/100; ปญฺจ.อ.153,182,241; ฯลฯ.
[51] สาสน์ หรือ ศาสนา 2 (คำสอน — Sàsana: teaching; dispensation)
1. ปริยัติศาสนา (คำสอนฝ่ายปริยัติ, คำสอนอันจะต้องเล่าเรียนหรือจะต้องช่ำชอง ได้แก่
สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละ — Pariyatti-sàsana: teaching to be studied or mastered;
textual or scriptural teaching; dispensation as text) = [302] นวังคสัตถุศาสน์
2. ปฏิบัติศาสนา (คำสอนฝ่ายปฏิบัติ, คำสอนที่จะต้องปฏิบัติ ได้แก่ สัมมาปฏิปทา อนุโลม-
ปฏิปทา อปัจจนีกปฏิปทา (ปฏิปทาที่ไม่ขัดขวาง) อันวัตถปฏิปทา (ปฏิปทาที่เป็นไปตามความมุ่ง
หมาย) ธัมมานุธัมมปฏิปทา (ปฏิบัติธรรมถูกหลัก) กล่าวคือ การบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์, [128]
ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค สติสัมปชัญญะ, [182]
สติปัฏฐาน 4, [156] สัมมัปปธาน 4, [213] อิทธิบาท 4, [258] อินทรีย์ 5, [228] พละ 5, [281]
โพชฌงค์ 7, [293] มรรคมีองค์ 8 — Pañipatti-sàsana: teaching to be practised;
practical teaching; dispensation as practice) ที่เป็นสำคัญในหมวดนี้ ก็คือ [352] โพธิ-
ปักขิยธรรม 37.
Nd1143. ขุ.ม.29/232/175.
[52] สุข 21 (ความสุข — Sukha: pleasure; happiness)
1. กายิกสุข (สุขทางกาย — Kàyika-sukha: bodily happiness)
2. เจตสิกสุข (สุขทางใจ — Cetasika-sukha: mental happiness)
A.I.80. องฺ.ทุก.20/315/101.
[53] สุข 22 (ความสุข — Sukha: pleasure; happiness)
1. สามิสสุข (สุขอิงอามิส, สุขอาศัยเหยื่อล่อ, สุขจากวัตถุคือกามคุณ — Sàmisa-sukha:
carnal or sensual happiness)
2. นิรามิสสุข (สุขไม่อิงอามิส, สุขไม่ต้องอาศัยเหยื่อล่อ, สุขปลอดโปร่งเพราะใจสงบหรือได้รู้
แจ้งตามเป็นจริง — Niràmisa-sukha: happiness independent of material things or
sensual desires; spiritual happiness)
A.I.80. องฺ.ทุก.20/313/101.
[54] สุทธิ 2 (ความบริสุทธิ์, ความสะอาดหมดจด — Suddhi: purity)
1. ปริยายสุทธิ (ความบริสุทธิ์บางส่วน, หมดจดในบางแง่บางด้าน ได้แก่ ความบริสุทธิ์ของ
หมวด 2 77 [57]
ปุถุชนจนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค ที่ครองตนบริสุทธิ์ด้วยข้อปฏิบัติหรือธรรมที่
ตนเข้าถึงบางอย่าง แต่ยังมีกิจในการละและเจริญซึ่งจะต้องทำต่อไปอีก — Pariyàya-suddhi:
partial purity)
2. นิปปริยายสุทธิ (ความบริสุทธิ์สิ้นเชิง, หมดจดแท้จริงเต็มความหมาย ได้แก่ ความบริสุทธิ์
ของพระอรหันต์ผู้เสร็จกิจในการละและการเจริญธรรม ครองตนไร้มลทินทุกประการ —
Nippariyàya-suddhi: absolute purity)
AA.I.293– 4. องฺ.อ.2/4.
[􀀬􀀬] อรหันต์ 2 ดู [61] อรหันต์ 2.
[55] อริยบุคคล 2 (บุคคลผู้ประเสริฐ, ผู้บรรลุธรรมพิเศษตั้งแต่โสดาปัตติมรรคขึ้นไป, ผู้
เป็นอารยะในความหมายของพระพุทธศาสนา — Ariya-puggala: noble individuals; holy
persons)
1. เสขะ (พระเสขะ, พระผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่พระอริยบุคคล 7 เบื้องต้นในจำนวน 8 —
Sekha: the learner)
2. อเสขะ (พระอเสขะ, พระผู้ไม่ต้องศึกษา ได้แก่ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว — Asekha: the
adept)
ทั้ง 2 ประเภทนี้ ในบาลีที่มาเรียกว่า ทักขิไณยบุคคล 2.
A.I.62. องฺ.ทุก.20/280/80.
[56] อริยบุคคล 4
1. โสดาบัน (“ผู้ถึงกระแส”, ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว — Sotàpanna: Stream-Enterer)
2. สกทาคามี (“ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว”, ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว — Sakadàgàmã:
Once-Returner)
3. อนาคามี (“ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก”, ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว — Anàgàmã: Non-
Returner)
4. อรหันต์ (“ผู้ควร”, “ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว”, ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว — Arahanta: the
Worthy One)
ดู [164] มรรค 4; [329] สังโยชน์ 10 1.
D.I.156. นัย ที.สี.9/250– 253/199– 200.
[57] อริยบุคคล 8 แยกเป็น มรรคสมังคี (ผู้พร้อมด้วยมรรค) 4, ผลสมังคี (ผู้พร้อมด้วย
ผล) 4
1. โสดาบัน (ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว, พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล — one who has
entered the Stream; one established in the Fruition of Stream-Entry; Stream-Enterer)
[58] 78 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
2. ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล (พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค — one who
has worked for the realization of the Fruition of Stream-Entry; one established in
the Path of Stream-Entry)
3. สกทาคามี (ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว, พระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล — one who is a
Once-Returner; one established in the Fruition of Once-Returning)
4. ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล (พระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิมรรค — one who
has worked for the realization of the Fruition of Once-Returning; one established
in the Path of Once-Returning)
5. อนาคามี (ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว, พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล — one who is a
Non-Returner; one established in the Fruition of Non-Returning)
6. ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล (พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค — one who
has worked for the realization of the Fruition of Non-Returning; one established
in the Path of Non-Returning)
7. อรหันต์ (ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว, พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล — one who is an
Arahant; one established in the Fruition of Arahantship)
8. ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล (พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค — one who has
worked for the realization of the Fruition of Arahantship; one established in the
Path of Arahantship)
ทั้ง 8 ประเภทนี้ ในบาลีที่มาทั้งหลายเรียกว่า ทักขิไณยบุคคล 8
ดู [164–5] มรรค 4 ผล 4 ด้วย.
D.III.255; A.IV.291; Pug 73. ที.ปา.11/342/267; องฺ.อฏฺฐก.23/149/301; อภิ.ปุ.36/150/233.
[58] โสดาบัน 3 (ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว, ผู้แรกถึงกระแสอันนำไปสู่พระนิพพาน
แน่ต่อการตรัสรู้ข้างหน้า — Sotàpanna: Stream-Enterer)
1. เอกพีชี (ผู้มีพืชคืออัตภาพอันเดียว คือ เกิดอีกครั้งเดียว ก็จักบรรลุอรหัต — Ekabãjã: the
Single-Seed)
2. โกลังโกละ (ผู้ไปจากสกุลสู่สกุล คือ เกิดในตระกูลสูงอีก 2–3 ครั้ง หรือเกิดในสุคติอีก 2–3
ภพ ก็จักบรรลุอรหัต — Kolaïkola: the Clan-to-Clan)
3. สัตตักขัตตุงปรมะ (ผู้มีเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง คือ เวียนเกิดในสุคติภพอีกอย่างมากเพียง 7
ครั้ง ก็จักบรรลุอรหัต — Sattakkhattu§parama: the Seven-Times-at-Most)
เกณฑ์แบ่งหรือเหตุให้เป็นเช่นนี้ กำหนดด้วยวิปัสสนาและความมีอินทรีย์อันแก่กล้า ปาน
กลาง และอ่อนกว่ากัน ตามลำดับ
A.I.233: IV.380; V.120; Pug.3,16,74. องฺ.ติก.20/528/302;องฺ.นวก.23/216/394;องฺ.ทสก.24/64/129/;อภิ.ปุ.36/47– 9/147.
หมวด 2 79 [61]
[59] สกทาคามี 3, 5 (ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว, ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว — Sakadàgàmã:
Once-Returner)
พระสกทาคามีนี้ ในบาลีมิได้แยกประเภทไว้ แต่ในคัมภีร์รุ่นหลังแยกประเภทไว้หลายอย่าง
เช่น ในคัมภีร์ปรมัตถโชติกา แยกไว้เป็น 3 ประเภท คือ ผู้ได้บรรลุผลนั้น ในกามภพ 1 ในรูป
ภพ 1 ในอรูปภพ 1
ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา จำแนกไว้ 5 ประเภท คือ ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในโลก
นี้เอง 1 ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในเทวโลก 1 ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว ปรินิพพานใน
เทวโลกนั้นเอง 1 ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว เกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน 1 ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ไป
เกิดในเทวโลกหมดอายุแล้ว กลับมาเกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน 1 และอธิบายต่อท้ายว่า พระ
สกทาคามีที่กล่าวถึงในบาลีหมายเอาประเภทที่ 5 อย่างเดียว
นอกจากนี้ ที่ท่านแบ่งออกเป็น 4 บ้าง 12 บ้าง ก็มี แต่จะไม่กล่าวไว้ในที่นี้
KhA.182. ขุทฺทก.อ.199; วิสุทฺธิ.ฏีกา3/655.
[60] อนาคามี 5 (ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว, ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก — Anàgàmã: Non-
Returner)
1. อันตราปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานในระหว่าง คือ เกิดในสุทธาวาสภพใดภพหนึ่งแล้ว อายุยัง
ไม่ถึงกึ่ง ก็ปรินิพพานโดยกิเลสปรินิพพาน — Antarà-parinibbàyã: one who attains
Parinibbàna within the first half life-span)
2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้จวนจะถึงจึงปรินิพพาน คือ อายุพ้นกึ่งแล้ว จวนจะถึงสิ้นอายุจึง
ปรินิพพาน — Upahacca-parinibbàyã: one who attains Parinibbàna after the first
half life-span)
3. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้แรงชักจูง คือ ปรินิพพานโดยง่าย ไม่ต้อง
ใช้ความเพียรนัก — Asaïkhàra-parinibbàyã: one who attains Parinibbàna without
exertion)
4. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยใช้แรงชักจูง คือ ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียร
มาก — Sasaïkhàra-parinibbàyã: one who attains Parinibbàna with exertion)
5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ คือ เกิดในสุทธาวาสภพใด
ภพหนึ่งก็ตาม จะเกิดเลื่อนต่อขึ้นไปจนถึงอกนิฏฐภพแล้วจึงปรินิพพาน — Uddha§sotoakaniññhagàmã:
one who goes upstream bound for the highest realm; up-streamer
bound for the Not-Junior Gods)
เกณฑ์แบ่ง ได้แก่ความต่างแห่งอินทรีย์ มีศรัทธาเป็นต้น ที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
A.I.233; IV.14,70,380; V.120; Pug.16. องฺ.ติก.20/528/302; องฺ.นวก.23/216/394; องฺ.ทสก.24/64/129; อภิ.ปุ.36/52– 6/148.
[61] อรหันต์ 2 (ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว, ท่านผู้สมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่าง
[62] 80 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
แท้จริง — Arahanta: an Arahant; arahant; Worthy One)
1. สุกขวิปัสสก (ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง คือ ท่านผู้มิได้ฌาน สำเร็จอรหัตด้วยเจริญแต่
วิปัสสนาล้วนๆ — Sukkhavipassaka: the dry-visioned; bare-insight worker)
2. สมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้ว จึงเจริญ
วิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหัต — Samathayànika: one whose vehicle is tranquillity;
the quiet-vehicled)
การจำแนกพระอรหันต์เป็นสองประเภทอย่างนี้ มาในคัมภีร์ชั้นหลังเช่น ปรมัตถโชติกา
เป็นต้น ไม่ปรากฏในบาลีแห่งใด สรุปคำอธิบายเพื่อเข้าใจเพิ่มเติมดังนี้
ประเภทที่ 1 คือท่านที่อาศัยเพียงอุปจารสมาธิ เจริญวิปัสสนาไปจนถึงที่สุด แต่เมื่อจะสำเร็จ
อรหัตนั้น ก็เป็นผู้ได้ปฐมฌาน ประเภทนี้ เรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนายานิก หรือ สุทธวิปัสสนายานิก
(ผู้มีวิปัสสนาล้วนๆ เป็นยาน — Suddhavipassanàyànika: one whose vehicle is pure
insight; the insight-vehicled)
ประเภทที่ 2 คือ ที่บาลีเรียกว่า อุภโตภาควิมุต
KhA.178,183; Vism.587,666. ขุทฺทก.อ.200; วิสุทฺธิ.3/206,312; วิสุทฺธิ.ฏีกา3/398;576.
[62] อรหันต์ 4, 5, 60 (Arahanta: an Arahant; arahant; Worthy One)
1. สุกฺขวิปสฺสโก (ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน — Sukkhavipassaka: bare-insight worker)
2. เตวิชฺโช (ผู้ได้วิชชาสาม — Tevijja: one with the Threefold Knowledge)
3. ฉฬภิญฺโญ (ผู้ได้อภิญญาหก — Chaëabhi¤¤a: one with the Sixfold Superknowledge)
4. ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา — Pañisambhidappatta: one having attained
the Analytic Insights)
พระอรหันต์ทั้งสี่ในหมวดนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรง
ประมวลแสดงไว้ในหนังสือธรรมวิภาค ปริเฉทที่ 2 หน้า 41 พึงทราบคำอธิบายตามที่มาเฉพาะ
ของคำนั้นๆ
แต่ในคัมภีร์ทั้งหลายนิยมจำแนกเป็น 2 อย่าง เหมือนในหมวดก่อนบ้าง เป็น 5 อย่างบ้าง ที่
เป็น 5 คือ
1. ปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา — Pa¤¤àvimutta: one liberated by wisdom)
2. อุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ได้ทั้งเจโตวิมุตติ ขั้นอรูปสมาบัติก่อน แล้วได้
ปัญญาวิมุตติ — Ubhatobhàgavimutta: one liberated in both ways)
3. เตวิชชะ (ผู้ได้วิชชาสาม — Tevijja: one possessing the Threefold Knowledge)
4. ฉฬภิญญะ (ผู้ได้อภิญญาหก — Chaëabhi¤¤a: one possessing the Sixfold Superknowledge)
หมวด 2 81 [63]
5. ปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาสี่ — Pañisambhidappatta: one having gained
the Four Analytic Insights)
ทั้งหมดนี้ ย่อลงแล้วเป็น 2 คือ พระปัญญาวิมุต กับพระอุภโตภาควิมุต เท่านั้น พระสุกข-
วิปัสสกที่กล่าวถึงข้างต้น เป็น พระปัญญาวิมุต ประเภทหนึ่ง (ในจำนวนพระปัญญาวิมุต 5
ประเภท คือ พระสุกขวิปัสสก และท่านผู้ได้ฌาน 4 ขั้นใดขั้นหนึ่งมาก่อนได้บรรลุอรหัตตผล)
พระเตวิชชะ กับพระฉฬภิญญะ เป็น อุภโตภาควิมุต ทั้งนั้น แต่ท่านแยกพระอุภโตภาควิมุตไว้
เป็นข้อหนึ่งต่างหาก เพราะพระอุภโตภาควิมุตที่ไม่ได้โลกียวิชชาและโลกียอภิญญา ก็มี ส่วน
พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ ได้ความแตกฉานทั้งสี่ด้วยปัจจัยทั้งหลาย คือ การเล่าเรียน สดับ สอบค้น
ประกอบความเพียรไว้เก่า และการบรรลุอรหัต.
พระอรหันต์ 5 นั้น แต่ละประเภท จำแนกโดยวิโมกข์ 3 รวมเป็น 15 จำแนกออกไปอีกโดย
ปฏิปทา 4 จึงรวมเป็น 60 ความละเอียดในข้อนี้ จะไม่แสดงไว้ เพราะจะทำให้ฟั่นเฝือ ผู้ต้องการ
ทราบยิ่งขึ้นไป พึงนำหลักที่กล่าวมาตั้งเป็นเกณฑ์จำแนกได้เอง
ดู [61] อรหันต์ 2; [106] วิชชา 3; [155] ปฏิสัมภิทา 4; [274] อภิญญา 6.
Vism.710. วิสุทฺธิ.3/373; วิสุทฺธิ.ฏีกา3/657.
[63] อริยบุคคล 7 (บุคคลผู้ประเสริฐ — Ariyapuggala: noble individuals) เรียงจาก
สูงลงมา
1. อุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย และสิ้น
อาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้เจโตวิมุตติขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่
จะได้ปัญญาวิมุตติ — Ubhatobhàgavimutta: one liberated in both ways)
2. ปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา คือ ท่านที่มิได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่สิ้นอาสวะ
แล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติก็สำเร็จเลยทีเดียว — Pa¤¤avimutta:
one liberated by understanding)
3. กายสักขี (ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือ ผู้ประจักษ์กับตัว คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8
ด้วยกาย และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดา
ปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ — Kàyasakkhã:
the body-witness)
4. ทิฏฐิปปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรมถูกต้องแล้ว และอาสวะบาง
ส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จน
ถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ — Diññhippatta: one attained
to right view)
5. สัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรมถูกต้องแล้ว และอาสวะ
บางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มีศรัทธาเป็นตัวนำ หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุ
โสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ —
[63] 82 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
Saddhàvimutta: one liberated by faith)
6. ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม หรือผู้แล่นตามไปด้วยธรรม คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ
โสดาปัตติผลที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีปัญญาเป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผล
แล้วกลายเป็นทิฏฐิปปัตตะ — Dhammànusàrã: the truth-devotee)
7. สัทธานุสารี (ผู้แล่นไปตามศรัทธา หรือผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ
โสดาปัตติผลที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผล
แล้วกลายเป็นสัทธาวิมุต — Saddhànusàrã: the faith-devotee)
กล่าวโดยสรุป
บุคคลประเภทที่ 1 และ 2 (อุภโตภาควิมุต และปัญญาวิมุต) ได้แก่พระอรหันต์ 2 ประเภท
บุคคลประเภทที่ 3, 4 และ 5 (กายสักขี ทิฏฐิปปัตตะ และสัทธาวิมุต) ได้แก่พระโสดาบัน
พระสกทาคามี พระอนาคามี และท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค จำแนกเป็น 3 พวกตามอินทรีย์ที่
แก่กล้า เป็นตัวนำในการปฏิบัติ คือ สมาธินทรีย์ หรือปัญญินทรีย์ หรือสัทธินทรีย์
บุคคลประเภทที่ 6 และ 7 (ธัมมานุสารี และสัทธานุสารี) ได้แก่ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติ-
มรรค จำแนกตามอินทรีย์ที่เป็นตัวนำในการปฏิบัติ คือ ปัญญินทรีย์ หรือสัทธินทรีย์
อย่างไรก็ตาม ข้อความที่อธิบายมาเกี่ยวกับบุคคลประเภทที่ 3, 4, 5 บางคัมภีร์กล่าวว่าเป็น
การแสดงโดยนิปปริยาย คือแสดงความหมายโดยตรงจำเพาะลงไป แต่ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์
ท่านแสดงความหมายโดยปริยาย เรียกผู้ที่ปฏิบัติโดยมีสัทธินทรีย์เป็นตัวนำ ว่าเป็น สัทธาวิมุต
ตั้งแต่บรรลุโสดาปัตติผล ไปจนบรรลุอรหัตตผล; เรียกผู้ปฏิบัติโดยมีสมาธินทรีย์เป็นตัวนำ ว่า
เป็น กายสักขี ตั้งแต่บรรลุโสดาปัตติมรรค ไปจนบรรลุอรหัตตผล; เรียกผู้ที่ปฏิบัติโดยมี
ปัญญินทรีย์เป็นตัวนำ ว่าเป็น ทิฏฐิปปัตตะ ตั้งแต่บรรลุโสดาปัตติผลไปจนบรรลุอรหัตตผล;
โดยนัยนี้จึงมีคำเรียกพระอรหันต์ว่า สัทธาวิมุต หรือ กายสักขี หรือ ทิฏฐิปปัตตะ ได้ด้วย แต่ถ้า
ถือศัพท์เคร่งครัด ก็มีแต่ อุภโตภาควิมุต กับ ปัญญาวิมุต เท่านั้น
ในฎีกาแห่งวิสุทธิมัคค์คือปรมัตถมัญชุสา มีคำอธิบายว่า ผู้ไม่ได้วิโมกข์ 8 เมื่อตั้งอยู่ในโสดา
ปัตติมรรคเป็น สัทธานุสารี หรือ ธัมมานุสารี อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อจากนั้นเป็น สัทธาวิมุต หรือ
ทิฏฐิปปัตตะ จนได้สำเร็จอรหัตตผล จึงเป็น ปัญญาวิมุต; ผู้ได้วิโมกข์ 8 เมื่อตั้งอยู่ใน
โสดาปัตติมรรคเป็น สัทธานุสารี หรือ ธัมมานุสารี อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อจากนั้นเป็น กายสักขี
เมื่อสำเร็จอรหัตตผล เป็น อุภโตภาควิมุต
นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า บุคคลประเภทกายสักขีนี่เองที่ได้ชื่อว่า สมถยานิก; ส่วนคำว่า
ปัญญาวิมุต บางแห่งมีคำจำกัดความแปลกออกไปจากนี้ว่า ได้แก่ผู้ที่บรรลุอรหัต โดยไม่ได้
โลกียอภิญญา 5 และอรูปฌาน 4 (สํ.นิ.16/283–9/147–150; S.II.121.)
อริยบุคคล 7 นี้ ในพระสุตตันตปิฎก นิยมเรียกว่า ทักขิไณยบุคคล 7.
D.III.105,254; A.I.118; Ps.II.52; Pug.10,73; Vism.659. ที.ปา.11/80/115; 336/266; องฺ.ติก.20/460/148;
ขุ.ปฏิ.31/493– 5/380– 3; อภิ.ปุ.36/13/139; วิสุทธิ.3/302; วิสุทธิ.ฏีกา3/562– 568.
หมวด 2 83 [65]
[64] อัตถะ 2 (อรรถ, ความหมาย — Attha: meaning)
พระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่าโดยการแปลความหมาย มี 2 ประเภท คือ
1. เนยยัตถะ ([พระสูตร]ซึ่งมีความหมายที่จะต้องไขความ, พุทธพจน์ที่ตรัสตามสมมติ อันจะ
ต้องเข้าใจความจริงแท้ที่ซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง เช่นที่ตรัสเรื่องบุคคล ตัวตน เรา–เขา ว่า บุคคล 4
ประเภท, ตนเป็นที่พึ่งของตน เป็นต้น — Neyyattha: with indirect meaning; with
meaning to be defined, elucidated or interpreted)
2. นีตัตถะ ([พระสูตร]ซึ่งมีความหมายที่แสดงชัดโดยตรงแล้ว, พุทธพจน์ที่ตรัสโดยปรมัตถ์ ซึ่ง
มีความหมายตรงไปตรงมาตามสภาวะ เช่นที่ตรัสว่า รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น — Nãtattha:
with direct or manifest meaning; with defined or elucidated meaning)
ผู้ใดแสดงพระสูตรที่เป็นเนยยัตถะ ว่าเป็นนีตัตถะ หรือแสดงพระสูตรที่เป็นนีตัตถะ ว่าเป็น
เนยยัตถะ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวตู่พระตถาคต.
A.I. 60 องฺ.ทุก.20/270/76
[65] อุปัญญาตธรรม 2 (ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติเห็นคุณประจักษ์กับพระองค์
เอง คือ พระองค์ได้ทรงอาศัยธรรม 2 อย่างนี้ดำเนินอริยมรรคาจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ
สัมมาสัมโพธิญาณ — Upa¤¤àta-dhamma: two virtues realized or ascertained by the
Buddha himself)
1.อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ (ความไม่สันโดษในกุศลธรรม, ความไม่รู้อิ่มไม่รู้พอใน
การสร้างความดีและสิ่งที่ดี — Asantuññhità kusalesu dhammesu: discontent in moral
states; discontent with good achievements)
2.อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ (ความไม่ระย่อในการพากเพียร, การเพียรพยายามก้าวหน้า
เรื่อยไปไม่ยอมถอยหลัง — Appañivàõità padhànasmi§: perseverance in exertion;
unfaltering effort)
D.III.214; A.I.50,95; Dhs.8,234. ที.ปา.11/227/227; องฺ.ทุก.20/251/64; 422/119; อภิ.สํ.34/15/8; 875/339.
ติกะ — หมวด 3
Groups of Three
(including related groups)
[66] กรรม 3 (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม — Kamma:
action; deed)
1. กายกรรม (กรรมทำด้วยกาย, การกระทำทางกาย — Kàya-kamma: bodily action)
2. วจีกรรม (กรรมทำด้วยวาจา, การกระทำทางวาจา — Vacã-kamma: verbal action)
3. มโนกรรม (กรรมทำด้วยใจ, การกระทำทางใจ — Mano-kamma: mental action)
M.I.373. ม.ม.13/64/56.
[67] กุศลมูล 3 (รากเหง้าของกุศล, ต้นตอของความดี — Kusala-måla: wholesome
roots; roots of good actions)
1. อโลภะ (ความไม่โลภ, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโลภะ, ความคิดเผื่อแผ่, จาคะ — Alobha:
non-greed; generosity)
2. อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโทสะ, เมตตา — Adosa: nonhatred;
love)
3. อโมหะ (ความไม่หลง, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับความหลง, ปัญญา — Amoha: nondelusion;
wisdom)
D.III.275. ที.ปา.11/394/292.
[68] อกุศลมูล 3 (รากเหง้าของอกุศล, ต้นตอของความชั่ว — Akusala-måla:
unwholesome roots; roots of bad actions)
1. โลภะ (ความอยากได้ — Lobha: greed)
2. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย — Dosa: hatred)
3. โมหะ (ความหลง — Moha: delusion)
D.III.275; It.45. ที.ปา.11/393/291; ขุ.อิติ.25/228/264.
[69] กุศลวิตก 3 (ความตรึกที่เป็นกุศล, ความนึกคิดที่ดีงาม — Kusala-vitakka:
wholesome thoughts)
1. เนกขัมมวิตก (ความตรึกปลอดจากกาม, ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือ
สนองความอยากของตน — Nekkhamma-vitakka: thought of renunciation; thought free
from selfish desire)
หมวด 3 85 [72]
2. อพยาบาทวิตก (ความตรึกปลอดจากพยาบาท, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัด
เคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย — Abyàpàda-vitakka: thought free from hatred)
3. อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้าย
หรือมุ่งทำลาย — Avihi§sà-vitakka: thought of non-violence; thought free from cruelty)
A.III.446. องฺ.ฉกฺก.22/380/496.
[70] อกุศลวิตก 3 (ความตรึกที่เป็นอกุศล, ความนึกคิดที่ไม่ดี — Akusala-vitakka:
unwholesome thoughts)
1. กามวิตก (ความตรึกในทางกาม, ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนอง
ความอยาก — Kàma-vitakka: thought of sensual pleasures)
2. พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองใน
แง่ร้าย — Byàpàda-vitakka: thought full of hatred or ill-will; malevolent thought)
3. วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน, ความนึกคิดในทางทำลาย ทำร้ายหรือก่อความ
เดือดร้อนแก่ผู้อื่น — Vihi§sà-vitakka: thought of violence or cruelty; cruel thought)
A.III.446. องฺ.ฉกฺก.22/380/496.
[71] โกศล 3 (ความฉลาด, ความเชี่ยวชาญ — Kosalla: skill; proficiency)
1. อายโกศล (ความฉลาดในความเจริญ, รอบรู้ทางเจริญ และเหตุของความเจริญ — âyakosalla:
proficiency as to gain or progress)
2. อปายโกศล (ความฉลาดในความเสื่อม, รอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม — Apàyakosalla:
proficiency as to loss or regress)
3. อุปายโกศล (ความฉลาดในอุบาย, รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ — Upàyakosalla:
proficiency as to means and methods)
D.III.220; Vbh.325. ที.ปา.11/228/231; อภิ.วิ.35/807/439.
[72] ญาณ 31 (ความหยั่งรู้, ปรีชาหยั่งรู้ — ¥àõa: insight; knowledge)
1. อตีตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต, รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ —
Atãta§sa-¤àõa: insight into the past; knowledge of the past)
2. อนาคตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต, รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ —
Anàgata§sa-¤àõa: insight into the future; knowledge of the future)
3. ปัจจุปปันนังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน, รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและ
เหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ — Paccuppanna§sa-¤àõa: insight into the present;
knowledge of the present)
D.III.275. ที.ปา.11/396/292.
[73] 86 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[73] ญาณ 32 (ความหยั่งรู้, ปรีชาหยั่งรู้ — ¥àõa: insight; knowledge)
1. สัจจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ 4 แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้
ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา — Sacca-¤àõa: knowledge of the
Truths as they are)
2. กิจจญาณ (หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ 4 แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควร
กำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย เป็นต้น — Kicca-¤àõa: knowledge of the functions
with regard to the respective Four Noble Truths)
3. กตญาณ (หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ 4 แต่ละอย่าง
นั้นได้ทำเสร็จแล้ว — Kata-¤àõa: knowledge of what has been done with regard to
the respective Four Noble Truths)
ญาณ 3 ในหมวดนี้ เนื่องด้วยอริยสัจจ์ 4 โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า ญาณ-ทัสสนะ
อันมีปริวัฏฏ์ 3 (ญาณทัสสนะมีรอบ 3 หรือ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ 3 รอบ — thricerevolved
knowledge and insight) หรือ ปริวัฏฏ์ 3 แห่งญาณทัสสนะ (the three aspects
of intuitive knowledge regarding the Four Noble Truths)
ปริวัฏฏ์ หรือวนรอบ 3 นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง 4 รวมเป็น 12 ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่ามี
อาการ 12 (twelvefold intuitive insight หรือ knowing and seeing under twelve modes)
พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจจ์ 4 ครบวนรอบ 3 มีอาการ 12
(ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ ) อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว.
ดู [205] กิจในอริยสัจจ์ 4.
Vin.I.11; S.V.422. วินย.4/16/21; สํ.ม.19/1670/530; สํ.อ.3/409.
[74] ตัณหา 3 (ความทะยานอยาก — Taõhà: craving)
1. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม, ความอยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการ
ทางประสาททั้งห้า — Kàma-taõhà: craving for sensual pleasures; sensual craving)
2. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่างใด
อย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ
— Bhava-taõhà: craving for existence)
3. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ, ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจาก
ความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ, ความใคร่อยากที่
ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ — Vibhava-taõhà: craving for non-existence;
craving for self-annihilation)
A.III.445; Vbh.365. องฺ.ฉกฺก.22/377/494; อภิ.วิ.35/933/494.
หมวด 3 87 [75]
[75] ไตรปิฎก (ปิฎก 3, กระจาด ตะกร้า กระบุง หรือ ตำรา 3, ประมวลแห่งคัมภีร์ที่
รวบรวมพระธรรมวินัย 3 หมวด หรือ 3 ชุด — Tipiñaka: the Three Baskets; the Pali
Canon) จัดพิมพ์ด้วยอักษรไทย มี 45 เล่ม
1. วินัยปิฎก (หมวดพระวินัย, ประมวลสิกขาบท สำหรับภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ — Vinayapiñaka:
the Basket of Discipline) แบ่งเป็น 3 หมวด หรือ 5 คัมภีร์ จัดพิมพ์อักษรไทยเป็น
8 เล่ม คือ
ก. วิภังค ์หรือ สุตตวิภังค ( Vibhaïga) ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ (ปาติโมกข์ ก็ใช้) แบ่งเป็น
2 คัมภีร์ คือ
1. อาทิกัมมิกะ หรือ ปาราชิก (อา) ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติหนัก ตั้งแต่ปาราชิกถึง
อนิยต (Major Offences) จัดพิมพ์เป็น 1 เล่ม
2. ปาจิตติยะ (ปา) ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติเบา ตั้งแต่นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถึงเสขิยะ
และรวมเอาภิกขุนีวิภังค์เข้าไว้ด้วย (Minor Offences) จัดเป็น 2 เล่ม
วิภังค์ นี้ แบ่งอีกอย่างหนึ่งเป็น 2 เหมือนกัน คือ
1. มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ฝ่ายภิกษุสงฆ์ (Rules for
Monks) จัดเป็น 2 เล่ม
2. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ (Rules for Nuns) จัดเป็น 1 เล่ม
ข. ขันธกะ (Khandhaka) ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ รวมเป็นบทๆ เรียกว่า ขันธกะ หนึ่งๆ
ทั้งหมดมี 22 ขันธกะ ปันเป็น 2 วรรค คือ
3. มหาวรรค (ม; วรรคใหญ่ — Greater Section) ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนต้น
มี 10 ขันธกะ จัดเป็น 2 เล่ม
4. จุลวรรค (จุ; วรรคเล็ก — Smaller Section) ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนปลาย
มี 12 ขันธกะ จัดเป็น 2 เล่ม
ค. 5. ปริวาร (ป; หนังสือประกอบ; คู่มือ — Parivàra: Epitome of the Vinaya) คัมภีร์
บรรจุคำถามคำตอบ ซ้อมความรู้พระวินัย จัดเป็น 1 เล่ม
2. สุตตันตปิฎก (หมวดพระสูตร, ประมวลพระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรม และเรื่องเล่า
ต่างๆ อันยักเยื้องตามบุคคลและโอกาส — Sutta-piñaka: the Basket of Discourses) แบ่ง
เป็น 5 นิกาย (แปลว่าประมวลหรือชุมนุม) จัดพิมพ์เป็น 25 เล่ม คือ
1. ทีฆนิกาย (ที) ชุมนุมพระสูตรที่มีขนาดยาว — Dãgha-nikàya: Collection of Long
Discourses จัดเป็น 3 วรรค 3 เล่ม มี 34 สูตร
2. มัชฌิมนิกาย (ม) ชุมนุมพระสูตรที่มีความยาวปานกลาง — Majjhima-nikàya: Collection
of Middle-length Discourses จัดเป็น 3 ปัณณาสก์ 3 เล่ม มี 152 สูตร
3. สังยุตตนิกาย (สํ) ชุมนุมพระสูตรที่รวมเข้าไว้เป็นหมวดๆ เรียกว่า สังยุตต์ หนึ่งๆ ตาม
[75] 88 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
เรื่องที่เนื่องกัน — Sa§yutta-nikàya: Collection of Connected Discourses จัดเป็น
56 สังยุตต์ แล้วประมวลเข้าอีกเป็น 5 วรรค 5 เล่ม มี 7,762 สูตร
4. อังคุตตรนิกาย (อํ) ชุมนุมพระสูตรที่รวมเข้าไว้เป็นหมวดๆ เรียกว่า นิบาต หนึ่งๆ ตาม
ลำดับจำนวนหัวข้อธรรม — Aïguttara-nikàya: Adding-One Collection;
Collection of Numerical Sayings จัดเป็น 11 นิบาต (หมวด 1 ถึง หมวด 11) รวม
เข้าเป็นคัมภีร์ 5 เล่ม มี 9,557 สูตร
5. ขุททกนิกาย (ขุ) ชุมนุมพระสูตร ข้อธรรม คำอธิบายและเรื่องราวเบ็ดเตล็ด —
Khuddaka-nikàya: Smaller Collection; Collection of Minor Works รวมคัมภีร์ที่
จัดเข้าไม่ได้ในนิกายสี่ข้างต้น มีทั้งหมด 15 คัมภีร์ จัดเป็น 9 เล่ม คือ ขุททกปาฐะ ธรรมบท
อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต (1 เล่ม) วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา (1 เล่ม)
ชาดก (2 เล่ม) นิทเท ส (มหานิทเทส 1 เล่ม, จูฬนิทเทส 1 เล่ม) ปฏิสัมภิทามัคค์ (1 เล่ม)
อปทาน (1 2/3 เล่ม) พุทธวงส์ จริยาปิฎก (1/3 เล่ม)
3. อภิธรรมปิฎก (หมวดอภิธรรม, ประมวลหลักธรรมและคำอธิบายในรูปหลักวิชาล้วนๆ ไม่
เกี่ยวด้วยเหตุการณ์และบุคคล — Abhidhamma-piñaka: the Basket of Sublim

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:40:02 PM »





หมวด 4 153 [202]
1. อาโรคยะ (ความไม่มีโรค, ความมีสุขภาพดี — ârogya: good health)
2. ศีล (ความประพฤติดี มีวินัย ไม่ก่อเวรภัย ได้ฝึกในมรรยาทอันงาม — Sãla: moral conduct
and discipline)
3. พุทธานุมัต (ศึกษาแนวทาง มองดูแบบอย่าง เข้าถึงความคิดของพุทธชนเหล่าคนผู้เป็น
บัณฑิต — Buddhànumata: conformity or access to the ways of great, enlightened
beings)
4. สุตะ (ใฝ่เล่าเรียนหาความรู้ ฝึกตนให้เชี่ยวชาญและทันต่อเหตุการณ์ — Suta: much
learning)
5. ธรรมานุวัติ (ดำเนินชีวิตและกิจการงานโดยทางชอบธรรม — Dhammànuvatti: practice
in accord with the Dhamma; following the law of righteousness)
6. อลีนตา (เพียรพยายามไม่ระย่อ, มีกำลังใจแข็งกล้า ไม่ท้อถอยเฉื่อยชา เพียรก้าวหน้าเรื่อย
ไป — Alãnatà: unshrinking perseverance)
ธรรม 6 ประการชุดนี้ ในบาลีเดิมเรียกว่า อัตถทวาร (ประตูแห่งประโยชน์, ประตูสู่จุด
หมาย) หรือ อัตถประมุข (ปากทางสู่ประโยชน์, ต้นทางสู่จุดหมาย) และอรรถกถาอธิบายคำ
อัตถะ ว่า หมายถึง “วุฒิ” คือความเจริญ ซึ่งได้แก่ วัฒนะ ดังนั้นจึงอาจเรียกว่า วุฒิมุข หรือที่คน
ไทยรู้สึกคุ้นมากกว่าว่า วัฒนมุข
อนึ่ง ในฝ่ายอกุศล มีหมวดธรรมรู้จักกันดีที่เรียกว่า อบายมุข 6 ซึ่งแปลว่า ปากทางแห่งความ
เสื่อม จึงอาจเรียกธรรมหมวดนี้ด้วยคำที่เป็นคู่ตรงข้ามว่า อายมุข 6 (ปากทางแห่งความเจริญ)
J.I.366 ขุ.ชา.27/84/27
[202] อปัสเสนะ หรือ อปัสเสนธรรม 4 (ธรรมดุจพนักพิง, ธรรมเป็นที่อิงหรือ
พึ่งอาศัย — Apassena: virtues to lean on; states which a monk should rely on)
1. สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเสพ ได้แก่ สิ่งของมีปัจจัย 4 คือ จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช เป็นต้นก็ดี บุคคล และธรรมเป็นต้นก็ดี ที่จำเป็นจะต้อง
เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ พึงพิจารณาแล้วจึงใช้สอยและเสวนาให้เป็นประโยชน์ — Pañisevanà:
The monk deliberately follows or makes use of one thing.)
2. สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ มี
หนาว ร้อน และทุกขเวทนาเป็นต้น พึงรู้จักพิจารณาอดกลั้น — Adhivàsanà: The monk
deliberately endures one thing.)
3. สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษ ก่ออันตราย
แก่ร่างกายก็ตาม จิตใจก็ตาม เช่น ช้างร้าย คนพาล การพนัน สุราเมรัย เป็นต้น พึงรู้จักพิจารณา
หลีกเว้นเสีย — Parivajjanà: The monk deliberately avoids one thing.)
4. สงฺขาเยกํ ปฏิวิโนเทติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่อ
[203] 154 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
อันตราย เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น และความชั่วร้ายทั้ง
หลาย เกิดขึ้นแล้ว พึงรู้จักพิจารณาแก้ไข บำบัดหรือขจัดให้สิ้นไป — Pañivinodanà: The
monk deliberately suppresses or expels one thing.)
อปัสเสนะ 4 นี้ เรียกอีกอย่างว่า อุปนิสัย 4 (ธรรมเป็นที่พึ่งพิง หรือธรรมช่วยอุดหนุน —
Upanissaya: supports; supporting states)
เมื่อรู้จักพิจารณาปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องด้วยปัญญาตามหลักอปัสเสนะ หรืออุปนิสัย
4 อย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้อกุศลที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เสื่อมสิ้นไป และกุศลที่ยังไม่
เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้นไป
ภิกษุผู้พร้อมด้วยธรรม 4 ประการนี้ ดำรงอยู่ในธรรม 5 คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ
ปัญญา ท่านเรียกว่า นิสสยสัมบัน (ผู้ถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย — fully supported; resourceful).
D.III.224,270; A.IV.354; A.V.30. ที.ปา.11/236/326; 472/338; องฺ.นวก.23/206/366; องฺ.ทสก.24/20/32.
[􀀬􀀬􀀬] อรหันต์ 4 ดู [62] อรหันต์ 4.
[􀀬􀀬􀀬] อริยบุคคล 4 ดู [56] อริยบุคคล 4.
[203] อริยวงศ์ 4 (ปฏิปทาที่พระอริยะทั้งหลายปฏิบัติสืบกันมาแต่โบราณไม่ขาดสาย,
อริยประเพณี — Ariyava§sa: Ariyan lineage; noble tradition; the fourfold
traditional practice of the Noble Ones)
1. จีวรสันโดษ (ความสันโดษด้วยจีวร — Cãvara-santosa: contentment as regards
robes or clothing)
2. ปิณฑปาตสันโดษ (ความสันโดษด้วยบิณฑบาต — Piõóapàta-santosa: contentment
as regards alms-food)
3. เสนาสนสันโดษ (ความสันโดษด้วยเสนาสนะ — Senàsana-santosa: contentment as
regards lodging)
4. ปหานภาวนารามตา (ความยินดีในการละอกุศลและเจริญกุศล — Pahànabhàvanàràmatà:
delight in the abandonment of evil and the development of good)
การปฏิบัติที่จัดเป็นอริยวงศ์ในธรรมทั้ง 4 ข้อนั้น พระภิกษุพึงประพฤติดังนี้
ก. สันโดษด้วยปัจจัยใน 3 ข้อต้นตามมีตามได้
ข. มีปกติกล่าวสรรเสริญคุณของความสันโดษใน 3 ข้อนั้น
ค. ไม่ประกอบอเนสนา คือการแสวงหาที่ผิด (ทุจริต) เพราะปัจจัยทั้ง 3 อย่างนั้นเป็นเหตุ (เพียร
แสวงหาแต่โดยทางชอบธรรม ไม่เกียจคร้าน)
ง. เมื่อไม่ได้ ก็ไม่เร่าร้อนทุรนทุราย
จ. เมื่อได้ ก็ใช้โดยไม่ติด ไม่หมกมุ่น ไม่สยบ รู้เท่าทันเห็นโทษ มีปัญญาใช้สิ่งนั้นตามประโยชน์ ตาม
ความหมายของมัน (มีและใช้ด้วยสติสัมปชัญญะ ดำรงตนเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งนั้น)
หมวด 4 155 [204]
ฉ. ไม่ถือเอาการที่ได้ประพฤติธรรม 4 ข้อนี้ เป็นเหตุยกตนข่มผู้อื่น
โดยสรุปว่า เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน มีสติสัมปชัญญะในข้อนั้นๆ เฉพาะข้อ 4 ทรงสอนไม่
ให้สันโดษ ส่วน 3 ข้อแรกทรงสอนให้ทำความเพียรแสวงหาในขอบเขตที่ชอบด้วยธรรมวินัยและ
มีความสันโดษตามนัยที่แสดงข้างต้น
อนึ่ง ในจูฬนิทเทส ท่านแสดงอริยวงศ์ของพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างไปเล็กน้อย คือ เปลี่ยนข้อ
4 เป็น สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร (medical equipment)
D.III.224; A.II.27; Nd2107. ที.ปา.11/237/236; องฺ.จตุกฺก.21/28/35; ขุ.จู.30/691/346.
[204] อริยสัจจ์ 4 (ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้า
ถึงกลายเป็นอริยะ — Ariyasacca: The Four Noble Truths)
1. ทุกข์ (ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและ
ความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็น
ที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์
— Dukkha: suffering; unsatisfactoriness)
2. ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา
และ วิภวตัณหา — Dukkha-samudaya: the cause of suffering; origin of suffering)
3. ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา
สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ นิพพาน
— Dukkha-nirodha: the cessation of suffering; extinction of suffering)
4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ
ทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า “ทางสาย
กลาง” มรรคมีองค์ 8 นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา — Dukkha-nirodhagàminã
pañipadà: the path leading to the cessation of suffering)
อริยสัจจ์ 4 นี้ เรียกกันสั้นๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (Dukkha, Samudaya, Nirodha,
Magga); การแสดงอริยสัจจ์ 4 นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามุกกังสิกาธรรมเทศนา (เช่น องฺ.
อฏฺฐก.23/102/190) แปลตามอรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงหยิบยกขึ้นถือเอาไว้
ด้วยพระองค์เอง คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ (=ตรัสรู้เอง) ไม่สาธารณะแก่ผู้อื่น (แต่ตามที่
อธิบายกันมา มักแปลว่า “พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง โดยไม่ต้องปรารภ
คำถามหรือการทูลขอร้องของผู้ฟัง อย่างการแสดงธรรมเรื่องอื่นๆ”; ความจริง จะแปลว่า “พระ
ธรรมเทศนาขั้นสุดยอด” ก็ได้ ซึ่งสมกับเป็นเรื่องที่ทรงแสดงท้ายสุดต่อจาก อนุปุพพิกถา 5 คำ
แปลอย่างหลังนี้ พึงเทียบ องฺ.ทสก.24/95/208)
ดู [216] ขันธ์ 5; [74] ตัณหา 3; [293] มรรคมีองค์ 8; [124] สิกขา 3.
Vin.I.9; S.V.421; Vbh.99. วินย.4/14/18; สํ.ม.19/1665/528; อภิ.วิ.35/145/127.
[205] 156 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[205] กิจในอริยสัจจ์ 4 (หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ 4 แต่ละอย่าง, ข้อที่จะต้อง
ปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ 4 แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้
แล้ว — Ariyasaccesu kiccàni: functions concerning the Four Noble Truths)
1. ปริญญา (การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ ทุกข์ควรกำหนด
รู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนด
ขอบเขตของปัญหา — Pari¤¤à: comprehension; suffering is to be com-prehended)
2. ปหานะ (การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ สมุทัยควร
ละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา — Pahàna: eradication;
abandonment; the cause of suffering is to be eradicated)
3. สัจฉิกิริยา (การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ
นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมาย
ที่ต้องการ — Sacchikiriyà: realization; the cessation of suffering is to be realized)
4. ภาวนา (การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ
มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือ
แก้ไขปัญหา — Bhàvanà: development; practice; the path is to be followed or developed)
ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่
ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้
วางเป็นหัวข้อได้ดังนี้
1. ทุกข์ เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต (ปริญญา) — statement of
evil; location of the problem.
2. สมุทัย เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป
(ปหานะ) — diagnosis of the origin.
3. นิโรธ เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหา
เป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ (สัจฉิกิริยา) — prognosis of its
antidote; envisioning the solution.
4. มรรค เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา
(ภาวนา) — prescription of the remedy; programme of treatment.
ความสำเร็จในการปฏิบัติทั้งหมด พึงตรวจสอบด้วยหลัก [73] ญาณ 3 2
Vin.I.10; S.V.422. วินย.4/15/20; สํ.ม.19/1666/529.
[206] ธรรม 4 (ธรรมทั้งปวงประดามี จัดประเภทตามลักษณะความสัมพันธ์ที่มนุษย์พึง
ปฏิบัติหรือเกี่ยวข้องเป็น 4 จำพวก อันสอดคล้องกับหลักอริยสัจจ์ 4 และกิจในอริยสัจจ์ 4 —
Dhamma: all dhammas [states, things] classified into 4 categories according as
they are to be rightly treated)
หมวด 4 157 [207]
1. ปริญไญยธรรม = ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ 1 คือ ปริญญา (ธรรมอันพึงกำหนดรู้,
สิ่งที่ควรรอบรู้ หรือรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ได้แก่ อุปาทานขันธ์ 5 กล่าวคือ ทุกข์และสิ่งทั้ง
หลายที่อยู่ในจำพวกที่เป็นปัญหาหรือเป็นที่ตั้งแห่งปัญหา — Pari¤¤eyya-dhamma: things
to be fully understood, i.e. the five aggregates of existence subject to clinging)
2. ปหาตัพพธรรม = ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ 2 คือ ปหานะ (ธรรมอันพึงละ, สิ่งที่จะ
ต้องแก้ไขกำจัดทำให้หมดไป ว่าโดยต้นตอรากเหง้า ได้แก่ อวิชชา และภวตัณหา กล่าวคือธรรม
จำพวกสมุทัยที่ก่อให้เกิดปัญหาเป็นสาเหตุของทุกข์ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า อกุศลทั้งปวง —
Pahàtabba-dhamma: things to be abandoned, i.e. ignorance and craving for being)
3. สัจฉิกาตัพพธรรม = ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ 3 คือ สัจฉิกิริยา (ธรรมอันพึง
ประจักษ์แจ้ง, สิ่งที่ควรได้ควรถึงหรือควรบรรลุ ได้แก่ วิชชา และวิมุตติ เมื่อกล่าวโดยรวบยอด
คือ นิโรธ หรือนิพพาน หมายถึงธรรมจำพวกที่เป็นจุดหมาย หรือเป็นที่ดับหายสิ้นไปแห่งทุกข์
หรือปัญหา — Sacchikàtabba-dhamma: things to be realized, i.e. true knowledge
and freedom or liberation)
4. ภาเวตัพพธรรม = ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ 4 คือ ภาวนา (ธรรมอันพึงเจริญหรือ
พึงปฏิบัติบำเพ็ญ, สิ่งที่จะต้องปฏิบัติหรือลงมือทำ ได้แก่ ธรรมที่เป็นมรรค โดยเฉพาะสมถะ
และวิปัสสนา กล่าวคือ ประดาธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติหรือเป็นวิธีการที่จะทำหรือดำเนินการเพื่อให้
บรรลุจุดหมายแห่งการสลายทุกข์หรือดับปัญหา — Bhàvetabba-dhamma: things to be
developed, i.e. tranquillity and insight, or, in other words, the Noble Eightfold Path)
M.III.289; S.V.52; A.II.246. ม.อุ.14/829/524; สํ.ม.19/291–5/78;องฺ.จตุกฺก.21/254/333.
[207] อรูป หรือ อารุปป์ 4 (ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ คืออรูปฌาน, ภพของสัตว์ผู้
เข้าถึงอรูปฌาน, ภพของอรูปพรหม — Aråpa, âruppa: absorptions of the Formless
Sphere; the Formless Spheres; immaterial states)
1. อากาสานัญจายตนะ (ฌานอันกำหนดอากาศคือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ หรือภพ
ของผู้เข้าถึงฌานนี้ — âkàsàna¤càyatana: Sphere of Infinity of Space)
2. วิญญาณัญจายตนะ (ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึง
ฌานนี้ — Vi¤¤àõa¤càyatana: Sphere of Infinity of Consciousness)
3. อากิญจัญญายตนะ (ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึง
ฌานนี้ — âki¤ca¤¤àyatana: Sphere of Nothingness)
4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ฌานอันเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรือ
ภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ — Nevasa¤¤ànàsa¤¤àyatana: Sphere of Neither Perception
Nor Non-Perception)
D.III.224; S.IV.227. ที.ปา.11/235/235; สํ.สฬ.18/519/326.
[208] 158 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[208] อวิชชา 4 (ความไม่รู้แจ้ง, ไม่รู้จริง — Avijjà: ignorance; lack of essential
knowledge)
1. ทุกฺเข อญฺญาณํ (ไม่รู้ในทุกข์ — ignorance of suffering)
2. ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ (ไม่รู้ในทุกขสมุทัย — ~ of the cause of suffering)
3. ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ (ไม่รู้ในทุกขนิโรธ — ~ of the cessation of suffering)
4. ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ (ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา — ~ of the
path leading to the cessation of suffering)
กล่าวสั้นๆ คือ ไม่รู้ในอริยสัจจ์ 4
S.II.4; S.IV.256; Vbh.135. สํ.นิ.16/17/5; สํ.สฬ.18/505/315; อภิ.วิ.35/256/181.
[209] อวิชชา 8 (ความไม่รู้แจ้ง, ไม่รู้จริง — Avijjà: ignorance; lack of essential
knowledge) 4 ข้อแรกตรงกับอวิชชา 4; ข้อ 5–8 ดังนี้
5. ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ (ไม่รู้ในส่วนอดีต — ignorance of the past)
6. อปรนฺเต อญฺญาณํ (ไม่รู้ในส่วนอนาคต — ~ of the future)
7. ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ (ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต — ~ of both the past and
the future)
8. อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ (ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึง
เกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา — ~ of states dependently originated according to
specific conditionality)
Dhs.190,195; Vhh.362. อภิ.สํ.34/691/273; 712/281; อภิ.วิ.35/926/490.
[210] อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ 4 (ตามบาลีว่าภัยสำหรับ
กุลบุตรผู้บวชในธรรมวินัยนี้ อันเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป
— Bhaya: perils or terrors awaiting a clansman who has gone forth from home
to the homeless life; dangers to newly ordained monks or novices)
1. อูมิภัย (ภัยคลื่น คือ อดทนต่อคำสั่งสอนไม่ได้ เกิดความขึ้งเคียดคับใจ เบื่อหน่ายคำ
ตักเตือนพร่ำสอน — æmibhaya: peril of waves, i.e. wrath and resentment caused
by inability to accept teaching and advice)
2. กุมภีลภัย (ภัยจระเข้ คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง ถูกจำกัดด้วยระเบียบวินัยเกี่ยวกับการบริโภค
ทนไม่ได้ — Kumbhãlabhaya: peril of crocodiles, i.e. gluttony)
3. อาวฏภัย (ภัยน้ำวน คือ ห่วงพะวงใฝ่ทะยานในกามสุข ตัดใจจากกามคุณไม่ได้ —
âvañabhaya: peril of whirlpools, i.e. desire for sense-pleasures)
4.สุสุกาภัย (ภัยปลาร้าย หรือภัยฉลาม คือ เกิดความปรารถนาทางเพศ รักผู้หญิง — Susukà
bhaya: peril of sharks, i.e. love for women)
M.I.460; A.II.123. ม.ม.13/190/198; องฺ.จตุกฺก.21/122/165.
หมวด 4 159 [212]
[􀀬􀀬􀀬] อัปปมัญญา 4 ดู [161] พรหมวิหาร 4.
[211] อาจารย์ 4 (ผู้ประพฤติการอันเกื้อกูลแก่ศิษย์, ผู้ที่ศิษย์พึงประพฤติด้วยความ
เอื้อเฟื้อ, ผู้สั่งสอนวิชาและอบรมดูแลความประพฤติ — âcariya: teacher; instructor)
1. บรรพชาจารย์ (อาจารย์ในบรรพชา คือ ท่านผู้ให้สิกขาบทในการบรรพชา — Pabbajjàcariya:
initiation-teacher; teacher at the Going Forth)
2. อุปสัมปทาจารย์ (อาจารย์ในอุปสมบท คือ ท่านผู้สวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรม —
Upasampadàcariya: ordination-teacher; teacher at the Admission)
3. นิสสยาจารย์ (อาจารย์ผู้ให้นิสัย คือ ท่านที่ตนไปขอถือนิสัยเป็นอันเตวาสิก คือยอมตนเป็น
ศิษย์อยู่ในปกครอง — Nissayàcariya: tutelar teacher; teacher from whom one takes
the Dependence)
4. อุเทศาจารย์ หรือ ธรรมาจารย์ (อาจารย์ผู้ให้อุเทศ, อาจารย์ผู้สอนธรรม คือ ท่านที่
สั่งสอนให้วิชาความรู้ โดยหลักวิชาก็ดี เป็นที่ปรึกษาไต่ถามค้นคว้าก็ดี — Uddesàcariya,
Dhammàcariya: teacher of textual study; teacher who gives the instruction;
teacher of the Doctrine)
บางแห่งเติม โอวาทาจารย์ (อาจารย์ผู้ให้โอวาท คืออบรมตักเตือนแนะนำเป็นครั้งคราว
— Ovàdàcariya: teacher who gives admonitions) เข้าอีก รวมเป็น อาจารย์ 5.
Vism.94; VinA.V.1085, VII.1379. วิสุทฺธิ.1/118; วินย.อ.3/182,582; วินย.ฏีกา4/168; มงฺคล.2/289.
[􀀬􀀬􀀬] อาสวะ 4 ดู [136] อาสวะ 4.
[212] อาหาร 4 (สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้ง
หลาย, เครื่องค้ำจุนชีวิต, สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์
ได้ — âhàra: nutriment)
1. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่าง
กาย — Kavaëiïkàràhàra: material food; physical nutriment) เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้
แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ราคะที่เกิดจากเบญจกามคุณได้ด้วย
2. ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ
วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา — Phassàhàra:
nutriment consisting of contact; contact as nutriment) เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว
ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนา 3 ได้ด้วย
3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด
คิด ซึ่งเรียกว่า กรรม เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย — Manosa¤
cetanàhàra: nutriment consisting of mental volition; mental choice as nutriment)
เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหา 3 ได้ด้วย.
4. วิญญาณาหาร (อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป — Vi¤¤àõàhàra:
[213] 160 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
nutriment consisting of consciousness; consciousness as nutriment) เมื่อกำหนดรู้
วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้ด้วย.
D.III.228; M.I.48; S.II.101; Vbh.401. ที.ปา.11/244/240; ม.มู.12/113/87; สํ.นิ.16/245/122; อภิ.วิ.35/1081/543.
[213] อิทธิบาท 4 (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่
มุ่งหมาย — Iddhipàda: path of accomplishment; basis for success)
1. ฉันทะ (ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะ
ทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป — Chanda: will; zeal; aspiration)
2. วิริยะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระ
ไม่ท้อถอย — Viriya: energy; effort; exertion; perseverance)
3. จิตตะ (ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่
ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ — Citta: thoughtfulness;
active thought; dedication)
4. วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหา
เหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง
เป็นต้น — Vãma§sà: investigation; examination; reasoning; testing)
D.III.221; Vbh.216. ที.ปา.11/231/233; อภิ.วิ.35/505/292.
[214] อุปาทาน 4 (ความยึดมั่น, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส, ความยึดติดอันเนื่องมาแต่
ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง — Upàdàna: attachment; clinging; assuming)
1. กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ —
Kàmupàdàna: clinging to sensuality)
2. ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ —
Diññhupàdàna: clinging to views)
3. สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลและพรต คือ ถือว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีล
และวัตร หลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิ
พิธีต่างๆ ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยสักว่าทำสืบๆ กันมา หรือ ปฏิบัติตามๆ กันไปอย่าง
งมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธ์ิ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจตามหลักความ
สัมพันธ์แห่งเหตุและผล —Sãlabbatupàdàna: clinging to mere rules and rituals)
4. อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายใน
ว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับ
บัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุม
ประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ — Attavàdupàdàna:
clinging to the ego-belief)
หมวด 4 161 [215]
D.III.230; M.I.66; Vbh.375. ที.ปา.11/262/242; ม.มู.12/156/132; อภิ.วิ.35/963/506.
[215] โอฆะ 4 (สภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์, กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้
พินาศ — Ogha: the Four Floods) ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา [กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ
อวิชโชฆะ ] เหมือนในอาสวะ 4.
ดู [136] อาสวะ 4.
D.III.230,276; S.V.59; Vbh.374. ที.ปา.11/258/242; สํ.ม.19/333/88; อภิ.วิ.35/963/506.
ปัญจกะ — หมวด 5
Groups of Five
(including related groups)
[􀀬􀀬􀀬] กัลยาณธรรม 5 ดู [239] เบญจธรรม.
[􀀬􀀬􀀬] กามคุณ 5 ดู [6] กามคุณ 5.
[􀀬􀀬􀀬] กำลัง 5 ของพระมหากษัตริย์ ดู [230] พละ 5 ของพระมหากษัตริย์
[216] ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ (กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกัน
เข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา–เขา เป็นต้น, ส่วนประกอบห้าอย่าง
ที่รวมเข้าเป็นชีวิต — Pa¤ca-khandha: the Five Groups of Existence; Five Aggregates)
1. รูปขันธ์ (กองรูป, ส่วนที่เป็นรูป, ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็น
ร่างกาย, ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด, สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ — Råpakhandha:
corporeality)
2. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา, ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์, ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ —
Vedanà-khandha: feeling; sensation)
3. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา, ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้, ความ
กำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ 6 เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น — Sa¤¤à-khandha:
perception)
4. สังขารขันธ์ (กองสังขาร, ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง, สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็น
กลางๆ, คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล
อกุศล อัพยากฤต — Saïkhàra-khandha: mental formations; volitional activities)
5. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ, ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์, ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง 6 มี
การเห็น การได้ยิน เป็นต้น ได้แก่ วิญญาณ 6 — Vi¤¤àõa-khandha: consciousness)
ขันธ์ 5 นี้ ย่อลงมาเป็น 2 คือ นาม และ รูป; รูปขันธ์จัดเป็นรูป, 4 ขันธ์นอกนั้นเป็นนาม.
อีกอย่างหนึ่ง จัดเข้าในปรมัตถธรรม 4: วิญญาณขันธ์เป็น จิต, เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และ
สังขารขันธ์ เป็น เจตสิก, รูปขันธ์ เป็น รูป, ส่วน นิพพาน เป็นขันธวินิมุต คือ พ้นจากขันธ์ 5
เรื่องขันธ์ 5 พึงดูประกอบในหมวดธรรมอื่นๆ เช่น
1. รูปขันธ์ ดู [38] รูป 21, 28; [39] มหาภูต 4; [40] อุปาทายรูป 24.
2. เวทนาขันธ์ ดู [110] เวทนา 2; [111] เวทนา 3; [112] เวทนา 5; [113] เวทนา 6.
3. สัญญาขันธ์ ดู [271] สัญญา 6.
หมวด 5 163 [218]
4. สังขารขันธ์ ดู [119] สังขาร 3 1; [120] สังขาร 3 2; [129] อภิสังขาร 3; [263] เจตนา 6.
5. วิญญาณขันธ์ ดู [268] วิญญาณ 6.
นอกนี้ ดู [356] จิต 89; [355] เจตสิก 52
S.III.47; Vbh.1. สํ.ข.17/95/58; อภิ.วิ.35/1/1.
[􀀬􀀬􀀬] คติ 5 ดู [351] ภูมิ 4 หรือ 31.
[217] จักขุ 5 (พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า — Cakkhu: the Five Eyes
of the Blessed One)
1. มังสจักขุ (ตาเนื้อ คือ ทรงมีพระเนตรอันงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว และเห็นไกล — Ma
§sa-cakkhu: the physical eye which is exceptionally powerful and sensitive)
2. ทิพพจักขุ (ตาทิพย์ คือ ทรงมีพระญาณอันเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นไปต่างๆ กัน ด้วยอำนาจกรรม
— Dibba-cakkhu: the Divine Eye)
3. ปัญญาจักขุ (ตาปัญญา คือ ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณยิ่งใหญ่ เป็นเหตุให้สามารถ
ตรัสรู้อริยสัจจธรรม เป็นต้น — Pa¤¤à-cakkhu: the eye of wisdom; Wisdom-Eye)
4. พุทธจักขุ (ตาพระพุทธเจ้า คือ ทรงประกอบด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ และอาสยานุสย
ญาณ เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุ
คุณวิเศษต่างๆ ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์ — Buddha-cakkhu: the eye of a Buddha;
Buddha-Eye)
5. สมันตจักขุ (ตาเห็นรอบ คือ ทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ อันหยั่งรู้ธรรมทุก
ประการ — Samanta-cakkhu: the eye of all-round knowledge; All-seeing Eye;
omniscience)
Nd2235. ขุ.ม.29/51/52.
[􀀬􀀬􀀬] ฌาน 5 ดู [9] ฌาน 4.
[218] ธรรมขันธ์ 5 (กองธรรม, หมวดธรรม, ประมวลธรรมทั้งปวงเข้าเป็นหัวข้อใหญ่ —
Dhamma-khandha: bodies of doctrine; categories of the Teaching)
1. สีลขันธ์ (กองศีล, หมวดศีล ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย
ปาติโมกขสังวร กายสุจริต สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นต้น — Sãla-khandha:
body of morals; virtue category)
2. สมาธิขันธ์ (กองสมาธิ, หมวดสมาธิ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นต้น — Samàdhi-khandha: body of concentration;
concentration category)
3. ปัญญาขันธ์ (กองปัญญา, หมวดปัญญา ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ธัมมวิจยะ วิมังสา
[219] 164 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ปฏิสัมภิทา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น — Pa¤¤à-khandha: body of wisdom or
insight; understanding category)
4. วิมุตติขันธ์ (กองวิมุตติ, หมวดวิมุตติ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ปหาน วิราคะ วิโมกข์
วิสุทธิ สันติ นิโรธ นิพพาน เป็นต้น — Vimutti-khandha: body of deliverance; deliverance
category)
5. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ (กองวิมุตติญาณทัสสนะ, หมวดธรรมเกี่ยวกับการรู้การเห็นใน
วิมุตติ ประมวลธรรมทั้งหลาย เช่น ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ เป็นต้น — Vimutti¤àõadassana-
khandha: body of the knowledge and vision of deliverance; knowingand-
seeing-of-deliverance category)
ธรรมขันธ์ 4 ข้อต้น เรียกอีกอย่างว่า สาระ 4 (แก่น, หลักธรรมที่เป็นแก่น, หัวใจธรรม —
essences)
D.III.279; A.III.134; A.II.140. ที.ปา.11/420/301; องฺ.ปญฺจก.22/108/152; องฺ.จตุกฺก.21/150/189.
[219] ธรรมเทสกธรรม 5 (ธรรมของนักเทศก์, องค์แห่งธรรมกถึก, ธรรมที่ผู้แสดง
ธรรมหรือสั่งสอนคนอื่นควรตั้งไว้ในใจ — Dhammadesaka-dhamma: qualities of a
preacher; qualities which a teacher should establish in himself)
1. อนุปุพฺพิกถํ (กล่าวความไปตามลำดับ คือ แสดงหลักธรรมหรือเนื้อหาวิชาตามลำดับความ
ง่ายยากลุ่มลึก มีเหตุผลสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไปโดยลำดับ — Anupubbikatha§: His
instruction or exposition is regulated and gradually advanced.)
2. ปริยายทสฺสาวี (ชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ คือ ชี้แจงให้เข้าใจชัดในแต่ละแง่แต่ละ
ประเด็น โดยอธิบายขยายความ ยักเยื้องไปต่างๆ ตามแนวเหตุผล — Pariyàyadassàvã: It
has reasoning or refers to causality.)
3. อนุทยตํ ปฏิจฺจ (แสดงธรรมด้วยอาศัยเมตตา คือ สอนเขาด้วยจิตเมตตา มุ่งจะให้เป็น
ประโยชน์แก่เขา — Anudayata§ pañicca: It is inspired by kindness; teaching out of
kindliness.)
4. น อามิสนฺตโร (ไม่แสดงธรรมด้วยเห็นแก่อามิส คือ สอนเขามิใช่เพราะมุ่งที่ตนจะได้ลาภ
หรือผลประโยชน์ตอบแทน — Na àmisantaro: It is not for worldly gain.)
5. อตฺตานญฺจ ปรญฺจ อนุปหจฺจ (แสดงธรรมไม่กระทบตนและผู้อื่น คือ สอนตามหลักตาม
เนื้อหา มุ่งแสดงอรรถ แสดงธรรม ไม่ยกตน ไม่เสียดสีข่มขี่ผู้อื่น — Anupahacca: It does
not hurt oneself or others; not exalting oneself while contempting others.)
A.III.184. องฺ.ปญฺจก.22/159/205.
[220] ธรรมสมาธิ 5 (ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการ
ปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิดธรรมสมาธิ คือความมั่นสนิทใน
หมวด 5 165 [222]
ธรรม ก็จะเกิดจิตตสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิต — Dhamma-samàdhi: concentration of
the Dhamma; virtues making for firmness in the Dhamma)
1. ปราโมทย์ (ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส — Pàmojja: cheerfulness; gladness; joy)
2. ปีติ (ความอิ่มใจ, ความปลื้มใจ — Pãti: rapture; elation)
3. ปัสสัทธิ (ความสงบเย็นกายใจ, ความผ่อนคลายรื่นสบาย — Passaddhi: tranquillity;
relaxedness)
4. สุข (ความรื่นใจไร้ความข้องขัด — Sukha: happiness)
5. สมาธิ (ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย — Samàdhi:
concentration)
ธรรม หรือคุณสมบัติ 5 ประการนี้ ตรัสไว้ทั่วไปมากมาย เมื่อทรงแสดงการปฏิบัติธรรมที่
ก้าวมาถึงขั้นเกิดความสำเร็จชัดเจน ต่อจากนี้ ผู้ปฏิบัติจะเดินหน้าไปสู่การบรรลุผลของสมถะ
(คือได้ฌาน) หรือของวิปัสสนา แล้วแต่กรณี ดังนั้น จึงใช้เป็นเครื่องวัดผลการปฏิบัติขั้นตอนใน
ระหว่างได้ดี และเป็นธรรมหรือคุณสมบัติสำคัญของจิตใจที่ทุกคนควรทำให้เกิดมีอยู่เสมอ
S.IV.350. สํ.สฬ.18/665–673/429–439.
[221] ธรรมสวนานิสงส์ 5 (อานิสงส์ในการฟังธรรม — Dhammassavanànisa§sa:
benefits of listening to the Dhamma)
1. อสฺสุตํ สุณาติ (ย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง, ได้เรียนรู้สิ่งที่ยังไม่เคยเรียนรู้ — He hears
things not heard.)
2. สุตํ ปริโยทเปติ (สิ่งที่เคยได้ฟัง ก็ทำให้แจ่มแจ้ง เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น — He clears things
heard.)
3. กงฺขํ วิหนติ (แก้ข้อสงสัยได้, บรรเทาความสงสัยเสียได้ — He dispels his doubts.)
4. ทิฏฺฐึ อุชุ กโรติ (ทำความเห็นให้ถูกต้องได้ — He makes straight his views.)
5. จิตฺตมสฺส ปสีทติ (จิตของเขาย่อมผ่องใส — His heart becomes calm and happy.)
A.III.248. องฺ.ปญฺจก.22/202/276.
[222] นวกภิกขุธรรม 5 (ธรรมที่ควรฝึกสอนภิกษุบวชใหม่ให้ประพฤติปฏิบัติอย่าง
มั่นคง, องค์แห่งภิกษุใหม่ — Navakabhikkhu-dhamma: qualities of a newly ordained
monk; qualities which should be established in newly ordained monks)
1. ปาติโมกขสังวร (สำรวมในพระปาฏิโมกข์ รักษาศีลเคร่งครัด ทั้งในส่วนเว้นข้อห้าม และทำ
ตามข้ออนุญาต — Pàñimokkhasa§vara: restraint in accordance with the monastic
code of discipline; self-control strictly in accordance with the fundamental
training-rules)
2. อินทรียสังวร (สำรวมอินทรีย์ มีสติระวังรักษาใจ มิให้กิเลสคือความยินดียินร้ายเข้าครอบงำ
[223] 166 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 มีเห็นรูปด้วยตาเป็นต้น — Indriyasa§vara: restraint of
the senses; sense-control)
3. ภัสสปริยันตะ (พูดคุยมีขอบเขต คือ จำกัดการพูดคุยให้น้อย รู้ขอบเขต ไม่เอิกเกริกเฮฮา
— Bhassapariyanta: restraint as regards talking)
4. กายวูปกาสะ (ปลีกกายอยู่สงบ คือ เข้าอยู่ในเสนาสนะอันสงัด — Kàyavåpakàsa:
seclusion as to the body; love of solitude)
5. สัมมาทัสสนะ (ปลูกฝังความเห็นชอบ คือ สร้างเสริมสัมมาทิฏฐิ — Sammàdassana:
cultivation of right views.)
A.III.138. องฺ.ปญฺจก.22/114/156.
[223] นิยาม 5 (กำหนดอันแน่นอน, ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ, กฎ
ธรรมชาติ — Niyàma: orderliness of nature; the five aspects of natural law)
1. อุตุนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะดิน น้ำ
อากาศ และฤดูกาล อันเป็นสิ่งแวดล้อมสำหรับมนุษย์ — Utu-niyàma: physical inorganic
order; physical laws)
2. พีชนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มีพันธุกรรมเป็นต้น — Bãja-niyàma: physical
organic order; biological laws)
3. จิตตนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต — Citta-niyàma: psychic law)
4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ คือ กระบวนการให้ผลของการ
กระทำ — Kamma-niyàma: order of act and result; the law of Kamma; moral laws)
5. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่ง
ทั้งหลาย — Dhamma-niyàma: order of the norm; the general law of cause and
effect; causality and conditionality)
ดู [86] ธรรมนิยาม 3; [176] วิบัติ 4 2; [177] สมบัติ 4.
DA.II.432; DhsA.272. ที.อ.2/34; สงฺคณี.อ.408.
[224] นิโรธ 5 (ความดับกิเลส, ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น — Nirodha:
extinction; cessation of defilements; non-arising of suffering)
1. วิกขัมภนนิโรธ (ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์
ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น — Vikkhambhana-nirodha: extinction by suppression)
2. ตทังคนิโรธ (ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น
ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ —
Tadaïga-nirodha: extinction by substitution of opposites)
3. สมุจเฉทนิโรธ (ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะ
หมวด 5 167 [226]
แห่งมรรคนั้น ชื่อสมุจเฉทนิโรธ — Samuccheda-nirodha: extinction by cutting off or
extirpation)
4. ปฏิปัสสัทธินิโรธ (ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว
บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่ง
ผลนั้นชื่อ ปฏิปัสสัทธินิโรธ — Pañipassaddhi-nirodha: extinction by tranquillization)
5. นิสสรณนิโรธ (ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว
ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อ นิสสรณนิโรธ ได้แก่อมตธาตุ คือ
นิพพาน — Nissaraõa-nirodha: extinction by escape; extinction by getting freed)
ปหาน 5 (การละกิเลส — abandonment), วิมุตติ 5 (ความหลุดพ้น — deliverance),
วิเวก 5 (ความสงัด, ความปลีกออก — seclusion), วิราคะ 5 (ความคลายกำหนัด, ความ
สำรอกออกได้ — detachment; dispassionateness), โวสสัคคะ 5 (ความสละ, ความปล่อย
— relinquishing) ก็อย่างเดียวกันนี้ทั้งหมด
Ps.I.27,220–221; Vism.410. ขุ.ปฏิ.31/65/39; 704/609; วิสุทฺธิ.2/249.
[225] นิวรณ์ 5 (สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความ
ดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง — Nãvaraõa: hindrances.)
1. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม, ความต้องการกามคุณ—Kàmachanda: sensual desire)
2. พยาบาท (ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ — Byàpàda: illwill)
3. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม — Thãna-middha: sloth and torpor)
4. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล — Uddhaccakukkucca:
distraction and remorse; flurry and worry; restlessness and anxiety)
5. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย — Vicikicchà: doubt; uncertainty)
A.III.62; Vbh.378. องฺ.ปญฺจก.22/51/72; อภิ.วิ.35/983/510.
[􀀬􀀬􀀬] เบญจธรรม ดู [239] เบญจธรรม.
[􀀬􀀬􀀬] เบญจศีล ดู [238] ศีล 5.
[􀀬􀀬􀀬] ประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ 5 ดู [232] โภคอาทิยะ 5
[􀀬􀀬􀀬] ปหาน 5 (การละกิเลส — Pahàna: abandonment) ดู [224] นิโรธ 5
[􀀬􀀬􀀬] ปัญจกัชฌาน ดู [7] ฌาน 2.
[226] ปีติ 5 (ความอิ่มใจ, ความดื่มด่ำ — Pãti: joy; interest; zest; rapture)
1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย พอขนชูชันน้ำตาไหล — Khuddakà-pãti: minor rapture;
lesser thrill)
[227] 168 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ ทำให้รู้สึกแปลบๆ เป็นขณะๆ ดุจฟ้าแลบ — Khaõikà-pãti:
momentary or instantaneous joy)
3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นระลอกหรือปีติเป็นพักๆ ให้รู้สึกซู่ลงมาๆ ในกาย ดุจคลื่นซัดต้อง
ฝั่ง — Okkantikà-pãti: showering joy; flood of joy)
4. อุพเพคาปีติ หรือ อุพเพงคาปีติ (ปีติโลดลอย เป็นอย่างแรงให้รู้สึกใจฟูแสดงอาการหรือ
ทำการบางอย่างโดยมิได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทาน เป็นต้น หรือให้รู้สึกตัวเบาลอยขึ้นไปในอากาศ —
Ubbegà-pãti: uplifting joy)
5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบกับสมาธิ
ท่านมุ่งเอาข้อนี้ — Pharaõà-pãti: suffusing joy; pervading rapture)
Vism.143. วิสุทฺธิ.1/182.
[227] พร 5 (สิ่งน่าปรารถนาที่บุคคลหนึ่งอำนวยให้หรือแสดงความประสงค์ด้วยความปรารถนา
ดีให้เกิดมีขึ้นแก่บุคคลอื่น; สิ่งประเสริฐ, สิ่งดีเยี่ยม — Vara: blessing; boon; excellent thing)
พรที่รู้จักกันมากได้แก่ ชุดที่มีจำนวน 4 ข้อ ซึ่งเรียกกันว่า จตุรพิธพร หรือพร 4 ประการ
คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
Dh.109; A.II.63. ขุ.ธ.25/18/29; องฺ.จตุกฺก.21/58/83.
พรที่เป็นชุดมีจำนวน 5 ข้อบ้าง 6 ข้อบ้าง ก็มี เช่น อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ (องฺ.
ปญฺจก.22/37/44 = A.III.42); อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุขะ พละ (องฺ.จตุกฺก.21/34/45; องฺ.ปญฺจก.
22/32/38; ขุ.อิติ. 25/270/299 = A.II.35; A.III.36; It.89); อายุ วรรณะ สุขะ ยศ เกียรติ สัคคะ คือสวรรค์
พร้อมทั้ง อุจจากุลีนตา คือความมีตระกูลสูง (องฺ.ปญฺจก. 22/43/51 = A.III.48); อายุ วรรณะ ยศ สุข
อาธิปัจจะ คือความเป็นใหญ่ (ขุ.เปต. 26/106/195 = Pv. 308) และชุดที่จะกล่าวถึงต่อไปคือ อายุ
วรรณะ สุขะ โภคะ พละ
อย่างไรก็ดี พึงทราบว่า คำว่า พร ในที่นี้ เป็นการใช้โดยอนุโลมตามความหมายในภาษาไทย
ซึ่งเพี้ยนไปแล้วจากความหมายเดิมในภาษาบาลี ในภาษาบาลีแต่เดิม พร หมายถึง ผลประโยชน์
หรือสิทธิพิเศษที่อนุญาตหรืออำนวยให้ตามที่ขอ พรที่กล่าวถึง ณ ที่นี้ทั้งหมด ในบาลีไม่ได้เรียก
ว่า พร แต่เรียกว่า ฐานะ หรือ ธรรม ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ (ซึ่งจะบรรลุได้ด้วยกรรม
คือการกระทำที่ดีอันเป็นบุญ)
สำหรับพระภิกษุ พรหรือธรรมอันน่าปรารถนาเหล่านี้ หมายถึงคุณธรรมต่างๆ ที่ควรปลูกฝัง
ฝึกอบรมให้เกิดมี ดังพุทธพจน์ว่า: ภิกษุท่องเที่ยวอยู่ ภายในถิ่นท่องเที่ยวที่เป็นแดนของตนอัน
สืบทอดมาแต่บิดา (คือ สติปัฏฐาน 4) จักเจริญด้วย
1. อายุ คือ พลังที่หล่อเลี้ยงทรงชีวิตให้สืบต่ออยู่ได้ยาวนาน ได้แก่ อิทธิบาท 4 (for monks,
âyu: longevity = the Four Bases of Accomplishment)
2. วรรณะ คือ ความงามเอิบอิ่มผ่องใสน่าเจริญตาเจริญใจ ได้แก่ ศีล (Vaõõa: beauty =
หมวด 5 169 [229]
moral conduct)
3. สุขะ คือ ความสุข ได้แก่ ฌาน 4 (Sukha: happiness = the Four Meditative Absorptions)
4. โภคะ คือ ความพรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติและอุปกรณ์ต่างๆ อันอำนวยความสุขความ
สะดวกสบาย ได้แก่ อัปปมัญญา หรือพรหมวิหาร 4 (Bhoga: wealth = the Four Boundless
Sublime States of Mind)
5. พละ คือ กำลังแรงความเข้มแข็งที่ทำให้ข่มขจัดได้แม้แต่กำลังแห่งมาร ทำให้สามารถดำเนินชีวิต
ที่ดีงามปลอดโปร่งเป็นสุข บำเพ็ญกิจด้วยบริสุทธิ์และเต็มที่ ไม่มีกิเลสหรือความทุกข์ใดๆ จะ
สามารถบีบคั้นครอบงำ ได้แก่ วิมุตติ ความหลุดพ้น หมดสิ้นอาสวะ หรืออรหัตตผล (Bala:
strength or power = the Final Freedom)
D.III.77. ที.ปา.11/50/85.
[228] พละ 5 (ธรรมอันเป็นกำลัง — Bala: power)
องค์ธรรม 5 อย่างในหมวดนี้ มีชื่อตรงกับ อินทรีย์ 5 จึงขอให้ดูที่ [258] อินทรีย์ 5
พละหมวดนี้เป็นหลักปฏิบัติทางจิตใจ ให้ถึงความหลุดพ้นโดยตรง
D.III.239; A.III.10; Vbh.342. ที.ปา.11/300/252; องฺ.ปญฺจก.22/13/11; อภิ.วิ.35/844/462.
[229] พละ 4 (ธรรมอันเป็นกำลัง, ธรรมอันเป็นพลังทำให้ดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ ไม่
หวั่นต่อภัยทุกอย่าง — Bala: strength; force; power)
1. ปัญญาพละ (กำลังปัญญา — Pa¤¤à-bala: power of wisdom)
2. วิริยพละ (กำลังความเพียร — Viriya-bala: power of energy or diligence)
3. อนวัชชพละ (กำลังสุจริต หรือ กำลังความบริสุทธิ์, ตามศัพท์แปลว่า กำลังการกระทำที่ไม่มี
โทษ คือ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธิ์ เช่นมีความประพฤติและหน้าที่การงานสุจริต
ไม่มีข้อบกพร่องเสียหาย พูดจริง มีเหตุผล มุ่งดี ไม่รุกรานให้ร้ายใคร ทำการด้วยเจตนาบริสุทธิ์
— Anavajja-bala: power of faultlessness, blamelessness or cleanliness)
4. สังคหพละ (กำลังการสงเคราะห์ คือ การยึดเหนี่ยวน้ำใจคนและประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี
— Saïgaha-bala: power of sympathy or solidarity) สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ 4 คือ
4.1 ทาน (การให้ปัน โดยปกติหมายถึง ช่วยเหลือในด้านทุนหรือปัจจัยเครื่องยังชีพ ตลอดจน
เผื่อแผ่กันด้วยไมตรี อย่างเลิศหมายถึงธรรมทาน คือ แนะนำสั่งสอนให้ความรู้ความเข้าใจ จน
เขารู้จักพึ่งตนเองได้ — Dàna: gift; charity; benefaction)
4.2 เปยยวัชชะ (พูดจับใจ, = ปิยวาจา คือ พูดด้วยน้ำใจหวังดี มุ่งให้เป็นประโยชน์ และรู้จัก
พูดให้เป็นผลดี ทำให้เกิดความเชื่อถือ สนิทสนม และเคารพนับถือกัน อย่างเลิศหมายถึง หมั่น
แสดงธรรม คอยช่วยชี้แจงแนะนำหลักความจริง ความถูกต้องดีงาม แก่ผู้ที่ต้องการ —
Peyyavajja: kindly speech)
4.3 อัตถจริยา (บำเพ็ญประโยชน์ คือ ช่วยเหลือรับใช้ ทำงานสร้างสรรค์ ประพฤติการที่เป็น
[230] 170 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ประโยชน์ อย่างเลิศหมายถึง ช่วยเหลือส่งเสริมคนให้มีความเชื่อถือถูกต้อง (สัทธาสัมปทา) ให้
ประพฤติดีงาม (สีลสัมปทา) ให้มีความเสียสละ (จาคสัมปทา) และให้มีปัญญา (ปัญญาสัมปทา)
— Atthacariyà: friendly aid; doing good; life of service)
4.4 สมานัตตตา (มีตนเสมอ คือ เสมอภาค ไม่เอาเปรียบ ไม่ถือสูงต่ำ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
อย่างเลิศหมายถึง มีความเสมอกันโดยธรรม เช่น พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน
เป็นต้น — Samànattatà: equality; impartiality; participation)
พละหมวดนี้ เป็นหลักประกันของชีวิต ผู้ประพฤติธรรม 4 นี้ย่อมดำเนินชีวิตด้วยความมั่น
ใจ เพราะเป็นผู้มีพลังในตน ย่อมข้ามพ้นภัยทั้ง 5 คือ
1. อาชีวิตภัย (ภัยเนื่องด้วยการครองชีพ — fear of troubles about livelihood)
2. อสิโลกภัย (ภัยคือความเสื่อมเสียชื่อเสียง — fear of ill-fame)
3. ปริสสารัชชภัย (ภัยคือความครั่นคร้ามเก้อเขินในที่ชุมนุม — fear of embarrassment in
assemblies)
4. มรณภัย (ภัยคือความตาย — fear of death)
5. ทุคคติภัย (ภัยคือทุคติ — fear of a miserable life after death)
ดู [186] สังคหวัตถุ 4.
A.IV.363. องฺ.นวก.23/209/376.
[230] พละ 5 ของพระมหากษัตริย์ (พลังของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถเป็น
กษัตริย์ปกครองแผ่นดินได้ — Bala: strengths of a king)
1. พาหาพละ หรือ กายพละ (กำลังแขน หรือกำลังกาย คือ ความแข็งแรงมีสุขภาพดี สามารถ
และชำนาญในการใช้แขนใช้มือใช้อาวุธ ตลอดจนมียุทโธปกรณ์พรั่งพร้อม — Bàhà-bala, Kàyabala:
strength of arms)
2. โภคพละ (กำลังโภคสมบัติ คือ มีทุนทรัพย์บริบูรณ์ พร้อมที่จะใช้บำรุงเลี้ยงคน และดำเนิน
กิจการได้ไม่ติดขัด — Bhoga-bala: strength of wealth)
3. อมัจจพละ (กำลังอำมาตย์ หรือกำลังข้าราชการ คือ มีที่ปรึกษาและข้าราชการระดับบริหารที่
ทรงคุณวุฒิเก่งกล้าสามารถ และจงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน — Amacca-bala: strength
of counsellors or ministers)
4. อภิชัจจพละ (กำลังความมีชาติสูง คือ กำเนิดในตระกูลสูง เป็นขัตติยชาติต้องด้วยความ
นิยมเชิดชูของมหาชน และได้รับการฝึกอบรมมาแล้วเป็นอย่างดีตามประเพณีแห่งชาติตระกูลนั้น
— Abhijacca-bala: strength of high birth)
5. ปัญญาพละ (กำลังปัญญา คือ ทรงปรีชาญาณ หยั่งรู้เหตุผล ผิดชอบ ประโยชน์ มิใช่
ประโยชน์ สามารถวินิจฉัยเหตุการณ์ทั้งภายในภายนอก และดำริการต่างๆ ให้ได้ผลเป็นอย่างดี
— Pa¤¤à-bala: strength of wisdom)
หมวด 5 171 [232]
กำลังแขน หรือกำลังกาย แม้จะสำคัญ แต่ท่านจัดว่าต่ำสุด หากไม่มีพลังอื่นควบคุมค้ำจุน
อาจกลายเป็นกำลังอันธพาล ส่วนกำลังปัญญา ท่านจัดว่าเป็นกำลังอันประเสริฐ เป็นยอดแห่ง
กำลังทั้งปวง เพราะเป็นเครื่องกำกับ ควบคุม และนำทางกำลังอื่นทุกอย่าง
J.V.120. ขุ.ชา.27/2444/532; ชา.อ.7/348.
[231] พหูสูตมีองค์ 5 (คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็นพหูสูต คือ ผู้ได้เรียนรู้มาก
หรือคงแก่เรียน — Bahussutaïga: qualities of a learned person)
1. พหุสฺสุตา (ฟังมาก คือ ได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มาก — Bahussutà: having heard or
learned many ideas)
2. ธตา (จำได้ คือ จับหลักหรือสาระได้ ทรงจำความไว้แม่นยำ — Dhatà: having retained
or remembered them)
3. วจสา ปริจิตา (คล่องปาก คือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่องจัดเจน — Vacasà
paricità: having frequently practised them verbally; having consolidated them by
word of mouth)
4. มนสานุเปกฺขิตา (เพ่งขึ้นใจ คือ ใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้งใด ก็ปรากฏเนื้อ
ความสว่างชัด — Manasànupekkhità: having looked over them with the mind)
5. ทิฏฺฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา (ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือแทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ คือ มีความเข้าใจลึกซึ้ง
มองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผล — Diññhiyà supañividdhà:
having thoroughly penetrated them by view)
A.III.112. องฺ.ปญฺจก.22/87/129.
[232] โภคอาทิยะ หรือ โภคาทิยะ 5 (ประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ หรือ
เหตุผลที่อริยสาวกควรยึดถือ ในการที่จะมีหรือครอบครองโภคทรัพย์ — Bhoga-àdiya: uses
of possessions; benefits which one should get from wealth; reasons for earning
and having wealth)
อริยสาวกแสวงหาโภคทรัพย์มาได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดย
ทางสุจริตชอบธรรมแล้ว
1. เลี้ยงตัว มารดาบิดา บุตรภรรยา และคนในปกครองทั้งหลายให้เป็นสุข (to make oneself,
one’s parents, children, wife, servants and workmen happy and live in comfort)
2. บำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมกิจการงานให้เป็นสุข (to share this happiness and
comfort with one’s friends)
3. ใช้ป้องกันภยันตราย (to make oneself secure against all misfortunes)
4. ทำพลี 5 อย่าง (to make the fivefold offering)
ก. ญาติพลีสงเคราะห์ญาติ (to relatives, by giving help to them)
[233] 172 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ข. อติถิพลีต้อนรับแขก (to guests, by receiving them)
ค. ปุพพเปตพลีทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ (to the departed, by dedicating merit to them)
ง. ราชพลีบำรุงราชการดว้ ยการเสียภาษีอากรเปน็ ตน้ (to the king, i.e. to the government, by
paying taxes and duties and so on)
จ. เทวตาพลี ถวายเทวดา* คือ สักการะบำรุงหรือทำบุญอุทิศสิ่งที่เคารพบูชาตามความเชื่อถือ
(to the deities, i.e. those beings who are worshipped according to one’s faith)
5. อุปถัมภ์บำรุงสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ (to support those monks and
spiritual teachers who lead a pure and diligent life)
เมื่อใช้โภคทรัพย์ทำประโยชน์อย่างนี้แล้ว ถึงโภคะจะหมดสิ้นไป ก็สบายใจได้ว่า ได้ใช้โภคะ
นั้นให้เป็นประโยชน์ถูกต้องตามเหตุผลแล้ว ถ้าโภคะเพิ่มขึ้นก็สบายใจเช่นเดียวกัน เป็นอันไม่
ต้องเดือดร้อนใจในทั้งสองกรณี.
A.III.45. องฺ.ปญฺจก.22/41/48.
[233] มัจฉริยะ 5 (ความตระหนี่, ความหวง, ความคิดกีดกันไม่ให้ผู้อื่นได้ดี หรือมีส่วน
ร่วม — Macchariya: meanness; avarice; selfishness; stinginess; possessiveness)
1. อาวาสมัจฉริยะ (ตระหนี่ที่อยู่, หวงที่อาศัย เช่น ภิกษุหวงเสนาสนะ กีดกันผู้อื่นหรือผู้มิใช่
* ในจูฬนิทเทส ท่านอธิบายความหมายของ เทวดา ไว้ว่า ได้แก่สิ่งที่นับถือเป็นทักขิไณยของตนๆ (เย เยสํ
ทกฺขิเณยฺยา, เต เตสํ เทวตา — พวกไหนนับถือสิ่งใดเป็นทักขิไณย สิ่งนั้นก็เป็นเทวดาของพวกนั้น) และ
แสดงตัวอย่างไว้ตามความเชื่อถือของคนสมัยพุทธกาล ประมวลได้เป็น 5 ประเภท คือ
1. นักบวช นักพรต (ascetics) เช่น อาชีวกเป็นเทวดาของสาวกอาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ปริพาชก ดาบส ก็
เป็นเทวดาของสาวกนิครนถ์เป็นต้นเหล่านั้นตามลำดับ
2. สัตว์เลี้ยง (domestic animals) เช่น ช้างเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชาช้าง ม้า โค ไก่ กา เป็นต้น
ก็เป็นเทวดาของพวกถือพรตบูชาสัตว์นั้นๆ ตามลำดับ
3. ธรรมชาติ (physical forces and elements) เช่น ไฟเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชาไฟ แก้ว มณี
ทิศ พระจันทร์ พระอาทิตย์ เป็นเทวดาของผู้ถือพรตบูชาสิ่งนั้นๆ ตามลำดับ
4. เทพชั้นต่ำ (lower gods) เช่น นาคเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชานาค ครุฑ ยักษ์ คนธรรพ์ เป็น
เทวดาของผู้ถือพรตบูชานาคเป็นต้นเหล่านั้นตามลำดับ (พระภูมิจัดเข้าในข้อนี้)
5. เทพชั้นสูง (higher gods) เช่น พระพรหม เป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชาพระพรหม พระอินทร์
เป็นเทวดาของผู้ถือพรตบูชาพระอินทร์ เป็นต้น
สำหรับชนที่ยังมีความเชื่อถือในสิ่งเหล่านี้ พระพุทธศาสนาสอนเปลี่ยนแปลงเพียงให้เลิกเซ่นสรวงสังเวยเอา
ชีวิตบูชายัญหันมาบูชายัญชนิดใหม่ คือบริจาคทานและบำเพ็ญกุศลกรรมต่างๆ อุทิศไปให้แทน คือมุ่งที่วิธี
การอันจะให้สำเร็จประโยชน์ก่อน ส่วนการเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือเป็นเรื่องของการแก้ไขทางสติปัญญา ซึ่ง
ประณีตขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะนักบวชในประเภทที่ 1 แม้สาวกใดจะเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา
โดยสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าก็ทรงแนะนำให้อุปถัมภ์บำรุงนักบวชนั้นต่อไป
ดู Devatà ใน Pali Text Society’s Pali-English Dictionary , p. 330 ด้วย
Nd2308. ขุ.จู.30/120/45.
หมวด 5 173 [234]
พวกของตน ไม่ให้เข้าอยู่ เป็นต้น — âvàsa-macchariya: stinginess as to dwelling)
2. กุลมัจฉริยะ (ตระหนี่ตระกูล, หวงสกุล เช่น ภิกษุหวงสกุลอุปัฏฐาก คอยกีดกันภิกษุอื่นไม่
ให้เกี่ยวข้องได้รับการบำรุงด้วย เป็นต้น — Kula-macchariya: stinginess as to family)
3. ลาภมัจฉริยะ (ตระหนี่ลาภ, หวงผลประโยชน์ เช่น ภิกษุหาทางกีดกันไม่ให้ลาภเกิดขึ้นแก่
ภิกษุอื่น — Làbha-macchariya: stinginess as to gain)
4. วัณณมัจฉริยะ (ตระหนี่วรรณะ, หวงสรีรวัณณะ คือผิวพรรณของร่างกาย ไม่พอใจให้ผู้อื่น
สวยงาม ก็ดี หวงคุณวัณณะ คือ คำสรรเสริญคุณ ไม่อยากให้ใครมีคุณความดีมาแข่งตน หรือ
ไม่พอใจได้ยินคำสรรเสริญคุณความดีของผู้อื่น ก็ดี ตลอดจนแบ่งชั้นวรรณะกัน — Vaõõamacchariya:
stinginess as to recognition; caste or class discrimination)
5. ธัมมมัจฉริยะ (ตระหนี่ธรรม, หวงวิชาความรู้ และคุณพิเศษที่ได้บรรลุ ไม่ยอมสอนไม่ยอม
บอกผู้อื่น กลัวเขาจะรู้เทียมเท่าหรือเกินตน — Dhamma-macchariya: stinginess as to
knowledge or mental achievements)
D.III.234; A.III.271; Vbh.357. ที.ปา.11/282/246; องฺ.ปญฺจก.22/254/301; อภิ.วิ.35/978/509.
[234] มาร 5 (สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, สิ่งที่ล้าง
ผลาญคุณความดี, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม — Màra: the
Evil One; the Tempter; the Destroyer)
1. กิเลสมาร (มารคือกิเลส, กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์
ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต — Kilesa-màra: the Màra of defilements)
2. ขันธมาร (มารคือเบญจขันธ์, ขันธ์ 5 เป็นมาร เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัด
แย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็นภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไปเพราะ
ชราพยาธิเป็นต้น ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็มปรารถนา
อย่างแรง อาจถึงกับพรากโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง — Khandha-màra: the Màra of the
aggregates)
3. อภิสังขารมาร (มารคืออภิสังขาร, อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม นำให้เกิด
ชาติ ชรา เป็นต้น ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์ — Abhisaïkhàra-màra: the Màra
of Karma-formations)
4. เทวปุตตมาร (มารคือเทพบุตร, เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่งชื่อว่ามาร
เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจ
ครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงในกามสุขไม่หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่ง
ใหญ่ได้ — Devaputta-màra: the Màra as deity)
5. มัจจุมาร (มารคือความตาย, ความตายเป็นมาร เพราะเป็นตัวการตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อ
ไปในคุณความดีทั้งหลาย — Maccu-màra: the Màra as death)
[235] 174 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
Vism.211; ThagA.II.16,46. วิสุทฺธิ.1/270; เถร.อ. 2/24,383,441; วินย.ฏีกา1/481.
[􀀬􀀬􀀬] มิจฉาวณิชชา 5 (การค้าขายที่ผิดหรือไม่ชอบธรรม) เป็นคำชั้นอรรถกถา บาลี
เรียก อกรณียวณิชชา คือ “วณิชชาที่ไม่ควรทำ”
ดู [235] วณิชชา 5.
[235] วณิชชา 5 (การค้าขาย 5 อย่าง ในที่นี้หมายถึง การค้าขายที่เป็นอกรณียะสำหรับอุบาสก
คือ อุบาสกไม่ควรประกอบ — Vaõijjà: trades which should not be plied by a lay disciple)
1. สัตถวณิชชา (ค้าขายอาวุธ — Sattha-vaõijjà: trade in weapons)
2. สัตตวณิชชา (ค้าขายมนุษย์ — Satta-vaõijjà: trade in human beings)
3. มังสวณิชชา (ค้าขายเนื้อสัตว์ — Ma§sa-vaõijjà: trade in flesh; อรรถกถาแก้ว่าเลี้ยง
สัตว์ไว้ขาย — trade in animals for meat)
4. มัชชวณิชชา (ค้าขายของเมา — Majja-vaõijjà: trade in spirits or narcotics)
5. วิสวณิชชา (ค้าขายยาพิษ — Visa-vaõijjà: trade in poison)
A.III.207. องฺ.ปญฺจก.22/177/233.
[􀀬􀀬􀀬] วัฑฒิ หรือ วัฒิ หรือ วุฒิ 5 ดู [249] อริยวัฑฒิ 5.
[236] วิมุตติ 5 (ความหลุดพ้น — deliverance) ดู [224] นิโรธ 5 เทียบ ปหาน 5.
[􀀬􀀬􀀬] วิราคะ 5 ดู [224] นิโรธ 5.
[􀀬􀀬􀀬] วิเวก 5 ดู [224] นิโรธ 5.
[􀀬􀀬􀀬] เวทนา 5 ดู [112] เวทนา 5.
[237] เวสารัชชกรณธรรม 5 (ธรรมทำความกล้าหาญ, คุณธรรมที่ทำให้เกิดความ
แกล้วกล้า — Vesàrajjakaraõa-dhamma: qualities making for intrepidity)
1. ศรัทธา (ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ — Saddhà: faith; confidence)
2. ศีล (ความประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดระเบียบวินัย ไม่ผิดศีลธรรม — Sãla: good conduct;
morality)
3. พาหุสัจจะ (ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก — Bàhusacca: great learning)
4. วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร คือ การที่ได้เริ่มลงมือทำความเพียรพยายามในกิจการนั้นๆ
อยู่แล้วอย่างมั่นคงจริงจัง — Viriyàrambha: exertion; energy)
5. ปัญญา (ความรอบรู้ เข้าใจชัดในเหตุผล ดี ชั่ว ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น รู้คิด รู้
วินิจฉัย และรู้ที่จะจัดการ — Pa¤¤à: wisdom; understanding)
A.III.127. องฺ.ปญฺจก.22/101/144.
หมวด 5 175 [239]
[􀀬􀀬􀀬] โวสสัคคะ 5 ดู [224] นิโรธ 5.
[238] ศีล 5 หรือ เบญจศีล (ความประพฤติชอบทางกายและวาจา, การรักษากายวาจา
ให้เรียบร้อย, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว, การควบคุมตน
ให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน — Pa¤ca-sãla: the Five Precepts; rules of morality)
1. ปาณาติปาตา เวรมณี (เว้นจากการปลงชีวิต, เว้นจากการฆ่าการประทุษร้ายกัน —
Pàõàtipàtà veramaõã: to abstain from killing)
2. อทินฺนาทานา เวรมณี (เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้, เว้นจากการลัก โกง ละเมิด
กรรมสิทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน — Adinnàdànà ~: to abstain from stealing)
3. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี (เว้นจากการประพฤติผิดในกาม, เว้นจากการล่วงละเมิดสิ่งที่
ผู้อื่นรักใคร่หวงแหน — Kàmesumicchàcàrà ~: to abstain from sexual misconduct)
4. มุสาวาทา เวรมณี (เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง — Musàvàdà ~: to abstain
from false speech)
5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี (เว้นจากน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาท, เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ — Suràmerayamajjapamàdaññhànà ~: to abstain
from intoxicants causing heedlessness)
ศีล 5 ข้อนี้ ในบาลีชั้นเดิมส่วนมากเรียกว่า สิกขาบท 5 (ข้อปฏิบัติในการฝึกตน — Sikkhàpada:
training rules) บ้าง ธรรม 5 บ้าง เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล คือเป็นเบื้อง
ต้นที่จัดว่าเป็นผู้มีศีล (virtuous) คำว่า เบญจศีล ที่มาในพระไตรปิฎก ปรากฏในคัมภีร์ชั้น
อปทาน และพุทธวงส์ ต่อมาในสมัยหลัง มีชื่อเรียกเพิ่มขึ้นว่าเป็น นิจศีล (ศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษา
เป็นประจำ — virtues to be observed uninterruptedly) บ้าง ว่าเป็น มนุษยธรรม (ธรรม
ของมนุษย์หรือธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ — virtues of man) บ้าง
ดู คำสมาทาน ใน Appendix
D.III.235; A.III.203,275; Vbh.285. ที.ปา.11/286/247; องฺ.ปญฺจก.22/172/227; 264/307; อภิ.วิ.35/767/388.
[239] เบญจธรรม หรือ เบญจกัลยาณธรรม (ธรรม 5, ธรรมอันดีงามห้าอย่าง,
คุณธรรมห้าประการ คู่กับเบญจศีล เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควร
มีไว้ประจำใจ — Pa¤ca-dhamma: the five ennobling virtues; virtues enjoined by
the five precepts)
1. เมตตาและกรุณา (ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วย
ให้พ้นทุกข์ — Mettà-karuõà: loving-kindness and compassion) คู่กับศีลข้อที่ 1
2. สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต — Sammà-àjãva: right means of livelihood) คู่
กับศีลข้อที่ 2
3. กามสังวร (ความสังวรในกาม, ความสำรวมระวังรู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่
[240] 176 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส — Kàmasa§vara: sexual restraint) คู่กับศีล
ข้อที่ 3
4. สัจจะ (ความสัตย์ ความซื่อตรง — Sacca: truthfulness; sincerity) คู่กับศีลข้อที่ 4
5. สติสัมปชัญญะ (ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่ง
ใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท — Sati-sampaja¤¤a: mindfulness
and awareness; temperance) คู่กับศีลข้อที่ 5
ข้อ 2 บางแห่งเป็น ทาน (การแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ — Dàna: giving; generosity) ข้อ 3 บาง
แห่งเป็น สทารสันโดษ (ความพอใจด้วยภรรยาของตน — Sadàrasantosa: contentment with
one’s own wife) ข้อ 5 บางแห่งเป็น อัปปมาทะ (ความไม่ประมาท — Appamàda: heedfulness)
เบญจธรรมนี้ ท่านผูกเป็นหมวดธรรมขึ้นภายหลัง จึงมีแปลกกันไปบ้าง เมื่อว่าโดยที่มา
หัวข้อเหล่านี้ส่วนใหญ่ประมวลได้จากความท่อนท้ายของกุศลกรรมบถข้อต้นๆ.
ดู [320] กุศลกรรมบถ 10 2; [238] ศีล 5.
[240] ศีล 8 หรือ อัฏฐศีล (การรักษาระเบียบทางกายวาจา, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกาย
วาจาให้ยิ่งขึ้นไป — Aññha-sãla: the Eight Precepts; training rules)
1. ปาณาติปาตา เวรมณี (เว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป — Pàõàtipàtà veramaõã:
to abstain from taking life)
2. อทินฺนาทานา เวรมณี (เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย —
Adinnàdànà ~: to abstain from taking what is not given)
3. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี (เว้นจากกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์, เว้นจากการประพฤติผิด
พรหมจรรย์ คือร่วมประเวณี — Abrahmacariyà ~: to abstain from unchastity)
4. มุสาวาทา เวรมณี (เว้นจากการพูดเท็จ — Musàvàdà ~: to abstain from false
speech)
5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี (เว้นจากน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาท — Suràmerayamajjapamàdaññhànà ~: to abstain from intoxicants causing
heedlessness)
6. วิกาลโภชนา เวรมณี (เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงแล้วไป จนถึง
รุ่งอรุณของวันใหม่ — Vikàlabhojanà ~: to abstain from untimely eating)
7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนมาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี (เว้น
จากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรง
ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง — Naccagãtavàditavisåkadassana-
màlàgandhavilepanadhàraõamaõóanavibhåsanaññhànà ~: to abstain
from dancing, singing, music and unseemly shows, from wearing garlands,
หมวด 5 177 [242]
smartening with scents, and embellishment with unguents)
8. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี (เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่หรูหราฟุ่มเฟือย — Uccàsayanamahàsayanà
~: to abstain from the use of high and large luxurious couches)
คำสมาทาน ให้เติม สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ต่อท้ายทุกข้อ แปลเพิ่มว่า “ข้าพเจ้าขอสมาทาน
สิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก ... หรือ ข้าพเจ้าขอถือข้อปฏิบัติในการฝึกตนเพื่องดเว้นจาก ...”
ศีล 8 นี้ สมาทานรักษาพิเศษในวันอุโบสถ เรียกว่า อุโบสถ (Uposatha: the Observances)
หรือ อุโบสถศีล (precepts to be observed on the Observance Day)
A.IV.248. องฺ.อฏฺฐก.23/131/253.
[241] ศีล 8 ทั้งอาชีวะ หรือ อาชีวัฏฐมกศีล (ศีลมีอาชีวะเป็นคำรบ 8, หลัก
ความประพฤติรวมทั้งอาชีวะที่บริสุทธิ์ด้วยเป็นข้อที่ 8 — âjãvaññhamaka-sãla: virtue having
livelihood as eight; the set of eight precepts of which pure livelihood is the
eighth)
1.–7. ตรงกับ กุศลกรรมบถ 7 ข้อต้น (กายกรรม 3 วจีกรรม 4)
8. สัมมาอาชีวะ
อาชีวัฏฐมกศีลนี้ เป็นศีลส่วนอาทิพรหมจรรย์ คือ เป็นหลักความประพฤติเบื้องต้นของ
พรหมจรรย์ กล่าวคือ มรรค เป็นสิ่งที่ต้องประพฤติให้บริสุทธิ์ในขั้นต้นของการดำเนินตามอริย-
อัฏฐังคิกมรรค
ว่าโดยสาระ อาชีวัฏฐมกศีล ก็คือ องค์มรรค 3 ข้อ ในหมวดศีล คือข้อที่ 3, 4, 5 ได้แก่
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ นั่นเอง
ดู [293] มรรคมีองค์ 8; [319] กุศลกรรมบถ 101; [320] กุศลกรรมบถ 102.
Vism.11. วิสุทฺธิ.1/13.
[242] ศีล 10 หรือ ทศศีล (การรักษาระเบียบทางกายวาจา, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกาย
วาจาให้ยิ่งขึ้นไป — Dasa-sãla: the Ten Precepts; training rules)
6 ข้อแรกเหมือนในศีล 8; ข้อที่ 7 แยกเป็น 2 ข้อ ดังนี้
7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา เวรมณี (เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดู
การละเล่น อันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ — Nacca~dassanà ~: to abstain from dancing,
singing, music and unseemly shows)
8. มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี (เว้นจากการทัดทรงดอกไม้
ของหอม และเครื่องลูบไล้ ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง — Màlà~ñhànà ~: to abstain
from wearing garlands, smartening with scents, and embellishment with unguents)
เลื่อนข้อ 8 ในศีล 8 เป็นข้อ 9 และเติมข้อ 10 ดังนี้
[243] 178 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
10. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี (เว้นจากการรับทองและเงิน — Jàtaråparajatapañiggahaõà
~: to abstain from accepting gold and silver)
สิกขาบท 10 นี้ เป็นศีลที่สามเณรและสามเณรีรักษาเป็นประจำ หรืออุบาสกอุบาสิกาผู้มี
อุตสาหะจะรักษาก็ได้
Kh.I.1. ขุ.ขุ.25/1/1.
[􀀬􀀬􀀬] สกทาคามี 5 ดู [59] สกคามี 3, 5.
[􀀬􀀬􀀬] สมบัติของอุบาสก 5 ดู [259] อุบาสกธรรม 5.
[243] สังวร 5 (ความสำรวม, ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล — Sa§vara: restraint)
สังวรศีล (ศีลคือสังวร, ความสำรวมเป็นศีล — virtue as restraint) ได้แก่ สังวร 5 อย่าง คือ
1. ปาฏิโมกขสังวร (สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ รักษาสิกขาบทเคร่งครัดตามที่ทรงบัญญัติไว้ใน
พระปาฏิโมกข์ — Pàñimokkha-sa§vara: restraint by the monastic code of discipline)
2. สติสังวร (สำรวมด้วยสติ คือ สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรม
เข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป เป็นต้น — Sati-sa§vara: restraint by mindfulness) = อินทรียสังวร
3. ญาณสังวร (สำรวมด้วยญาณ คือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเสียได้ ด้วยใช้ปัญญา
พิจารณา มิให้เข้ามาครอบงำจิต ตลอดถึงรู้จักพิจารณาเสพปัจจัยสี่ — ¥àõa-sa§vara:
restraint by knowledge) = ปัจจัยปัจจเวกขณ์
4. ขันติสังวร (สำรวมด้วยขันติ คือ อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และ
ทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ — Khanti-sa§vara: restraint by patience)
5. วิริยสังวร (สำรวมด้วยความเพียร คือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว
ให้หมดไปเป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า
อาชีวปาริสุทธิ — Viriya-sa§vara: restraint by energy) = อาชีวปาริสุทธิ.
ในคัมภีร์บางแห่งที่อธิบายคำว่า วินัย แบ่งวินัยเป็น 2 คือ สังวรวินัย กับ ปหานวินัย และ
จำแนกสังวรวินัยเป็น 5 มีแปลกจากนี้เฉพาะข้อที่ 1 เป็น สีลสังวร. (ดู สุตฺต.อ.1/9; สงฺคณี.อ.505; SnA.8;
DhsA.351).
Vism.7; PsA.14,447; VbhA.330. วิสุทฺธิ.1/8; ปฏิสํ.อ.16; วิภงฺค.อ.429.
[244] สุทธาวาส 5 (พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ หรือที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือที่เกิดของพระ
อนาคามี — Suddhàvàsa: pure abodes) ได้แก่ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และ อกนิฏฐา
สุทธาวาส 5 นี้ เป็นรูปาวจรภูมิ (ชั้นจตุตถฌานภูมิ ลำดับที่ 3 ถึง 7) ในพระไตรปิฎกแสดง
ไว้ในรายชื่อที่รวมกับภูมิอื่นๆ บ้างเท่าที่มีเรื่องเกี่ยวข้อง จึงไม่มีรายชื่อภูมิทั้งหมดทุกชั้นทุกระดับ
ครบถ้วนในที่เดียว แต่ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาบางแห่ง ท่านแสดงรายชื่อภูมิไว้ทั้งหมดครบทุกชั้น
ทุกระดับ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 31 ภูมิ จึงจะแสดงความหมายของชื่อสุทธาวาสภูมิทั้ง 5 นี้ รวมไว้
ในรายชื่อภูมิ 31 นั้น
หมวด 5 179 [246]
ดู [351] ภูมิ 31 .
D.III.237; M.III.99–103; Pug.17. ที.ปา.11/2/250; ม.อุ.14/317–332/216–225; อภิ.ปุ.36/56/149.
[􀀬􀀬􀀬] องค์แห่งธรรมกถึก 5 ดู [219] ธรรมเทสกธรรม 5.
[􀀬􀀬􀀬] องค์แห่งภิกษุใหม่ 5 ดู [222] นวกภิกขุธรรม 5.
[245] อนันตริยกรรม 5 (กรรมหนักที่สุดฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลรุนแรงต่อเนื่องไป โดย
ไม่มีกรรมอื่นจะมากั้นหรือคั่นได้ — Anantariya-kamma: immediacy-deeds; heinous
crimes which bring immediate, uninterrupted and uninterruptible results)
1. มาตุฆาต (ฆ่ามารดา — Màtughàta: matricide)
2. ปิตุฆาต (ฆ่าบิดา — Pitughàta: patricide)
3. อรหันตฆาต (ฆ่าพระอรหันต์ — Arahantaghàta: killing an Arahant)
4. โลหิตุปบาท (ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป — Lohituppàda: causing a
Buddha to suffer a contusion or to bleed)
5. สังฆเภท (ยังสงฆ์ให้แตกกัน, ทำลายสงฆ์ — Saïghabheda: causing schism in the
Order)
กรรม 5 นี้ ในพระบาลีเรียกว่า อนันตริกกรรม
A.III.146; Vbh.378. องฺ.ปญฺจก.22/129/165; อภิ.วิ.35/984/510.
[􀀬􀀬􀀬] อนาคามี 5 ดู [60] อนาคามี 5.
[246] อนุปุพพิกถา 5 (เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับ, ธรรมเทศนาที่แสดงเนื้อความลุ่มลึก
ลงไปโดยลำดับ เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนพร้อมที่จะทำความ
เข้าใจในธรรมส่วนปรมัตถ์ — Anupubbikathà: progressive sermon; graduated sermon;
subjects for gradual instruction)
1. ทานกถา (เรื่องทาน, กล่าวถึงการให้ การเสียสละเผื่อแผ่แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน — Dànakathà:
talk on giving, liberality or charity)
2. สีลกถา (เรื่องศีล, กล่าวถึงความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม — Sãla-kathà: talk on morality o

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:41:51 PM »





หมวด 6 193 [265]
ได้ด้วยดี)
In five ways his teachers, thus served as the southern quarter, show their love
for him:
a) They train him so that he is well-trained.
b) They teach him in such a way that he understands and remembers well
what he has been taught.
c) They thoroughly instruct him in the lore of every art.
d) They introduce him to his friends and companions.
e) They provide for his safety and security in every quarter.
3. ปัจฉิมทิศ (ทิศเบื้องหลัง คือ ทิศตะวันตก ได้แก่ บุตรภรรยา เพราะมีขึ้นภายหลังและคอย
เป็นกำลังสนับสนุนอยู่ข้างหลัง — Pacchima-disà: wife and children as the west or
the direction behind)
ก. สามีพึงบำรุงภรรยา ผู้เป็นทิศเบื้องหลัง ดังนี้
1) ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะที่เป็นภรรยา
2) ไม่ดูหมิ่น
3) ไม่นอกใจ
4) มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
5) หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส
In five ways a husband should serve his wife as the western quarter:
a) by honouring her.
b) by being courteous to her.
c) by being faithful to her.
d) by handing over authority to her.
e) by providing her with ornaments.
ข. ภรรยาย่อมอนุเคราะห์สามี ดังนี้
1) จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
2) สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
3) ไม่นอกใจ
4) รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
5) ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง
In five ways his wife, thus served as the western quarter, shows her love for him:
[265] 194 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
a) The household affairs are to be well managed.
b) She should be hospitable and helpful to friends and relations of both hers
and his.
c) She should be faithful to him.
d) She should take care of the goods he brings home.
e) She should be skilful and industrious in all her duties.
4. อุตตรทิศ (ทิศเบื้องซ้าย คือ ทิศเหนือ ได้แก่ มิตรสหาย เพราะเป็นผู้ช่วยให้ข้ามพ้นอุปสรรค
ภัยอันตราย และเป็นกำลังสนับสนุน ให้บรรลุความสำเร็จ — Uttara-disà: friends and
companions as the north or the direction in the left)
ก. บุคคลพึงบำรุงมิตรสหาย ผู้เป็นทิศเบื้องซ้าย ดังนี้
1) เผื่อแผ่แบ่งปัน
2) พูดจามีน้ำใจ
3) ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
4) มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน
5) ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน
In five ways a clansman should serve his friends and associates as the northern
quarter:
a) by generosity.
b) by kind words.
c) by helping them and acting for their welfare.
d) by putting them on equal terms.
e) by being sincere to them.
ข. มิตรสหายย่อมอนุเคราะห์ตอบ ดังนี้
1) เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน
2) เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
3) ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้
4) ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก
5) นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร
In five ways his friends and associates, thus served as the northern quarter,
show their love for him:
a) They protect him when he is careless.
หมวด 6 195 [265]
b) They guard his property when he is careless.
c) They are a refuge for him when he is in danger.
d) They do not leave him in his troubles.
e) They show due respect to other members of his family.
5. เหฏฐิมทิศ (ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ คนรับใช้และคนงาน เพราะเป็นผู้ช่วยทำการงานต่างๆ เป็น
ฐานกำลังให้ — Heññhima-disà: servants and workmen as the nadir)
ก. นายพึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ผู้เป็นทิศเบื้องล่าง ดังนี้
1) จัดการงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลังความสามารถ
2) ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่
3) จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น
4) ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้
5) ให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอันควร
In five ways a master should serve his servants and workmen as the lower quarter:
a) by assigning them work according to their strength.
b) by giving them due food and wages.
c) by caring for them in sickness.
d) by sharing with them unusual luxuries.
e) by giving them holidays and leave at suitable time.
ข. คนรับใช้และคนงานย่อมอนุเคราะห์นาย ดังนี้
1) เริ่มทำการงานก่อนนาย
2) เลิกงานทีหลังนาย
3) ถือเอาแต่ของที่นายให้
4) ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
5) นำเกียรติคุณของนายไปเผยแพร่
In five ways his servants and workmen, thus served as the lower quarter, show
their love for him:
a) They get up to work before him.
b) They go to rest after him.
c) They take only what is given to them.
d) They do their work well.
e) They spread about his praise and good name.
[265] 196 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
6. อุปริมทิศ (ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์ คือ พระสงฆ์ เพราะเป็นผู้สูงด้วยคุณธรรม
และเป็นผู้นำทางจิตใจ — Uparima-disà: monks as the zenith)
ก. คฤหัสถ์ย่อมบำรุงพระสงฆ์ ผู้เป็นทิศเบื้องบน ดังนี้
1) จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา
2) จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา
3) จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา
4) ต้อนรับด้วยความเต็มใจ
5) อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย 4
In five ways a clansman should serve monks and Brahmins as the upper quarter:
a) by kindly acts.
b) by kindly words.
c) by kindly thoughts.
d) by keeping open house to them.
e) by supplying them with their material needs.
ข. พระสงฆ์ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ ดังนี้
1) ห้ามปรามจากความชั่ว
2) ให้ตั้งอยู่ในความดี
3) อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี
4) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
5) ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง
6) บอกทางสวรรค์ คือทางชีวิตที่มีความสุขความเจริญให้
In six ways the monks, thus served as the upper quarter, show their love for him:
a) They keep him back from evil.
b) They encourage him to do good.
c) They feel for him with kindly thoughts.
d) They teach him what he has not heard before.
e) They correct and clarify what he has learnt.
f) They show him the way to heaven.
ผู้ปฏิบัติดังกล่าวนี้ชื่อว่า ปกปักรักษาทั่วทุกทิศให้เป็นแดนเกษมสุขปลอดภัย
D.III.189–192. ที.ปา.11/198–204/202–206.
[􀀬􀀬􀀬] ธรรมคุณ 6 ดู [306] ธรรมคุณ 6.
หมวด 6 197 [267]
[􀀬􀀬􀀬] ธาตุ 6 ดู [148] ธาตุ 6.
[􀀬􀀬􀀬] บัญญัติ 6 ดู [28] บัญญติ 2, 6.
[266] ปิยรูป สาตรูป 6 × 10 (สิ่งที่มีสภาวะน่ารักน่าชื่นใจ เป็นที่เกิดและเป็นที่ดับ
ของตัณหา — Piyaråpa sàtaråpa: delightful and pleasurable things)
หมวด 1 ดู [276] อายตนะภายใน 6
หมวด 2 ดู [277] อายตนะภายนอก 6
หมวด 3 ดู [268] วิญญาณ 6
หมวด 4 ดู [272] สัมผัส 6
หมวด 5 ดู [113] เวทนา 6
หมวด 6 ดู [271] สัญญา 6
หมวด 7 ดู [263] สัญเจตนา 6
หมวด 8 ดู [264] ตัณหา 6
หมวด 9 ได้แก่ วิตก 6 คือ รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก
(ความตริตรึกเกี่ยวกับรูป ฯลฯ — Vitakka: thought-conception concerning
visual forms, etc.)
หมวด 10 ได้แก่ วิจาร 6 คือ รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร
(ความตรองเกี่ยวกับรูป ฯลฯ — Vicàra: discursive thought concerning
visual forms, etc.)
D.II.308; M.1.62. ที.ม.10/297/343; ม.มู.12/147/120.
[267] ภัพพตาธรรม 6 (ธรรมอันทำให้เป็นผู้ควรที่จะบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุ
และทำกุศลธรรมที่บรรลุแล้วให้เจริญเพิ่มพูน, คุณสมบัติที่ทำให้เป็นผู้ควร เหมาะ สามารถ หรือ
พร้อมที่จะได้จะถึงสิ่งดีงามที่ยังไม่ได้ไม่ถึง และทำสิ่งดีงามที่ได้ที่ถึงแล้วให้เจริญเพิ่มพูน —
Bhabbatà-dhamma: qualities making one fit for attaining the wholesome not yet
attained and augmenting the wholesome already attained)
1. ฉลาดในหลักความเจริญ คือ รู้เข้าใจกระบวนเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเจริญเพิ่มพูน
(to be knowledgeable about improvement or gain)
2. ฉลาดในหลักความเสื่อม คือ รู้เข้าใจกระบวนเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดความสูญเสียเสื่อม
สลาย (to be knowledgeable about loss or decline)
3. ฉลาดในอุบาย คือ รู้เข้าใจชำนาญในวิธีการที่จะแก้ไขจัดทำดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง (to be
skilful in the means)
4. สร้างฉันทะที่จะบรรลุกุศลธรรมที่ยังมิได้บรรลุ(to arouse the will to attain the good
[268] 198 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
one has not attained)
5. ระวังรักษากุศลธรรมที่ได้ลุถึงแล้ว (to maintain the good one has attained)
6. ทำให้สำเร็จลุจุดหมายด้วยการกระทำต่อเนื่องไม่ยั้งหยุดหรือขาดตอน (to accomplish
one’s aim through persevering performance or continuance in action)
A.III.432 องฺ.ฉกฺก.22/350/482
[􀀬􀀬􀀬] วัฒนมุข 6 ดู [201] วัฒนมุข 6.
[268] วิญญาณ 6 (ความรู้แจ้งอารมณ์ — Vi¤¤àõa: consciousness; sense-awareness)
1. จักขุวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางตา คือ รู้รูปด้วยตา, เห็น — Cakkhu-vi¤¤àõa: eyeconsciousness)
2. โสตวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางหู คือ รู้เสียงด้วยหู, ได้ยิน — Sota~: earconsciousness)
3. ฆานวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางจมูก คือ รู้กลิ่นด้วยจมูก, ได้กลิ่น — Ghàna~: noseconsciousness)
4. ชิวหาวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางลิ้น คือ รู้รสด้วยลิ้น, รู้รส — Jivhà~: tongueconsciousness)
5. กายวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางกาย คือ รู้โผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้สึกกายสัมผัส — Kàya~:
body-consciousness)
6. มโนวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางใจ คือ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, รู้ความนึกคิด — Mano~:
mind-consciousness)
D.III.243; Vbh.180. ที.ปา.11/306/255; อภิ.วิ.35/120/105.
[􀀬􀀬􀀬] เวทนา 6 ดู [113] เวทนา 6.
[269] เวปุลลธรรม 6 (คุณสมบัติที่จะทำให้เป็นผู้เติบใหญ่ไพบูลย์ในธรรมหรือคุณความ
ดีทั้งหลายในเวลาไม่นาน — Vepulla-dhamma: qualities leading to the attainment of
greatness and full development in wholesome states)
1. อาโลกพหุโล (เป็นผู้มากด้วยความสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ — âlokabahulo: to be rich in
the lustre of wisdom or clarity of vision)
2. โยคพหุโล (เป็นผู้มากด้วยความเพียรประกอบการ — Yogabahulo: to be devoted to
the endeavour)
3. เวทพหุโล (เป็นผู้มากด้วยความเบิกบานใจ คือ มีปีติปราโมทย์อยู่เสมอ — Vedabahulo:
to be full of joy and cheerfulness)
4. อสนตุฏฺฐิพหุโล (เป็นผู้มากด้วยความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ไม่รู้อิ่มไม่รู้พอใน
หมวด 6 199 [270]
การบำเพ็ญความดี — Asantuññhibahulo: to be full of intellectual discontent with the
good already achieved)
5. อนิกฺขิตฺตธุโร (ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย — Anikkhittadhuro: not to shirk the
responsibility of cultivating the good)
6. อุตฺตริญฺจ ปตาเรติ (เพียรพยายามทำกิจบัดนี้ให้ลุล่วง ก้าวสู่คุณความดีที่สูงยิ่งขึ้นไป —
Uttari¤ca patàreti: to strive perseveringly for further attainments)
A.III.432 องฺ.ฉกฺก.22/351/482
[270] สวรรค์ 6 (ภพที่มีอารมณ์อันเลิศ, โลกที่มีแต่ความสุข, เทวโลก, ในที่นี้หมายเฉพาะ
สวรรค์ชั้นกามาพจร คือ ชั้นที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม ซึ่งเรียกเต็มว่า ฉกามาพจรสวรรค์ หรือ
กามาวจรสวรรค์ 6 — Sagga: the six heavens of the sense-sphere) เรียงจากชั้นต่ำขึ้น
ไปดังนี้
1. จาตุมหาราชิกา (สวรรค์ที่ท้าวมหาราช 4 หรือท้าวจตุโลกบาล ปกครอง — Càtummahàràjikà:
The realm of the Four Great Kings คือ ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ ครองทิศ
ตะวันออก; ท้าววิรูฬหก จอมกุมภัณฑ์ ครองทิศใต้; ท้าววิรูปักษ์ จอมนาค ครองทิศตะวันตก;
ท้าวกุเวร หรือ เวสสวัณ จอมยักษ์ ครองทิศเหนือ)
2. ดาวดึงส์ (แดนที่อยู่แห่งเทพ 33 มีท้าวสักกะ หรือพระอินทร์เป็นจอมเทพ บางทีเรียก ไตรตรึงส์
— Tàvati§sà: the realm of the Thirty-three Gods)
3. ยามา (แดนที่อยู่แห่งเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีท้าวสุยามเป็นผู้ปกครอง — Yàmà: the realm of
the Yàma Gods)
4. ดุสิต (แดนที่อยู่แห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน มีท้าวสันดุสิตเป็นจอมเทพ —
Tusità: the realm of the satisfied gods) ถือกันว่าเป็นที่อุบัติของพระโพธิสัตว์ในพระชาติ
สุดท้ายก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นที่อุบัติของพระพุทธมารดา
5. นิมมานรดี (แดนที่อยู่แห่งเทพผู้มีความยินดีในการเนรมิต มีท้าวสุนิมมิตเป็นจอมเทพ ถือ
กันว่า เทวดาชั้นนี้ ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมนิรมิตได้เอง — Nimmànaratã: the realm of
the gods who rejoice in their own creations)
6. ปรนิมมิตวสวัตดี (แดนที่อยู่แห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้ คือ
เสวยสมบัติที่เทพพวกอื่นนิรมิตให้ มีท้าววสวัตดีเป็นจอมเทพ — Paranimmitavasavattã: the
realm of gods who lord over the creation of others)
คำอธิบายที่แสดงไว้นี้ มาในคัมภีร์รุ่นหลัง เช่น อภิธัมมัตถวิภาวินี เป็นต้น
ดู [351] ภูมิ 31.
S.V.423; Comp.138. สํ.ม.19/1681/531; สงฺคห.25.
[􀀬􀀬􀀬] สัญเจตนา 6 ดู [263] เจตนา 6
[271] 200 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[271] สัญญา 6 (ความกำหนดได้หมายรู้, ความหมายรู้อารมณ์, ความจำได้หมายรู้ —
Sa¤¤à: perception)
1. รูปสัญญา (ความหมายรู้รูป เช่นว่า ดำ แดง เขียว ขาว เป็นต้น — Råpa-sa¤¤à:
perception of form)
2. สัททสัญญา (ความหมายรู้เสียง เช่นว่า ดัง เบา ทุ้ม แหลม เป็นต้น — Sadda~:
perception of sound)
3. คันธสัญญา (ความหมายรู้กลิ่น เช่นว่า หอม เหม็น เป็นต้น — Gandha~: perception of
smell)
4. รสสัญญา (ความหมายรู้รส เช่นว่า หวาน เปรี้ยว ขม เค็ม เป็นต้น — Rasa~: perception
of taste)
5. โผฏฐัพพสัญญา (ความหมายรู้สัมผัสทางกาย เช่นว่า อ่อน แข็ง หยาบ ละเอียด ร้อน เย็น
เป็นต้น — Phoññhabba~: perception of tangible objects)
6. ธัมมสัญญา (ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า งาม น่าเกลียด เที่ยง ไม่เที่ยง เป็นต้น —
Dhamma~: perception of mind-objects)
D.III.244; A.III.413. ที.ปา.11/309/255; องฺ.ฉกฺก.22/334/461.
[272] สัมผัส หรือ ผัสสะ 6 (ความกระทบ, ความประจวบกันแห่งอายตนะภายใน
อายตนะภายนอก และวิญญาณ — Samphassa, Phassa: contact; sense-impression)
1. จักขุสัมผัส (ความกระทบทางตา คือ ตา + รูป + จักขุวิญญาณ — Cakkhu-samphassa:
eye-contact)
2. โสตสัมผัส (ความกระทบทางหู คือ หู + เสียง + โสตวิญญาณ — Sota~: ear-contact)
3. ฆานสัมผัส (ความกระทบทางจมูก คือ จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ — Ghàna~: nosecontact)
4. ชิวหาสัมผัส (ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ — Jivhà~: tonguecontact)
5. กายสัมผัส (ความกระทบทางกาย คือ กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ — Kàya~:
body-contact)
6. มโนสัมผัส (ความกระทบทางใจ คือ ใจ + ธรรมารมณ์ + มโนวิญญาณ — Mano~:
mind-contact)
D.III.243; S.II.3. ที.ปา.11/307/255; สํ.นิ.16/12/4.
[273] สารณียธรรม 6 (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง, ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึง
กัน, ธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี, หลักการอยู่ร่วมกัน — Sàraõãyadhamma: states of
conciliation; virtues for fraternal living) สาราณียธรรม ก็ใช้
หมวด 6 201 [273]
1. เมตตากายกรรม (ตั้งเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ
ช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมหมู่คณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — Mettàkàyakamma: to be amiable in deed, openly and in
private)
2. เมตตาวจีกรรม (ตั้งเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วย
บอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอน แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดง
ความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — Mettàvacãkamma: to be amiable in
word, openly and in private)
3. เมตตามโนกรรม (ตั้งเมตตามโนกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ตั้ง
จิตปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน —
Mettàmanokamma: to be amiable in thought, openly and in private)
4. สาธารณโภคิตา (ได้ของสิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็น
ของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน
— Sàdhàraõabhogità: to share any lawful gains with virtuous fellows) ข้อนี้ ใช้
อัปปฏิวิภัตตโภคี ก็ได้
5. สีลสามัญญตา (มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่
คณะ — Sãlasàma¤¤atà: to keep without blemish the rules of conduct along with
one’s fellows, openly and in private)
6. ทิฏฐิสามัญญตา (มีทิฏฐิดีงามเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการสำคัญอันจะนำไปสู่ความหลุดพ้น สิ้นทุกข์ หรือ
ขจัดปัญหา — Diññhisàma¤¤atà: to be endowed with right views along with one’s
fellows, openly and in private)
ธรรม 6 ประการนี้ มีคุณคือ เป็น สารณียะ (ทำให้เป็นที่ระลึกถึง — making others to
keep one in mind) เป็น ปิยกรณ์ (ทำให้เป็นที่รัก — endearing) เป็น ครุกรณ์ (ทำให้เป็นที่
เคารพ — bringing respect) เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์ (ความประสานกลมกลืน —
conducing to sympathy or solidarity) เพื่อ ความไม่วิวาท (to non-quarrel) เพื่อ ความ
สามัคคี (to concord; harmony) และเพื่อ เอกีภาพ (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน — to
unity)
D.III.245; A.III.288–9. ที.ปา.11/317/257; องฺ.ฉกฺก.22/282–3/321–3.
[􀀬􀀬􀀬] อนุตตริยะ 6 ดู [127] อนุตตริยะ 6
[􀀬􀀬􀀬] อบายมุข 6 ดู [200] อบายมุข 6.
[274] 202 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[274] อภิญญา 6 (ความรู้ยิ่งยวด — Abhi¤¤à: superknowledge; ultra-conscious
insight)
1. อิทธิวิธา หรือ อิทธิวิธิ (ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ — Iddhividhà: magical
powers)
2. ทิพพโสต (ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ — Dibbasota: divine ear)
3. เจโตปริยญาณ (ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ — Cetopariya¤àõa: penetration of the
minds of others; cf. telepathy)
4. ปุพเพนิวาสานุสสติ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ — Pubbenivàsànussati: remembrance
of former existences; cf. retrocognition)
5. ทิพพจักขุ (ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ — Dibbacakkhu: divine eye)
6. อาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป — âsavakkhaya¤àõa: knowledge of the
exhaustion of all mental intoxicants)
ห้าข้อแรกเป็นโลกิยะ (โลกียอภิญญา) ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ.
ดู [106] วิชชา 3; [297] วิชชา 8.
D.III.281; A.III.280; ที.ปา.11/431/307; องฺ.ฉกฺก.22/273/311.
[275] อภิฐาน 6 (กรรมที่เด่นยิ่งกว่ากรรมอื่นๆ, ฐานะอันยิ่งยวด, ฐานอันหนัก, ความผิด
พลาดสถานหนัก — Abhiñhàna: major wrong doings; great mistakes)
อภิฐาน 5 ข้อแรก ตรงกับ อนันตริยกรรม 5 คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตุปบาท
และ สังฆเภท เพิ่มข้อ 6 คือ
6. อัญญสัตถุทเทส* (ถือศาสดาอื่น คือ ถือถูกอยู่แล้ว กลับไพล่ทิ้งไปถือผิด — A¤¤asatthuddesa:
professing the doctrines of an alien teacher; adopting another teacher)
อภิฐานนี้ ในบาลีที่มาเดิม เรียกว่า อภัพพฐาน (ฐานะที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ ตั้งแต่พระ
โสดาบันขึ้นไป ไม่อาจจะกระทำ คือ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำ — Abhabbaññhàna: acts which are
incapable of being committed by a person possessed of right views; impossibilities)
ดู [245] อนันตริยกรรม 5.
A.III.439; Kh.VI.10, Sn.231. องฺ.ฉกฺก.22/365/490; ขุ.ขุ.25/7/7; ขุ.สุ.25/314/369.
[276] อายตนะภายใน 6 (ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้, แดนต่อความรู้ฝ่ายภายใน —
Ajjhattikàyatana: internal sense-fields) บาลีเรียก อัชฌัตติกายตนะ
1. จักขุ (จักษุ, ตา — Cakkhu: the eye)
2. โสตะ (หู — Sota: the ear)
* บางแห่งเรียก อัญญสัตถารุทเทส
หมวด 6 203 [277]
3. ฆานะ (จมูก — Ghàna: the nose)
4. ชิวหา (ลิ้น — Jivhà: the tongue)
5. กาย (กาย — Kàya: the body)
6. มโน (ใจ — Mana: the mind)
ทั้ง 6 นี้ เรียกอีกอย่างว่า อินทรีย์ 6 เพราะเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนแต่ละอย่าง เช่น จักษุ
เป็นเจ้าการในการเห็น เป็นต้น
D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ที.ปา.11/304/255; ม.อุ.14/619/400; อภิ.วิ.35/99/85.
[277] อายตนะภายนอก 6 (ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้, แดนต่อความรู้ฝ่ายภายนอก —
Bàhiràyatana: external sense-fields) บาลีเรียก พาหิรายตนะ
1. รูปะ (รูป, สิ่งที่เห็น หรือ วัณณะ คือสี — Råpa: form; visible objects)
2. สัททะ (เสียง — Sadda: sound)
3. คันธะ (กลิ่น — Gandha: smell; odour)
4. รสะ (รส — Rasa: taste)
5. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย, สิ่งที่ถูกต้องกาย — Phoññhabba: touch; tangible objects)
6. ธรรม หรือ ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ, สิ่งที่ใจนึกคิด — Dhamma: mindobjects)
ทั้ง 6 นี้ เรียกทั่วไปว่า อารมณ์ 6 คือ เป็นสิ่งสำหรับให้จิตยึดหน่วง
D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ที.ปา.11/305/255; ม.อุ.14/620/400; อภิ.วิ.35/99/85.
สัตตกะ — หมวด 7
Groups of Seven
[278] กัลยาณมิตรธรรม 7 (องค์คุณของกัลยาณมิตร, คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท้
คือท่านที่คบหรือเข้าหาแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดความดีงามและความเจริญ ในที่นี้มุ่งเอามิตรประเภท
ครูหรือพี่เลี้ยงเป็นสำคัญ — Kalyàõamitta-dhamma: qualities of a good friend)
1. ปิโย (น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษาไต่ถาม — Piyo:
lovable; endearing)
2. ครุ (น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้ และ
ปลอดภัย — Garu: esteemable; respectable; venerable)
3. ภาวนีโย (น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็น
ผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ —
Bhàvanãyo: adorable; cultured; emulable)
4. วตฺตา จ (รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะ
นำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี — Vattà ca: being a counsellor)
5. วจนกฺขโม (อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา ซักถาม คำเสนอ และวิพากษ์
วิจารณ์ อดทนฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว — Vacanakkhamo: being a patient listener)
6. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจ และ
ให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป — Gambhãra¤ca katha§ kattà: able to deliver deep
discourses or to treat profound subjects)
7. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปใน
ทางเสื่อมเสีย — No caññhàne niyojaye: never exhorting groundlessly; not leading or
spurring on to a useless end)
A.IV.31. องฺ.สตฺตก.23/34/33.
[279] ธรรมมีอุปการะมาก 7 (Bahukàra-dhamma: virtues of great assistance)
ธรรมหมวดนี้ ท่านหมายเอาอริยทรัพย์ 7 ประการ
ดู [292] อริยทรัพย์ 7
D.III.282. ที.ปา.11/433/310.
[280] บุพนิมิตแห่งมรรค 7 (ธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า มรรคมี
องค์ 8 ประการอันประเสริฐจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ดุจแสงอรุณเป็นบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตย์จะ
อุทัย, แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี, รุ่งอรุณของการศึกษา — Magguppàda-pubbanimitta: a
หมวด 7 205 [281]
foregoing sign for the arising of the Noble Eightfold Path; precursor of the Noble
Path; harbinger of a good life or of the life of learning)
1. กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร, มีมิตรดี, คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบ
อย่างที่ดี — Kalyàõamittatà: good company; having a good friend; association with
a good and wise person)
2. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล, การทำศีลให้ถึงพร้อม, ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความ
ประพฤติทั่วไปดีงาม — Sãla-sampadà: perfection of morality; accomplishment in
discipline and moral conduct)
3. ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ, การทำฉันทะให้ถึงพร้อม, ความใฝ่ใจอยากจะทำ
กิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม, ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ — Chanda-sampadà:
perfection of aspiration; accomplishment in constructive desire)
4. อัตตสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว, การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้
ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา [ที่จะเป็น ภาวิตัตต์ คือผู้มีตนอันได้
พัฒนาแล้ว] — Atta-sampadà: perfection of oneself; acomplishment in self that has
been well trained; dedicating oneself to training for the realization of one’s full
human potential; self-actualization)
5. ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ, การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม, การตั้งอยู่ในหลักความคิด
ความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย — Diññhisampadà:
perfection of view; accomplishment in view; to be established in good
and reasoned principles of thought and belief)
6. อัปปมาทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท, การทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
— Appamàda-sampadà: perfection of heedfulness; accomplishment in diligence)
7. โยนิโสมนสิการสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ, การทำโยนิโสมนสิการให้ถึง
พร้อม, ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้ — Yonisomanasikàrasampadà:
perfection of wise reflection; accomplishment in systematic attention)
เมื่อใดธรรมที่เป็นบุพนิมิต 7 ประการนี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดมีในบุคคลแล้ว เมื่อนั้น
ย่อมเป็นอันหวังได้ว่าเขาจักเจริญ พัฒนา ทำให้มาก ซึ่งมรรคมีองค์ 8 ประการอันประเสริฐ คือ
จักดำเนินก้าวไปในมัชฌิมาปฏิปทา.
ดู [34] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2, [293] มรรคมีองค์ 8
S.V.30–31. สํ.ม.19/130–6/36.
[281] โพชฌงค์ 7 (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ — Bojjhaïga: enlightenment factors)
1. สติ (ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง — Sati: mindfulness)
[282] 206 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
2. ธัมมวิจยะ (ความเฟ้นธรรม, ความสอดส่องสืบค้นธรรม — Dhammavicaya: truth
investigation)
3. วิริยะ (ความเพียร — Viriya: effort; energy)
4. ปีติ (ความอิ่มใจ — Pãti: zest; rapture)
5. ปัสสัทธิ (ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ — Passaddhi: tranquillity; calmness)
6. สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ — Samàdhi: concentration)
7. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง — Upekkhà: equanimity)
แต่ละข้อเรียกเต็ม มี สัมโพชฌงค์ ต่อท้ายเป็น สติสัมโพชฌงค์ เป็นต้น.
D.III.251,282; Vbh.277. ที.ปา.11/327/264; 434/310; อภิ.วิ.35/542/306.
[282] ภรรยา 7 (ภรรยาแบบต่างๆ จำแนกโดยคุณธรรม ความประพฤติ ลักษณะนิสัย และ
การปฏิบัติต่อสามี — Bhariyà: seven types of wives)
1. วธกาภริยา (ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต, ภรรยาที่คิดร้าย ซื้อได้ด้วยเงิน มิได้อยู่กินด้วยความ
พอใจ ยินดีชายอื่น ดูหมิ่นและคิดทำลายสามี — Vadhakà-bhariyà: a wife like a slayer;
destructive wife)
2. โจรีภริยา (ภรรยาเยี่ยงโจร, ภรรยาผู้ล้างผลาญทรัพย์สมบัติ — Corã~: a wife like a
robber; thievish wife)
3. อัยยาภริยา (ภรรยาเยี่ยงนาย, ภรรยาที่เกียจคร้าน ไม่ใส่ใจการงาน กินมาก ปากร้าย หยาบคาย
ใจเหี้ยม ชอบข่มสามี — Ayyà~: a wife like a mistress: Madam High and Mighty)
4. มาตาภริยา (ภรรยาเยี่ยงมารดา, ภรรยาที่หวังดีเสมอ คอยห่วงใยเอาใจใส่สามี เหมือน
มารดาปกป้องบุตร และประหยัดรักษาทรัพย์ที่หามาได้ — Màtà~: a wife like a mother;
motherly wife)
5. ภคินีภริยา (ภรรยาเยี่ยงน้องสาว, ภรรยาผู้เคารพรักสามี ดังน้องรักพี่ มีใจอ่อนโยน รู้จัก
เกรงใจและคล้อยตามสามี — Bhaginã~: a wife like a sister; sisterly wife)
6. สขีภริยา (ภรรยาเยี่ยงสหาย, ภรรยาที่เป็นเหมือนเพื่อน พบสามีเมื่อใด ก็ปลาบปลื้มดีใจ
เหมือนเพื่อนพบเพื่อนที่จากไปนาน เป็นผู้มีการศึกษาอบรม มีกิริยามารยาท ความประพฤติดี
ภักดีต่อสามี — Sakhã~: a wife like a companion; friendly wife)
7. ทาสีภริยา (ภรรยาเยี่ยงทาสี, ภรรยาที่ยอมอยู่ในอำนาจสามี ถูกขู่ตะคอกเฆี่ยนตี ก็อดทนไม่
โกรธตอบ — Dàsã~: a wife like a handmaid; slavish wife)
ท่านสอนให้ภรรยาสำรวจตนว่า ที่เป็นอยู่ ตนเป็นภรรยาประเภทไหน และจะให้ดีควรจะเป็น
ภรรยาประเภทใด; สำหรับชาย อาจใช้เป็นหลักสำรวจอุปนิสัยของตนว่าควรแก่หญิงประเภทใด
เป็นคู่ครอง และสำรวจหญิงที่จะเป็นคู่ครองว่าเหมาะกับอุปนิสัยของตนหรือไม่.
A.IV.91; J.II.347. องฺ.สตฺตก.23/60/92; ชา.อ.4/92.
หมวด 7 207 [284]
[283] เมถุนสังโยค 7 (อาการที่เกี่ยวข้องกับเมถุน หรือนับเนื่องในเมถุน, ความประพฤติ
พัวพันกับเมถุน, เครื่องผูกมัดไว้กับเมถุน — Methuna-sa§yoga: bonds of sexuality; sexbonds
which cause the renting or blotching of the life of chastity despite no actual
sexual intercourse)
สมณะ ก็ดี พราหมณ์ ก็ดี บางคน ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารี เขามิได้ร่วมประเวณีกับมาตุคามก็
จริง แต่ยังยินดี ปลาบปลื้ม ชื่นใจ ด้วยเมถุนสังโยค 7 อย่างใดอย่างหนึ่ง พรหมจรรย์ของผู้นั้นยังชื่อว่าขาด
ทะลุ ด่าง พร้อย เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ที่ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ย่อมไม่พ้นไปจาก
ทุกข์ กล่าวคือ
1. ยินดีการลูบไล้ ขัดสี ให้อาบน้ำ และการนวดฟั้นของมาตุคาม ปลื้มใจด้วยการบำเรอนั้น
(enjoyment of massage, manipulation, bathing and rubbing down by women)
2. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ยังกระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอก กับมาตุคาม ปลื้มใจด้วยการกระทำ
อย่างนั้น (enjoyment of joking, jesting and making merry with women)
3. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ยังเพ่งจ้องดูตากับมาตุคาม ปลื้มใจด้วยการทำอย่างนั้น (enjoyment
of gazing and staring at women eye to eye)
4. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ยังชอบฟังเสียงมาตุคามหัวเราะ ขับร้อง หรือร้องไห้อยู่ ข้างนอกฝา
นอกกำแพง แล้วปลื้มใจ (enjoyment of listening to women as they laugh, talk, sing
or weep beyond a wall or a fence)
5. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ยังชอบตามนึกถึงการเก่าที่ได้เคยหัวเราะพูดจาเล่นหัวกับมาตุคาม
แล้วปลื้มใจ (enjoyment of recalling the laughs, talks and jests one formerly had
with women)
6. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ชอบดูคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้ง 5
บำรุงบำเรอตนอยู่ แล้วปลื้มใจ (enjoyment of seeing a householder or a
householder’s son indulging in sensual pleasures)
7. ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งปรารถนาเพื่อจะได้เป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์
ใดองค์หนึ่ง (leading the life of chastity aspiring to be reborn as a god or a deity)
A.IV.54. องฺ.สตฺตก.23/47/56.
[284] วิญญาณฐิติ 7 (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ — Vi¤¤àõaññhiti: abodes or
supports of consciousness)
1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า วินิปาติกะ
(เปรต) บางเหล่า (beings different in body and in perception)
2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหมผู้
เกิดในภูมิปฐมฌาน (beings different in body, but equal in perception)
[285] 208 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภัสสรา (beings
equal in body, but different in perception)
4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหะ
(beings equal in body and in perception)
5. สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ (beings reborn in the sphere of
Boundless Space)
6. สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ (beings reborn in the sphere of
Boundless Consciousness)
7. สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ (beings reborn in the sphere of
Nothingness)
D.III.253; A.IV.39. ที.ปา.11/335/265; องฺ.สตฺตก.23/41/41.
[285] วิสุทธิ 7 (ความหมดจด, ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ, ธรรมที่ชำระสัตว์ให้
บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน —
Visuddhi: purity; stages of purity; gradual purification)
1. สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไป
เพื่อสมาธิ — Sãla-visuddhi: purity of morality) วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล 4 [160]
2. จิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งจิต คือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่ง
วิปัสสนา — Citta~: purity of mind) วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ 8 พร้อมทั้งอุปจาร
3. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง
เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด — Diññhi~:
purity of view; purity of understanding) จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์
4. กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย, ความบริสุทธิ์ขั้นที่
ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง 3 — Kaï
khàvitaraõa~: purity of transcending doubts) ข้อนี้ตรงกับ ธรรมฐิติญาณ หรือ
ยถาภูตญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์
5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ
เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่ง
สังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า อุทยัพพยานุปัสสนา เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้ว
มีวิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง 10 แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่
เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ วิปัสสนา-ญาณ นั้น
ต่อไป — Maggàmagga¤àõadassana~: purity of the knowledge and vision
regarding path and not-path) ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์
หมวด 7 209 [286]
6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความ
เพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทาง
แล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณหรืออนุโลมญาณ อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็
จะเกิดโคตรภูญาณ คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความ
เป็นอริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ วิปัสสนาญาณ 9 — Pañipadà¤àõadassana~: purity
of the knowledge and vision of the way of progress)
7. ญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ในอริยมรรค 4 หรือ
มรรคญาณ อันเกิดถัดจากโคตรภูญาณเป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิด
ขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้นๆ ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอัน
บรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
— ¥àõadassana~: purity of knowledge and vision)
วิสุทธิ 7 เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปเพื่อบรรลุนิพพาน ดุจรถ 7 ผลัดส่งต่อกันให้บุคคลถึงที่
หมาย โดยนัยดังแสดงแล้ว
ดู [328] วิปัสสนูปกิเลส 10; [311] วิปัสสนาญาณ 9.
M.I.149; Vism.1–710. ม.มู.12/298/295; คัมภีร์วิสุทธิมัคค์ทั้งหมด.
[286] สัปปายะ 7 (สิ่งที่สบาย, สภาพเอื้อ, สิ่งที่เกื้อกูล, สิ่งที่เอื้อต่อการอยู่ดีและการที่จะ
พัฒนาชีวิต, สิ่งที่เหมาะกัน อันเกื้อหนุนในการเจริญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่
เสื่อมถอย — Sappàya: beneficial or advantageous conditions; suitable or
agreeable things; things favourable to mental development)
1. อาวาสสัปปายะ (ที่อยู่อันเหมาะ เช่น ปลอดภัย ไม่พลุกพล่านจอแจ — âvàsa-sappàya:
suitable abode) บางแห่งเรียก เสนาสนสัปปายะ
2. โคจรสัปปายะ (แหล่งอาหารอำนวย ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้านหรือชุมชนที่
มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป — Gocara~: suitable resort)
3. ภัสสสัปปายะ (การพูดคุยที่เหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขานกันแต่ในกถาวัตถุ 10 และพูดแต่
พอประมาณ ข่าวสารและสื่อสารที่เอื้อปัญญา — Bhassa~: suitable speech) บางแห่งเรียก
ธัมมัสสวนสัปปายะ
4. ปุคคลสัปปายะ (บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น ไม่มีคนร้าย แต่มีท่านผู้ทรงคุณธรรม ทรง
ภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษาเหมาะใจ — Puggala~: suitable person)
5. โภชนสัปปายะ (อาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก —
Bhojana~: suitable food) บางแห่งเรียก อาหารสัปปายะ
6. อุตุสัปปายะ (ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะ เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป
เป็นต้น — Utu~: suitable climate)
7. อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอด
[287] 210 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
จนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี มีอิริยาบถสมดุล — Iriyàpatha~: suitable posture)
Vism. 127; Vin.A.II.429; MA.II.911. วิสุทฺธิ.1/161; วินย.อ.1/524; ม.อ.3/570.
[287] สัปปุริสธรรม 71 (ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ, คุณสมบัติของ
คนดี, ธรรมของผู้ดี — Sappurisa-dhamma: qualities of a good man; virtues of a
gentleman)
1. ธัมมัญญุตา (ความรู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลัก
เกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น ภิกษุรู้ว่า
หลักธรรมข้อนั้นๆ คืออะไร มีอะไรบ้าง พระมหากษัตริย์ทรงทราบว่าหลักการปกครองตามราช
ประเพณีเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ๆ จึง
จะให้เกิดผลที่ต้องการหรือบรรลุจุดหมายอันนั้นๆ เป็นต้น — Dhamma¤¤utà: knowing the
law; knowing the cause)
2. อัตถัญญุตา (ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่ง
หมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ หรือความเป็นไปตาม
หลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร หลักนั้นๆ มีความมุ่งหมาย
อย่างไร กำหนดไว้หรือพึงปฏิบัติเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร การที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมาย
อย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง ดังนี้เป็นต้น — Attha¤¤utà: knowing the
meaning; knowing the purpose; knowing the consequence)
3. อัตตัญญุตา (ความรู้จักตน คือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความ
สามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสม และ
รู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป — Atta¤¤utà: knowing oneself)
4. มัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและ
บริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ พระมหากษัตริย์รู้จักประมาณใน
การลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น — Matta¤¤utà: moderation; knowing how
to be temperate; sense of proportion)
5. กาลัญญุตา (ความรู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะต้องใช้ใน
การประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน หรือปฏิบัติการต่างๆ เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้
พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น — Kàla¤¤utà: knowing the proper time; knowing how to
choose and keep time)
6. ปริสัญญุตา (ความรู้จักบริษัท คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชน
นั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์
อย่างนี้ เป็นต้น — Parisa¤¤utà: knowing the assembly; knowing the society)
7. ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา (ความรู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคล
ว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะ
หมวด 7 211 [289]
ปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้ จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอน
อย่างไร เป็นต้น — Puggala¤¤utà: knowing the individual; knowing the different
individuals)
ภิกษุผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 ข้อนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสังฆคุณครบ 9 แม้พระ
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ทรงประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ (ท่านแสดงไว้
เฉพาะข้อหลัก 5 ข้อ คือ ข้อ 1, 2, 4, 5, 6 องฺ.ปญฺจก.22/131/166; A.III.148) จึงทรงยังธรรมจักรและ
อาณาจักรให้เป็นไปด้วยดี.
D.III.252,283; A.IV.113. ที.ปา.11/331/264; 439/312; องฺ.สตฺตก.23/65/114.
[􀀬􀀬􀀬] สัปปุริสธรรม 72 ดู [301] สัปปุริสธรรม 8.
[􀀬􀀬􀀬] สมบัติของอุบาสก 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7.
[􀀬􀀬􀀬] องค์คุณของกัลยาณมิตร 7 ดู [278] กัลยาณมิตรธรรม 7.
[288] อนุสัย 7 (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน — Anusaya: latent tendencies)
1. กามราคะ (ความกำหนัดในกาม, ความอยากได้ติดใจในกาม — Kàmaràga: lust for
sensual pleasures)
2. ปฏิฆะ (ความขัดใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง คือ โทสะ — Pañigha: repulsion; irritation;
grudge)
3. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด, การยึดถือความเห็น เอาความคิดเห็นเป็นความจริง — Diññhi: wrong
view; speculative opinion)
4. วิจิกิจฉา (ความลังเล, ความสงสัย — Vicikicchà: doubt; uncertainty)
5. มานะ (ความถือตัว — Màna: conceit)
6. ภวราคะ (ความกำหนัดในภพ, ความอยากเป็น อยากยิ่งใหญ่ อยากยั่งยืน — Bhavaràga:
lust for becoming)
7. อวิชชา (ความไม่รู้จริง คือ โมหะ — Avijjà: ignorance)
อนุสัย 7 นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังโยชน์ 7
D.III.254, 282; A.IV.8; Vbh.383. ที.ปา.11/337/266; องฺ.สตฺตก.23/11/8; อภิ.วิ.35/1005/517.
[289] อปริหานิยธรรม 71 ของกษัตริย์วัชชี หรือ วัชชีอปริหานิย-
ธรรม 7 (ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สำหรับหมู่ชน
หรือผู้บริหารบ้านเมือง — Vajjã-aparihàniyadhamma: things leading never to decline
but only to prosperity; conditions of welfare)
1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย (to hold regular and frequent meetings)
2. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ (to
[290] 212 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
meet together in harmony, disperse in harmony, and do their business and
duties in harmony)
ข้อนี้แปลอีกอย่างหนึ่งว่า: พร้อมเพรียงกันลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลาย
3. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ (ตาม
หลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม (to introduce no
revolutionary ordinance, or break up no established ordinance, but abide by the
original or fundamental Vajjian norm and principles)
4. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่าน
ว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง (to honour and respect the elders among the Vajjians and
deem them worthy of listening to)
5. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ (the women
and girls of the families are to dwell without being forced or abducted)
6. เคารพสักการะบูชาเจดีย์ (ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึงอนุสาวรีย์ต่างๆ) ของวัชชี
(ประจำชาติ) ทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่
เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป (to honour and worship the Vajjian shrines, monuments
and objects of worship, both central and provincial, and do not neglect those righteous
ceremonies held before for them)
7. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย (ในที่นี้กิน
ความกว้าง หมายถึงบรรพชิตผู้ดำรงธรรมเป็นหลักใจของประชาชนทั่วไป) ตั้งใจว่า ขอ
พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก
(to provide the rightful protection, shelter and support for the Arahants and wish
that the Arahants who have not come may enter the realm and those who have
entered may dwell pleasantly therein)
อปริหานิยธรรม 7 ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงแก่เจ้าวัชชีทั้งหลาย ผู้ปกครองรัฐโดย
ระบอบสามัคคีธรรม (republic) ซึ่งรัฐคู่อริยอมรับว่า เมื่อชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ จะ
เอาชนะด้วยการรบไม่ได้ นอกจากจะใช้การเกลี้ยกล่อมหรือยุแยกให้แตกสามัคคี.
D.II.73; A.IV.15. ที.ม.10/68/86; องฺ.สตฺตก.23/20/18.
[290] อปริหานิยธรรม 72 ของภิกษุ หรือ ภิกขุอปริหานิยธรรม 7
(ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สำหรับภิกษุทั้งหลาย —
Bhikkhu-aparihàniyadhamma: things leading never to decline but only to
prosperity; conditions of welfare)
1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย (to hold regular and frequent meetings)
2. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
หมวด 7 213 [291]
(to meet together in harmony, disperse in harmony, and do the business and
duties of the Order in harmony)
ข้อนี้แปลอีกอย่างว่า: พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันลุกขึ้นจัดการแก้ไขสิ่งเสียหาย เหตุไม่
งาม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
3. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่ล้มล้างสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ สมาทาน
ศึกษาอยูใ่นสิกขาบททั้งหลายตามที่พระองคท์ รงบัญญัติไว (to introduce no revolutionary
ordinance, break up no established ordinance, but train oneself in accordance with
the prescribed training rules)
4. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เห็น
ถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง (to honour and respect those elders of long
experience, the fathers and leaders of the Order and deem them worthy of
listening to)
5. ไม่ลุอำนาจตัณหาคือความอยากที่เกิดขึ้น (not to fall under the influence of craving
which arises)
6. ยินดีในเสนาสนะป่า (to delight in forest retreat)
7. ตั้งสติระลึกไว้ในใจว่า สพรหมจารี (เพื่อนพรหมจารี) ทั้งหลายผู้มีศีลงาม ซึ่งยังไม่มา ขอให้
มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่ผาสุก (to establish oneself in mindfulness, with this thought,
“Let disciplined co-celibates who have not come, come hither, and let those that
have already come live in comfort.”)
D.II.77; A.IV.20. ที.ม.10/70/90; องฺ.สตฺตก.23/21/21.
[291] อปริหานิยธรรม 73 ของภิกษุ หรือ ภิกขุอปริหานิยธรรม 7
อีกหมวดหนึ่ง ( Bhikkhu-aparihàniyadhamma)
1. น กมฺมารามตา (ไม่มัวเพลินการงาน คือไม่หลงเพลิดเพลินหมกมุ่นวุ่นอยู่กับงาน เช่น การ
เย็บจีวร ทำบริขารต่างๆ เป็นต้น จนเสื่อมเสียการเล่าเรียนศึกษาบำเพ็ญสมณธรรม — Na
kammàràmatà: not to be fond of business)
2. น ภสฺสารามตา (ไม่มัวเพลินการคุย — Na bhassàràmatà: not to be fond of gossip)
3. น นิทฺทารามตา (ไม่มัวเพลินการหลับนอน — Na niddàràmatà: not to be fond of
sleeping)
4. น สงฺคณิการามตา (ไม่มัวเพลินการคลุกคลีหมู่คณะ — Na saïgaõikàràmatà: not to
be fond of society)
5. น ปาปิจฺฉตา (ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก, ไม่ตกอยู่ในอำนาจความปรารถนาลามก —
Na pàpicchatà: not to have nor fall under the influence of evil desire)
6. น ปาปมิตฺตตา (ไม่เป็นผู้มีปาปมิตร — Na pàpamittatà: not to have evil friends)
[292] 214 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
7. น อนฺตราโวสานํ (ไม่ถึงความหยุดยั้งนอนใจเสียในระหว่าง ด้วยการบรรลุคุณวิเศษเพียง
ชั้นต้นๆ — Na antaràvosàna§: not to come to a stop on the way by the
attainment of lesser success)
D.II.78; A.IV.21. ที.ม.10/71/92; องฺ.สตฺตก.23/22/23.
[292] อริยทรัพย์ 7 (ทรัพย์อันประเสริฐ, ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ —
Ariya-dhana: noble treasures)
1. ศรัทธา (ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ — Saddhà:
confidence)
2. ศีล (การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม — Sãla: morality; good
conduct; virtue)
3. หิริ (ความละอายใจต่อการทำความชั่ว — Hiri: moral shame; conscience)
4. โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อความชั่ว — Ottappa: moral dread; fear-to-err)
5. พาหุสัจจะ (ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก — Bàhusacca: great learning )
6. จาคะ (ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ — Càga: liberality)
7. ปัญญา (ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์
รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ — Pa¤¤à: wisdom)
อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก เพราะไม่มีผู้ใด
แย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ ทำใจให้ไม่อ้างว้างยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์
ภายนอกได้ด้วย
ธรรม 7 นี้ ท่านเรียกว่าเป็น พหุการธรรม หรือ ธรรมมีอุปการะมาก (Bahukàradhamma:
virtues of great assistance; D.III.282; ที.ปา.11/433/310) เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการ
บำเพ็ญคุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์
เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มาก ย่อมสามารถใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และ
บำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ ได้เป็นอันมาก.
D.III.163,267; A.IV.5. ที.ปา.11/326/264; องฺ.สตฺตก.23/6/5.
[􀀬􀀬􀀬] อริยบุคคล 7 ดู [63] อริยบุคคล 7.
[􀀬􀀬􀀬] อุบาสกธรรม 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7.
อัฏฐกะ — หมวด 8
Groups of Eight
(including related groups)
[􀀬􀀬􀀬] ฌาน 8 ดู [10] ฌาน 8.
[293] มรรคมีองค์ 8 หรือ อัฏฐังคิกมรรค (เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค
แปลว่า “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” — Aññhaïgika-magga: the Noble Eightfold
Path); องค์ 8 ของมรรค (มัคคังคะ — factors or constituents of the Path) มีดังนี้
1. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและ
อกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท — Sammàdiññhi: Right View; Right
Understanding)
2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ —
Sammàsaïkappa: Right Thought) ดู [69] กุศลวิตก 3
3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต 4 — Sammàvàcà: Right Speech)
4. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต 3 — Sammàkammanta: Right Action)
5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ — Sammà-àjãva:
Right Livelihood)
6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน 4 — Sammàvàyàma:
Right Effort)
7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 — Sammàsati: Right Mindfulness)
8. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน 4 — Sammàsamàdhi: Right Concentration)
องค์ 8 ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ 3 ข้อต้น คือ ข้อ 3, 4, 5 เป็น ศีล ข้อ 6, 7, 8 เป็น
สมาธิ ข้อ 1, 2 เป็น ปัญญา ดู [124] สิกขา 3; และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด
มรรคมีองค์ 8 นี้ เป็นอริยสัจจ์ ข้อที่ 4 และได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า “ทางสาย
กลาง” เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์
ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ดู [15] ที่
สุด 2; [204] อริยสัจจ์ 4
D.II.312; M.I.61; M.III.251; Vbh.235. ที.ม.10/299/348; ม.มู.12/149/123; ม.อุ.14/704/453; อภิ.วิ.35/569/307.
[294] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8 หรือ หลักกำหนดธรรมวินัย 8
(Dhammavinaya-nicchayalakkhaõa: criteria of the Doctrine and the Discipline)
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
[295] 216 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
1. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัด, ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ (Viràga: detachment;
dispassionateness) มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ หรือเสริมความติดใคร่
2. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด, ความไม่ประกอบทุกข์ (Visa§yoga: release from
bondage) มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์
3. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนกิเลส (Apacaya: dispersion of defilements) มิใช่เพื่อพอก
พูนกิเลส
4. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย, ความมักน้อย (Appicchatà: wanting little) มิใช่
เพื่อความอยากอันใหญ่, ความมักใหญ่ หรือมักมากอยากใหญ่
5. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ (Santuññhi: contentment) มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ
6. ปวิเวก คือ ความสงัด (Paviveka: seclusion; solitude) มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่
7. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร (Viriyàrambha: energy; exertion) มิใช่เพื่อ
ความเกียจคร้าน
8. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย (Subharatà: being easy to support) มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก
ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือคำสอนของพระศาสดา; หมวดนี้
ตรัสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี
Vin.II.259; A.IV.280. วินย.7/523/331; องฺ.อฏฺฐก.23/143/289.
[295] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 7 หรือ หลักกำหนดธรรมวินัย 7
(Dhammavinaya-jànanalakkhaõa: criteria of the Doctrine and the Discipline)
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
1. เอกันตนิพพิทา (ความหน่ายสิ้นเชิง, ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม — Ekantanibbidà:
disenchantment)
2. วิราคะ (ความคลายกำหนัด, ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ — Viràga: detachment)
3. นิโรธ (ความดับ, หมดกิเลสหมดทุกข์ — Nirodha: extinction)
4. อุปสมะ (ความสงบ — Upasama: calm; peace)
5. อภิญญา (ความรู้ยิ่ง, ความรู้ชัด — Abhi¤¤à: discernment; direct knowledge)
6. สัมโพธะ (ความตรัสรู้ — Sambodha: enlightenment)
7. นิพพาน (นิพพาน — Nibbàna)
ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือคำสอนของพระศาสดา; หมวดนี้
ตรัสแก่พระอุบาลี
A.IV.143. องฺ.สตฺตก.23/80/146.
[296] โลกธรรม 8 (ธรรมดาของโลก, เรื่องของโลก, ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุน
หมวด 8 217 [297]
เวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป — Loka-dhamma: wordly
conditions; wordly vicissitudes)
1. ลาภ (ได้ลาภ, มีลาภ — Làbha: gain)
2. อลาภ (เสื่อมลาภ, สูญเสีย — Alàbha: loss)
3. ยส (ได้ยศ, มียศ — Yasa: fame; rank; dignity)
4. อยส (เสื่อมยศ — Ayasa: obscurity)
5. นินทา (ติเตียน — Nindà: blame)
6. ปสังสา (สรรเสริญ — Pasa§sà: praise)
7. สุข (ความสุข — Sukha: happiness)
8. ทุกข์ (ความทุกข์ — Dukkha: pain)
โดยสรุปเป็น 2 คือ ข้อ 1, 3, 6, 7 เป็น อิฏฐารมณ์ คือ ส่วนที่น่าปรารถนา; ข้อที่เหลือเป็น
อนิฏฐารมณ์ คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา
โลกธรรมเหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นทั้งแก่ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ และแก่อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ต่างกัน
แต่ว่า คนพวกแรกย่อมไม่รู้เห็นเข้าใจตามความเป็นจริง ลุ่มหลง ยินดียินร้าย ปล่อยให้โลกธรรมเข้า
ครอบงำย่ำยีจิต ฟูยุบเรื่อยไป ไม่พ้นจากทุกข์ มีโสกะปริเทวะ เป็นต้น ส่วนอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้
พิจารณาเห็นตามเป็นจริง ว่าสิ่งเหล่านี้อย่างใดก็ตามที่เกิดขึ้นแก่ตน ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ
แปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่หลงใหลมัวเมาเคลิ้มไปตามอิฏฐารมณ์ ไม่ขุ่นมัวหม่นหมองคลุ้มคลั่งไป
ในเพราะอนิฏฐารมณ์ มีสติดำรงอยู่ เป็นผู้ปราศจากทุกข์ มีโสกะปริเทวะ เป็นต้น
A.IV.157. องฺ.อฏฺฐก.23/96/159.
[297] วิชชา 8 (ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ — Vijjà: supernormal knowledge)
1. วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา, ญาณที่เป็นวิปัสสนา คือปัญญาที่พิจารณาเห็นสังขารคือ
นามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน — Vipassanà¤àõa: insightknowledge)
2. มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ, ฤทธิ์ทางใจ คือ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ ดุจชักไส้จาก
หญ้าปล้อง ชักดาบจากฝัก หรือชักงูออกจากคราบ — Manomayiddhi: mind-made magical
power)
3. อิทธิวิธา หรือ อิทธิวิธิ (แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ — Iddhividhà: supernormal powers)
4. ทิพพโสต (หูทิพย์ — Dibbasota: divine ear)
5. เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้ — Cetopariya¤àõa: penetration of the
minds of others)
6. ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้ — Pubbenivàsànussati: remembrance of former
existences)
[298] 218 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
7. ทิพพจักขุ (ตาทิพย์ — Dibbacakkhu: divine eye)
8. อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ — âsavakkhaya¤àõa: knowledge of the
exhaustion of mental intexicants)
ข้อที่ 2 โดยมากจัดเข้าในข้อที่ 3 ด้วย ข้อที่ 3 ถึง 8 (6 ข้อท้าย) ตรงกับ อภิญญา 6 ดู [106]
วิชชา 3; [274] อภิญญา 6; [311] วิปัสสนาญาณ 9.
D.I.76–84; M.II.17. ที.สี.9/131–138/101–112.
[298] วิโมกข์ 8 (ความหลุดพ้น, ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปใน
อารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวหรือปลอดตัวเต็มที่ ซึ่งเป็นไปในขั้นตอนต่างๆ — Vimokkha:
liberations; the eight stages of release)
1. ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย (ได้แก่ รูปฌาน 4 ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณที่กำหนดวัตถุใน
กายของตน เช่น สีผม — Remaining in the Fine-Material Sphere, one perceives
corporeal forms.)
2. ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก (ได้แก่ รูปฌาน 4 ของผู้ได้ฌานโดย
เจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก — Not perceiveing internal corporeal forms, one
perceives corporeal forms externally.)
3. ผู้น้อมใจดิ่งไปว่า “งาม” (ได้แก่ ฌานของผู้เจริญวรรณกสิณ กำหนดสีที่งาม หรือเจริญ
อัปปมัญญา — One is intent on the thought, “It is beautiful”.)
4. เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจ
นานัตตสัญญา จึงเขา้ ถึงอากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการวา่ อากาศหาที่สุดมิได  (— One
attains and abides in the Sphere of Unbounded Space.)
5. เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ
โดยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได  (— One attains and abides in the Sphere of
Unbounded Consciousness.)
6. เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ โดย
มนสิการว่า ไม่มีอะไรเลย (— One attains and abides in the Sphere of Nothingness.)
7. เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
อยู่ (— One attains and abides in the Sphere of Neither-Perception-Nor-Nonperception.)
8. เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
อยู่(— One attains and abides in the Cessation of Perception and Feeling.)
D.III.262,288; A.IV.306. ที.ปา.11/350/276; 453/328; องฺ.อฏฺฐก.23/163/315.
[􀀬􀀬􀀬] ศีล 8 ดู [240] ศีล 8.
หมวด 8 219 [301]
[􀀬􀀬􀀬] ศีล 8 ทั้งอาชีวะดู [241] ศีล 8 ทั้งอาชีวะ.
[299] สมาบัติ 8 (คุณวิเศษเป็นที่อันบุคคลเข้าถึง หรือ ธรรมวิเศษที่ควรเข้าถึง, การบรรลุ
ขั้นสูง — Samàpatti: attainment) ได้แก่ ฌาน 8 คือ รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4
ดู [9] ฌาน 4; [10] ฌาน 8; [207] อรูป 4.
Ps.I.20. ขุ.ปฏิ.31/60/34.
[300] สัปปุริสทาน 8 (ทานของสัตบุรุษ, การให้อย่างสัตบุรุษ — Sappurisa-dàna:
gifts of a good man)
1. สุจึ เทติ (ให้ของสะอาด — to give clean things)
2. ปณีตํ เทติ (ให้ของประณีต — to give choice things)
3. กาเลน เทติ (ให้ของเหมาะกาล ให้ถูกเวลา — to give at fitting times)
4. กปฺปิยํ เทติ (ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขา ซึ่งเขาจะใช้ได้ — to give proper things)
5. วิเจยฺย เทติ (พิจารณาเลือกให้ ให้ด้วยวิจารณญาณ เลือกของ เลือกคนที่จะให้ ให้เกิดผล
เกิดประโยชน์มาก — to give with discretion)
6. อภิณฺหํ เทติ (ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำ หรือสม่ำเสมอ — to give repeatedly or regularly)
7. ททํ จิตฺตํ ปสาเทติ (เมื่อให้ ทำจิตผ่องใส — to calm one’s mind on giving)
8. ทตฺวา อตฺตมโน โหติ (ให้แล้ว เบิกบานใจ — to be glad after giving)
A.IV.243. องฺ.อฏฺฐก.23/127/248.
[301] สัปปุริสธรรม 8 (ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ, คุณสมบัติของ
คนดี — Sappurisa-dhamma: qualities of a good man)
1. สทฺธมฺมสมนฺนาคโต (ประกอบด้วยสัทธรรม 7 ประการ — Saddhamma-samannàgato:
to be endowed with the seven virtues) คือ
ก. มีศรัทธา — to have confidence
ข. มีหิริ— to have moral shame
ค. มีโอตตัปปะ — to have moral fear
ง. เป็นพหูสูต — to be much learned
จ. มีความเพียรอันปรารภแล้ว — to be of stirred-up energy
ฉ. มีสติมั่นคง — to have established mindfulness
ช. มีปัญญา — to have wisdom
2. สปฺปุริสภตฺตี (ภักดีสัตบุรษ คือ คบหาสมณพราหมณ์ ท่านผู้ประกอบด้วยสัทธรรม 7
ประการข้างต้น เป็นมิตรสหาย — Sappurisa-bhattã: to consort with good men)
3. สปฺปุริสจินฺตี (คิดอย่างสัตบุรุษ คือ จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น —
[301] 220 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
Sappurisa-cintã: to think as do good men)
4. สปฺปุริสมนฺตี (ปรึกษาอย่างสัตบุรุษ คือ จะปรึกษาการใด ก็ไม่ปรึกษาเพื่อเบียดเบียนตนและ
ผู้อื่น — Sappurisa-mantã: to consult as do good men)
5. สปฺปุริสวาโจ (พูดอย่างสัตบุรุษ คือ พูดแต่คำที่ถูกต้องตามวจีสุจริต 4 — Sappurisa-vàco:
to speak as do good men)
6. สปฺปุริสกมฺมนฺโต (ทำอย่างสัตบุรุษ คือ ทำการที่ถูกต้องตามกายสุจริต 3 — Sappurisakammanto:
to act as do good men)
7. สปฺปุริสทิฏฺฐี (มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ มีสัมมาทิฏฐิ เช่นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
— Sappurisa-diññhã: to have the views of good men)
8. สปฺปุริสทานํ เทติ (ให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ ให้ตามหลักสัปปุริสทาน เช่นให้โดยเอื้อเฟื้อทั้ง
แก่ของที่ตัวให้ ทั้งแก่ผู้รับทาน ให้ของบริสุทธิ์ ให้โดยเข้าใจถึงผลที่จะมีตามมา เป็นต้น —
Sappurisadàna§ deti: to give a gift as do good men)
บางทีเรียกว่า สัปปุริสธรรม 7 เพราะนับเฉพาะสัทธรรม 7 ในข้อ 1
M.III.23. ม.อุ.14/143/112.
[􀀬􀀬􀀬] หลักตัดสินธรรมวินัย 8 ดู [294] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8.
[􀀬􀀬􀀬] อริยบุคคล 8 ดู [57] อริยบุคคล 8.
[􀀬􀀬􀀬] อริยอัฏฐังคิกมรรค ดู [293] มรรคมีองค์ 8.
[􀀬􀀬􀀬] อวิชชา 8 ดู [209] อวิชชา 8.
[􀀬􀀬􀀬] อาชีวัฏฐมกศีล ดู [241] ศีล 8 ทั้งอาชีวะ.
[􀀬􀀬􀀬] อุโบสถศีล ดู [240] ศีล 8.
นวกะ — หมวด 9
Groups of Nine
(including related groups)
[302] นวังคสัตถุศาสน์ (คำสอนของพระศาสดามีองค์ 9 — Navaïga-satthusàsana:
the Teacher’s nine-factored dispensation; the Master’s ninefold teaching)
1. สุตฺตํ (สูตร ได้แก่ พุทธพจน์ที่มีสาระเป็นแกนร้อยเรียงเรื่องหนึ่งๆ หมายเอาอุภโตวิภังค์ นิทเทส
ขันธกะ ปริวาร พระสูตรในสุตตนิบาต และพุทธวจนะอื่นๆ ที่มีชื่อว่า สุตตะ หรือ สุตตันตะ กล่าว
ง่ายคือ วินัยปิฎก คัมภีร์นิทเทสทั้งสอง และพระสูตรทั้งหลาย — Sutta: threads; discourses)
2. เคยฺยํ (เคยยะ ได้แก่ ความที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน หมายเอาพระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด
โดยเฉพาะสคาถวรรคในสังยุตตนิกาย — Geyya: discourses mixed with verses; songs)
3. เวยฺยากรณํ (ไวยากรณ์ ได้แก่ ความร้อยแก้วล้วน หมายเอาพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด พระ
สูตรที่ไม่มีคาถา และพุทธพจน์อื่นใดที่ไม่จัดเข้าในองค์ 8 ข้อที่เหลือ — Veyyàkaraõa: proseexpositions)
4. คาถา (คาถา ได้แก่ ความร้อยกรองล้วน หมายเอา ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถา
ล้วนในสุตตนิบาตที่ไม่มีชื่อว่าเป็นสูตร — Gàthà: verses)
5. อุทานํ (อุทาน ได้แก่ พระคาถาที่ทรงเปล่งด้วยพระหฤทัยสหรคตด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วย
ญาณ พร้อมทั้งข้อความอันประกอบอยู่ด้วย รวมเป็นพระสูตร 82 สูตร — Udàna:
exclamations; psalms; verses of uplift)
6. อิติวุตฺตกํ (อิติวุตตกะ ได้แก่ พระสูตร 110 สูตร ที่ตรัสโดยนัยว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา —
Itivuttaka: Thus-said discourses)
7. ชาตกํ (ชาดก ได้แก่ ชาดก 550 เรื่อง มีอปัณณกชาดก เป็นต้น — Jàtaka: birth-stories)
8. อพฺภูตธมฺมํ (อัพภูตธรรม หรือเรื่องอัศจรรย์ ได้แก่ พระสูตรที่ว่าด้วยข้ออัศจรรย์ ไม่เคยมี
ทุกสูตร เช่น ที่ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ข้ออัศจรรย์ไม่เคยมี 4 อย่างนี้ หาได้ในอานนท์” ดังนี้
เป็นต้น — Abbhåtadhamma: marvellous ideas)
9. เวทลฺลํ (เวทัลละ ได้แก่ พระสูตรแบบถามตอบ ซึ่งผู้ถามได้ทั้งความรู้และความพอใจ ถาม
ต่อๆ ไป เช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนียสูตร
และมหาปุณณมสูตร เป็นต้น — Vedalla: question-and-answer; catechetical suttas)
คำว่า นวังคสัตถุสาสน์ นี้ เป็นคำรุ่นคัมภีร์อปทาน พุทธวงส์ และอรรถกถาทั้งหลาย บางที
เรียกว่า ชินสาสน์ บ้าง พุทธวจนะ บ้าง ส่วนในบาลีที่มาทั้งหลายเรียกว่า ธรรม บ้าง สุตะ บ้าง
ดู [51] สาสน์ หรือ ศาสนา 2.
Vin.III.8; M.I.133; A.II.5; A.III.86. วินย.1/7/12; ม.มู.12/278/268; องฺ.จตุกฺก.21/6/8; องฺ.ปญฺจก.22/73/98.
[303] 222 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[303] พุทธคุณ 9 (คุณของพระพุทธเจ้า — Buddhaguõa: virtues or attributes of
the Buddha)
อิติปิ โส ภควา (แม้เพราะอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น — Thus indeed is he, the
Blessed One,)
1. อรหํ (เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไกลจากกิเลส ทำลายกำแห่งสังสารจักรได้แล้ว เป็น
ผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ควรได้รับความเคารพบูชา เป็นต้น — Araha§: holy; worthy;
accomplished)
2. สมฺมาสมฺพุทฺโธ (เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง — Sammàsambuddho: fully self-enlightened)
3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน (เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา คือความรู้ และจรณะ คือ ความประพฤติ
— Vijjàcaraõa-sampanno: perfect in knowledge and conduct)
4. สุคโต (เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดำเนินพระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยสำเร็จผลด้วยดี พระ
องค์เองก็ได้ตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพุทธกิจก็สำเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชนทั้ง
หลายในที่ที่เสด็จไป และได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้ แม้ปรินิพพานแล้วก็เป็นประโยชน์แก่
มหาชนสืบมา — Sugato: well-gone; well-farer; sublime)
5. โลกวิทู (เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลกคือสังขารทั้งหลาย
ทรงหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตวโลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอำนาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่อง
แท้ เป็นเหตุให้ทรงดำเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งคติธรรมดานั้น และทรง
เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้ — Lokavidå: knower of the worlds)
6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ (เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า คือ ทรงเป็นผู้ฝึก
คนได้ดีเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเทียมเท่า — Anuttaro purisadammasàrathi: the incomparable
leader of men to be tamed)
7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย — Satthà devamanussàna
§: the teacher of gods and men)
8. พุทฺโธ (เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คือ ทรงตื่นเองจากความเชื่อถือและข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ถือ
กันมาผิดๆ ด้วย ทรงปลุกผู้อื่นให้พ้นจากความหลงงมงายด้วย อนึ่ง เพราะไม่ติด ไม่หลง ไม่ห่วง
กังวลในสิ่งใดๆ มีการคำนึงประโยชน์ส่วนตนเป็นต้น จึงมีพระทัยเบิกบาน บำเพ็ญพุทธกิจได้ถูก
ต้องบริบูรณ์ โดยถือธรรมเป็นประมาณ การที่ทรงพระคุณสมบูรณ์เช่นนี้ และทรงบำเพ็ญพุทธกิจ
ได้เรียบร้อยบริบูรณ์เช่นนี้ ย่อมอาศัยเหตุคือความเป็นผู้ตื่น และย่อมให้เกิดผลคือทำให้ทรงเบิก
บานด้วย — Buddho: awakened)
9. ภควา (ทรงเป็นผู้มีโชค คือ จะทรงทำการใด ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ หรือ เป็นผู้จำแนก
แจกธรรม — Bhagavà: blessed; analyst)
พุทธคุณ 9 นี้ เรียกอีกอย่างว่า นวารหาทิคุณ (คุณของพระพุทธเจ้า 9 ประการ มี อรหํ
เป็นต้น) บางทีเลือนมาเป็น นวรหคุณ หรือ นวารหคุณ แปลว่า “คุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็น
หมวด 9 223 [306]
พระอรหันต์ 9 ประการ”
M.I.37; A.III.285. ม.มู.12/95/67; องฺ.ฉกฺก.22/281/317.
[304] พุทธคุณ 2 (Buddhaguõa: virtues, qualities or attributes of the Buddha)
1. อัตตหิตสมบัติ (ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน, ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เอง
เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว — Attahita-sampatti: to have achieved one’s own good;
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:43:36 PM »





[353] 276 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
คาถาที่ 7
22. คารโว จ (ความเคารพ, การแสดงออกที่แสดงถึงความเป็นผู้รู้จักคุณค่าของบุคคล สิ่งของ
สถานที่ หรือกิจการนั้นๆ และรู้จักให้ความสำคัญและความใส่ใจเอื้อเฟื้อโดยเหมาะสม — Gà
rava: reverence; respect; appreciative action)
23. นิวาโต จ (ความสุภาพอ่อนน้อม, ถ่อมตน — Nivàta: humility, courtesy; politeness)
24. สนฺตุฏฺฐี จ (ความสันโดษ, ความเอิบอิ่มพึงพอใจในผลสำเร็จที่ได้สร้างขึ้น หรือในลาภที่แสวงหา
มาได้ ด้วยเรี่ยวแรงความเพียรพยายามของตนโดยทางชอบธรรม — Santuññhã: contentment)
25. กตญฺญุตา (มีความกตัญญู — Kata¤¤utà: gratitude)
26. กาเลน ธมฺมสฺสวนํ (ฟังธรรมตามกาล, แสวงความรู้เกี่ยวกับหลักความจริง ความดีงาม
และเรื่องที่เป็นประโยชน์ — Dhammassavana: the opportune hearing of the
Dhamma; listening to good advice and the teaching of Truth on due occasions)
คาถาที่ 8
27. ขนฺตี จ (มีความอดทน — Khanti: patience; forbearance; tolerance)
28. โสวจสฺสตา (เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย, พูดกันง่าย ฟังเหตุผล — Sovacassatà:
amenability to correction; being easy to admonish)
29. สมณานญฺจ ทสฺสนํ (พบเห็นสมณะ, เยี่ยมเยือนเข้าหาท่านผู้สงบกิเลส — Samaõadassana:
seeing the monks or holy persons)
30. กาเลน ธมฺมสากจฺฉา (สนทนาธรรมตามกาล, หาโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด
เห็นกัน เกี่ยวกับหลักความจริงความดีงามและเรื่องที่เป็นประโยชน์ — Dhammasàkacchà:
religious discussion at due seasons; regular or opportune discussion of Truth)
คาถาที่ 9
31. ตโป จ (มีความเพียรเผากิเลส, รู้จักบังคับควบคุมตน ไม่ปรนเปรอตามใจอยาก — Tapa:
self-control; simple life)
32. พฺรหฺมจริยญฺจ (ประพฤติพรหมจรรย์, ดำเนินตามอริยมรรค, การรู้จักควบคุมตนในทาง
เพศ หรือถือเมถุนวิรัติตามควร* — Brahmacariya: a holy life)
33. อริยสจฺจาน ทสฺสนํ (เห็นอริยสัจจ์, เข้าใจความจริงของชีวิต — Ariyasacca-dassana:
discernment of the Noble Truths)
34. นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ (ทำพระนิพพานให้แจ้ง, บรรลุนิพพาน — Nibbàna-sacchikiriyà:
realization of Nibbàna)
* พรหมจรรย์ในที่นี้ มุ่งเอาอัฏฐังคิกมรรคเป็นหลัก แต่จะตีความแคบหมายถึงเมถุนวิรัติก็ได้ ความหมายอย่าง
หย่อนสำหรับคฤหัสถ์ คือ ถือพรหมจรรย์ในบุคคลที่มิใช่คู่ครอง หรือถือเด็ดขาดในวันอุโบสถ เป็นต้น
หมวดเกิน 10 277 [354]
คาถาที่ 10
35. ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ (ถูกโลกธรรม จิตไม่หวั่นไหว — Akampitacitta:
to have a mind which is not shaken when touched by worldly vicissitudes)
36. อโสกํ (จิตไร้เศร้า — Asokacitta: to have the mind which is free from sorrow)
37. วิรชํ (จิตปราศจากธุลี — Virajacitta: to have the mind which is undefiled)
38. เขมํ (จิตเกษม — Khemacitta: to have the mind which is secure)
แต่ละคาถามีบทสรุปว่า “เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” (นี้เป็นมงคลอันอุดม — this is the highest
blessing)
มีคาถาสรุปท้ายมงคลทั้ง 38 นี้ว่า
“เอตาทิสานิ กตฺวาน สพฺพตฺถมปราชิตา
สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมนฺติ.”
แปลว่า “เทวะมนุษย์ทั้งหลายกระทำมงคลเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ปราชัยในที่ทุกสถาน ย่อม
ถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง นี้คืออุดมมงคลของเทวะมนุษย์เหล่านั้น.” (Those who have done
these things see no defeat and go in safety everywhere. To them these are the
highest blessings.)
Kh.V.3; Sn.259–268. ขุ.ขุ.25/5/3; ขุ.สุ.25/317/376.
[354] กรรมฐาน 40 (ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญ
ภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต — Kammaññhàna: mental exercises; subjects of
meditation)
1. กสิณ 10 ดู [315]
2. อสุภะ 10 ดู [336]
3. อนุสติ 10 ดู [335]
4. อัปปมัญญา 4 ดู [161]
5. อาหาเรปฏิกูลสัญญา (กำหนดพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร — âhàrepañikålasa¤¤à:
perception of the loathsomeness of food)
6. จตุธาตุววัฏฐาน (กำหนดพิจารณาธาตุ 4, พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุ 4
แต่ละอย่างๆ; ธาตุมนสิการ ก็เรียก — Catudhàtu-vavaññhàna: analysis of the four
elements)
7. อรูป 4 ดู [207]
กรรมฐานใดให้ได้สมาธิถึงขั้นใด ดู [99] ภาวนา 3; กรรมฐานใดเหมาะกับจริตใด ดู [262]
จริต 6.
Vism.110; Comp.204. วิสุทฺธิ.1/139; สงฺคห.51.
[355] 278 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
[355] เจตสิก 52 (ธรรมที่ประกอบกับจิต, สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และ
วัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต, อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต — Cetasika: mental factors;
mental concomitants)
ก. อัญญสมานาเจตสิก 13 (เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุก
ฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพวกเดียว — A¤¤asamànacetasika:
the Common-to-Each-Other; general mental factors)
1) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง — Sabbacittasàdhàraõa~:
universal mental factors; the Primary)
1. ผัสสะ (ความกระทบอารมณ์ — Phassa: contact; sense-impression)
2. เวทนา (ความเสวยอารมณ์ — Vedanà: feeling)
3. สัญญา (ความหมายรู้อารมณ์ — Sa¤¤à: perception)
4. เจตนา (ความจงใจต่ออารมณ์ — Cetanà: volition)
5. เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว — Ekaggatà: one-pointedness; concentration)
6. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต, สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษานามธรรมทั้งปวง — Jãvitindriya:
vitality; life-faculty)
7. มนสิการ (ความกระทำอารมณ์ไว้ในใจ, ใส่ใจ — Manasikàra: attention)
2) ปกิณณกเจตสิก 6 (เจตสิกที่เรี่ยรายแพร่กระจายทั่วไป คือ เกิดกับจิตได้ทั้งฝ่ายกุศล
และอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง — Pakiõõaka~: particular mental factors;
the Secondary)
8. วิตก (ความตรึกอารมณ์ — Vitakka: initial application; thought conception;
applied thought)
9. วิจาร (ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์ — Vicàra: sustained application; discursive
thinking; sustained thought)
10. อธิโมกข์ (ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์ — Adhimokkha: determination;
resolution)
11. วิริยะ (ความเพียร — Viriya: effort; energy)
12. ปีติ (ความปลาบปลื้มในอารมณ์, อิ่มใจ — Pãti: joy; interest)
13. ฉันทะ (ความพอใจในอารมณ์ — Chanda: conation; zeal)
ข. อกุศลเจตสิก 14 (เจตสิกฝ่ายอกุศล — Akusala~: immoral or unwholesome mental
factors; unprofitable mental factors)
1) สัพพากุสลสาธารณเจตสิก 4 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง — Sabbàkusalasàdhàraõa~:
universal immorals; the Primary)
หมวดเกิน 10 279 [355]
14. โมหะ (ความหลง — Moha: delusion)
15. อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป — Ahirika: shamelessness; lack of moral shame)
16. อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป — Anottappa: fearlessness of wrongdoing;
lack of moral dread)
17. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน — Uddhacca: restlessness; unrest)
2) ปกิณณกอกุสลเจตสิก 10 (อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต — Pakiõõakaakusala~:
particular immorals; the Secondary)
18. โลภะ (ความอยากได้อารมณ์ — Lobha: greed)
19. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด — Diññhi: wrong view)
20. มานะ (ความถือตัว — Màna: conceit)
21. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย — Dosa: hatred)
22. อิสสา (ความริษยา — Issà: envy; jealousy)
23. มัจฉริยะ (ความตระหนี่ — Macchariya: stinginess; meanness)
24. กุกกุจจะ (ความเดือดร้อนใจ — Kukkucca: worry; remorse)
25. ถีนะ (ความหดหู่ — Thãna: sloth)
26. มิทธะ (ความง่วงเหงา — Middha: torpor)
27. วิจิกิจฉา (ความคลางแคลงสงสัย — Vicikicchà: doubt; uncertainty; scepsis)
ค. โสภณเจตสิก 25 (เจตสิกฝ่ายดีงาม — Sobhaõa~: beautiful mental factors; lofty
mental factors)
1) โสภณสาธารณเจตสิก 19 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง — Sobhaõasàdhàraõa~:
universal beautiful mental factors; the Primary)
28. สัทธา (ความเชื่อ — Saddhà: confidence; faith)
29. สติ (ความระลึกได้, ความสำนึกพร้อมอยู่ — Sati: mindfulness)
30. หิริ (ความละอายต่อบาป — Hiri: moral shame; conscience)
31. โอตตัปปะ (ความสะดุ้งกลัวต่อบาป — Ottappa: moral dread)
32. อโลภะ (ความไม่อยากได้อารมณ์ — Alobha: non-greed)
33. อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย — Adosa: non-hatred)
34. ตัตรมัชฌัตตตา (ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ — Tatramajjhattatà: equanimity;
specific neutrality)
35. กายปัสสัทธิ (ความสงบแห่งกองเจตสิก — Kàya-passaddhi: tranquillity of mental body)
36. จิตตปัสสัทธิ (ความสงบแห่งจิต — Citta-passaddhi: tranquillity of mind)
[356] 280 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
37. กายลหุตา (ความเบาแห่งกองเจตสิก — Kàya-lahutà: lightness of mental body;
agility of ~)
38. จิตตลหุตา (ความเบาแห่งจิต — Citta-lahutà: lightness of mind; agility of ~)
39. กายมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก — Kàya-mudutà: pliancy of mental
body; elasticity of ~)
40. จิตตมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต — Citta-mudutà: pliancy of mind;
elasticity of ~)
41. กายกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก — Kàya-kamma¤¤atà: adaptability
of mental body; wieldiness of ~)
42. จิตตกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งจิต — Citta-kamma¤¤atà: adaptability
of mind; wieldiness of ~)
43. กายปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก — Kàya-pàgu¤¤atà: proficiency
of mental body)
44. จิตตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งจิต — Citta-pàgu¤¤atà: proficiency of mind)
45. กายุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก — Kàyujukatà: rectitude of mental body;
uprightness of ~)
46. จิตตุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งจิต — Cittujukatà: rectitude of mind; uprightness of ~)
2) วิรตีเจตสิก 3 (เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น — Viratã~: abstinences)
47. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ — Sammàvàcà: right speech)
48. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ — Sammàkammanta: right action)
49. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ — Sammà-àjãva: right livelihood)
3) อัปปมัญญาเจตสิก 2 (เจตสิกคืออัปปมัญญา — Appama¤¤à~: boundless states)
50. กรุณา (ความสงสารสัตว์ผู้ถึงทุกข์ — Karuõà: compassion)
51. มุทิตา (ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข — Mudità: sympathetic joy)
4) ปัญญินทรียเจตสิก 1 (เจตสิกคือปัญญินทรีย์ — Pa¤¤indriya~: fuculty of wisdom)
52. ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ (ความรู้เข้าใจ ไม่หลง — Pa¤¤indriya, Amoha: undeludedness;
wisdom)
Comp.94. สงฺคห.7.
[356] จิต 89 หรือ 121 (ธรรมชาติที่รู้อารมณ์, สภาพที่นึกคิด, ความคิด, ใจ, วิญญาณ
— Citta: mind; thought; consciousness; a state of consciousness)
จิต มีไวพจน์ คือ คำที่ต่างเพียงรูป แต่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกัน ใช้แทนกันได้
หลายคำ เช่น มโน มานัส หทัย บัณฑร มนายตนะ มนินทรีย์ และ วิญญาณ เป็นต้น (อภิ.สํ.
หมวดเกิน 10 281 [356]
34/21/10; ฯลฯ) คำเหล่านี้มีความหมายเกยกัน มิใช่ตรงกันโดยสมบูรณ์ ใช้แทนกันได้ในบางโอกาส
มิใช่เสมอไป
เมื่อจัดแบ่งสภาวธรรมทั้งหลายเป็นประเภทๆ ที่เรียกว่า ขันธ์ 5 จิตได้แก่ วิญญาณขันธ์ แต่ใน
คัมภีร์อภิธรรมยุคต่อมา นิยมประมวลสภาวธรรมเข้าเป็น 4 อย่าง เรียกว่า ปรมัตถธรรม 4 จิต
เป็นปรมัตถธรรมอย่างที่ 1; ดู [157] ปรมัตถธรรม 4; [216] ขันธ์ 5.
คัมภีร์อภิธรรมรุ่นอรรถกถา ประมวลเรื่องจิตที่แสดงไว้ในพระอภิธรรมปิฎกแล้ว แจงนับ
สภาพจิตทั้งหลายไว้ว่ามีจำนวน 89 หรือโดยพิสดารมี 121 เรียกว่า จิต 89 หรือ 121
เบื้องต้นนี้ จะประมวลจิตทั้งหมดไว้เป็นหมวดหมู่ใหญ่ๆ ก่อน เพื่อสะดวกในการศึกษากำหนด
จดจำและทบทวนต่อไป ในที่นี้ พึงทราบวิธีจำแนกประเภท 2 แบบ เปรียบเทียบกัน ดังนี้*
* ท่านเรียบเรียงเป็นคาถาสรุปความไว้ ดังนี้
ทฺวาทสากุสลาเนว กุสลาเนกวีสติ
ฉตฺตึเสว วิปากานิ กฺริยาจิตฺตานิ วีสติ ฯ
จตุปญฺญาสธา กาเม รูเป ปณฺณรสีริเย
จิตฺตานิ ทฺวาทสารูเป อฎฺฐธานุตฺตเร ตถา ฯ
อิตฺถเมกูนนวุติปฺ- ปเภทํ ปน มานสํ
เอกวีสสตํ วาถ วิภชนฺติ วิจกฺขณา ฯ
[356] 282 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ก. โดยชาติประเภท ข. โดยภูมิประเภท
1. อกุศลจิต 12 1. กามาวจรจิต 54
- โลภมูลจิต 8 1) อกุศลจิต 12
- โทสมูลจิต 2 -โลภมูลจิต 8
- โมหมูลจิต 2 -โทสมูลจิต 2
- โมหมูลจิต 2
2. กุศลจิต 21 (37) 2) อเหตุกจิต 18
- มหากุศลจิต 8 -อกุศลวิบากจิต 7
- รูปาวจรกุศลจิต 5 -กุศลวิบากอเหตุกจิต 8
- อรูปาวจรกุศลจิต 4 -อเหตุกกิริยาจิต 3
- โลกุตตรกุศลจิต 4 (20) 3) กามาวจรโสภณจิต 24
- มหากุศลจิต 8
3. วิปากจิต 36 (52) - มหาวิบากจิต 8
- อกุศลวิบากจิต 7 -มหากิริยาจิต 8
- กุศลวิบากอเหตุกจิต 8 2. รูปาวจรจิต 15
- มหาวิบากจิต 8 1) รูปาวจรกุศลจิต 5
- รูปาวจรวิบากจิต 5 2) รูปาวจรวิบากจิต 5
- อรูปาวจรวิบากจิต 4 3) รูปาวจรกิริยาจิต 5
- โลกุตตรวิบากจิต 4 (20) 3. อรูปาวจรจิต 12
1) อรูปาวจรกุศลจิต 4
4. กิริยาจิต 20 2) อรูปาวจรวิบากจิต 4
- อเหตุกกิริยาจิต 3 3) อรูปาวจรกิริยาจิต 4
- มหากิริยาจิต 8 4. โลกุตตรจิต 8 (× ฌาน 5 = 40)
- รูปาวจรกิริยาจิต 5 1) โลกุตตรกุศลจิต 4 (20)
ฌานจิต 67
โสภณจิต 59 (91)
- อรูปาวจรกิริยาจิต 4 2) โลกุตตรวิบากจิต 4 (20)
หมายเหตุ: ตัวเลขในวงเล็บ ( ) หมายถึงจำนวนอย่างพิสดาร เมื่อนับจิตเป็น 121 (พึงสังเกตว่าจำนวนจะเพิ่ม
เฉพาะ โลกุตตรจิต อย่างเดียว คือ โลกุตตรจิตอย่างย่อมี 8 อย่างพิสดารจำแนกออกไปตามฌานทั้ง 5 เป็น 40)
ต่อไปจะแสดง จิต 89 หรือ 121 ตามแบบภูมิประเภท (แบบชาติประเภทพึงกำหนดเอา
จากแบบภูมิประเภทนี้ ตามหัวข้อที่แสดงไว้แล้ว)
หมวดเกิน 10 283 [356]
1. กามาวจรจิต 54 (จิตที่เป็นไปในกามภูมิ — Kàmàvacara-citta: consciousness of the
Sense Sphere)
1) อกุศลจิต 12 (จิตอันเป็นอกุศล — Akusala-citta: immoral consciousness) อกุศลจิต
มีแต่ที่เป็นกามาวจรนี้เท่านั้น คือ
• โลภมูลจิต 8 (จิตมีโลภะเป็นมูล — Lobhamåla-citta: consc rooted in greed)
1. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
2. ” ” สสงฺขาริกํ
3. ” ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
4. ” ” สสงฺขาริกํ
5. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
6. ” ” สสงฺขาริกํ
7. ” ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
8. ” ” สสงฺขาริกํ
1. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
2. ” ” มีการชักนำ
3. ” ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
4. “ ” มีการชักนำ
5. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
6. ” ” มีการชักนำ
7. ” ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
8. ” ” มีการชักนำ
1. One consc, accom by joy, assoc with wrong view, unprompted.*
2. ~ , ~ , ~ , prompted.
3. ~ , ~ , dissoc from wrong view, unprompted.
4. ~ , ~ , ~ , prompted.
5. One consc, accom by indif, assoc with wrong view, unprompted.
6. ~ , ~ , ~ , prompted.
7. ~ , ~ , dissoc from wrong view, unprompted.
8. ~ , ~ , ~ , prompted.
* consc = consciousness; accom = accompanied; assoc = associated; dissoc = dissociated;
indif = indifference.
[356] 284 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
• โทสมูลจิต 2* (จิตมีโทสะเป็นมูล — Dosamåla-citta: consc rooted in hatred)
1. โทมนสฺสสหคตํปฏิฆสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
2. ” ” สสงฺขาริกํ
1. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ ไม่มีการชักนำ
2. ” ” มีการชักนำ
1. One consc, accom by grief, assoc with resentment, unprompted.
2. ~ , ~ , ~ , prompted.
• โมหมูลจิต 8 (จิตมีโมหะเป็นมูล — Mohamåla-citta: consc rooted in delusion)
1. อุเปกฺขาสหคตํ วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ
2. ” อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ
1. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา
2. ” ประกอบด้วยอุทธัจจะ
1. One consc, accom by indif, assoc with uncertainty.
2. ~ , ~ , assoc with restlessness.
2) อเหตุกจิต 18 (จิตอันไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่ประกอบด้วยเหตุ 6 ได้แก่ โลภะ โทสะ
โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ — Ahetuka-citta: rootless consc)
• อกุศลวิบากจิต 7 (จิตที่เป็นผลของอกุศล — Akusalavipàka-citta: rootless resultantof-
immorality consc)
1. อุเปกฺขาสหคตํจกฺขุวิญฺญาณํ
2. ” โสตวิญฺญาณํ
3. ” ฆานวิญฺญาณํ
4. ” ชิวฺหาวิญฺญาณํ
5. ทุกฺขสหคตํ กายวิญฺญาณํ
6. อุเปกฺขาสหคตํสมฺปฏิจฺฉนฺนํ
7. อุเปกฺขาสหคตํสนฺตีรณํ
1. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
2. โสตวิญญาณจิต ”
3. ฆานวิญญาณจิต ”
4. ชิวหาวิญญาณจิต ”
* เรียก ปฏิฆสัมปยุตตจิต ก็ได้
หมวดเกิน 10 285 [356]
5. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา
6. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
7. สันตีรณจิต ”
1. Eye-consc, accom by indif.
2. Ear-consc, ~
3. Nose-consc, ~
4. Tongue-consc, ~
5. Body-consc, accom by pain.
6. Receiving-consc, accom by indif.
7. Investigating-consc, ~
• กุศลวิบากอเหตุกจิต 8 (จิตที่เป็นผลของกุศล ไม่มีสัมปยุตตเหตุ — Kusalavipàkaahetuka-
citta: rootless resultant-of-morality consc)
1. อุเปกฺขาสหคตํ จกฺขุวิญฺญาณํ
2. “ โสตวิญฺญาณํ
3. “ ฆานวิญฺญาณํ
4. “ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
5. สุขสหคตํ กายวิญฺญาณํ
6. อุเปกฺขาสหคตํ สมฺปฏิจฺฉนฺนํ
7. โสมนสฺสสหคตํสนฺตีรณํ
8. อุเปกฺขาสหคตํ สนฺตีรณํ
1. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
2. โสตวิญญาณจิต ”
3. ฆานวิญญาณจิต ”
4. ชิวหาวิญญาณจิต ”
5. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา
6. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
7. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา
8. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
1.–4. Eye-, Ear-, Nose-, Tongue-consc, accom by indif.
5. Body-consc, accom by pleasure.
6. Receiving-consc, accom by indif.
[356] 286 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
7. Investigating-consc, accom by joy.
8. Investigating-consc, accom by indif.
• อเหตุกกิริยาจิต 3 (จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่มีสัมปยุตตเหตุ — Ahetukakiriyà-citta:
rootless functional consc)
1. อุเปกฺขาสหคตํ ปญฺจทฺวาราวชฺชนํ
2. ” มโนทฺวาราวชฺชนํ
3. โสมนสฺสสหคตํหสิตุปฺปาทจิตฺตํ
1. ปัญจทวาราวัชชนจิต* ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
2. มโนทวาราวัชชนจิต** ”
3. หสิตุปปาทจิต*** ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา
1. Five-sense-door adverting consc, accom by indif.
2. Mind-door adverting consc, accom by indif.
3. Smile-producing consc, accom by joy.
3) กามาวจรโสภณจิต 24 (จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ — Kàmàvacara-sobhaõa-citta:
Sense-Sphere beautiful consc
• มหากุศลจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกุศลจิต 8 (จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่
เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ — Mahàkusala-citta: moral consc)
1. โสมนสฺสสหคตํญาณสมฺปยุตฺตํอสงฺขาริกํ
2. ” ” สสงฺขาริกํ
3 ” ญาณวิปฺปยุตฺตํอสงฺขาริกํ
4. ” ” สสงฺขาริกํ
5. อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํอสงฺขาริกํ
6. ” ” สสงฺขาริกํ
7. ” ญาณวิปฺปยุตฺตํอสงฺขาริกํ
8. “ “ สสงฺขาริกํ
1. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
2. ” ” มีการชักนำ
* จิตที่รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบทวารทั้ง 5
** จิตที่รำพึงถึงอารมณ์อันมาถึงคลองในมโนทวาร = โวฏฐัพพนะ
***จิตที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้มของพระอรหันต์
หมวดเกิน 10 287 [356]
3. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
4. ” ” มีการชักนำ
5. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
6. ” ” มีการชักนำ
7. ” ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
8. ” ” มีการชักนำ
1. One consc, accom by joy, assoc with knowledge, unprompted.
2. ~ , ~ , ~ , prompted.
3. ~ , ~ , dissoc from knowledge, unprompted.
4. ~ , ~ , ~ , prompted.
5. One consc, acc by indif, assoc with knowledge, unprompted.
6. ~ , ~ , ~ , prompted.
7. ~ , ~ , dissoc from knowledge, unprompted.
8. ~ , ~ , ~ , prompted.
• มหาวิบากจิต หรือ สเหตุกกามาวจรวิบากจิต 8 (จิตอันเป็นผลของมหากุศล หรือ
วิบากจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ — Mahàvipàka-citta: resultant consc)
(เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ)
• มหากิริยาจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต 8 (จิตอันเป็นกิริยาอย่างที่ทำมหากุศล
แต่ไม่มีวิบาก ได้แก่การกระทำมหากุศลของพระอรหันต์ หรือกิริยาจิตในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ
— Mahàkiriyà-citta: functional consc)
(เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ)
2. รูปาวจรจิต 15 (จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ — Råpàvacara-citta: Form-Sphere consciousness)
1) รูปาวจรกุศลจิต 5 (กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน — Råpàvacarakusala-
citta: Form-Sphere moral consc)
1. วิตกฺกวิจารปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ ปฐมชฺฌานกุสลจิตฺตํ
2. วิจารปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ ทุติยชฺฌานกุสลจิตฺตํ
3. ปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ ตติยชฺฌานกุสลจิตฺตํ
4. สุเขกคฺคตาสหิตํ จตุตฺถชฺฌานกุสลจิตฺตํ
5. อุเปกฺเขกคฺคตาสหิตํ ปญฺจมชฺฌานกุสลจิตฺตํ
1. ปฐมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
2. ทุติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
[356] 288 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
3. ตติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา
4. จตุตถฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา
5. ปัญจมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา
1. First Jhàna consc with initial application, sustained application, rapture,
happiness and one-pointedness.
2. Second Jhàna consc with sustained application, rapture, happiness and onepointedness.
3. Third Jhàna consc with rapture, happiness and one-pointedness.
4. Fourth Jhàna consc with happiness and one-pointedness.
5. Fifth Jhàna consc with equanimity and one-pointedness.
2) รูปาวจรวิบากจิต 5 (วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล —
Råpàvacara-vipàka-citta: Form-Sphere resultant consc) (เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิต
ทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิปากจิตฺต)ํ
3) รูปาวจรกิริยาจิต 5 (กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล
— Råpàvacara-kiriyà-citta: Form-Sphere functional consc) (เหมือนกับรูปาวจรกุศล
จิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิตฺตํ)
3. อรูปาวจรจิต 12 (จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ — Aråpàvacara-citta: Formless-Sphere consc)
1) อรูปาวจรกุศลจิต 4 (กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูปฌาน — Arå
pàvacara-kusala-citta: Formless-Sphere moral consc)
1. อากาสานญฺจายตนกุสลจิตฺตํ
2. วิญฺญาณญฺจายตนกุสลจิตฺตํ
3. อากิญฺจญฺญายตนกุสลจิตฺตํ
4. เนวสญฺญานาสญฺญายตนกุสลจิตฺตํ
1. กุศลจิตประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน
2. กุศลจิตประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน
3. กุศลจิตประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน
4. กุศลจิตประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
1. Moral Jhàna consc dwelling on the infinity of space.
2. Moral Jhàna consc dwelling on the infinity of consciousness.
3. Moral Jhàna consc dwelling on nothingness.
4. Moral Jhàna consc wherein perception neither is nor is not.
2) อรูปาวจรวิบากจิต (วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล —
หมวดเกิน 10 289 [356]
Aråpàvacara-vipàka-citta: Formless-Sphere resultant consc) (เหมือนกับอรูปาวจร-
กุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิปากจิตฺต)ํ
3) อรูปาวจรกิริยาจิต (กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจร-
กุศล — Aråpàvacara-kiriyà-citta: Formless-Sphere functional consc) (เหมือนกับ
อรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิตฺต)ํ
4. โลกุตตรจิต 8 หรือ 40 (จิตที่เป็นโลกุตตระ — Lokuttara-citta: supermundane consc)
1) โลกุตตรกุศลจิต 4 หรือ 20 (กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือ
โลก — Lokuttara-kusala-citta: moral supermundane consc)
1. โสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ
2. สกทาคามิมคฺคจิตฺตํ
3. อนาคามิมคฺคจิตฺตํ
4. อรหตฺตมคฺคจิตฺตํ
1. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน
2. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี
3. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี
4. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์
1. Consc belonging to the Path of Stream-Entry.
2. Consc belonging to the Path of Once-Returning.
3. Consc belonging to the Path of Non-Returning.
4. Consc belonging to the Path of Arahantship.
อย่างพิสดาร ให้แจกมัคคจิต 4 นี้ ด้วยฌาน 5 ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน 20 ตามตัวอย่างดังนี้
วิตกฺกวิจารปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ ปฐมชฺฌานโสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ ฯลฯ
2) โลกุตตรวิบากจิต 4 หรือ 20 (วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตร-
กุศล — Lokuttara-vipàka-citta: resultant supermundane consc)
1. โสตาปตฺติผลจิตฺตํ
2. สกทาคามิผลจิตฺตํ
3. อนาคามิผลจิตฺตํ
4. อรหตฺตผลจิตฺตํ
1. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ
2. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ
3. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ
4. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ
[357] 290 พจนานุกรมพุทธศาสตร์
1. Consc belonging to the Fruition of Stream-Entry.
2. Consc belonging to the Fruition of Once-Returning.
3. Consc belonging to the Fruition of Non-Returning.
4. Consc belonging to the Fruition of Arahantship.
อย่างพิสดาร ให้แจกผลจิต 4 นี้ ด้วยฌาน 5 ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน 20 ตามตัวอย่างดังนี้
วิตกฺกวิจารปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ ปฐมชฺฌานโสตาปตฺติผลจิตฺตํ ฯลฯ
Comp.81–93. สงฺคห.1–6.
[357] ตัณหา 108 (ความทะยานอยาก, ความร่านรน — Taõhà: craving)
ตัณหา 108 ในพระบาลีเดิมเรียก ตัณหาวิจริต (ความเป็นไป หรือการออกเที่ยวแสดงตัว
ของตัณหา) [องฺ.จตุกฺก.21/199/290; อภิ.วิ.35/1033/530 = A.II.212; Vbh.393] จัดดังนี้
ตัณหาวิจริต 18 อันอาศัยเบญจขันธ์ภายใน = เมื่อมีความถือว่า “เรามี” จึงมีความถือว่า: เรา
เป็นอย่างนี้ เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างอื่น เราไม่เป็นอยู่ เราพึงเป็นอย่างนี้ เราพึงเป็นอย่างนั้น
เราพึงเป็นอย่างอื่น ฯลฯ
ตัณหาวิจริต 18 อันอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก = เมื่อมีความถือว่า “เรามีด้วยเบญจขันธ์นี้”
จึงมีความถือว่า: เราเป็นอย่างนี้ด้วยเบญจขันธ์นี้ เราเป็นอย่างนั้นด้วยเบญจขันธ์นี้ เราเป็นอย่าง
อื่นด้วยเบญจขันธ์นี้ ฯลฯ
ตัณหาวิจริต 18 สองชุดนี้ รวมเป็น 36 × กาล 3 (ปัจจุบัน อดีต อนาคต) = 108
อีกอย่างหนึ่ง ตัณหา 3 (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) × ตัณหา 6 (ตัณหาในรูป ใน
เสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์) = 18 × ภายในและภายนอก = 36 × กาล 3
= 108 [วิสุทธิ.3/180 = Vism.568]
ดู [74] ตัณหา 3.
[358] เวทนา 108 (การเสวยอารมณ์, ความรู้สึกรสของอารมณ์ — Vedanà: feeling)
เวทนา 108 มีกล่าวถึงในพระสูตรบางแห่งเฉพาะจำนวน (ม.ม.13/99/96; สํ.สฬ.18/412/278; 425/283
= M.I.398; S.IV.225,228) และตรัสแจกแจงไว้ใน อัฏฐสตปริยายสูตร (สํ.สฬ.18/437/288 = S.IV.232)
อธิบายโดยย่อดังนี้
เวทนา 6 (เวทนาเกิดจากสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ดู [113] ) × 3 (ที่เป็นโสมนัส
โทมนัส และอุเบกขา; ดู [111] ) × 2 (เป็นเคหสิต คือ อิงเรือน หรือเป็นความรู้สึกแบบชาวบ้าน
ฝ่ายหนึ่ง และเป็นเนกขัมมสิต คือ อิงเนกขัมม์ หรือเป็นความรู้สึกอิงความสละสงบ ฝ่ายหนึ่ง) =
36 × กาล 3 (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) = 108
หมวดเกิน 10 291 [359]
[359] กิเลส 1500 (สภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง — Kilesa: defilements)
กิเลส 1500 ที่จัดเป็นชุดจำนวนอย่างนี้ ไม่มีในพระบาลี แม้จะมีกล่าวถึงในอรรถกถาบาง
แห่งก็แสดงเพียงตัวอย่าง ไม่ครบถ้วน ระบุไว้อย่างมากที่สุดเพียง 336 อย่าง (ดู อุ.อ.172, 424; อิติ.
อ.166) เช่น โลภะ โทสะ โมหะ วิปริตมนสิการ อหิริกะ อโนตตัปปะ ถีนะ มิทธะ โกธะ อุปนาหะ
ฯลฯ อกุศลกรรมบถ 10 … ตัณหา 108
ในคัมภีร์รุ่นหลังต่อมา ได้มีการพยายามนับจำนวนกิเลสพันห้าให้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน ดัง
ปรากฏในธัมมสังคณีอนุฏีกา (ฉบับ มจร. สงฺคณี.อนุฏีกา 23–24) ซึ่งได้แสดงระบบวิธีนับไว้หลายอย่าง
สรุปได้เป็น 2 แบบ คือ แบบลงตัวจำนวน 1500 ถ้วน และแบบนับคร่าวๆ ขาดหรือเกินเล็กน้อย
นับแต่จำนวนเต็ม
แบบที่ 1 จำนวนลงตัว 1500 ถ้วน คือ
อารมณ์ 150 × กิเลส 10 = กิเลส 1,500
กิเลส 10 ดู [318] กิเลส 10
อารมณ์ 150 หมายถึงอารมณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลส แต่มีวิธีนับ 2 นัย คือ
ก) อารมณ์ 150 = ธรรม 75 [อรูปธรรม 53 (คือ จิต 1 + เจตสิก 52) + รูปรูป 18* +อากาสธาตุ
1 + ลักขณรูป 3**] × 2 (ภายใน + ภายนอก)
ข) อารมณ์ 150 = ธรรม 75 [อรูปธรรม 57 (คือ จิต 1 + เวทนาเจตสิก 5 + เจตสิกอื่นๆ 51)
+ รูปรูป 18] × 2 (ภายใน + ภายนอก)
แบบที่ 2 จำนวนไม่ลงตัว ขาดหรือเกินเล็กน้อย นับจำนวนเต็มปัดเศษ
แบบที่ 2 นี้ ท่านแจงวิธีนับไว้หลายอย่าง เป็น 1,584 บ้าง 1,580 บ้าง 1,512 บ้าง 1,510 บ้าง
1,416 บ้าง แต่จะไม่นำรายละเอียดมาแสดงไว้ที่นี้ เพราะจะทำให้ฟั่นเฝือ
ในภาษาไทย มีคำพูดเป็นสำนวนเก่า ที่นิยมกล่าวอ้างกันสืบๆ มาแบบติดปากว่า “กิเลสพัน
ห้า ตัณหาร้อยแปด” พึงทราบว่าเป็นถ้อยคำที่อิงหลักธรรม 2 หมวด คือ [359] กิเลส 1500 และ
[357] ตัณหา 108 ที่แสดงแล้วนี้
——————————
* รูปทั้งหมดมี 28 (ดู [40] ) ในจำนวนนี้ 18 อย่าง เรียกว่า รูปรูป เพราะเป็นรูปที่เป็นรูปธรรมจริงๆ หรือแปล
ง่ายๆ ว่า “รูปแท้” ได้แก่ มหาภูตรูป 4, ปสาทรูป 5, วิสัยรูป 4, ภาวรูป 2, หทัยรูป 1, ชีวิตรูป 1 และ อาหาร
รูป 1 ส่วนรูปที่เหลืออีก 10 อย่าง (คือ ปริจเฉทรูป 1, วิญญัติรูป 2, วิการรูป 3, ลักขณรูป 4 ) เป็นเพียง
อาการลักษณะหรือความเป็นไปของรูปเหล่านั้น จึงไม่เป็นรูปรูป
** ลักขณรูป นับเต็มมี 4 (ดู [40] ฏ. ) แต่ 2 อย่างแรก นับรวมเป็น 1 ได้ เรียกว่า ชาติรูป กล่าวคือ อุปจยะ
หมายถึง การเกิดที่เป็นการก่อตัวขึ้นทีแรก และ สันตติ หมายถึงการเกิดสืบเนื่องต่อๆ ไป โดยนัยนี้ จึงนับ
ลักขณรูปเป็น 3
Index of Pāli Terms
All references are to marginal group numbers in brackets.
Akaniññhà 351
Akampitacitta 353
Akàliko 306
Akiriya-diññhi 14
Akusala-kamma 4
Akusala-kammapatha 321
Akusala-citta 356
Akusala-cetasika 355
Akusala-dhamma 85
Akusala-måla 68
Akusala-vitakka 70
Akusalavipàka-citta 356
Akkodha 326
Akkhadhutta 199
Agati 196
Aggi 130, 131
Aïguttara-nikàya 75
Ajjhattikàyatana 276
A¤jalikaraõãyo 307
A¤¤athatta 117
A¤¤adatthuhara 168
A¤¤ama¤¤a-paccaya 350
A¤¤asatthuddesa 275
A¤¤asamàna-cetasika 355
A¤¤àtàvindriya 349
A¤¤indriya 349
Aññhaïgika-magga 293
Aññha-sãla 240
Aññhika 336
Aõóaja 171
Atappà 351
Atijàta-putta 90
Atimàna 347
Atãta§sa-¤àõa 72
Attakilamathànuyoga 15
Atta¤¤utà 287
Attattha 133
Attavàdupàdàna 214
Attasammàpaõidhi 140, 353
Attasampadà 280
Attahitasampatti 304
Attàdhipateyya 125
Attha 64, 132, 133
Atthakkhàyã 169
Atthacariyà 186, 229
Attha¤¤utà 287
Attha-pa¤¤atti 28
Attha-pañisambhidà 155
Atthi-paccaya 350
Atthi-sukha 192
Adinnàdàna 137, 321
Adinnàdànà veramaõã 238, 240, 319
Adukkhamasukha-vedanà 111
Adosa 67, 355
Addhà 340
Adhammakàra-nisedhanà 339
Adhikaraõasamuppàdavåpasamakusalo 322
Adhicitta-sikkhà 124
Adhiññhàna 197, 325
Adhipaccasãlavantañhàpanà 138
Adhipa¤¤à-sikkhà 124
Adhipati-paccaya 350
Adhipateyya 125
Adhimokkha 328, 355
Adhivàsanà 202
Adhisãla-sikkhà 124
Adhisãle samàdapada 255
Ana¤¤ata¤¤assàmãtindriya 349
Anaõa-sukha 192
Anattatà 76
Anatta-sa¤¤à 331
Anantara-paccaya 350
Anantariyakamma 245
Anabhijjhà 319
Anariya-pariyesanà 33
Anavajjakamma 353
Anavajja-bala 229
Anavajja-sukha 192
Anàkulakammanta 353
Anàgata§sa-¤àõa 72
Anàgàmi-phala 165
Anàgàmi-magga 164
293
Anàgàmã 56, 60
Anikkhittadhuro 269
Aniccatà 40, 76
Anicca-sa¤¤à 331
Animitta-vimokkha 107
Animitta-samàdhi 47
Anukampaka 169
Anujàta-putta 90
Anuttara§ pu¤¤akkhetta§ lokassa 307
Anuttariya 126, 127
Anuttaro purisadammasàrathi 303
Anudayata§ pañicca 219
Anupahacca 219
Anupàdinnaka-råpa 41
Anupàdinnaka-saïkhàra 48
Anupàdinna-dhamma 22
Anupàdisesa-nibbàna 27
Anupubbanirodha 313
Anupubbavihàra 313
Anupubbikatha§ 219
Anupubbikathà 246
Anuppiyabhàõã 168
Anurakkhanà-padhàna 156
Anuloma¤àõa 311
Anuviccavaõõabhàsaka 257
Anuviccàvaõõabhàsaka 257
Anusaya 288
Anusàsanã-pàñihàriya 94
Anussatànuttariya 127
Anussati 335
Anottappa 318, 355
Antagàhika-diññhi 337
Antaràparinibbàyã 60
Antaràyikadhammavàda 180
Antà 15
Apacaya 294
Apacàyanamaya 89
Apaõõaka-pañipadà 128
Aparàpariyavedanãya-kamma 338
Aparihàniyadhamma 289, 290, 291
Apassena 202
Apàya 198
Apàyakosalla 71
Apàyabhåmi 351
Apàyamukha 199, 200
Apàyasahàya 168
Apu¤¤àbhisaïkhàra 129
Appañivàõità ca padhànasmi§ 65
Appaõihita-vimokkha 107
Appaõihita-samàdhi 47
Appanà-bhàvanà 99
Appanà-samàdhi 45, 46
Appama¤¤à 161
Appama¤¤à-cetasika 355
Appamàõasubhà 351
Appamàõàbhà 351
Appamàda 3, 239, 353
Appamàda-gàravatà 261
Appamàda-sampadà 280
Appiccha-kathà 314
Appicchatà 294
Abbhåtadhamma 302
Abbhokàsikaïga 342
Abyàkata-dhamma 85
Abyàpàda 319
Abyàpàda-vitakka 69
Abrahmacariyà veramaõã 240
Abhabbaññhàna 275
Abhijacca-bala 230
Abhijjhà 321
Abhijjhàvisamalobha 347
Abhi¤¤à 274, 295
Abhi¤¤àya-dhammadesanà 134
Abhiñhàna 275
Abhiõhapaccavekkhaõa 247, 248
Abhiõhapaccavekkhaõa, pabbajita 248
Abhidhamma-piñaka 75
Abhisaïkhata-saïkhàra 185
Abhisaïkharaõaka-saïkhàra 185
Abhisaïkhàra 129
Abhisaïkhàra-màra 234
Abhisambuddhaññhàna 188
Amacca-bala 230
Amoha 67, 355
Ayasa 296
Ayyà-bhariyà 282
Arahatta-phala 165
Arahatta-magga 164
Arahanta 56, 61, 62
Arahantaghàta 245
Araha§ 303
Ariyadhana 292
294
Ariya-pariyesanà 33
Ariyapuggala 55, 63
Ariyava§sa 203
Ariyasacca 204
Ariyasacca-dassana 353
Ariyasaccesu kiccàni 205
Ariyà vaóóhi 249
Aråpa 207
Aråpa-jhàna 8, 313
Aråpa-dhamma 19
Aråpa-bhava 98
Aråpa-ràga 329
Aråpa-loka 104
Aråpàvacara-kiriyà-citta 356
Aråpàvacara-kusala-citta 356
Aråpàvacara-citta 356
Aråpàvacara-bhåmi 162, 351
Aråpàvacara-vipàka-citta 356
Alàbha 296
Alãnatà 201
Alobha 67, 355
Avajàta-putta 90
Avigata-paccaya 350
Avijjamàna-pa¤¤atti 28
Avijjamànena-avijjamàna-pa¤¤atti 28
Avijjamànena-vijjamàna-pa¤¤atti 28
Avijjà 208, 209, 288, 329, 340
Avijjàsava 135, 136
Avirodhana 326
Avihà 351
Avihi§sà 326
Avihi§sà-vitakka 69
Asaïkhata-dhamma 21
Asaïkhata-lakkhaõa 118
Asaïkhàra-parinibbàyã 60
Asa¤¤ãsattà 351
Asantuññhibahulo 269
Asantuññhità kusalesu dhammesu 65
Asammoha-sampaja¤¤a 189
Asa§sagga-kathà 314
Asubha 336
Asubha-sa¤¤à 331
Asurakàya 198, 351
Asekha 55
Asekhadhamma 333
Asokacitta 353
Assamedha 187
Ahirika 318, 355
Ahetukakiriyà-citta 356
Ahetuka-citta 356
Ahetuka-diññhi 14
Ahetuvàda 101
Ahosi-kamma 338
âkappavattasampanna 251
âkàra 340
âkàsa-kasiõa 315
âkàsa-dhàtu 40, 148
âkàsàna¤càyatana 207
âkàsàna¤càyatana-bhåmi 351
âki¤ca¤¤àyatana 207
âki¤ca¤¤àyatana-bhåmi 351
âcariya 211
âcàra-vipatti 175
âciõõa-kamma 338
âjãvaññhamaka-sãla 241
âjãvapàrisuddhi-sãla 160
âjãva-vipatti 175
âjjava 326
âdãnava-¤àõa 311
âdãnava-sa¤¤à 331
âdesanà-pàñihàriya 94
ânàpànasati, ânàpànassati 331, 335, 346
âne¤jàbhisaïkhàra 129
âpo-kasiõa 315
âpo-dhàtu 39, 147
âbàdhika 83, 84, 150
âbhassarà 351
âmisa-iddhi 42
âmisa-dàna 11
âmisa-pañisanthàra 31
âmisa-påjà 30
âmisa-vepulla 44
âmisa-saïgaha 49
âyakosalla 71
âyatana 341
âyu 227
âyussa-dhamma 250
ârakkhasampadà 144
âra¤¤ikaïga 342
ârammaõa-paccaya 350
ârammaõåpanijjhàna 7
295
âruppa 207
ârogya 201
âloka-kasiõa 315
âlokabahulo 269
âvajjana 343
âvañabhaya 210
âvàsa-macchariya 233
âvàsa-sappàya 286
âvàsikadhamma 251, 252, 253,
254, 255, 256, 257
âsanna-kamma 338
âsava 135, 136
âsavakkhaya¤àõa 106, 274, 297, 323
âsevana-paccaya 350
âhàra 212
âhàra-paccaya 350
âhàra-råpa 40
âhàre-pañikålasa¤¤à 354
âhuneyyaggi 131
âhuneyyo 307
Itivuttaka 302
Itthatta 40
Itthindriya 349
Itthãdhutta 199
Idappaccayatà 340
Iddhi 42
Iddhi-pàñihàriya 94
Iddhipàda 213
Iddhividhà, Iddhividhi 274, 297
Indriya 258, 349
Indriya-paccaya 350
Indriyaparopariyatta-¤àõa 323
Indriyasa§vara 128, 222
Indriyasa§vara-sãla 160
Iriyàpatha-sappàya 286
Issarakaraõavàda 101
Issà 308, 330, 347, 355
Uggaha-nimitta 87
Ugghañita¤¤å 153
Uccàsayanamahàsayanà veramaõã 240
Uccheda-diññhi 13
Ujupañipanno 307
Uññhànasampadà 144
Utu-niyàma 223
Utu-sappàya 286
Uttara-disà 265
Uttari¤ca patàreti 269
Udayabbaya¤àõa 311
Udàna 302
Uddesàcariya 211
Uddesika-cetiya 141
Uddhacca 318, 329, 355
Uddhacca-kukkucca 225
Uddhambhàgiya-sa§yojana 329
Uddha§soto-akaniññhagàmã 60
Uddhumàtaka 336
Upakàraka 169
Upakkilesa 347
Upaghàtaka-kamma 338
Upacaya 40
Upacàra-bhàvanà 99
Upacàra-samàdhi 45, 46
Upa¤¤àta-dhamma 65
Upaññhàna 328
Upatthambhaka-kamma 338
Upadhi-vipatti 176
Upadhi-viveka 109
Upadhi-sampatti 177
Upanàha 347
Upanissaya 202
Upanissaya-paccaya 350
Upapajjavedanãya-kamma 338
Upapatti-deva 82
Upapàramã 325
Upapãëaka-kamma 338
Uparima-disà 265
Upasama 197, 295
Upasamànussati 335
Upasampadàcariya 211
Upahacca-parinibbàyã 60
Upàdàna 214, 340
Upàdà-råpa 38, 40
Upàdinnaka-råpa 41
Upàdinnaka-saïkhàra 48
Upàdinna-dhamma 22
Upàyakosalla 71
Upàsaka-dhamma 259, 260
Upàsaka-parisà 151
Upàsikà-parisà 151
Upekkhà 112,161, 281, 325, 328
296
Upekkhà-vedanà 111
Upekkhindriya 349
Uposatha 240
Uppàda 117
Ubbegà-pãti 226
Ubhatobhàgavimutta 62, 63
Ubhayattha 133
æmibhaya 210
Ekaggatà 355
Ekattheràpadesa 166
Ekantanibbidà 295
Ekabãjã 58
Ekàsanikaïga 342
Ehipassiko 306
Okàsa-loka 102
Okkantikà-pãti 226
Ogha 215
Ottappa 23, 292, 355
Odàta-kasiõa 315
Opanayiko 306
Opapàtika 171
Obhàsa 328
Orambhàgiya-sa§yojana 329
Ovàdàcariya 211
Kaïkhàvitaraõa-visuddhi 285
Kata-¤àõa 73
Kata¤¤utà 353
Kata¤¤åkatavedã 29
Katattà-kamma 338
Kathàvatthu 75, 314
Kamma 4, 66, 338
Kammakàraõappatta 84
Kamma-kilesa 137
Kamma¤¤atà 40
Kammaññhàna 36, 354
Kamma-niyàma 223
Kamma-paccaya 350
Kamma-vañña 105
Kammavipàka-¤àõa 323
Kamma-saddhà 181
Kammassakatà 247
Kammassakatà-saddhà 181
Karuõà 161, 305, 355
Kalyàõamitta 250
Kalyàõamittatà 1, 144, 280, 324
Kalyàõamittadhamma 278
Kalyàõavàca 251, 252, 253
Kavaëiïkàràhàra 40, 212
Kasiõa 315
Kàma 5
Kàmaguõa 6
Kàma-chanda 225
Kàma-taõhà 74
Kàma-bhava 98
Kàmabhogã 316
Kàma-ràga 288, 329
Kàma-loka 104
Kàma-vitakka 70
Kàma-sa§vara 239
Kàmasukhallikànuyoga 15
Kàmasugati-bhåmi 351
Kàmàdãnava-kathà 246
Kàmàvacara-citta 356
Kàmàvacara-bhåmi 162, 351
Kàmàvacarasobhaõa-citta 356
Kàmàsava 135, 136
Kàmupàdàna 214
Kàmesumicchàcàra 137, 321
Kàmesumicchàcàrà veramaõã 238, 319
Kàya 40, 276
Kàya-kamma 66, 319, 321
Kàya-kamma¤¤atà 355
Kàyagatàsati 335
Kàya-duccarita 80
Kàya-dvàra 77, 78
Kàya-dhàtu 348
Kàya-passaddhi 355
Kàya-pàgu¤¤atà 355
Kàya-bala 230
Kàya-bhàvanà 37
Kàya-mudutà 355
Kàya-lahutà 355
Kàya-vi¤¤atti 40
Kàya-vi¤¤àõa 268
Kàyavi¤¤àõa-dhàtu 348
Kàya-viveka 109
Kàya-våpakàsa 222
Kàyasakkhã 63
Kàya-saïkhàra 119, 120
297
Kàya-samphassa 272
Kàyasamphassajà-vedanà 113
Kàya-sucarita 81
Kàyànupassanà-satipaññhàna 182
Kàyika-dukkha 16
Kàyika-vedanà 110
Kàyika-sukha 52
Kàyindriya 349
Kàyujukatà 355
Kàlacàrã 250
Kàla¤¤utà 287
Kàla-vipatti 176
Kàla-sampatti 177
Kàlàmasutta-kaïkhàniyaññhàna 317
Kiïkaraõãyesu dakkhatà 324
Kicca-¤àõa 73
Kiccàni, Ariyasaccesu 205
Kilesa 318, 359
Kilesa-kàma 5
Kilesa-parinibbàna 27
Kilesa-màra 234
Kilesa-vañña 105
Kukkucca 355
Kumbhãlabhaya 210
Kula-ciraññhiti-dhamma 138
Kula-macchariya 233
Kusala-kamma 4
Kusala-kammapatha 319, 320
Kusala-dhamma 85
Kusala-måla 67
Kusala-vitakka 69
Kusalavipàka-ahetuka-citta 356
Kusalassåpasampadà 97
Kodha 308, 347
Kolaïkola 58
Kosalla 71
Khaõika-samàdhi 46
Khaõikà-pãti 226
Khaõóaphullapañisaïkharaka 254
Khattiya 173
Khattiya-parisà 152
Khanti 24, 139, 325, 326, 353
Khanti-sa§vara 243
Khandha, Pa¤ca 216
Khandhaka 75
Khandha-parinibbàna 27
Khandha-màra 234
Khalupacchàbhattikaïga 342
Khãõàsava-pañi¤¤à 180
Khuddaka-nikàya 75
Khuddakà-pãti 226
Khetta-sampatti 115
Khemacitta 353
Gaõapadesa 166
Gati 351
Gati-vipatti 176
Gati-sampatti 177
Gantha-dhura 26
Gandha 6, 40, 277
Gandha-taõhà 264
Gandha-dhàtu 348
Gandha-sa¤cetanà 263
Gandha-sa¤¤à 271
Gambhãra¤ca katha§ kattà 278
Garu 278
Garuka-kamma 338
Gahapataggi 131
Gahapati-parisà 152
Gàthà 302
Gàrava 261, 353
Gàravatà 261
Gilànasatuppàdaka 255
Gihi-padhàna 32
Gihi-sukha 192
Guõàtireka-sampadà 190
Geyya 302
Gocara-råpa 40
Gocara-sappàya 286
Gocara-sampaja¤¤a 189
Gotrabhå-¤àõa 345
Gharàvàsa-dhamma 139
Ghàna 40, 276
Ghàna-dvàra 78
Ghàna-dhàtu 348
Ghàna-vi¤¤àõa 268
Ghànavi¤¤àõa-dhàtu 348
Ghàna-samphassa 272
Ghànasamphassajà-vedanà 113
Ghànindriya 349
298
Ghàyana 343
Ghosa-pamàõa 158
Cakka 140
Cakkavatti 142
Cakkavatti-vatta 339
Cakkhu 40, 217, 276
Cakkhu-dvàra 78
Cakkhu-dhàtu 348
Cakkhundriya 349
Cakkhumà 95
Cakkhu-vi¤¤àõa 268
Cakkhuvi¤¤àõa-dhàtu 348
Cakkhu-samphassa 272
Cakkhusamphassajà-vedanà 113
Catuttha-jhàna 9
Catudhàtu-vavaññhàna 147, 354
Caraõa 344
Carita 262
Cariyà 262
Càga 139, 197, 249, 292
Càga§ anubråheyya 197
Càga-sampadà 191
Càgànussati 335
Càtummahàràjikà 270, 351
Citta 157, 213, 356
Citta-kamma¤¤atà 355
Citta-niyàma 223
Citta-passaddhi 355
Citta-pàgu¤¤atà 355
Citta-bhàvanà 37
Citta-mudutà 355
Citta-lahutà 355
Citta-vipallàsa 178
Citta-viveka 109
Citta-visuddhi 285
Citta-saïkhàra 119, 120
Citta-sampatti 115
Cittànupassanà-satipaññhàna 182
Cittujukatà 355
Cintàmaya-pa¤¤à 93
Cãvara 159
Cãvara-santosa 203
Cuti 343
Cutåpapàta-¤àõa 106, 323
Cetanà 263, 355
Cetanà-sampadà 190
Cetasika 157, 355
cetasika-dukkha 16
Cetasika-vedanà 110
Cetasika-sukha 52
Cetiya 141
Cetopariya¤àõa 274, 297
Cetovimutti 43
Corã-bhariyà 282
Chanda 213, 355
Chanda-sampadà 280
Chandàgati 196
Chaëabhi¤¤a 62
Janaka-kamma 338
Jaratà 40
Jaràdhammatà 247
Jarà-maraõa 340
Jalàbuja 171
Javana 343
Jàgariyànuyoga 128
Jàtaka 302
Jàtaññhàna 188
Jàtaråparajatapañiggahaõà veramaõã 242
Jàti 340
Jiõõa 83, 84, 150
Jiõõapañisaïkharaõà 138
Jivhà 40, 276
Jivhà-dvàra 78
Jivhà-dhàtu 348
Jivhà-viõõàõa 268
Jivhàvi¤¤àõa-dhàtu 348
Jivhà-samphassa 272
Jivhàsamphassajà-vedanà 113
Jivhindriya 349
Jãvita-råpa 40
Jãvitindriya 40, 349, 355
Jhàna 7, 8
Jhànapaccaya 350
Jhànalàbhã 252, 253, 254, 322
Jhànàdisaïkilesàdi-¤àõa 323
¥àõa 72, 73, 328, 345
¥àõa-carita 262
299
¥àõadassana-visuddhi 285
¥àõa-sa§vara 243
¥àtakasaïgaha 353
¥àtattha-cariyà 96
¥àta-pari¤¤à 92
¥àyapañipanno 307
òhànàñhàna-¤àõa 323
Taõhà 74, 91, 264, 340, 357
Tatiya-jhàna 9
Tatramajjhattatà 355
Tathàgatabodhi-saddhà 181
Tathàgata-sàvaka 142
Tadaïga-nirodha 224
Tadàlambana 343
Tapa 326, 353
Tàvati§sà 270, 351
Titthàyatana 101
Tipiñaka 75
Tiracchànayoni 198, 351
Tilakkhaõa 76
Tisaraõa 116
Tãraõa-pari¤¤à 92
Tusità 270, 351
Tecãvarikaïga 342
Tejo-kasiõa 315
Tejo-dhàtu 39, 147
Tevijja 62
Thambha 347
Thãna 318, 355
Thãna-middha 225
Thåpàraha-puggala 142
Theradhamma 322
Thero ratta¤¤å 322
Dakkhiõa-disà 265
Dakkhiõà-visuddhi 143
Dakkhiõeyyaggi 131
Dakkhiõeyyo 307
Dama 139
Dasa-bala¤àõa 323
Dasa-sãla 242
Dassana 343
Dassanànuttariya 126, 127
Dahara 84
Dàna 11, 12, 123, 186,
229, 239, 325, 326, 353
Dàna-kathà 246
Dànamaya 88, 89
Dàrasaïgaha 353
Dàsã-bhariyà 282
Diññhadhammavedanãya-kamma 338
Diññhadhammikattha 132
Diññhadhammikattha-sa§vattanika-dhamma 144
Diññhàsava 136
Diññhi 13, 14, 91, 288, 318, 330, 355
Diññhippatta 63
Diññhiyà supañividdhà 231
Diññhi-vipatti 175
Diññhi-vipallàsa 178
Diññhi-visuddhi 285
Diññhi-sampadà 280
Diññhi-sàma¤¤atà 273
Diññhujukamma 89
Diññhupàdàna 214
Dibbacakkhu 217, 274, 297
Dibbasota 274, 297
Disà 265
Dãgha-nikàya 75
Dukkha 16, 112, 204, 296
Dukkhatà 76, 79
Dukkha-dukkhatà 79
Dukkha-nirodha 204
Dukkha-nirodhagàminã pañipadà 204
Dukkha-vedanà 111
Dukkha-samudaya 204
Dukkhà pañipadà khippàbhi¤¤à 154
Dukkhà pañipadà dandhàbhi¤¤à 154
Dukkhindriya 349
Duccarita 80
Dutiya-jhàna 9
Dullabha-puggala 29
Deyyadhamma-sampatti 115
Deva 82
Devatànussati 335
Devadåta 83, 84
Devaputta-màra 234
Deva-loka 103
Deva-sampatti 114
Desanà 17, 18
Desanàvidhi 172
300
Domanassa 112
Domanassindriya 349
Dosa 68, 318, 355
Dosaggi 130
Dosa-carita 262
Dosamåla-citta 356
Dosàgati 196
Dvàra 77, 78
Dhatà 231
Dhanànuppadàna 339
Dhamma 19, 20, 21, 22, 35, 85,100, 206, 277
Dhamma-iddhi 42
Dhammakàmatà 324
Dhammakàmo 322
Dhamma-khandha 218
Dhamma-gàravatà 261
Dhamma-guõa 306
Dhammacakkappavattanaññhàna 188
Dhammacariyà 353
Dhamma-cetiya 141
Dhamma¤¤utà 287
Dhamma-taõhà 264
Dhamma-dassane nivesaka 255
Dhamma-dàna 11
Dhammadesaka-dhamma 219
Dhammadesanà 134
Dhammadesanàmaya 89
Dhamma-dhàtu 348
Dhamma-niyàma 86, 223, 340
Dhamma-pañisanthàra 31
Dhamma-pañisambhidà 155
Dhamma-pamàõa 158
Dhamma-macchariya 233
Dhamma-vicaya 281
Dhammavinaya-nicchayalakkhaõa 294, 295
Dhamma-vepulla 44
Dhamma-saïgaha 49
Dhamma-sa¤cetanà 263
Dhamma-sa¤¤à 271
Dhamma-samàdàna 145
Dhamma-samàdhi 218
Dhammasàkacchà 353
Dhammassavana 353
Dhammassavanamaya 89
Dhammassavanànisa§sa 221
Dhammàcariya 211
Dhammàdhiññhàna-desanà 17
Dhammàdhipateyya 125, 339
Dhammànudhamma-pañipatti 179, 193
Dhammànupassanà-satipaññhàna 182
Dhammànuvatti 201
Dhammànusàrã 63
Dhammànussati 335
Dhammikathàya sandassaka 253
Dhammikàrakkhà 339
Dhàtu 146, 148, 348
Dhàtukathà 75
Dhàtu-kammaññhàna 147
Dhàtu-cetiya 141
Dhàtu-manasikàra 147
Dhutaïga 342
Dhura 26
Na antaràvosàna§ 291
Na àmisantaro 219
Na àvàsamaccharã 257
Na kammàràmatà 291
Na kulamaccharã 257
Naccagãtavàditavisåkadassanamàlàgandhavilepanadhàraõamaõóanavibhåsanaññhànà
veramaõã 240
Naccagãtavàditavisåkadassanà veramaõã 242
Naññhagavesanà 138
Natthika-diññhi 14
Natthi-paccaya 350
Na niddàràmatà 291
Na pàpamittatà 291
Na pàpicchatà 291
Na bhassàràmatà 291
Na làbhamaccharã 257
Navakabhikkhu-dhamma 222
Navaïga-satthusàsana 302
Na saïgaõikàràmatà 291
Nàthakaraõadhamma 324
Nànàdhàtu-¤àõa 323
Nànàdhimuttika-¤àõa 323
Nàma-pa¤¤atti 28
Nàma-råpa 340
Nàmaråpa-pariccheda-¤àõa 345
Nikanti 328
Nindà 296
301
Nippariyàya-suddhi 54
Nibbàna 27, 157, 295, 310
Nibbàna-sacchikiriyà 353
Nibbàna-sampatti 114
Nibbidà¤àõa 311
Nimitta 87, 150
Nimmànaratã 270, 351
Niyàma 223
Niyyànikadhammadesanà 180
Niraggaëa 187
Niraya 198, 351
Niràmisa-sukha 53
Nirutti-pañisambhidà 155
Nirodha 204, 224, 295
Nirodha-sa¤¤à 331
Nivàta 353
Nissaya 159
Nissaya-paccaya 350
Nissayasampanno 95
Nissayàcariya 211
Nissaraõa-nirodha 224
Nãtattha 64
Nãla-kasiõa 315
Nãvaraõa 225
Nekkhamma 325
Nekkhamma-vitakka 69
Nekkhammànisa§sa-kathà 246
Neyya 153
Neyyattha 64
Nevasa¤¤ànàsa¤¤àyatana 207
Nevasa¤¤ànàsa¤¤àyatana-bhåmi 351
Nesajjikaïga 342
No caññhàne niyojaye 278
Pakiõõaka-akusala-cetasika 355
Pakiõõaka-cetasika 355
Paggàha 328
Paccatta§ veditabbo vi¤¤åhi 306
Paccaya 159, 350
Paccayapariggaha-¤àõa 345
Paccayasannissita-sãla 160
Paccaya-sampadà 190
Paccayàkàra 340
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:45:19 PM »





คำ นำ
(ในการพิมพ์ครั้งที่ ๑)
หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่เป็นภาษาอังกฤษมีอยู่เป็นจำ นวนมาก ปราชญ์และท่านผู้รู้ทั้งหลาย
ผู้ประพันธ์หนังสือเหล่านั้น ได้นำ คำ ศัพท์ธรรมภาษาบาลีซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะวิชาการทางพระพุทธศาสนา ไป
ถ่ายทอดแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในการถ่ายทอดนั้น ศัพท์ที่ได้ความหมายแทนลงกันก็มีจำ นวนมาก ที่พอเทียบกัน
ได้ก็มี และที่ยังขัดแย้งกันอยู่ก็มีบ้าง นักศึกษาสมควรจะได้ทราบความหมายเหล่านี้ที่ปราชญ์ทั้งหลายใช้กันอยู่
เพื่อนำ ศัพท์ธรรมไปถ่ายทอดได้ถูกต้อง หรืออย่างน้อยที่สุด เพื่อนำ มาประกอบการพิจารณาเทียบเคียงในการคิด
ศัพท์ขึ้นใช้ใหม่
ผู้จัดทำ ได้มีโอกาสสอนวิชาเกี่ยวกับภาษาอังกฤษในแผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษาของมหาจุฬาลงกรณ-
ราชวิทยาลัย และได้นำ เอาวิชาธรรมภาคภาษาอังกฤษเข้าบรรจุสอนเป็นส่วนหนึ่งด้วย รู้สึกว่านักศึกษามีความ
สนใจดี เห็นเป็นการสมควรที่จะรวบรวมศัพท์เหล่านี้จัดเรียงลำ ดับอักษร ทำ เป็นพจนานุกรมอันเหมาะที่นักศึกษา
จะหามาไว้ใช้ได้ทั่วกัน และให้มีขนาดเล็กสามารถนำ ติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวก จึงได้จัดทำ หนังสือนี้ขึ้น โดย
นำ เอาศัพท์ทางพระพุทธศาสนาที่นักศึกษาควรทราบ เพราะจะต้องพบเห็นหรือใช้อยู่เสมอๆ มาบรรจุไว้
ในหนังสือนี้ ไม่มีความหมายศัพท์ธรรมเป็นภาษาไทย เพราะผู้จัดทำ เห็นว่านักศึกษาย่อมทราบ
ความหมายของศัพท์ธรรมนั้นๆ ในภาษาไทยดีอยู่แล้ว และแม้ไม่ทราบก็สามารถดูได้จากคำ อธิบายในพากย์
อังกฤษซึ่งให้ไว้โดยย่อ อีกประการหนึ่ง การให้ความหมายภาษาไทยเพิ่มขึ้นจะทำ ให้หนังสือมีขนาดหนามาก ผิด
จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้เดิม
ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ คงจะมีข้อบกพร่องอยู่หลายประการ เพราะการจัดทำ เป็นไปอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ การจัดพิมพ์โรเนียวยากแก่การแก้ไขข้อผิดพลาดและตกเติม บางแห่งเมื่อผิดแล้วต้องตัดทิ้งไปทั้ง
ศัพท์ก็มี ทั้งเครื่องหมายต่างๆ ก็มีใช้ไม่ครบถ้วน จึงหวังว่า ถ้ามีโอกาสจัดพิมพ์ใหม่จะได้ทำ ให้เรียบร้อยยิ่งขึ้น
ตามควร
ในที่สุด ขอขอบคุณท่านเจ้าของตำ ราและหนังสือต่างๆ ที่นำ มาใช้ในการเก็บศัพท์หรือเทียบเคียงความ
หมาย ขออนุโมทนาขอบคุณ คุณสมบูรณ์ อยู่สนิท แห่งแผนกบาลีอบรมศึกษา ที่ได้พิมพ์กระดาษไขโดยตลอด
และขอขอบคุณ พระมหาสมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ แห่งสำ นักงานเลขาธิการ ม.จ.ร. ที่ได้เป็นธุระช่วยจัดการโรเนียว
โดยตลอด.
พระมหาประยุทธ์ ป. อารยางกูร
๒ มีนาคม ๒๕๐๖
คำ ชี้แจง
ก. ขอบข่ายของหนังสือนี้
คำ ศัพท์ที่รวบรวมไว้ในพจนานุกรมนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ศัพท์ธรรมแท้ๆ ได้รวบรวมมาไว้แทบทั้งสิ้น ยกเว้นศัพท์ที่ท่านผูกขึ้นใช้ในคัมภีร์รุ่นหลัง เฉพาะแห่ง
เฉพาะกรณี ไม่เป็นที่ยอมรับนำ ไปใช้ในที่อื่น และไม่นิยมนับถือเป็นศัพท์วิชาการอันมีความหมายพิเศษจำ เพาะตัว
2. ศัพท์ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ข้อนี้มิได้เป็นจุดมุ่งหมายโดยตรง แต่ก็ได้เก็บมาเป็นส่วนมาก
และได้ให้ความหมายไว้โดยย่อ
3. ศัพท์เกี่ยวกับศาสนา ลัทธินิยม ประเพณี และความเชื่อถืออย่างอื่นที่ได้ยินได้ฟังคุ้นหู แม้ที่เป็นเรื่อง
ภายนอกพระพุทธศาสนา
ข. ศัพท์ตั้งภาคภาษาไทย
1. การเรียงลำ ดับศัพท์ ถือตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ยกเว้นคำ มีประวิสรรชนีย์ ที่เป็นต้น
ศัพท์ของคำ อื่นๆ จะเรียงไว้ก่อนคำ ที่อาศัยต้นศัพท์นั้น เช่น เถระ เรียงไว้ก่อน เถรคาถา และเถรวาท ฆา
นะ เรียงไว้ก่อน ฆานทวาร และ ฆานวิญญาณ เป็นต้น
2. คำ ที่มี - ต่อท้าย หมายความว่า ศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยคำ นั้น ถ้าไม่พบในลำ ดับของคำ นั้นเอง ให้ดูตามที่
อ้าง เช่น กัมม- ดู กรรม- คำ ว่า กัมมบถ ไม่มี ให้ดู กรรมบถ ดังนี้เป็นต้น
3. ศัพท์ที่เป็นหัวข้อหมวดธรรม คือ มีจำ นวนข้อย่อย เช่น อบายภูมิ 4, อนุปุพพิกถา 5 เป็นต้น
ให้ดูรายละเอียดในภาค 1 คือ พจนานุกรมหมวดธรรม
ค. ภาคภาษาบาลี
1. ศัพท์ตั้งทุกคำ ได้แสดงรูปศัพท์เดิมหรือคำ แปลภาษาบาลีไว้เป็นอักษรโรมัน ในวงเล็บต่อจากศัพท์
นั้นๆ เพื่อให้นักศึกษาชินต่ออักษรโรมันซึ่งต้องใช้ในเมื่อจะเขียนคำ บาลีคู่กับภาษาอังกฤษ
2. ศัพท์ตั้งหลายแห่งเป็นคำ ที่เกิดขึ้นหรือบัญญัติขึ้นภายหลังในภาษาไทยจึงไม่มีคำ เรียกในภาษาบาลี
ในกรณีเช่นนี้ได้แต่งศัพท์บาลีขึ้นใหม่พอให้สื่อความหมายได้ และเพื่อให้ทราบว่าเป็นคำ ที่ผูกขึ้นใหม่ จึงใส่เครื่อง
หมายดอกจัน (*) กำ กับไว้ เช่น เปรียญ (Pari¤¤å*, Pàli¤¤å*), วัดหลวง (Ràjavaravihàra*, Ràjàvàsa*)
เป็นต้น
3. คำ บาลีส่วนมากแสดงไว้ในรูปศัพท์ที่เป็นนามอย่างเดียว แม้ว่าพากย์ไทยและอังกฤษจะเป็นคำ กริยา
ก็พึงแปลงรูปเอาเองตามวิธีของไวยากรณ์ เช่น อังคาส (Parivisana) เมื่อนำ ไปใช้พึงเปลี่ยนเป็น ปริวิสติ
เป็นต้น (ศัพท์อื่นๆ เช่น ตักบาตร, ปิดทอง, ผูกสีมา เป็นต้น)
ง. ภาคภาษาอังกฤษ
1. ความหมายโดยพยัญชนะ (lit.) ถ้ามี จะมาเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นเป็นความหมายที่เหมาะสมหรือ
นิยมใช้ตามลำ ดับ
2. คำ บาลีบางคำ เมื่อนำ มาใช้ในภาษาไทย ได้มีความหมายคลาดเคลื่อนหรือเพี้ยนไปจากเดิมบ้าง เกิดมี
ความหมายใหม่ซ้อนขึ้นมาอีกบ้าง พจนานุกรมฯ นี้ไม่ให้ความสำ คัญแก่ความหมายที่คลาดเคลื่อน เพี้ยนไป หรือ
เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ โดยทั่วไปจึงมิได้แสดงความหมายเช่นนี้ไว้ แสดงเฉพาะความหมายเดิมเท่านั้น เช่น อารมณ์
= sense-object (ไม่ใช่ emotion) สงสาร = the round of rebirth (ไม่ใช่ pity) มานะ = conceit; lust
315
for power (ไม่ใช่ effort; exertion) แต่บางคำ เห็นว่าควรทราบ ก็แสดงไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ ที่ใดแสดงความ
หมายที่กลายหรือเกิดใหม่ในภาษาไทย ก็จะใส่ (T.) กำ กับไว้หน้าความหมายนั้น เช่น มาติกา ... (T.) funeral
chanting; อัจฉริยะ ... (T.) genius; อิจฉา ... (T.) ดู อิสสา
3. ความหมายของบางศัพท์เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว แต่บางศัพท์ เช่น คำ ว่า ฌาน เป็นต้น ยัง
ขัดแย้งกันอยู่ คราวนี้ยังมิได้ทำ เครื่องหมายแสดงไว้เป็นพิเศษ และความหมายของคำ บางคำ ไม่ใช่ความหมายที่
ตรงแท้ เป็นแต่นิยมใช้ในเมื่อพอเทียบเคียงกันได้กับของศาสนาอื่นในบางแง่ ในกรณีนี้ หากความหมายนั้นชวน
ให้เกิดความเข้าใจผิดได้ จะมีอักษรย่อ (mis.) กำ กับไว้ด้วย เช่น โบสถ์ = ... (mis.) church; temple เป็นต้น
4. ศัพท์ที่นิยมเรียกทับศัพท์ เช่น กรรม, ธรรม และ นิพพาน เป็นต้น ก็ได้ให้รูปทับศัพท์ไว้ด้วย
แสดงว่า ศัพท์นั้นนิยมใช้กันเช่นนั้น
5. ศัพท์และความหมายส่วนมากเป็น noun แม้ที่เป็นอย่างอื่น ก็พึงทราบได้โดยง่าย จึงมิได้ให้อักษรย่อ
ระบุวจีวิภาคกำ กับไว้ เว้นแต่ในกรณีต้องการแยกให้เห็นต่างหากจากกัน หรือควรกำ หนดเป็นพิเศษ
6. คำ ที่อยู่สุดบรรทัด ซึ่งพิมพ์ไม่พอจบคำ ต้องตัดแยกออกไปขึ้นบรรทัดใหม่ ในการตัดแยกคำ ได้
พยายามปฏิบัติเคร่งครัดตามหลักการแบ่งพยางค์ (syllabication) โดยถือพจนานุกรมภาษาอังกฤษมาตรฐาน
เป็นหลัก การที่ทำ ความเข้าใจในข้อนี้ไว้เพราะปัจจุบันมีการละเลยในเรื่องนี้กันมาก จนบางทีลืมกันไปว่าหลักใน
เรื่องนี้มีอยู่
อนึ่ง ในกรณีที่ British English กับ American English เขียนต่างกัน ในการสะกดตัวก็ดี ในการตัด
แยกพยางค์ก็ดี เช่น British English ว่า mar • vel • lous; know•ledge ฯลฯ แต่ American English เป็น
mar•vel•ous; knowl•edge ฯลฯ พจนานุกรมฯ นี้ถือตาม British English อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พจนานุกรม
ภาษาอังกฤษตัดแยกคำ ต่างกัน จะตกลงใจถืออย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควร
จ. ข้อควรทราบเกี่ยวกับการเขียนภาษาบาลี
1. รูปสระ เมื่อเขียนภาษาบาลีด้วยอักษรไทย สระทุกตัว (ยกเว้นสระ อ) มีทั้งรูป “สระลอย” (เมื่อไม่มี
พยัญชนะต้นประสมอยู่ด้วย) และรูป “สระจม” (เมื่อมีพยัญชนะต้นประสมอยู่ด้วย) เช่น อาภา (àbhà), อิสิ (isi
), อุตุ (utu)
สระ อ (a) จะปรากฏรูปเมื่อเป็นสระลอย และไม่ปรากฏรูปเมื่อเป็นสระจม เช่น อมต (amata) นอกจาก
นี้ ตัว อ ยังใช้เป็นทุ่นให้สระอื่นเกาะ เมื่อสระนั้นใช้เป็นสระลอย เช่น เอก (eka), โอฆ (ogha)
ส่วนในอักษรโรมัน สระทุกตัวปรากฏรูปเสมอไป และมีรูปเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้เป็นสระลอยหรือสระจมก็
ตาม เช่น àkàra (อาการ)
2. รูปพยัญชนะ พยัญชนะเมื่อประสมกับสระใด ก็จะมีรูปสระนั้นปรากฏอยู่ด้วย (ยกเว้นเมื่อประสม
กับสระ อ) เช่น พุทฺโธ (buddho)
พยัญชนะที่ใช้โดยไม่มีรูปสระปรากฏอยู่ และไม่มีเครื่องหมาย ฺ (พินทุ) กำ กับ แสดงว่าประสมกับสระ อ
(a) เช่น รตน (ratana)
ส่วนพยัญชนะที่มีเครื่องหมายพินทุกำ กับ ก็แสดงว่าไม่มีสระใดประสมอยู่ด้วย เช่น ธมฺม (dhamma),
พฺรหฺม (brahma)
3. เครื่องหมายนิคหิต เครื่องหมาย  (นิคหิต) ต้องอาศัยสระ และจะปรากฏเฉพาะหลังสระ อ (a ),
อิ (i ) หรือ อุ (u) เช่น อํส (a§sa), เอวํ (eva§), กึ (ki§), วิสุํ (visu§)
316
หมายเหตุ:
ในการพิมพ์ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2515–2518) ได้เพิ่มเติมศัพท์เข้าอีกประมาณ 250 ศัพท์ ศัพท์ที่เพิ่มใหม่เหล่านี้
แทรกเข้าในระหว่างศัพท์ที่มีอยู่ในฉบับเดิมและต้องการสงวนเนื้อที่ จึงไม่ได้ให้คำ บาลีอักษรโรมันไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการพิมพ์ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2527) ได้เพิ่มเติมศัพท์เข้าอีกประมาณ 50 ศัพท์ ปรับปรุงและเพิ่ม
เติมความหมายของศัพท์ที่มีอยู่แล้วแต่เดิมขึ้นอีกเป็นอันมาก และได้แทรกคำ บาลีอักษรโรมันเข้าจนครบทุกศัพท์
ส่วนในการพิมพ์ครั้งที่ 10 (พ.ศ. 2545) ได้เพิ่มเติมศัพท์ประมาณ 31 ศัพท์ และได้แก้ไขปรับปรุงอีกประมาณ
24 ศัพท์
อักษรย่อและเครื่องหมาย
adj. Adjective v. verb
lit. Literally * newly coined Pali term
(mis.) Misleading (T.) in Thai usage
n. Noun
เทียบอักษรโรมันที่ใช้เขียนบาลี*
อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ a à i ã u å e o
ก ข ค ฆ ง k kh g gh ï
จ ฉ ช ฌ ญ c ch j jh ¤
ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ñ ñh ó óh õ
ต ถ ท ธ น t th d dh n
ป ผ พ ภ ม p ph b bh m
ย ร ล ว ส ห ฬ อํ y r l v s h ë §, ü หรือ N
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ.
Namo tassa Bhagavato Arahato Sammàsambuddhassa.
Sabbapàpassa akaraõa§, Kusalassåpasampadà,
Sacittapariyodapana§; Eta§ Buddhàna sàsana§.
______________________________
* ในที่นี้มุ่งแสดงเพียงรูปลักษณ์ของตัวอักษรแต่ละตัวเทียบกันเท่านั้น ส่วนการเขียนจริงนข้อความ พึงทราบตามหลักที่กล่าวไว้
ในคำ ชี้แจงข้อ จ. ข้างต้น

กฏัตตากรรม (Kañattàkamma) casual act;
cumulative or reserve kamma.
กฐิน (Kañhina) the Kathin ceremony; the annual
robe-presentation ceremony (in the month
following the end of the Rains Retreat); postlenten
robe-offering; Post-Retreat Robe-
Presentation.
กตเวที (Katavedã) one who reciprocates the
done favour.
กตัญญุตา (Kata¤¤utà) gratitude; gratefulness;
appreciation.
กตัญญู (Kata¤¤å) adj. grateful; obliging; knowing
the done favour.
กตัญญูกตเวทิตา (Kata¤¤åkatavedità) the
quality of being a grateful person; gratitude;
gratefulness.
กตัญญูกตเวที (Kata¤¤åkatavedã) one who is
thankful for benefits received and reciprocates
them.
กตัตตากรรม ดู กฏัตตากรรม
กถาวัตถุ (Kathàvatthu) 1. “Points of Controversy”;
name of the fifth book of the Abhidhamma
Piñaka. 2. a subject of discussion.
กรมการศาสนา (Sàsanàdhikàra*) Department
of Religious Affairs.
กรรม (Kamma) 1. karma; kamma; a volitional
action; action; deed; good and bad volition.
2. work; job; activity; transaction.
กรรมกิเลส (Kammakilesa) an action causing
impurity; depravity of action; vice of conduct.
กรรมฐาน (Kammaññhàna) subjects of meditation;
meditation exercises; the act of
meditation or contemplation; ground for
mental culture.
กรรมนิยาม (Kammaniyàma) order of act and
result; the Law of Kamma.
กรรมบถ (Kammapatha) course of action; way
of action; kamma as the way leading to the
woeful or blissful existences.
กรรมภพ (Kammabhava) kamma-process; the
active process of becoming.
กรรมวาจา (Kammavàcà) the formal words of
an act; text of a formal act, i.e. a motion
(ญัตติ) together with one or three proclamations
(อนุสาวนา) that may follow.
กรรมวาจาจารย์ (Kammavàcàcariya) Act-
Announcing Teacher; (First) Ordination-
Teacher.
กรวดนํ้า, การ (Dakkhiõodakapàtana) v. pouring
the water of dedication (to transfer merit to
other beings).
กระถางธูป (Dhåpabhàjana*) incensory; censer.
กระทู้ (Nikkhepapada) topic; theme; subject;
subject matter; gist; point of a discussion;
query.
กราน (Attharati) v. to spread; stretch; lay out;
carry out (the kañhina robe-making ceremony).
กราบ (Abhivàda) to bow to the ground; to pay
respect by making the five-point prostration;
to prostrate.
กรุณา (Karuõà) compassion; pity.
กลด1 (Mahàchatta) a sunshade.
กลด2 (Dussakuñikà) an umbrella-like tent.
กลละ (Kalala) the embryo in the first week
after conception.
กษัตริย์ (Khattiya) 1. a man of the warrior
caste; the warrior-ruler; nobles. 2. a king.
กสิณ (Kasiõa) a meditational device; object of
meditation; the method of inducing concentration
by gazing at any of the ten
objects, viz., earth, water, fire, air, blue,
yellow, red, white, space and light.
กังขา (Kaïkhà) doubt; uncertainty.
กัณฑ์ (Kaõóa) 1. a chapter, portion or part (of a
religious book). 2. a sermon.
กัณฑ์เทศน์ (Dhammadesanàpåjà*, Dhammakathikadeyya*)
offerings for a sermon.
กัป, กัปป์, กัลป์ (Kappa) 1. an aeon; world-aeon;
world-age; world-cycle; world-period. 2. the
life-term; life-period; the duration of life.
กัปปพินทุ (Kappabindu) a smudge that makes
a new robe allowable; dark mark or small
กัปปิยการก 318 กาลัญญุตา
black dot applied to a new robe to make it
lawful. v. (ทำ กัปปพินทุ) to make a robe allowable
by applying a disfiguring smudge (by
which the owner can also identify it); mark
with a smudge.
กัปปิยการก (Kappiyakàraka) one who makes
things suitable for a monk; attendant of a
monk.
กัมม- ดู กรรม-.
กัลปนา (Kappanà) 1. merit dedicated to the
departed. 2. ดู ที่กัลปนา.
กัลยาณมิตตตา (Kalyàõamittatà) good friendship;
good company; association with the virtuous.
กาม (Kàma) sense-desire; desire; sensuality; an
object of sensual enjoyment; sensual
pleasures.
กามคุณ (Kàmaguõa) sensual pleasures; objects
of sensual enjoyment.
กามฉันท์ (Kàmachanda) sensual desire; excitement
of sensual pleasure.
กามตัณหา (Kàmataõhà) sensual craving;
craving for sensual pleasures.
กามภพ (Kàmabhava) the sphere or state of
existence dominated by sensual pleasures;
Sensuous Existence; Sense Sphere.
กามราคะ (Kàmaràga) sensual passion; sensual
lust; sense-desire; sensuality; desire for
sensual pleasures.
กามโลก (Kàmaloka) the world of sense-desire;
the Sense Sphere; the world of sensual
pleasures.
กามวิตก (Kàmavitakka) thought of sensual
pleasures.
กามสังวร (Kàmasa§vara) sexual restraint.
กามสุข (Kàmasukha) worldly happiness; happiness
arising from sensual pleasures.
กามสุขัลลิกานุโยค (Kàmasukhallikànuyoga)
self-indulgence; sensual indulgence; the
constant attachment to sensual pleasures.
กามาวจร (Kàmàvacara) belonging to the Sense
Sphere.
กามาวจรภูมิ (Kàmàvacarabhåmi) the Sensuous
Plane of Existence; the Sense Sphere; the
Sensuous Sphere.
กามุปาทาน (Kàmupàdàna) sensuous clinging;
attachment to sensuality.
กาเมสุมิจฉาจาร (Kàmesumicchàcàra) sexual
misconduct; sensual misconduct; unlawful
sexual intercourse; adultery.
กาย (Kàya) 1. the body; material body. 2. the
body of psychic factors, namely, Vedanà,
Sa¤¤à and Saïkhàra.
กายกรรม (Kàyakamma) bodily action; actions
performed by the body.
กายคตาสติ (Kàyagatàsati) mindfulness with
regard to the body; reflection or contemplation
on the 32 impure parts of the body.
กายทวาร (Kàyadvàra) 1. the body-door; bodyavenue;
the outlet of bodily senses. 2. the
body-door; the channel of bodily action.
กายทุจริต (Kàyaduccarita) misconduct by the
body; bodily misconduct; misconduct in
action.
กายวิญญัติ (Kàyavi¤¤atti) bodily intimation;
bodily expression.
กายวิญญาณ (Kàyavi¤¤àõa) body-consciousness;
consciousness by means of touch.
กายวิเวก (Kàyaviveka) seclusion of the body.
กายสังขาร (Kàyasaïkhàra) bodily formation,
i.e. in-breath and out-breath.
กายสัมผัส (Kàyasamphassa) bodily contact;
bodily touch.
กายสุจริต (Kàyasucarita) good conduct in
action; good conduct by the body; bodily
good conduct.
กายานุปัสสนา (Kàyànupassanà) the contemplation
of the body; mindfulness as regards the
body.
กายิกทุกข์ (Kàyikadukkha) physical pain; bodily
pain; physical suffering.
กายิกสุข (Kàyikasukha) physical happiness;
bodily happiness.
การเปรียญ (Dhammasàlà) preaching hall; study
hall.
กาลมรณะ (Kàlamaraõa) timely death.
กาลัญญุตา (Kàla¤¤utà) the quality of one who
กาสาวพัสตร์ 319 ขุททกนิกาย
knows the proper time; knowing the proper
time; knowledge of how to choose and keep
time.
กาสาวพัสตร์ (Kàsàya, Kàsàvavattha) cloth dyed
with astringent decoction; the yellow robe;
ochre robes.
กำ เนิด ดู โยนิ.
กำ แพงแก้ว (Ratanapàkàra) consecrated wall; a
parapet (surrounding a sacred building).
กิงฺกรณีเยสุ ทกฺขตา (Kiïkaraõãyesu dakkhatà)
the willingness to give a helping hand.
กิจจาธิกรณ์ (Kiccàdhikaraõa) business to be
enacted by the Sangha; legal questions
concerning obligations; duties.
กิจวัตร (Kiccavatta*) religious routine; daily
religious observances.
กิริยาจิต (Kiriyàcitta) functional consciousness;
inoperative consciousness.
กิเลส (Kilesa) defilements; impurities; impairments.
กิเลสกาม (Kilesakàma) sensuality as defilement;
subjective sensuality; desire; lust.
กุกกุจจะ (Kukkucca) remorse; brooding; confusion;
repentance; worry.
กุฎี (Kuñã) an abode of a Buddhist monk or
novice; a monk’s cell; a monk’s lodging;
dormitory; living quarters of monks.
กุลุปกะ (Kulupaka) a family-frequenter; family-friend
monk; family mentor.
กุศล (Kusala) adj. wholesome; meritorious;
moral; skilful; kammically wholesome. n.
merit; good action; virtue; the good; wholesome
action.
กุศลกรรม (Kusalakamma) wholesome or meritorious
action; right conduct.
กุศลกรรมบถ (Kusalakammapatha) the tenfold
way of good action; the tenfold wholesome
course of action.
กุศลจิต (Kusalacitta) meritorious thought; moral
or wholesome consciousness.
กุศลเจตนา (Kusalacetanà) right or wholesome
volition; good intention.
กุศลมูล (Kusalamåla) (the three) roots of good;
root of good action; kammically wholesome
root; the wholesome roots.
กุศลวิตก (Kusalavitakka) wholesome thought.
กุหนา (Kuhanà) deceit; fraud; hypocrisy; trickery.
เกตุมาลา (Ketumàlà) garland of rays round the
Buddha’s head; the halo.
เกิดใหม่ ดู ชาติหน้า.
โกธะ, โกรธ (Kodha) anger; furious or wrathful
passion.
โกศ (Kosa*) mortuary urn; funeral urn.
โกสัชชะ (Kosajja) idleness; indolence; sloth.

ขณะจิต (Cittakkhaõa) a thought-moment.
ขณิกสมาธิ (Khaõikasamàdhi) momentary concentration.
ขณิกาปีติ (Khaõikàpãti) momentary joy; instantaneous
joy.
ขมา (Khamà) patience; tolerance; pardon.
ขมา, การขอ (Khamàpana) asking for pardon.
ของขลัง (Parittavatthu, Indajàlikavatthu*) something
said to have magic power; magic
object; amulet; talisman; charm; fetish.
ขัดสมาธิ (Pallaïka§ àbhujati) to sit (flat on the
haunches) cross-legged.
ขันติ (Khanti) patience; forbearance; tolerance;
endurance; firmness; fortitude.
ขันธ์ (Khandha) aggregate; category.
ขันธ์ห้า ดู เบญจขันธ์.
ข้างขึ้น (Juõha-pakkha, Sukka-~) the waxing
moon.
ข้างแรม (Kaõha-pakkha, Kàëa-~) the waning
moon.
ขาทนียะ (Khàdanãya) hard or solid food.
ขีณาสพ (Khãõàsava) an Arahant; the cankerfree
one; one whose mind is free from
mental obsessions.
ขุททกนิกาย (Khuddakanikàya) “Smaller
Collection”; the “Minor Anthologies of the
ขุททกปาฐะ 320 โคตร
Pali Canon”; name of the fifth of the five
main divisions of the Sutta Piñaka.
ขุททกปาฐะ (Khuddakapàñha) “Shorter Texts”; the
“Text of Small Passages”; name of the first
division of the Khuddaka Nikàya.
ขุททกาปีติ (Khuddakàpãti) slight sense of
interest; lesser thrill.
เข้าพรรษา ดู วันเข้าพรรษา.
เขี้ยวแก้ว ดู ทาฐธาตุ.

คณะ (Gaõa) group; denomination; monastery
section.
คณปูรกะ (Gaõapåraka) one who completes the
quorum; quorum-completing monk.
คณะวินัยธร (Vinayadhara-gaõa, ~-samajjà*)
Eccl. judicature.
คณะสงฆ์ (Saïgha) the monastic order; the
Church, especially the Buddhist monastic
order; the Order; the Saïgha.
คณะสังฆมนตรี (Saïghamanti-gaõa, ~-samajjà*)
Council of Saïgha Ministers; Eccl. Cabinet.
คติ (Gati) (the five) courses of existence;
destiny; destination.
คนธรรพ์ (Gandhabba) 1. a heavenly musician.
2. a being ready to take a new existence.
ครองผ้า (Nivàseti, Pàrupati) v. to don; wear; put
on (the yellow robe).
ครุกกรรม (Garukakamma) Weighty Action;
kamma of serious or strong effect.
ครุฏฐานียบุคคล (Garuññhànãyapuggala) a respectable
person.
ครุธรรม (Garudhamma) (the eight) strict
conditions or chief rules to be observed by
the Buddhist nun throughout her life.
คฤหัสถ์ (Gahaññha) a householder; layman; the
laity.
ควํ่าบาตร, การ (Pattanikujjanà) the formal act
of exclusion from association; excommunication.
คันถธุระ (Ganthadhura) the burden of studying
the Scriptures; the burden of the books.
คันธะ (Gandha) odour; odorous object; smell.
คัมภีร์ (Gantha, Potthaka, Pakaraõa) (T.) a
scripture; text; canon; religious book.
คาถา (Gàthà) 1. a verse; stanza of 4 half-lines.
2. (T.) a magic spell.
คามวาสี (Gàmavàsã) (T.) a town-monk.
คารวะ (Gàrava) respect; reverence; esteem;
attention; appreciative action.
คิดปรุงแต่ง (Saïkharoti; Abhisaïkharoti) to think
under the influence of some passion or
motive; proliferate.
คิลานปัจจัย (Gilànapaccaya) support for the
sick; requisites for the sick; medicine.
คิลานเภสัช (Gilànabhesajja) drug; medicine.
คิหิปฏิบัติ (Gihipañipatti*) practices for the layman;
code of morality for the laity.
คุกเข่า (Jannukàhi nipatati) v. to sit on one’s
heels; kneel.
คุณ (Guõa) 1. quality; property. 2. good quality;
virtue; merit. 3. (T.) help; aid; benefit;
support; favour.
คุณธรรม (Guõadhamma) goodness; virtue.
คุณพิเศษ, คุณวิเศษ (Visesa) unusual virtue;
extraordinary state; specific attainment.
คู่สวด (Upasampadàcariya, Kammavàcàcariya +
Anusàvanàcariya) the two monks who chant
the formal words of an act (especially, of ordi
nation); Act-Announcer; Ordination-Teacher.
เครื่องราง (Indajàlikavatthu*) an amulet; talisman.
โคจร (Gocara) 1. field or sphere of sense
perception; a sense-object. 2. a suitable
place; resort for alms; alms resort.
โคจรคาม (Gocaragàma) a village where a
monk goes for alms or obtains his food;
alms-resort village.
โคดม, โคตมะ (Gotama) name of the clan to
which the Buddha belonged.
โคตร (Gotta) clan; ancestry; lineage.
ฆนสัญญา 321 จาตุทสี
ฆ–ง
ฆนสัญญา (Ghanasa¤¤à) perception of compactness;
the idea of massiveness.
ฆราวาส (Gharàvàsa) 1. the household life. 2.
(T.) a householder; layman; the laity.
ฆราวาสธรรม (Gharàvàsa-dhamma) virtues for
a good household life; rules of household
conduct; qualities of a good layman.
ฆานะ (Ghàna) the nose.
ฆานทวาร (Ghànadvàra) nose-door; nose-avenue.
ฆานวิญญาณ (Ghànavi¤¤àõa) nose-consciousness.
โฆสัปปมาณิกา (Ghosappamàõikà) those who
measure or judge by voice; those whose faith
depends on sweet voice or good repute;
those attached to voice.
งานมงคล (Maïgala, Maïgala-samaya) auspicious
ceremony; festive occasion.
งานวัด (Cetiyamahàpåjà*, Vihàrasamajja*,
~ussava*, ~maha*) temple fair.
งานศพ (Sarãrajjhàpana) funeral; obsequies;
cremation ceremony.
งานสมรส (Vivàhakàla, Vivàhamaïgala) wedding;
marriage ceremony.
งานอวมงคล (Avamaïgala, Petadakkhiõàdàna) (T.)
funeral; rites for the dead; funereal occasion;
memorial service; inauspicious occasion.

จงกรม (Caïkama) walking up and down; a
terraced walk. v. to walk up and down.
จตุตถฌาน (Catutthajjhàna) the fourth Jhàna;
the fourth absorption.
จตุธาตุววัตถาน (Catudhàtuvavatthàna) analysis
of the four elements; determining of the
elements; contemplation on the four essential
qualities of which the body is composed.
จตุปัจจัย (Catupaccaya) ดู ปัจจัย.
จตุรพิธพร (Catubbidhavara*) the fourfold blessing;
the four excellent things, viz., long life,
beauty, happiness and health.
จตุราริยสัจจ์ (Cattàri Ariyasaccàni) the Four
Noble Truths; the Four Holy Truths.
จตุวรรค (Catuvagga) a chapter of four monks.
จรณะ (Caraõa) behaviour; conduct; good conduct.
จริต (Carita) the intrinsic nature of a person;
(the six types of) characteristic behaviour;
character; temperament.
จริยาปิฎก (Cariyàpiñaka) “Modes of Conduct”;
name of the fifteenth division of the
Khuddaka Nikàya.
จริยาวัตร (Cariyàvatta*) 1. customs and manners
to be observed; duties concerned with
conduct. 2. conduct and duties; moral conduct
and the performance of duties.
จักขุ, จักษุ (Cakkhu) the eye.
จักขุทวาร (Cakkhudvàra) the eye-door; eyeavenue.
จักขุวิญญาณ (Cakkhuvi¤¤àõa) eye-consciousness.
จักร, จักรธรรม (Cakka) the set of four virtues,
being like the four wheels of a carriage,
constituting the means to prosperity; virtues
wheeling to prosperity.
จักรพรรดิ (Cakkavatti) 1. world-king; a universal
monarch, endowed with the seven
valuables or treasures. 2. (T.) an emperor.
จักรวาฬ (Cakkavàëa) a world-circle; solar
system; universe.
จัณฑาล (Caõóàla) an outcaste; the untouchable.
จันทรคติ (Candagati*) the system of a lunar
calendar.
จาคะ (Càga) 1. charity; generosity; sacrifice;
self-denial; liberality; munificence; benefaction.
2. abandoning; giving up; renunciation.
จาคสัมปทา (Càgasampadà) achievement of
charity.
จาคานุสติ (Càgànussati) reflection on generosity;
recollection of liberality.
จาตุทสี (Càtuddasã) the 14th day of a fortnight.
จาตุมหาราช 322 เจ้าคณะ
จาตุมหาราช (Càtummahàràjikà) the Four Guardian
Deities; the realm of the Four Great Kings.
จาตุรงคสันนิบาต (Càturaïgasannipàta) the
Great Assembly of Disciples marked by the
union of four factors.
จาริก (Càrika) 1. a traveller; wanderer; way-farer.
2. a wandering place. 3. a journey; wandering.
4. (T,) v. to wander; go on a journey.
จารึก (Likhati) v. to inscribe; incise; engrave.
จำ พรรษา, การ (Vassàvàsa) Vassa-residence;
the rains-retreat; rains-residence; keeping
the Buddhist Lent; keeping the rainy season;
dwelling permanently at a suitable place
throughout the three months of the rainy
season.
จำ วัด (Seyya§ kappeti) v. (of a monk or novice)
to sleep.
จิต, จิตต์ (Citta) thought; mind; a state of
consciousness.
จิตกาธาน (Citakà) a funeral pile; crematorium;
pyre; crematory; catafalque.
จิตตะ (Citta) thought; thoughtfulness; active
thought.
จิตตนิยาม (Cittaniyàma) psychic order; psychic
law; order of mind.
จิตตวิสุทธิ (Cittavisuddhi) purity of mind; purification
of consciousness.
จิตตสังขาร (Cittasaïkhàra) mental formation;
mental function, i.e. perception and feeling.
จิตตานุปัสสนา (Cittànupassanà) the contemplation
of mind; contemplation of various
states of mind; mindfulness as regards
mental states.
จิตตุบาท, จิตตุปปาท (Cittuppàda) the rise of a
thought; thought; intention.
จินตมยปัญญา (Cintamayapa¤¤à) understanding
through reasoning; wisdom resulting from
reflection.
จีวร (Cãvara) 1. the yellow robe (of a Buddhist
monk or novice); any of the three garments of
the monk. 2. (T.) the upper or inner robe.
จีวรอธิษฐาน (Adhiññhitacãvara) the determined
robes; the three robes determined for regular
personal use.
จีวรอาศัย (Atirekacãvara) an extra robe.
จุติ (Cuti) shifting (out of one existence to
another); decease; the final thought-moment
of a particular life; death.
จุติจิต (Cuticitta) death-consciousness; dying or
death-consciousness; the consciousness disconnecting
the present life.
จุติวิญญาณ (Cutivi¤¤àõa) ดู จุติจิต.
จุตูปปาตญาณ (Cutåpapàta¤àõa) the knowledge
of the decease and rebirth of beings; the
clairvoyant supernormal vision dealing with
the death and rebirth of beings; the
perception of the appearing and disappearing
of various beings according to the consequences
of their past deeds.
จุลลวรรค (Cullavagga) “Smaller Section”; name
of a book of the Vinaya Piñaka.
เจดีย์ (Cetiya) 1. a person, place or object
worthy of worship; reminder. 2. (T.) a sepulchral
monument; pagoda; shrine; dagoba;
bell-shaped stupa (with a slender spire);
tapering-spired stupa; Phra Chedi.
เจตนา (Cetanà) volition; will; intention.
เจตภูต (Attà, Jãva) soul; the self; âtman.
เจตสิก (Cetasika) mental concomitants; mental
factors; mental states; mental activities; the
adjuncts of consciousness; mental adjuncts;
mental coefficients.
เจตสิกทุกข์ (Cetasikadukkha) mental pain.
เจตสิกสุข (Cetasikasukha) mental happiness.
เจโตปริยญาณ (Cetopariya¤àõa) knowledge of
others’ thoughts; telepathy.
เจโตวิมุตติ (Cetovimutti) deliverance of mind.
เจริญพระพุทธมนต์ (Parittabhaõana) (T.) (used
for auspicious ceremonies) to chant holy
stanzas.
เจ้าคณะ (Gaõàdhipati*) 1. chief monk of an
administrative division; eccl. chief officer;
eccl. governor. The term Ecclesiastical, or
its abbreviation Eccl. can be prefixed to the
title of a government administrative officer at
different levels to designate its equivalent in
เจ้าคณะจังหวัด 323 ช่อฟ้า
the Ecclesiastical Order, e.g. Eccl. District
Officer, for เจ้าคณะอำ เภอ. 2. chief monk of a
monastery section.
เจ้าคณะจังหวัด (Nagarasaïghapàmokkha*) the
Ecclesiastical Provincial Governor.
เจ้าคณะตำ บล (Gàmasamåhasaïghàdhipati*)
the Ecclesiastical Commune-Chief; Eccl.
Sub-District Head.
เจ้าคณะภาค (Cåëasaïghamaõóalapàmokkha*) the
Ecclesiastical Regional Governor.
เจ้าคณะใหญ่ (Mahàsaïghamaõóalapàmokkha*)
the Chief Superintendent of the (Central, North,
South, East, or Dhammayuttika) Ecclesiastries;
Chief of the ... Eccl. Jurisdiction; Eccl. Governor
General.
เจ้าคณะอำ เภอ (Nigamasaïghàdhipati*) the
Ecclesiastical District Officer.
เจ้าคุณ (Guõassàmã*) a title unofficially used in
speaking to or of a monk of a higher rank;
“Chao Khun”; “The Right Venerable”. ดู พระ-
ราชาคณะ
เจ้าภาพ (Nimantaka, Dànapati) the host;
sponsor; chief donor.
เจ้าอธิการ (Vihàràdhipati*, Adhikàrapati*) the
abbot who is an Ecclesiastical Sub-District
Chief as well.
เจ้าอาวาส (Vihàrapati*) the abbot.
เจิม (Abbha¤jati) v. to anoint; n. anointment.
แจกัน (pupphàdhàna*) a vase.
แจง (Saïgãtikathà*) preaching or chanting on
the account of the First Council of Buddhism.
โจทก์ (Codaka) reprover; accuser; plaintiff.
โจทนา (Codanà) reproof; charge; accusation;
plaint.

ฉกามาพจรสวรรค์ (Chakàmàvacaradevaloka)
the six heavens of sensual pleasures.
ฉลอง (Mahakamma) celebration. v. to celebrate.
ฉฬภิญญา (Chaëabhi¤¤à) the sixfold supernormal
knowledge; the six psychic powers.
ฉัตร (Chatta) royal canopy; sunshade; parasol.
ฉัน (Bhu¤jati) v. (of a monk or novice) to eat; take
food.
ฉันทะ (Chanda) 1. will; aspiration; the will to
do; resolve; zeal; desire; impulse; wish; loving
interest; desire for truth and understanding. 2.
consent; declaration of consent to an official
act by an absentee; proxy vote.
ฉันท์ (Chanda) metrics; prosody; a metre;
metrical composition.
ฉันทาคติ (Chandàgati) the wrong way of
behaviour consisting in predilection; prejudice
caused by love; partiality.
ฉัพพัณณรังสี (Chabbaõõara§sã) the ray of six
colours.
ฉายา (Chàyà) 1. (T.) the Pali monastic name of a
Buddhist monk; ordination-name. 2. shade;
shadow.
เฉวียง (Eka§sa§) v. to arrange the upper robe
over one shoulder (the left one).

ชฎิล (Jañila) a class of ascetics with matted
hair, usually worshipping fire, sometimes
classed under Isi; matted-hair ascetic.
ชนกกรรม (Janakakamma) reproductive kamma;
regenerative kamma.
ชมพูทวีป (Jambådãpa) the continent of the roseapples,
i.e. India.
ชรา (Jarà) old age; decay.
ชลาพุชะ (Jalàbuja) womb-born creatures; those
born from the womb; the viviparous.
ชวนะ (Javana) impulsion; apperception; impulsive
moment; a phase or stage of the process of
consciousness at which there is full perception
and at which kamma is performed, usually lasting
for seven thought-moments.
ช่อฟ้า (Kaõõikà, Kåñapilandhana*) the curved
ชักผ้า 324 ฎีกา
finial (of a gable); gable-finial; (elongated
ornate) gable spire.
ชักผ้า ดู บังสุกุล, ผ้าป่า.
ชัยมงคลคาถา (Jayamaïgalagàthà) stanzas for
the blessing or glory of victory.
ชาคริยานุโยค (Jàgariyànuyoga) practice of watchfulness;
avoidance of sleep; wakefulness.
ชาดก (Jàtaka) 1. a birth story; the stories of the
Buddha’s previous lives. 2. “Birth Stories”;
name of the tenth division of the Khuddaka
Nikàya.
ชาติ (Jàti) birth; rebirth.
ชาติก่อน (Atãtabhava) a previous birth; former
life.
ชาติหน้า (Paraloka, punabbhava) rebirth; reexistence;
future life.
ชินะ (Jina) 1. the conqueror; the victor; the
Buddha. 2. Jain; Jaina.
ชินบุตร, ชิโนรส (Jinaputta, Jinorasa) a disciple
of the Buddha.
ชิวหา (Jivhà) the tongue.
ชิวหาทวาร (Jivhàdvàra) tongue-door; tongueavenue.
ชิวหาวิญญาณ (Jivhàvi¤¤àõa) tongue-consciousness.
ชี (Muõóakaupàsikà*) a shaven-headed female
devotee who wears white robes and observes
five or eight precepts; white-robed female lay
follower.
ชีวิต (Jãvita) life; vitality.
ชีวิตินทรีย์ (Jãvitindriya) vitality; life-principle;
psychic life; the faculty of life.
ชุกชี (Mahàpañimà-patiññhàna) base (for the
principal Buddha image); pedestal.
เชิงตะกอน ดู จิตกาธาน.
เชิงเทียน (Sitthadãpàdhàra*) candlestick.
เชิงบาตร (Pattàdhàraka) bowl-support; bowlstand.

ฌาน (Jhàna) meditation; absorption; a state of
serene contemplation attained by meditation;
(mis.) trance; ecstasy.
ฌาปนกิจ (Jhàpanakicca) cremation.
ฌาปนสถาน (Jhàpanaññhàna) crematorium.

ญัตติ, ญัติ (¥atti) a motion.
ญาณ (¥àõa) knowledge; real knowledge;
wisdom; insight.
ญาณทัศนะ (¥àõadassana) knowing and seeing;
perfect knowledge; all-comprising knowledge;
a vision of truth; insight; vision
through wisdom.
ญาณทัสสนวิสุทธิ (¥àõadassana-visuddhi) purity
of knowledge and vision; purity of vision
regarding intuitive wisdom; purification by
knowledge and vision.
ญาติ (¥àti) a kinsman; relative.
ญาติพลี (¥àtibali) offering to kinsfolk; the
helping of one’s relatives.
ญาติสังคหะ (¥àtisaïgaha) good treatment
towards kinsmen; the helping of one’s
relatives.
ญาติสาโลหิต (¥àtisàlohita) relations and blood
relations.
ญายะ, ญายธรรม (¥àya) right path; right
method; the Noble Path; truth; Nibbàna.
เญยยธรรม, ไญยธรรม (¥eyyadhamma) anything
that should be learnt or understood;
the knowable.

ฎีกา (òãkà) 1. a sub-commentary. 2. (T.) a letter
of invitation or invitation card to a monk. 3.
(T.) written request for donation. 4. (T.)
petition; appeal.
ฐาน 325 ติรัจฉานโยนิ

ฐาน (òhàna*) pedestal (as of a Buddha image).
ฐานานุกรม (òhànànukkama*) the ecclesiastical
order of retinue; assistants or staff members;
entourage.
ฐานานุศักดิ์ (òhànànusatti) the authority based
on one’s rank or dignity.
ฐิติ (òhiti, òhãti) duration; static moment; the
moment of standing.

เณร ดู สามเณร.

ดวงตาเห็นธรรม ดู ธรรมจักษุ.
ดาบส (Tàpasa) a hermit; ascetic.
ดาวดึงส์ (Tàvati§sà) the realm (or heaven) of
the Thirty-three Gods; name of the second
heavenly abode, of which Sakka is the king.
ดิรัจฉาน, กำ เนิด ดู ติรัจฉานโยนิ.
ดุสิต (Tusità) the realm of delight; the delightful
realm; the heaven of the satisfied gods;
name of the fourth heavenly abode, of which
Santusita is the king.
เด็กวัด (âràmika; âràmika-kumàra; Daharàràmika;
Kappiyakàraka) temple boy. ดู ศิษย์วัด.
เดียรถีย์ (Titthiya) an adherent of another
religion; heretical teacher.

ตจปัญจกกัมมัฏฐาน (Tacapa¤caka-kammaññhàna)
the “skin pentad” of meditation subjects; the
subject for meditation comprising the five
constituents ending with the skin (the four
others being hair, body hair, nails and teeth);
มูลกรรมฐาน ก็เรียก.
ตติยฌาน (Tatiyajjhàna) the third Jhàna; the
third absorption.
ตถาคต (Tathàgata) 1. the Accomplished One;
the Thus-come; the Thus-gone; the Truthwinner;
an epithet of the Buddha. 2. an
Arahant. 3. a being.
ตทังคปหาน (Tadaïgapahàna) abandoning by
substitution of opposites.
ตทังควิมุตติ (Tadaïgavimutti) deliverance by
substitution of opposites.
ตบะ (Tapa) 1. religious austerity; penance. 2.
exertion; mental devotion; ascetic practice.
ตรัสรู้ (Bodhi) Enlightenment. v. to be enlightened;
attain enlightenment.
ตราตั้ง (Adhikàrapañña*) certificate of
appointment; credentials; eccl. warrant. เทียบ
สัญญาบัตร.
ตลกบาตร ดู ถลกบาตร.
ตักบาตร (Piõóadàna) v. to offer food to the
monks on their almsround.
ตัชชนียกรรม (Tajjanãyakamma) the formal act
of censure.
ตัณหา (Taõhà) craving; desire; thirst.
ตัตรมัชฌัตตตา (Tatramajjhattatà) equanimity;
equipoise; mental balance.
ตัสสปาปิยสิกา (Tassapàpiyasikà) inflicting a
penalty on one who is at fault; decision for
specific depravity.
ตาลปัตร (Tàlapatta) a palm leaf. (T.) a fan made
of palm-leaves, with a long handle, used by a
monk in ceremonies; ceremonial fan. ดู พัดยศ.
ตำ นาน (Va§sa) tradition; chronicle.
ติณวัตถารกวินัย (Tiõavatthàrakavinaya) procedure
for covering over (as) with grass, (a
reconciliation of both parties without need for
clearing up the rights and wrongs).
ติรัจฉานกถา (Tiracchànakathà) a variety of
worldly talk; childish talk; aimless talk.
ติรัจฉานโยนิ (Tiracchànayoni) the animal
kingdom; the realm of the brute creation.
ติรัจฉานวิชา 326 เถยสังวาส
ติรัจฉานวิชา (Tiracchànavijjà) a low art; pseudosciences;
any study tending to be an
obstacle on the way to Nibbàna.
ติสรณคมนูปสัมปทา (Tisaraõagamanåpasampadà)
ordination by taking the Threefold Refuge.
เตโชกสิณ (Tejokasiõa) fire-contemplation; fire
as a meditational device.
เตโชธาตุ (Tejodhàtu) fire-element; the element
of heat; heat.
เตวาจิก (Tevàcika) lit. pronouncing three words or
three times; especially one who pronounces
the threefold formula of refuge, the first being
Yasa’s father.
โตะ๊ หมูบู่ชา (Påjanapãñha*) a set of altar tables.
ไตรจีวร (Ticãvara) the three robes of a Bhikkhu,
consisting of the under, the upper and the
outer robes; Triple Robe.
ไตรทวาร (Tidvàra) the three doors or avenues of
action: body, speech, and mind.
ไตรปิฎก (Tepiñaka) lit. the Three Baskets; the
Tipiñaka; the three divisions of the Buddhist
Canon, viz., Vinaya, Sutta and Abhidhamma,
generally known as the Pali Canon.
ไตรเพท (Tiveda) lit. the three knowledges; the
three Vedas; the three divisions of the
Brahmanic canon of authorized religious
teaching and practice, viz., Irubbeda,
Yajubbeda and Sàmaveda, to which the
fourth, Athabbana, was added later.
ไตรภพ, ไตรภูมิ (Tibhava, Tebhåmi) the Three
Spheres, viz., the Sense Sphere, the Form
Sphere and the Formless Sphere; three
realms; three worlds; three planes of
existence.
ไตรมาส (Temàsa) three months, especially
those of the rainy season.
ไตรรัตน์ (Ratanattaya) the Three Jewels; the
Three Gems; Triple Gem. ดู รัตนตรัย.
ไตรลักษณ์ (Tilakkhaõa) the Three Characteristics;
the Three Signs of Being; also
called the Common Characteristics. ดู สามัญ-
ลักษณะ.
ไตรโลก (Tiloka) the three worlds. ดู ไตรภพ.
ไตรสรณะ (Tisaraõa) the Threefold Refuge;
Three Refuges; Triple Guide.
ไตรสรณคมน์ (Tisaraõagamana) taking the
Threefold Refuge; going to the Buddha, the
Dhamma, and the Sangha for refuge.
ไตรสิกขา (Sikkhàttaya) the Threefold Learning;
the Threefold Training; the Three Studies:
morality, concentration and wisdom, (preferably,
training in higher morality, in higher
mentality, and in higher wisdom).

ถลกบาตร (Pattathavikà) the bag with a sling,
used for carrying an alms-bowl in; bowl-case;
bowl-bag.
ถวาย (Deti) v. to offer, give or present (to a
monk or a prince).
ถวายพระเพลิง (Sarãrajjhàpana) the cremation
ceremony.
ถัมภะ (Thambha) obstinacy; immobility;
hardness; obduracy.
ถาน (Vaccakuñã) the water closet; toilet (for
monks); privy.
ถีนะ (Thãna) sloth; unwieldiness; impliability;
morbid state of mind.
ถีนมิทธะ (Thãnamiddha) sloth and torpor; sloth
and drowsiness; torpor and languor; stolidity
and drowsiness.
ถุลลัจจัย (Thullaccaya) a grave offence; Serious
Transgression.
ถูปารหบุคคล (Thåpàrahapuggala) persons
worthy of a tope; those whose relics should
be enshrined.
เถน (Thena) a thief; (T.) unbecoming religious;
shameless monk.
เถยจิต (Theyyacitta) intention to steal.
เถยเจตนา (Theyyacetanà) intention to steal.
เถยสังวาส (Theyyasa§vàsa) living clandestinely
เถระ 327 ทายก
with the monks; disguising oneself as a
monk; communion by theft.
เถระ (Thera) an elder; a senior member of the
Order; a senior monk (of at least ten years’
standing).
เถรคาถา (Theragàthà) “Psalms of the Brethren”;
“Verses of the Elders”; name of the eighth
division of the Khuddaka Nikàya.
เถรวาท (Theravàda) the Doctrine of the Elders;
Teaching of the Elders; the Southern School
of Buddhism.
เถรานุเถระ (Therànuthera) senior monks in
general.
เถรี (Therã) a woman elder; senior nun.
เถรีคาถา (Therãgàthà) “Psalms of the Sisters”;
“Verses of the Women Elders”; name of the
ninth division of the Khuddaka Nikàya.

ทธิ (Dadhi) curd; sour milk.
ทมะ (Dama) self-command; self-control; taming;
subjugation; training; mastery; adjustment.
ทวาร (Dvàra) 1. door; avenue. 2. a sense-door;
sense-avenue. 3. door of action.
ทศชาติ (Dasajàti) the ten longest birth-stories of the
Buddha, regarded as the most important.
ทศบารมี (Dasapàramã) the ten perfections; the ten
principal virtues practised by a Bodhisatta.
ทศพร (Dasavara) the ten blessings; ten boons.
ทศพล (Dasabala) 1. the Ten Powers of the
Buddha. 2. one who is endowed with ten
supernormal powers, i.e. the Buddha.
ทศพลญาณ (Dasabala¤àõa) the ten supreme
intellectual powers of the Buddha.
ทศพิธราชธรรม (Dasaràjadhamma) the tenfold
code of the king; the tenfold virtue or duty of
the king; the ten royal virtues; virtues of a
ruler.
ทองคำ เปลว (Suvaõõapatta) (T.) gold leaf.
ทอดกฐิน ดู กฐิน.
ทอดผ้า [บังสุกุล] (Pa§sukålacãvaranikkhipana) (T.)
v. to lay a robe (as an offering to a monk at a
funeral or memorial ceremony); lay down a
funeral robe.
ทอดผ้าป่า ดู ผ้าป่า.
ทักขิณา, ทักษิณา (Dakkhiõà) a gift; donation;
dedicatory gift; an intercessional expiatory
offering; donation given to a holy person
with reference to unhappy beings in the
Peta existence, intended for the alleviation of
their sufferings.
ทักขิณาวัฏ (Dakkhiõàvañña) winding to the
right; clockwise.
ทักขิโณทก (Dakkhiõodaka) water of dedication;
consecrated water.
ทักขิไณยบุคคล, ทักขิเณยยบุคคล (Dakkhiõeyyapuggala)
an individual deserving a donation;
one worthy of a donation.
ทักษิณนิกาย (Dakkhiõanikàya) the Southern
School of Buddhism, i.e. the Theravàda.
ทักษิณานุประทาน (Dakkhiõànuppadàna*) offering
made to a monk or monks on behalf of the
dead.
ทัณฑกรรม (Daõóakamma) punishment; penalty.
ทัศนะ, ทรรศนะ, ทัสสนะ (Dassana) 1. seeing;
sight; intuition. 2. view; opinion; theory.
ทัฬหีกรรม (Daëhãkamma) making firm; strengthening
by repeating, as reordination.
ทาฐธาตุ (Dàñhadhàtu) the tooth relic (of the
Buddha).
ทาน (Dàna) giving; gift; alms-giving; charity;
generosity; benevolence; liberality; a gift;
donation; alms; benefaction.
ทานบดี (Dànapati) 1. lord of alms; master in
liberality. 2. one in charge of alms-giving;
chief donor.
ทานมัย (Dànamaya) (merit) gained through, or
connected with, alms-giving; the way of
making merit, consisting in alms-giving or
charity.
ทายก (Dàyaka) almsgiver; donor; benefactor;
ทายิกา 328 ทุพภาษิต
the lay supporter of Bhikkhus; lay giver; lay
supporter.
ทายิกา (Dàyikà) a female donor.
ทำ นองสวด (Vatta, Bhàõassara*) mode of chanting.
ทำ บุญ (Pu¤¤akaraõa) merit-making; performing
meritorious action. v. to make merit; do merit;
do good; perform meritorious action.
ทำ บุญขึ้นบ้านใหม่ (Gehapañhamaparibhogamaïgala*,
Gehappavesana-maïgala*) housewarming
ceremony.
ทำ บุญบ้าน (Gehamaïgala*) house-blessing
ceremony.
ทำ วัตรคํ่า, ทำ วัตรเย็น (Sàyaõha-sajjhàya*, Sàyabhàõa*)
evening chanting.
ทำ วัตรเช้า (Pubbaõha-sajjhàya*, Pàta-bhàõa*)
morning chanting.
ทิฏฐธรรม (Diññhadhamma) the visible order of
things; present condition; this world; the
present life; temporality.
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (Diññhadhammavedanãyakamma)
immediately effective kamma; kamma
ripening during the life-time.
ทิฏฐธัมมิกัตถะ (Diññhadhammikattha) gain for
this life; present benefit; temporal welfare;
sources of happiness in the present life.
ทิฏฐาวิกัมม์ (Diññhàvikamma) an open statement
of one’s view; explanation of views; view
clarification.
ทิฏฐิ, ทิฐิ (Diññhi) 1. a theory; view; belief;
opinion; speculation; dogma. 2. misbelief;
erroneous opinion; false theory.
ทิฏฐิวิสุทธิ (Diññhivisuddhi) purity of understanding;
purification of view.
ทิฏฐิสามัญญตา (Diññhi-sàma¤¤atà) equality in
view; unity in view.
ทิฏฐุชุกรรม (Diññhujukamma) straightening of
one’s own views.
ทิฏฐุปาทาน (Diññhupàdàna) clinging to
erroneous opinions; attachment to views.
ทิพพจักขุ (Dibbacakkhu) divine eye; heavenly
eye; clairvoyance.
ทิพพโสตะ (Dibbasota) divine ear; heavenly ear;
clairaudience.
ทิพย์ (Dibba) divine; heavenly; celestial.
ทีฆนิกาย (Dãghanikàya) the Collection of Long
Discourses; Dialogues of the Buddha; name
of the first main division of the Sutta Piñaka.
ที่กัลปนา (Kappanàvatthu*) monastic revenue
estate.
ที่ธรณีสงฆ์ (Saïghikavatthu) monastery estate.
ที่วัด (âràmavatthu, Vihàravatthu) monastery
compound.
ที่สุด ดู อันตา.
ทุกกฏ (Dukkaña) an offence of wrongdoing.
ทุกข์ (Dukkha) 1. suffering; misery; woe; pain; ill;
sorrow; trouble; discomfort; unsatisfactoriness;
problematic situation; stress; conflict. adj.
unsatisfactory; miserable; painful; subject to
suffering; ill; causing pain. 2. physical or bodily
pain; difficulty; unease; ill-being.
ทุกขตา (Dukkhatà) the state of being subject
to suffering; painfulness; stress; conflict.
ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ (Dukkhanirodha Ariyasacca) the
Noble Truth of the Cessation of Suffering; the
Noble Truth of the Extinction of Suffering.
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ (Dukkhanirodhagàminãpañipadà
Ariyasacca) the Noble Truth
of the Path that leads to the Cessation (or,
the Extinction) of Suffering.
ทุกขเวทนา (Dukkhavedanà) painful feeling.
ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ (Dukkhasamudaya Ariyasacca)
the Noble Truth of the Cause (or, the
Origin) of Suffering; the Noble Truth of the
Condition of the Arising of Suffering.
ทุกขอริยสัจจ์ (Dukkha Ariyasacca) the Noble
Truth of Suffering.
ทุกรกิริยา (Dukkarakiriyà) the practice of austerities;
self-mortification.
ทุคติ (Duggati) (the 3 or 4) States of Unhappiness;
woeful courses of existence; evil states;
woeful existences.
ทุจริต (Duccarita) bad conduct; wrong action.
ทุติยฌาน (Dutiyajjhàna) the second Jhàna; the
second absorption.
ทุพภาษิต (Dubbhàsita) an offence of wrong
speech.
ทุศีล 329 ธรรมจักร
ทุศีล (Dussãla) of bad conduct; void of morality;
immoral.
เทพ (Deva) lit. a shining one; god; deity; divine
being.
เทวดา (Devatà) a celestial or heavenly being;
deity.
เทวตานุสติ (Devatànussati) recollection of
heavenly beings; reflection on deifying
virtues as found in oneself.
เทวตาพลี (Devatàbali) an offering to the deity.
เทวทูต (Devadåta) lit. gods’ messenger; divine
messenger; a symbolic name for those things
which remind man of his future and rouse
him to earnest striving.
เทวธรรม (Devadhamma) divine virtue; the
virtues that make divine, i.e. moral shame
and dread.
เทวรูป (Devaråpa*) an image of a deity; idol.
เทวโลก (Devaloka) world of gods; heaven;
celestial realm.
เทฺววาจิก (Dvevàcika) lit. pronouncing two words or
two times; especially those who pronounce the
words, taking only two refuges, viz., the Buddha
and the Dhamma, Tapussa and Bhallika being
the first ones.
เทศกาล (Desakàla) a season for merit-making and
local festivals.
เทศน์มหาชาติ (Mahàjàtakadesanà*) (T.) “Great-
Birth Sermon”; a sermon on the great birth
story of the Bodhisatta Vessantara.
เทศนา (Desanà) preaching; discourse; sermon;
instruction. v. to preach; expound the
Doctrine; give a sermon.
เทียน (Sitthadãpa) a candle.
เทียนพรรษา (Vassadãpa, Vassikapadãpa) candle
for the rains; Lenten candle.
โทมนัส (Domanassa) a painful mental feeling;
(mental) displeasure; sad-mindedness; grief.
โทษ (Dosa, Vajja, âdãnava) fault; blemish;
defect; corruption; depravity; disadvantage.
โทสะ (Dosa) hatred; anger; ill-will; aversion.
โทสจริต (Dosacarita) the hateful; one of hating
temperament; a quick-tempered person.
โทสาคติ (Dosàgati) wrong way of behaviour
consisting in hatred; prejudice caused by
hatred.
ไทยทาน (Deyyadàna) a gift fit to be given;
gift; donation.
ไทยธรรม (Deyyadhamma) that which has the
quality of being given; gift; offerings (to
monks).

ธมกรก (Dhamakaraka) a filter; water-strainer.
ธรณีสงฆ์ ดู ที่ธรณีสงฆ์.
ธรรม (Dhamma) 1. the Dharma; the Dhamma;
the Doctrine; the Teachings (of the Buddha). 2.
the Law; nature. 3. the Truth; Ultimate Reality.
4. the Supramundane, especially nibbàna. 5.
quality; righteousness; virtue; morality; good
conduct; right behaviour. 6. tradition; practice;
principle; norm; rule; duty. 7. justice;
impartiality. 8. thing; phenomenon. 9. a
cognizable object; mind-object; idea. 10. mental
state; mental factor; mental activities. 11.
condition; cause; causal antecedent.
ธรรมกถา (Dhammakathà) ethical discussion;
religious talk; talk on the Dhamma; Dhammalecture.
ธรรมกถึก (Dhammakathika) one who preaches
the Doctrine; a preacher.
ธรรมขันธ์ (Dhammakkhandha) a portion of the
Dhamma; a main article of the Doctrine; a
textual unit; a category of the Dhamma.
ธรรมคุณ (Dhammaguõa) virtue or quality of
the Dhamma.
ธรรมจริยา (Dhammacariyà) observance of
righteousness; righteous conduct.
ธรรมจักร (Dhammacakka) the Wheel of the
Doctrine; the Wheel of the Law; the Wheel of
Truth; the Kingdom of Righteousness; the
ธรรมจักษุ 330 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
First Sermon.
ธรรมจักษุ (Dhammacakkhu) the Eye of Truth;
the Eye of Wisdom.
ธรรมจาริก (Dhammacàrika) wandering
Dhamma-preacher; spiritual-welfare worker.
ธรรมเจดีย์ (Dhammacetiya) a shrine in which
sacred texts are housed; a shrine of the
Doctrine; doctrinal monument.
ธรรมดา (Dhammatà) general rule; nature; the
law of nature; cosmic law.
ธรรมทาน (Dhammadàna) the Gift of Truth; gift
of the Dhamma.
ธรรมทูต (Dhammadåta*) Dhamma-messenger;
Buddhist field-preacher; Buddhist missionary.
ธรรมเทศนา (Dhammadesanà) expounding the
Dhamma; preaching; exposition of the
Doctrine; a sermon.
ธรรมธร (Dhammadhara) “Dhamma bearer”;
one versed in the Dhamma; an expert in the
Dhamma.
ธรรมธาตุ (Dhammadhàtu) 1. a mental object.
2. the cosmic law.
ธรรมนิยาม (Dhammaniyàma) order of the
norm; law of the Dhamma; certainty or
orderliness of causes and effects; general law
of cause and effect.
ธรรมบท (Dhammapada) 1. “Way of Truth”; “An
Anthology of Sayings of the Buddha”; name of
the second division of the Khuddaka Nikàya.
2. a line or stanza of the Doctrine; a word of
the Doctrine; talk or discourse on the
Dhamma.
ธรรมบรรยาย (Dhammapariyàya) disquisition.
ธรรมปฏิสัมภิทา ดู ธัมมปฏิสัมภิทา.
ธรรมยุต, ธรรมยุติกนิกาย (Dhammayuttika-nikà
ya*) the Dhammayutika Sect; “Law-Abiding
Sect”; Smaller Sub-Order (of the Thai
Monkhood); smaller denomination. เทียบ
มหานิกาย.
ธรรมวาที (Dhammavàdã) one who speaks
according to the Dhamma; speaker of the
doctrine; speaker of the rightful things.
ธรรมวิจัย (Dhammavicaya) investigation of the
Truth or the Doctrine; (T.) research on the
Dhamma; search of Truth.
ธรรมวิชัย (Dhammavijaya) conquest by piety;
conquest by righteousness.
ธรรมวินัย (Dhammavinaya) Dhamma-Vinaya;
the Norm-Discipline; the Doctrine and the
Discipline.
ธรรมวิภาค (Dhammavibhàga) classification of
dhammas; enumeration of the Dhamma;
Dhamma classification.
ธรรมสภา (Dhammasabhà) the Hall of Truth; a
hall for the discussion of the Dhamma; a
place for religious meeting.
ธรรมสวนะ ดู ธัมมัสสวนะ.
ธรรมสากัจฉา (Dhammasàkacchà) discussion
about the Doctrine; religious discussion.
ธรรมเสนาบดี (Dhammasenàpati) generalissimo
of the Dhamma; Commander in Chief of the
Law; an epithet of the Venerable Sàriputta.
ธรรมาธิปไตย (Dhammàdhipateyya) regard of
the Dhamma (the Law or righteousness) as
being supreme; supremacy of the Dhamma;
dominant influence by the Dhamma; rule of
the true law; rule of righteousness.
ธรรมาธิษฐาน (Dhammàdhiññhàna) exposition in
terms of ideas; teaching with reference to
ideas. เทียบ บุคคลาธิษฐาน.
ธรรมานุธรรมปฏิบัติ, ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ
(Dhammànudhammapañipatti) practice in
perfect conformity to the Dhamma.
ธรรมารมณ์ (Dhammàrammaõa) a mind-object;
cognizable object; cognoscible object.
ธรรมาสน์ (Dhammàsana) the Dhamma-seat; a
seat on which a monk sits while preaching;
pulpit.
ธรรมีกถา (Dhammãkathà) religious talk;
discussion concerning the Doctrine;
Dhamma talk.
ธัมม- ดู ธรรม-.
ธัมมกามตา (Dhammakàmatà) the quality of
one who loves the Dhamma; love of Truth.
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (Dhammacakkappavattanasutta)
the discourse of setting in
ธัมมเทสนามัย 331 นักธรรม
motion the Wheel of the Doctrine; the
Discourse of the Foundation of the Kingdom
of Righteousness; the First Sermon.
ธัมมเทสนามัย (Dhammadesanàmaya) (merit)
connected with, or to be gained through,
preaching; the way of making merit consisting
in moral instruction.
ธัมมปฏิสัมภิทา (Dhammapañisambhidà) Discrimination
of the Law; analytical knowledge of
the Law; discriminating knowledge of reasons,
conditions or causal relations.
ธัมมสังคณี (Dhammasaïgaõi) “Classification of
Dhammas”; “Enumeration of Phenomena”;
name of the first book of the Abhidhamma Piñaka.
ธัมมัญญุตา (Dhamma¤¤utà) the quality of one
who knows the Law; knowing the cause or
origin; knowing the principles.
ธัมมัปปมาณิกา (Dhammappamàõikà) those
who measure or judge by righteousness;
those whose faith depends on the Dhamma or
on righteous behaviour.
ธัมมัสสวนะ (Dhammassavana) hearing the
Dhamma; hearing the preaching of the
Dhamma; hearing a sermon; listening to the
good teaching.
ธัมมัสสวนมัย (Dhammassavanamaya) (merit)
connected with, or to be gained through,
hearing a sermon; the way of making merit
consisting in listening to the Dhamma.
ธัมมานุปัสสนา (Dhammànupassanà) the
Contemplat

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:46:42 PM »





สาวก 354 เสขะ, พระ
สาวก (Sàvaka) a disciple; hearer; follower.
สำ นักสงฆ์ (Saïghanivàsa*, Saïghaniketa*)
monastic residence; monks’ lodging.
สำ รวม (Sa§vara) 1. to be composed; selfcontrolled;
restrained; decorous; sedate. 2.
commingled; mixed (food).
สิกขมานา (Sikkhamànà) a female novice
undergoing a probationary course of two years
(before receiving the higher ordination).
สิกขา (Sikkhà) learning; study; training; discipline.
สิกขาบท (Sikkhàpada) a disciplinary rule; rule
of morality; precept; training rule.
สีมา (Sãmà) a boundary; limit; precinct;
consecrated area (established by sanctioned
boundaries).
สีล (Sãla) morality; moral practice; moral
conduct; code of morality; Buddhist ethics; a
precept; rule of morality.
สีลมัย (Sãlamaya) (merit) to be gained through, or
connected with, morality.
สีลวิสุทธิ (Sãlavisuddhi) purity of morality; purification
of morality.
สีลสัมปทา (Sãlasampadà) achievement of virtue;
fulfilment of moral conduct.
สีลสามัญญตา (Sãlasàma¤¤atà) equality in moral
conduct; unity in moral or disciplinary practices.
สีลสิกขา ดู อธิศีลสิกขา.
สีลัพพตปรามาส (Sãlabbataparàmàsa) adherence
to mere rules and rituals; clinging to
rules and vows; overestimation regarding the
efficacy of rules and observances.
สีลัพพตุปาทาน (Sãlabbatupàdàna) clinging to
mere rules and rituals; adherence to rites and
ceremonies; attachment to the belief in the
efficacy of religious ceremonies and rituals.
สีลานุสติ (Silànussati) recollection of morality;
reflection on the advantages of morality or
on one’s own morals.
สีหไสยา (Sãhaseyyà) lying like a lion; lying on
the right side.
สึก (Uppabbajati, Vibbhamati) v. to leave the
Order; leave monkhood; disrobe. ดู ลาสิกขา.
สุกขวิปัสสก (Sukkhavipassaka) a dry-visioned
Arahant; bare-insight worker.
สุข (Sukha) 1. happiness; ease; joy; comfort;
pleasure. 2. physical or bodily happiness or
ease.
สุคต (Sugata) the Happy One; the Well-Farer;
the Buddha.
สุคติ (Sugati) (the two or twenty-seven) Happy
States; blissful states of existence; good
bourn.
สุจริต (Sucarita) right conduct; good conduct;
uprightness.
สุตะ (Suta) that which is heard or learnt;
hearing; learning.
สุตตนิบาต (Suttanipàta) “Collected Discourses”;
“Woven Cadences of Early Buddhists”; name
of the fifth division of the Khuddaka Nikàya.
สุตตันตปิฎก (Suttantapiñaka) “The Basket of
Discourses”; The Basket of Sermons”; the
second main division of the Pali Canon
containing discourses.
สุตมยปัญญา (Sutamayapa¤¤à) understanding
acquired by learning; wisdom resulting from
study.
สุททะ ดู ศูทร.
สุทธาวาส (Suddhàvàsa) (the Five) Pure Abodes
(in the Form Sphere) where the Non-
Returners are reborn.
สุภาษิต (Subhàsita) pleasant speech; wellspoken
words; a proverb.
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน (Suràmerayamajjapamàdaññhàna)
(taking) intoxicants tending to
cloud the mind; intoxicants causing
carelessness.
สุริยคติ (Suriyagati*) the system of a solar
calendar.
สูตร (Sutta; Suttanta) a discourse; dialogue;
aphorism.
สูตร, พระ (Sutta; Suttapiñaka) the discourses;
the original sermons and dialogues of the
Buddha. ดู สุตตันตปิฎก.
เสขะ, พระ (Sekha; Sekkha) the learner, i.e. one
เสขิยวัตร 355 อกุศลกรรม
who is in the course of perfection; one who
has reached one of the stages of holiness,
except the last, and has yet to undergo a
higher training.
เสขิยวัตร (Sekhiyadhamma; Sekhiyavatta) (the
seventy-five) rules for training; rules of good
breeding; the code of etiquette.
เสนาสนะ (Senàsana) sleeping and sitting; bed
and seat; dwelling; lodging.
โสกะ ดู โศก.
โสดาบัน (Sotàpanna) a Stream-Enterer;
Stream-Winner; one who has attained the
first stage of holiness.
โสดาปัตติผล (Sotàpattiphala) the Fruition of
Stream-Entry; Fruit of Stream-Entrance.
โสดาปัตติมรรค (Sotàpattimagga) the Path of
Stream-Entrance; Path of Stream-Attainment.
โสตทวาร (Sotadvàra) the ear-door; earavenue.
โสตวิญญาณ (Sotavi¤¤àõa) ear-consciousness.
โสมนัส (Somanassa) a pleasurable mental
feeling; mental pleasure; glad-mindedness; joy;
delight.
โสรัจจะ (Soracca) gentleness; meekness;
suavity; gentility; refinement; mannerliness;
graciousness.
โสวจัสสตา (Sovacassatà) “state of being easy
to speak with”; amenability to correction;
obedience; admonishability.
โสฬส (Soëasa) sixteen.
ไสยา (Seyyà) bed; bedding; sleep; rest; lying
down; reclining.

หงสบาท (Ha§sapàda) crimson.
หนังสือสุทธิ (Suddhipañña*) identity card; identification
papers.
หน้าตัก (Pallaïkappamàõa) ”lap-front measure”;
the method of measuring the size of a crosslegged
sitting Buddha image.
หน้าบัน (Gahasikhara) gable; pediment.
หอฉัน (Bhattagga) refectory.
หอไตร (Tipiñakàlaya*; Potthakàgàra*; Ganthàlaya*)
monastery library; Scripture Library; library of
sacred writings.
หอระฆัง (Gaõóighara) belfry; bell tower.
หอสวดมนต์ (Sajjhàyanasàlà*) chanting hall;
hall for daily meeting and chanting.
หทัยวัตถุ (Hadayavatthu) heart-base; mindbase;
the heart; the physical base of mental
life.
หลุดพ้น, ความ ดู วิมุตติ.
หสิตุปปาทจิต (Hasituppàdacitta) smileproducing
consciousness.
หัตถบาส (Hatthapàsa) the distance within a
hand’s reach.
หิริ (Hiri) moral shame.
หีนยาน (Hãnayàna) the Lesser Vehicle; the
Smaller Vehicle; the Southern School of
Buddhism; Theravàda.
เหตุ (Hetu) a cause; causal condition; rootcause.
ไหว้ (Vandana, Namassana) v. to salute with
joined palms.

อกตัญญู (Akata¤¤å) ungrateful.
อกรณียกิจ (Akaraõãyakicca) deed which should
not be done; improper action; unbefitting
action.
อกาลมรณะ (Akàlamaraõa) untimely death.
อกิริยทิฏฐิ (Akiriyadiññhi) lit. the theory of nonaction;
the theory that there is no after-effect
of action; view of the inefficacy of action.
อกิริยวาท ก็ว่า.
อกุศล (Akusala) adj. unwholesome; demeritorious;
immoral; kammically unwholesome;
unskilful. n. demerit; bad action.
อกุศลกรรม (Akusalakamma) an evil action;
unwholesome action.
อกุศลกรรมบถ 356 อนาคาริก
อกุศลกรรมบถ (Akusalakammapatha) (the tenfold)
way of bad action; unwholesome course
of action.
อกุศลจิต (Akusalacitta) demeritorious thought;
immoral consciousness.
อกุศลมูล (Akusalamåla) (the three) roots of evil;
the roots of bad actions; kammically
unwholesome roots; demeritorious roots.
อกุศลวิตก (Akusalavitakka) unwholesome
thought.
อคติ (Agati) wrong way of behaviour; prejudice;
bias.
อโคจร (Agocara) wrong pasture; wrong resort;
non-resorts for alms; improper haunts; evil
haunts.
องค์ (Aïga) factor; constituent.
องค์การปกครอง (Saïghapàlanàdhikàra*) Board
of Eccl. Administration.
องค์การเผยแผ่ (Dhammapakàsanàdhikàra*)
Board of Propagation.
องค์การศึกษา (Sàsanasikkhàdhikàra*) Board of
Education.
องค์การสาธารณูปการ (Sàdhàraõakàràdhikàra*)
Board of Public Works.
อจินไตย (Acinteyya) the (four) unthinkables.
อดิเรกจีวร (Atirekacãvara) extra robe.
อดิเรกลาภ (Atirekalàbha) extra acquisitions.
อติถิพลี (Atithibali) offering to guests; reception.
อติมานะ (Atimàna) pride; arrogance; contempt;
disdain; scorn.
อเตกิจฉา (Atekicchà) adj. incurable;
unamendable; irremediable. n. the four major
offences, called Pàràjika, which entail
expulsion from the Order. เทียบ สเตกิจฉา.
อทินนาทาน (Adinnàdàna) taking what is not
given; stealing.
อทุกขมสุข (Adukkhamasukha) neither pain nor
happiness; indifferent feeling. adj. neither
painful nor pleasurable.
อโทสะ (Adosa) non-hatred; non-anger; amity;
hatelessness.
อธรรม (Adhamma) misconduct; unrighteousness;
injustice; false doctrine. adj. unjust;
unrighteous.
อธิกมาส (Adhikamàsa) intercalary month; (a
year with) an extra eighth lunar month.
อธิกรณ์ (Adhikaraõa) a case; question; affair;
lawsuit; dispute; disciplinary case of dispute;
legal process; legal question.
อธิกรณสมถะ (Adhikaraõasamatha) settling of a
case, a question, a dispute or a lawsuit;
transaction; settlement of legal processes.
อธิกวาร (Adhikavàra) intercalary lunar day; (a
year with) an extra day (15th of the seventh
waning moon).
อธิกสุรทิน (Adhikasuradina*) (T.) intercalary
solar day; (a year with) an extra day (29
February).
อธิจิตตสิกขา (Adhicittasikkhà) training in
higher mentality; mental discipline.
อธิปไตย (Adhipateyya) 1. supremacy. 2. (T.)
sovereignty.
อธิปัญญาสิกขา (Adhipa¤¤àsikkhà) training in
higher wisdom.
อธิโมกข์ (Adhimokkha) determination; resolution;
conviction.
อธิศีลสิกขา (Adhisãlasikkhà) training in higher
morality.
อธิษฐาน (Adhiññhàna) resolve; decision; resolution;
determination. v. to determine (a robe
or a bowl) for regular personal use.
อนภิชฌา (Anabhijjhà) non-covetousness; nonavarice.
อนัตตตา (Anattatà) soullessness; egolessness.
อนัตตา (Anattà) adj. no-soul; soulless; not-self. n.
non-self; non-ego.
อนาคามิผล (Anàgàmiphala) the Fruit of Never-
Returning; the Result of the Non-Returner.
อนาคามิมรรค (Anàgàmimagga) the Path of
Never-Returning; the Path of the Non-
Returner.
อนาคามี, พระ (Anàgàmã) a Never-Returner;
Non-Returner; one who has attained the
third stage of holiness.
อนาคาริก (Anàgàrika) lit. a homeless one; one
who enters the homeless life without
อนิจ 357 อภิธรรม
formally entering the Sangha.
อนิจ (Anicca) adj. impermanent; transient.
อนิจจตา (Aniccatà) impermanence; transiency.
อนิฏฐารมณ์ (Aniññhàrammaõa) unpleasant or
unagreeable object.
อนิยต (Aniyata) Indefinite Rules; undetermined
offence.
อนุจร (Anucara) follower; attendant; companion;
accompanier; retainer; retinue;
entourage.
อนุฎีกา (Anuñãkà) a sub-subcommentary.
อนุบัญญัติ (Anupa¤¤atti) auxiliary regulation;
supplementary rule; additional rule.
อนุปสัมบัน (Anupasampanna) one who has not
yet received the full ordination; novices and
the laity; unordained one.
อนุปาทินนก (Anupàdinnaka) adj. not grasped
by craving or false view; kammically
ungrasped.
อนุปาทิเสสนิพพาน (Anupàdisesa-nibbàna)
Nibbàna without any remainder of physical
existence; Nibbàna without the Five
Aggregates remaining.
อนุปุพพิกถา (Anupubbikathà) a gradual
instruction; graduated sermon; regulated
exposition of the ever more valued and
sublime subjects.
อนุพยัญชนะ (Anubya¤jana) subsidiary characteristics.
อนุโมทนา (Anumodanà) 1. thanks-giving;
chanting the holy stanzas of blessings. 2.
rejoice; approval; appreciation; congratulation.
อนุรักขนาปธาน (Anurakkhanàpadhàna) the
effort to maintain or augment arisen good.
อนุโลม (Anuloma) conforming; in proper order; in
forward order.
อนุวาทาธิกรณ์ (Anuvàdàdhikaraõa) legal
questions concerning accusations.
อนุศาสน์ (Anusàsana) advice; instruction.
อนุศาสนาจารย์ (Anusàsanàcariya) a chaplain;
minister; religious or moral instructor.
อนุสติ (Anussati) constant mindfulness; (the
ten) Reflections; recollection.
อนุสัย (Anusaya) latent dispositions; underlying
tendencies; (the seven) Evil Inclinations or
Biases.
อนุสาวนา (Anusàvanà) announcement;
proclamation.
อนุสาวนาจารย์ (Anusàvanàcariya) ordinationproclaiming
teacher; (Second) Ordination-
Teacher.
อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (Anusàsanãpàñihàriya) the
miracle of teaching; the wonder worked by
the instruction (of the Dhamma).
อเนสนา (Anesanà) wrong way of earning one’s
living; improper search; improper livelihood.
อบาย (Apàya) state of loss and woe; unhappy
existence; sorrowful ways.
อบายภูมิ (Apàyabhåmi) (the four) planes of loss
and woe; (the four) states of misery; (the four)
lower worlds; unhappy existence.
อบายมุข (Apàyamukha) cause of ruin; ways of
squandering wealth; ruinous ways of life;
vicious ways of conduct.
อปจายนะ (Apacàyana) reverence; humility.
อปจายนมัย (Apacàyanamaya) (merit) to be
gained through being humble or respectful.
อปทาน (Apadàna) “Lives of Arahants”; name
of the thirteenth division of the Khuddaka
Nikàya.
อปราปริยเวทนียกรรม (Aparàpariyavedanãyakamma)
indefinitely effective kamma.
อปโลกน์ (Apalokana) v. to look towards for
approval; consult; obtain an approval by
consultation.
อปโลกนกรรม (Apalokanakamma) the act of
obtaining consent or permission by consultation.
อพยาบาท (Abyàpàda) non-hatred; absence of
ill-will; loving-kindness.
อภิชฌา (Abhijjhà) covetousness.
อภิญญา (Abhi¤¤à) (five or six kinds of) Higher
Knowledge; Superknowledges; Supernormal
Powers; higher psychic powers.
อภิธรรม (Abhidhamma) the Higher Doctrine;
อภิธรรมปิฎก 358 อสุภะ
Further Dhamma; the analytic doctrine of the
Buddhist Canon.
อภิธรรมปิฎก (Abhidhammapiñaka) the Abhidhamma
Piñaka; the Basket of the Higher
Doctrine.
อภิเนษกรมณ์ ดู มหาภิเนษกรมณ์.
อภิสมัย (Abhisamaya) attainment; realization;
penetration.
อภิสมาจาร (Abhisamàcàra) higher training in
proper conduct; higher practice of the training;
rules about decent conduct; specialized
or minor precepts.
อภิสัมโพธิ (Abhisambodhi) the supreme enlightenment.
อมตะ (Amata) the deathless state; ambrosia;
Nibbàna; immortal.
อมูฬหวินัย (Amåëhavinaya) verdict of past
insanity.
อโมหะ (Amoha) non-delusion; wisdom;
knowledge; undeludedness.
อโยนิโสมนสิการ (Ayonisomanasikàra) disorderly
or distracted attention; unsystematic attention;
improper or unwise consideration; lack of
analytic reflection.
อรรคสาวก ดู อัครสาวก.
อรรถ ดู อัตถะ.
อรรถกถา (Aññhakathà) a commentary.
อรหัตตผล (Arahattaphala) the Fruit of the
Worthy One; the final stage of holiness; final
freedom.
อรหัตตมรรค (Arahattamagga) the Path of the
Worthy One; the Path of Arahatship.
อรหันต์, พระ (Arahanta) an Arahant; Arahat;
worthy one; the Holy One; perfected one;
one who has attained Nibbàna.
อรหันตฆาต (Arahantaghàta) the murder of an
Arahant.
อรัญวาสี (Ara¤¤avàsã) one who dwells in the
forest; forest-dwelling monk; the forest order.
อริยทรัพย์ (Ariyadhana) the sublime treasure;
noble treasure; noble wealth.
อริยบุคคล (Ariyapuggala) a noble individual;
noble one; holy person.
อริยผล (Ariyaphala) the (four) Noble Fruits;
Fruits of the Holy Life.
อริยมรรค (Ariyamagga) 1. the (four) Noble
Paths; Sublime Paths of the Holy Life. 2. the
Noble (Eightfold) Path.
อริยสัจจ์ (Ariyasacca) the Noble Truth; (Cattàri
Ariyasaccàni) the Four Noble Truths; the Four
Holy Truths.
อรูปฌาน (Aråpajhàna) the (four) Absorptions of
the Formless Sphere.
อรูปภพ ดู อรูปโลก.
อรูปราคะ (Aråparàga) desire for life in the
formless worlds; greed for the formless; greed
for immaterial existence; attachment to
formless realms.
อรูปโลก (Aråpaloka) the formless world; the
world of the formless; the Formless Realms;
the Immaterial Sphere.
อรูปาวจร (Aråpàvacara) adj. belonging to the
Formless Plane.
อรูปาวจรภูมิ (Aråpàvacarabhåmi) the Formless
Plane; Formless Sphere; Immaterial Sphere.
อลัชชี (Alajjã) shameless monk; immoral monk.
อโลภะ (Alobha) non-greed; greedlessness;
liberality; generosity.
อวมงคล (Avamaïgala) bad luck; ill omen; adj.
unlucky; unauspicious; (T.) funeral.
อวหาร (Avahàra) action of stealing.
อวิชชา (Avijjà) ignorance; nescience; lack of
knowledge; delusion.
อวิโรธนะ (Avirodhana) non-obstruction; nonopposition;
non-violation; non-deviation from
the Dhamma.
อวิหิงสา ดู อหิงสา.
อเวจี (Avãci) the Avãci Hell; the lowest hell.
อสงไขย (Asaïkheyya) incalculable.
อสทิสทาน (Asadisadàna) Unparalleled Gift;
incomparable alms-giving.
อสังขตธรรม (Asaïkhatadhamma) that which is
not conditioned by any cause; the
Unconditioned; Nibbàna.
อสุภะ (Asubha) 1. ugly; loathsome. n. loathsomeness;
impurity. 2. a corpse.
อสุรกาย 359 อันเตวาสิก
อสุรกาย (Asurakàya) the plane of Asura
demons; demons.
อเสขะ (Asekha) one who does not require any
further training; an Arahant; the adept.
อหังการ (Aha§kàra) lit. the making of the
utterance “I”; egoity; egotism; egoconsciousness;
the concept of ‘I’; ‘I’-making;
(T.) arrogance; haughtiness. เทียบ มมังการ.
อหิงสา, อวิหิงสา (Ahi§sà, Avihi§sà) nonviolence;
non-harming; inoffensiveness; noninjury.
อเหตุกทิฏฐิ (Ahetukadiññhi) lit. the theory of
causelessness; the theory that there is no
cause of a phenomenon; doctrine of noncausality.
อเหตุกวาท ก็ว่า.
อโหสิกรรม (Ahosikamma) defunct kamma; an
act or thought which has no longer any
potential force.
อักโกธะ (Akkodha) non-anger; freedom from
hatred.
อัครสาวก (Aggasàvaka) the most distinguished
disciples; (the two) Chief Disciples, i.e. Sàriputta
and Mahàmoggallàna
อังคาร (Aïgàra) 1. charcoal; ashes. 2. ash; the
ashes, especially of the Buddha.
อังคาส (Parivisana) v. to serve with food; wait
upon at a meal.
อังคุตตรนิกาย (Aïguttaranikàya) the collection
of discourses arranged in accordance with
number; Adding-One Collection; Collection of
Numerical Sayings; the Book of the Gradual
Sayings; name of the fourth main division of
the Sutta Piñaka.
อังสะ (A§sa) 1. a part; side. 2. shoulder. 3. (T.)
shoulder piece; chest cloth; the sleeveless
one-shouldered singlet of a monk.
อัจฉริยะ (Acchariya) adj. wonderful; marvellous;
astonishing; exceptional; extraordinary; (T.)
genius.
อัญชลี ดู พนมมือ.
อัณฑชะ (Aõóaja) egg-born creatures; the
oviparous.
อัตตกิลมถานุโยค (Attakilamathànuyoga) Self-
Mortification; the constant attachment to
Self-Mortification.
อัตตวาทุปาทาน (Attavàdupàdàna) attachment
to the self- (or soul-) theory; the belief in a
persistent self or soul; clinging to the Egobelief.
อัตตสัมมาปณิธิ (Attasammàpaõidhi) setting
oneself in the right course; aspiring and
directing oneself in the right way; perfect
self-adjustment; thorough pursuit or development
of one’s personality.
อัตตัญญุตา (Atta¤¤utà) the quality of one who
knows oneself; knowing oneself.
อัตตา (Attà) 1. self; soul; ego; personal entity.
2. mind; the whole personality.
อัตตาธิปไตย (Attàdhipateyya) self-dependence;
self-reliance; supremacy of self; dominant
influence by oneself (or by self-regard).
อัตถะ (Attha) 1. meaning; the spirit; the correct
sense; essence. 2. benefit; advantage; gain;
welfare; the good. 3. goal; purpose.
อัตถจริยา (Atthacariyà) benefaction; useful
conduct or behaviour; doing a favour; life of
service; doing good.
อัตถปฏิสัมภิทา (Atthapañisambhidà) knowledge
of the meaning (of words); the Discrimination
of the Meaning; analytic insight of
consequence.
อัตถัญญุตา (Attha¤¤utà) the quality of one who
knows what is useful or who knows the
correct meaning of something; knowledge of
the meaning; knowing the purpose; knowing
the consequence.
อัตภาพ (Attabhàva) personality; individuality.
อันตคาหิกทิฏฐิ (Antagàhikadiññhi) (the ten)
views taking extreme sides; the view of the
extremist; extremist view.
อันตรวาสก (Antaravàsaka) ดู สบง.
อันตา (Antà) extremes (the two extremes).
อันติมวัตถุ (Antimavatthu) an extreme offence;
ultimate or worst transgression; Defeat;
Pàràjika offence.
อันเตวาสิก (Antevàsika) lit. one who lives in; a
อัปปนาสมาธิ 360 อารักขสัมปทา
monk who lives under his teacher; a pupil;
apprentice.
อัปปนาสมาธิ (Appanàsamàdhi) fixed concentration;
established concentration; full concentration;
attainment-concentration;
absorption concentration.
อัปปมัญญา (Appama¤¤à) the Unbounded
States; the Illimitables.
อัปปมาทะ (Appamàda) non-negligence;
heedfulness; zeal; diligence; earnestness;
carefulness.
อัปปิจฉตา (Appicchatà) paucity of wishes;
frugality; desiring little; simplicity.
อัพโพหาริก (Abbohàrika) insignificant; negligible;
ineffective.
อัพยากฤต (Abyàkata; Avyàkata) adj. indeterminate;
neutral; unexplained.
อัสสาทะ (Assàda) enjoyment; attraction;
satisfaction; gratification; advantage.
อัสสาสะ (Assàsa) in-breathing; inhalation.
อา–โอ
อากาส [ธาตุ] (âkàsa) space.
อากาสานัญจายตนะ (âkàsàna¤càyatana) the
Sphere of Unbounded Space; the Realm of
Infinity of Space.
อากิญจัญญายตนะ (âki¤ca¤¤àyatana) the
Sphere (or Realm) of Nothingness.
อาคันตุกะ (âgantuka) a guest; new-comer;
stranger.
อาฆาต (âghàta) malice; hatred; revengefulness.
อาจาระ (âcàra) conduct; behaviour.
อาจารย์ (âcariya) a teacher; regular instructor.
อาจิณณกรรม (âciõõakamma) habitual kamma;
habitual act.
อาชชวะ honesty; integrity.
อาชีวก (âjãvaka) a kind of non-Buddhist
ascetics, mostly naked.
อาชีวปาริสุทธิศีล (âjãvapàrisuddhisãla) discipline
as regards purity of livelihood; Purity of
Conduct connected with Livelihood.
อาตมัน (Attà; Sanskrit: âtman) the self; soul.
อาทิกัมมิกะ (âdikammika) 1. name of the first
main division of the Vinaya Piñaka. 2. the
beginner; the first transgressor; the first doer.
อาทิพรหมจรรย์ (âdibrahmacariya) rudiments
of the training in the Holy Life; fundamentals
of the Sublime Life; fundamental or major
precepts.
อาทีนพ, อาทีนวะ (âdãnava) disadvantage; peril;
defect; danger.
อาเทสนาปาฏิหาริย์ (âdesanàpàñihàriya) marvellous
ability of mind-reading or guessing
other people’s character; marvel of thoughtreading.
อานาปานสติ (ânàpànasati) mindfulness on
breathing; mindfulness regarding breathing.
อานิสงส์ (ânisa§sa) profit; merit; good result;
advantage.
อาบัติ (âpatti) an ecclesiastical offence; offence.
อาปัตตาธิกรณ์ (âpattàdhikaraõa) legal questions
concerning offences; legal processes
concerning committed offences, the
awarding of them and the atonement for
them.
อาโปธาตุ (âpodhàtu) lit. the liquid element;
water; cohesion; the element of cohesion.
อามิส (âmisa) food; flesh; materiality; material
things. adj. material; physical; carnal.
อามิสทาน (âmisadàna) donation of requisites
(i.e. food, lodging, etc.); material gifts.
อายตนะ (âyatana) the Twelve Spheres; the
Twelve Bases; bases. ภายใน: sense-organs;
the (six) senses; sense-bases; sense-fields.
ภายนอก: sense-objects and mind-object.
อายุ (âyu) 1. age; life-span. 2. longevity; long
life.
อายุสังขาร (âyusaïkhàra) constituents of life;
vital principle. ดู ปลงอายุสังขาร.
อารมณ์ (ârammaõa) sense-objects; an object of
consciousness.
อารักขสัมปทา (ârakkhasampadà) the achieveอา
รามิก 361 อุโบสถ
ment of protection; to be endowed with
wariness or watchfulness.
อารามิก (âràmika) monastery-attendant.
อาสน์สงฆ์ (Saïghàsana*) monks’ seat; dais or
raised platform for monks.
อาสวะ (âsàva) mental intoxication or defilement;
worldly influxes; accumulation; outflows;
corruption; canker; taint; pollution.
อาสวักขยญาณ (âsavakkhaya¤àõa) the knowledge
of the cessation of mental intoxication;
knowledge of the destruction of cankers;
knowledge that the outflows are extinct.
อาสันนกรรม (âsannakamma) death-proximate
kamma; a kamma done immediately before
death; proximate kamma.
อาสาฬหบูชา (âsàëhapåjà) worship on the fullmoon
day of the âsàëha month (the eighth
lunar month) in commemoration of the First
Sermon and the foundation of the Buddhist
order.
อาหาร (âhàra) food; nutriment.
อิจฉา (Icchà) 1. desire. 2. (T.) ดู อิสสา.
อิติวุตตกะ (Itivuttaka) “Thus said” Discourses;
name of the fourth division of the Khuddaka
Nikàya.
อิทธิ (Iddhi) success; supernormal power;
psychic power; magical power.
อิทธิบาท (Iddhipàda) the Four Paths of Accomplishment;
Means of Accomplishment; the
means of accomplishing one’s own end or
purpose; the four Roads to Power; basis for
success.
อิทธิปาฏิหาริย์ (Iddhipàñihàriya) a wonder of
psychic power; marvel; miracle.
อิทธิวิธิ (Iddhividhi) psychic powers; different
psychic powers; various magical powers.
อินทรีย์ (Indriya) 1. the sense-faculties; the
sense-forces. 2. spiritual faculties; faculties.
อินทรียสังวรศีล (Indriyasa§varasãla) discipline
as regards sense-restraint; Sense-Restraint;
purity of conduct consisting in the restraint
of the senses.
อิริยาบถ (Iriyàpatha) deportment; posture.
อิสสา (Issà) envy; jealousy.
อุกเขปนียกรรม (Ukkhepanãyakamma) the formal
act of suspension; ostracism.
อุคคหนิมิตต์ (Uggahanimitta) mental image;
learning sign; sign to be grasped.
อุจเฉททิฏฐิ (Ucchedadiññhi) annihilationism; the
doctrine of the annihilation (of the soul);
belief in the annihilation of the soul.
อุฏฐานสัมปทา (Uññhànasampadà) the achievement
of persistent effort.
อุตราสงค์ (Uttaràsaïga) the upper robe.
อุตริมนุสธรรม (Uttarimanussadhamma) superhuman
state; extraordinary attainment.
อุตุนิยาม (Utuniyàma) physical inorganic order;
physical laws.
อุทเทสิกเจดีย์ (Uddesikacetiya) shrine by dedication;
memorial object of worship referring
to the Buddha, i.e. a Buddha image.
อุทธัจจะ (Uddhacca) restlessness; unrest;
distraction; flurry.
อุทธัจจกุกกุจจะ (Uddhaccakukkucca) restlessness
and worry; flurry and worry; restlessness
and anxiety.
อุทาน (Udàna) an utterance; a paean; “Paeans of
Joy”; the Solemn Utterances of the Buddha;
name of the third division of the Khuddaka
Nikàya.
อุทิศกุศล, การ (Pattidàna, Dakkhiõàdisana)
dedication or transference of merit; radiation of
merit.
อุบาย (Upàya) means; method; resource; expedient.
อุบาสก (Upàsaka) lit. one who comes or sits
near; a lay devotee; a devout or faithful
layman; lay Buddhist.
อุบาสิกา (Upàsikà) a female devotee; a female
lay follower.
อุเบกขา (Upekkhà) 1. equanimity; evenmindedness;
neutrality; poise. 2. indifference;
neutral feeling; neither pleasurable nor
painful feeling.
อุโบสถ (Uposatha) 1. observance; the observance
of the Eight Precepts. 2. biweekly recitation of
อุโบสถศีล 362 โอวาทปาฏิโมกข์
the Vinaya rules by a chapter of Buddhist
monks; the days for special meetings of the
order, and for recitation of the Pàñimokkha. 3.
the Uposatha hall; consecrated assembly hall.
อุโบสถศีล (Uposathasãla) the Eight Precepts
observed by lay devotees on Uposatha days.
อุปกิเลส (Upakkilesa) impurity; defilement.
อุปฆาตกกรรม (Upaghàtakakamma) destructive
kamma.
อุปจาร (Upacàra) neighbourhood; surrounding
area.
อุปจารสมาธิ (Upacàrasamàdhi) proximate
concentration; approaching concentration;
neighbourhood-concentration; accessconcentration.
อุปฐาก, อุปัฏฐาก (Upaññhàka) attendant; lay
supporter.
อุปนาหะ (Upanàha) ill-will; grudge; enmity.
อุปปัชชเวทนียกรรม (Upapajjavedanãyakamma)
subsequently effective kamma; kamma ripening
in the next life.
อุปปาทะ (Uppàda) arising; genesis.
อุปปีฬกกรรม (Upapãëakakamma) obstructive
kamma; counteractive kamma.
อุปมา (Upamà) simile; parable.
อุปสมบท (Upasampadà) full (or higher) ordination;
taking up the Bhikkhuship; Full
Admission to the Sangha; Ordination Ceremony.
v. to be ordained; enter the monkhood;
join the Order.
อุปสัมบัน (Upasampanna) the ordained; a
Bhikkhu or Bhikkhunã.
อุปัชฌาย์ (Upajjhàya) a spiritual teacher; preceptor.
อุปัตถัมภกกรรม (Upatthambhakakamma) supportive
kamma.
อุปาทาน (Upàdàna) attachment; clinging;
grasping.
อุปาทานขันธ์ (Upàdànakkhandha) aggregate
(as object) of clinging.
อุปาทายรูป (Upàdàyaråpa) the Derivatives;
derivative or secondary material properties
dependent on the Four Great Essentials;
material qualities derived from the Four
Great Essentials; derivative matter.
อุปาทินนกะ (Upàdinnaka) lit. grasped by craving
and false view; kammically acquired;
kammically grasped.
อุปายาส (Upàyàsa) despair.
อุพเพคาปีติ; อุพเพงคาปีติ (Ubbegàpãti; Ubbeïgàpãti)
uplifting joy; thrilling emotion.
เอกัคคตา (Ekaggatà) one-pointedness (of mind);
mental one-pointedness; concentration.
เอตทัคคะ (Etadagga) foremost; first or best of
that class or type.
โอกกันติกาปีติ (Okkantikàpãti) oscillating
interest; showering joy.
โอชา (Ojà) nutritive essence; nutriment.
โอตตัปปะ (Ottappa) moral fear; moral dread.
โอปปาติกะ (Opapàtika) creatures having spontaneous
births.
โอวาท (Ovàda) admonition; exhortation; advice.
โอวาทปาฏิโมกข์ (Ovàdapàñimokkha) the Principal
Teaching; the Fundamental Teaching;
exhortatory Pàñimokkha.
ภาค 3
พจนานุกรมพุทธศาสตร์
อังกฤษ–ไทย
Part III
English–Thai
Buddhist Dictionary

A
abandoning; abandonment ปหานะ, จาคะ (การ
สละ; การละ).
abiding วิหาร (ธรรม).
abode ภพ; เสนาสนะ, อาลยะ, วิหาร.
absolute sense ปรมัตถ์.
absolute truth ปรมัตถสัจจะ.
absorption ฌาน, อัปปนา.
abstention เวรมณี. v. to abstain.
abstinence วิรัติ.
access concentration อุปจารสมาธิ.
accessory ปริวาร, บริวาร (สิ่งของ).
accompanied by สหรคต, สหคต.
accomplishment, basis of อิทธิบาท.
achievement สัมปทา.
acquisition ลาภ.
acquisitiveness โลภ.
act กรรม.
act, formal สังฆกรรม.
action กรรม, กัมมันตะ.
adaptability กัมมัญญตา.
adept อเสขะ.
adherence to habits and practices สีลัพพต-
ปรามาส.
adherent ศาสนิก.
adjustment ทมะ.
admonition โอวาท.
adultery กาเมสุมิจฉาจาร.
advantage อานิสงส์.
adverting อาวัชชนะ.
advice โอวาท.
aeon กัป, กัลป์.
affliction พยาธิ.
age วัย.
ageing; aging ชรา.
aggregate ขันธ์.
agility ลหุตา.
agitation อุทธัจจะ.
agreeable อิฏฐะ (น่าปรารถนา).
agreement สมมติ (การตกลงร่วมกัน, ~มอบหมาย,
~แต่งตั้ง).
aim อัตถะ, อรรถ.
allowable adj. กัปปิยะ.
alms; almsfood ภิกษา, ทาน, ทานวัตถุ, บิณฑบาต.
alms-bowl บาตร.
alms-gathering บิณฑบาต, การไปบิณฑบาต.
alms resort โคจร (ที่เที่ยวบิณฑบาต, ที่หาอาหาร).
almsround การไปบิณฑบาต.
alteration วิปริณาม.
analysis วิภังค์, วินิพโภค.
analytic insight ปฏิสัมภิทา.
anger โกธะ.
annihilationism อุจเฉทวาท, อุจเฉททิฐิ.
anxiety อุทธัจจกุกกุจจะ.
apperception ชวนะ.
Arahat; Arahant พระอรหันต์.
Arahatship อรหัตต์, อรหัตตผล.
ardour ตปะ, ตบะ, อาตปะ, ความเพียรเผากิเลส.
arising อุปปาทะ, อุบัติ.
ariyan อริยะ.
arrogance อติมานะ.
ascetic ฤษี, ดาบส, นักพรต, นักบวช.
ascetic practices ตบะ; ธุดงค์.
aspect อาการ.
assembly สภา, บริษัท (= ปริสา — ที่ประชุมหรือ
ชุมชน หมู่ชน ไม่ใช่ บริษัท ในภาษาไทย).
associated with สัมปยุต.
association สัมปโยคะ, เสวนา.
assuming อุปาทาน.
attachment อุปาทาน.
attainment อภิสมัย (การบรรลุ), สมาบัติ.
attainment concentration อัปปนาสมาธิ.
attendance อุปัฏฐาน (การบำ รุง, ~เฝ้า, ~
พยาบาล).
attendant อุปัฏฐาก, อุปฐาก.
หมายเหตุ: ในภาค 3 นี้ เลือกเก็บมาเฉพาะศัพท์ที่ใช้กันในขั้นซึ่งพอจะยุติเป็นแบบได้แล้วบา้ง ศัพทท์ ี่ควรสังเกตสำ หรับผู้
ที่ใฝศึ่กษาคน้ ควา้บา้ง แมว้ า่จะเกินความตอ้ งการของผูอ้ า่นทั่วไป ก็ถือไดว้ า่นา่รู (คำ ที่มีความหมายซึ่งแสดงไว้
แลว้ ในภาค 1 อาจจะไมน่ ำ มาแสดงไวใ้นภาค 3 นี้อีก ผูศึ้กษาพึงคน้ เพิ่มเติมในภาค 1 ดว้ ย)
attention 366 Cessation of Suffering
attention มนสิการ.
attentiveness ความมีสติ.
audible object สัททารมณ์, สัททะ (เสียง).
austere practices ธุดงค์.
austerities ตบะ, พรต.
authority อาณา, อิสริยะ.
avarice มัจฉริยะ.
aversion ปฏิฆะ; อรติ.
avoidance วิรัติ; สังวร.
Awakened One, the พระพุทธเจ้า.
Awakening อภิสัมโพธิ, การตรัสรู้.
awareness สัมปชัญญะ.
B
bad บาป ดู evil.
bad company ปาปสหายตา (ความมีเพื่อนชั่ว).
balanced life; balanced livelihood สมชีวิตา.
banishment ปัพพาชนียกรรม.
basis of mindfulness สติปัฏฐาน.
basis for success อิทธิบาท.
becoming ภพ, ภวะ.
being สัตว์.
belief in a soul or self สักกายทิฏฐิ.
benefaction ทาน, อัตถจริยา.
benefactor ทายก.
benefit อานิสงส์, อัตถะ, อรรถ.
benevolence อัตถจริยา.
besotting drink มัชชะ.
birth ชาติ.
birth story ชาดก.
blameless action อนวัชชกรรม (การกระทำ อัน
ปราศจากโทษ ไม่มีข้อเสียหาย แต่เป็นคุณ
ประโยชน์)
Blessed One, the ภควา (พระผู้มีพระภาค)
blessing พร, มงคล, อนุโมทนา, อานิสงส์.
bliss สุข.
Bodhisatta; Bodhisattva พระโพธิสัตว์.
bodily adj. กายิกะ (ทางกาย).
bodily action กายกรรม.
bodily avenue กายทวาร.
bodily formation; bodily functions กายสังขาร.
bodily good conduct กายสุจริต.
bodily happiness กายิกสุข.
bodily misconduct กายทุจริต.
bodily pain กายิกทุกข์.
body กาย.
bond โยคะ.
boon พร.
border district ปัจจันตชนบท.
boundary สีมา.
bourn คติ.
bowl ดู alms-bowl.
Brahma-farer พรหมจารี.
Brahma-faring พรหมจรรย์.
Brahmin, brahman พราหมณ์
breathing in อัสสาสะ (การหายใจเข้า) (= inbreathing).
breathing out ปัสสาสะ (การหายใจออก) (= outbreathing).
Buddha, the พระพุทธเจ้า.
Buddhism พระพุทธศาสนา.
Buddhist พุทธศาสนิก.
buoyancy ลหุตา (ความเบา).
burden ธุระ, ภาระ.
C
calm สมถะ.
Calmed One, the พระมุนี.
canker อาสวะ.
canon ปิฎก, คัมภีร์.
carelessness ปมาทะ, ความประมาท.
carnalities อามิส.
caste วรรณะ.
category ขันธ์.
causal occasion ฐาน.
cause เหตุ.
Cause of Suffering ทุกขสมุทัย, สมุทัย.
cemetery สุสาน.
cessation นิโรธ.
Cessation of Suffering ทุกขนิโรธ, นิโรธ.
change 367 curds
change วิปริณาม.
change-of-lineage โคตรภู.
chanting การสวดมนต์. v. to chant.
chapter of monks คณะ (ในวินัย).
character จริต.
characteristic ลักษณะ.
charity ทาน, จาคะ.
clairaudience ทิพยโสต.
clairvoyance ทิพยจักษุ.
clan โคตร, กุล, สายตระกูล.
clansman กุลบุตร.
classification สังคหะ (จัดประเภท).
clear comprehension สัมปชัญญะ.
clinging อุปาทาน.
coefficients ดู mental coefficients.
cognizance จิต, จิตต์.
cognizable object ธรรมารมณ์.
cohesion, the element of อาโปธาตุ.
Collection นิกาย (แห่งคัมภีร์).
comfort ผาสุก.
commentary อรรถกถา.
common characteristics สามัญลักษณะ.
community สังฆะ, สงฆ์.
companion สหาย.
compassion กรุณา, อนุกัมปา. adj. compassionate.
compounded things สังขาร, สังขตธรรม.
comprehension สัมปชัญญะ, ปริญญา.
conceit มานะ.
concentration สมาธิ.
concentration development สมาธิภาวนา, สมถ-
ภาวนา.
concept บัญญัติ.
conception ปฏิสนธิ.
concord สามัคคี.
condition ปัจจัย.
conditioned genesis ปฏิจจสมุปบาท.
conditioned things สังขาร, สังขตธรรม.
conduct อาจาร, จริยา, จรณะ, สมาจาร.
confession (อาปัตติ)เทศนา (การแสดงอาบัติ). v.
to confess.
confidence สัทธา, ศรัทธา, ปสาทะ.
conformity อนุโลม.
conquest ชัย, วิชัย.
conquest by piety ธรรมวิชัย.
conscience หิริ.
conscientious adj. ลัชชี, มีหิริโอตตัปปะ.
consciousness วิญญาณ.
consequence วิบาก.
consideration มนสิการ.
constituent องค์, โวการ.
contact ผัสสะ.
contemplation อนุปัสสนา, อนุสติ.
contemplation of the body กายานุปัสสนา.
contemplation of the feelings เวทนานุปัสสนา.
contemplation of the mind จิตตานุปัสสนา.
contemplation of the mind-objects ธัมมานุ-
ปัสสนา.
contempt มักขะ; อติมานะ.
content; contentment สันโดษ, สันตุฏฐี.
continuity สันตติ, สันตานะ.
control of the senses อินทรียสังวร.
controlling faculty อินทรีย์.
conventional truth สมมติสัจจะ.
conversion อาวัตต์, อาวัตตนา, การกลับใจเปลี่ยน
ศาสนา.
co-religionist สหธรรมิก.
corporeality รูป, รูปธรรม.
corruption สังกิเลส, อุปกิเลส, อาสวะ.
Council สังคายนา, สังคีติ.
counterpart ปฏิภาค.
couplet ทุกะ (หมวดสอง).
course of action กรรมบถ.
courteous speech; courtesy ปิยวาจา, เปยย-
วัชชะ.
covetousness อภิชฌา.
craving ตัณหา.
craving for annihilation วิภวตัณหา.
craving for existence ภวตัณหา.
craving for non-existence วิภวตัณหา.
craving for sensual pleasures กามตัณหา.
cremation ฌาปนกิจ.
crematorium ฌาปนสถาน.
cruelty วิหิงสา.
culture ดู mind culture.
curds ทธิ.
danger 368 dyad
D
danger อันตราย, อาทีนพ.
death มรณะ, มัจจุ, จุติ.
deathless adj อมตะ.
debauchery อิตถีธุตตตา (ความเป็นนักเลงหญิง).
decad ทสกะ (หมวดสิบ).
decay ชรา, ชรตา.
decease จุติ.
deceit มายา.
decision of the majority เยภุยยสิกา.
decline ปราภวะ (ความเสื่อม).
deed กรรม.
defeat, offence involving อาบัติปาราชิก.
defilement กิเลส.
definition ววัตถาน.
deliverance วิมุตติ, วิโมกข์.
delusion โมหะ.
demeritorious action บาปกรรม.
demon อสูร, ยักษ์.
demonstration นิทเทส.
denigration มักขะ.
dependence นิสสัย (ในวินัย).
dependent origination ปฏิจจสมุปบาท.
deportment อิริยาบถ.
derivative matter อุปาทายรูป.
derived materiality อุปาทายรูป.
description บัญญัติ.
designation อธิวจนะ, อธิพจน์.
desire ฉันทะ, กาม, ตัณหา, อิจฉา (ความอยาก).
despair อุปายาส (ความผิดหวัง, ความคับแค้นใจ).
destination คติ.
destruction พยสนะ, หายนะ, วินาส, ปหานะ, ขยะ.
destruction of life ปาณาติบาต.
detachment วิราคะ.
detraction มักขะ.
development ภาวนา.
devotee, lay อุบาสก, อุบาสิกา.
Dhamma; Dharma, the พระธรรม, ธรรม.
diligence อัปปมาทะ, อุฏฐานะ (ความหมั่นขยัน).
direct knowledge อภิญญา.
disappearance จุติ, อันตรธาน.
discernment วิจักขณา.
disciple สาวก.
discipline วินัย.
discontent อรติ, อนภิรติ (ความไม่ยินดี, เบื่อ
หน่าย).
discovery พุทธิ, โพธิ.
discrimination ปฏิสัมภิทา.
discursive thinking วิจาร.
discussion สากัจฉา.
disease โรค, พยาธิ (ความเจ็บไข้).
disparaging ปลาสะ.
dispassion นิพพิทา.
dispensation ศาสนธรรม, พระศาสนา.
dispute วิวาท.
disquisition ธรรมบรรยาย.
dissension ความร้าวราน, ความแตกแยก, (in the
Order) สังฆราชี.
distraction อุทธัจจะ, วิกเขปะ (ความฟุ้งซ่าน).
diversification ปปัญจะ.
divine ทิพย์, พรหม.
divine abiding พรหมวิหาร. ดู sublime states.
divine ear ทิพยโสต.
divine eye ทิพยจักษุ.
divine life พรหมจรรย์. ดู holy life.
doctrine ธรรม, พระธรรม, ปาพจน์.
domain วิสัย, ภพ.
domineering ปลาสะ.
donation ทาน, การบริจาค.
donor ทายก.
door ทวาร.
doubt วิจิกิจฉา, กังขา.
downfall ปราภวะ (ความเสื่อม), อบาย.
drowsiness มิทธะ.
drunkenness สุราธุตตตา (ความเป็นนักเลงสุรา).
dulness; dullness โมหะ.
duties of the King; duties of the ruler ราชธรรม.
duty กิจ, วัตร.
dwelling วิหาร (ที่อยู่).
dwelling in a favourable place ปฏิรูปเทสวาส.
dyad ทุกะ (หมวดสอง).
ear 369 Fine-Material Sphere
E
ear โสตะ.
earnestness อัปปมาทะ, อาตาปะ (ความเพียร).
earth ปฐวี, ปฐวีธาตุ. ดู extension.
ease สุข.
effort วิริยะ, วายามะ, ความเพียรพยายาม.
ego อัตตา, อาตมัน.
elasticity มุทุตา.
elder เถระ.
element ธาตุ, มหาภูต, องค์.
elements of enlightenment โพชฌงค์.
embodiment view สักกายทิฏฐิ.
embryo กลละ, คัพภะ.
emergence วุฏฐานะ (การออก).
emptiness สุญญตา.
end อันตะ.
endeavour ปธาน, วิริยะ, วายามะ.
endurance ขันติ, อธิวาสนะ.
energy วิริยะ.
enjoyment บริโภค (เสวย; ใช้กับสมบัติ ความสุข
เป็นต้น); อัสสาทะ.
Enlightened One, the พระพุทธเจ้า.
enlightenment โพธิ, อภิสัมโพธิ (การตรัสรู้).
enlightenment factor โพชฌงค์.
enlightenment state โพธิปักขิยธรรม.
ennead นวกะ (หมวดเก้า).
enthusiasm ปีติ.
envy อิสสา, ความริษยา.
eon กัป, กัลป์.
equality สมานัตตตา.
equanimity อุเบกขา (ตัตรมัชฌัตตตา). ดู onlooking
equanimity.
equipment บริขาร.
eradication สมุคฆาตะ, ปหานะ.
escape นิสสรณะ.
essential of existence อุปธิ.
eternalism; eternity-view สัสสตวาทะ, สัสสตทิฏฐิ.
eunuch บัณเฑาะก์ (จำ พวกหนึ่ง).
even-mindedness อุเบกขา.
evil บาป.
Evil One, the มาร.
Exalted One, the ภควา (พระผู้มีพระภาค).
exertion ปธาน, วายามะ, ปรักกมะ, ความเพียร,
ปัคคหะ, ปัคคาหะ.
exhaustion ขยะ, ขัย (ความสิ้นไป, ความหมดไป).
exhortation โอวาท.
existence ภพ.
experience เวทยิต.
exposition นิทเทส, วรรณนา.
extension, the element of ปฐวีธาตุ.
extinction นิโรธ.
Extinction of Impurities กิเลสปรินิพพาน (= สอุปาทิ-
เสสนิพพาน)
Extinction of Suffering ทุกขนิโรธ, นิโรธ.
Extinction of the Five-Khandha-Process ขันธ-
ปรินิพพาน (= อนุปาทิเสสนิพพาน).
extreme อันตะ (ที่สุด, ความเข้าใจ หรือ ประพฤติ
เอียงสุด).
expiation, offence of อาบัติปาจิตตีย์.
eye จักขุ.
F
factor องค์.
faculty อินทรีย์.
fading away of craving ตัณหักขยะ.
fading of lust วิราคะ.
failure วิบัติ.
faith ศรัทธา. ดู confidence.
falseness; falsity มิจฉัตตะ.
false speech มุสาวาท.
false views มิจฉาทิฏฐิ.
fame ยศ, กิตติศัพท์, สิโลกะ.
favourable adj. สัปปายะ.
fear ภยะ.
fear of blame โอตตัปปะ.
feeling เวทนา.
femininity อิตถีภาวะ, อิตถินทรีย์.
fetter สังโยชน์, สัญโญชน์.
final knowledge อัญญา.
Fine-Material Sphere รูปภพ, รูปโลก.
firmness 370 guile
firmness ธิติ.
Five Precepts, the เบญจศีล.
fixation อุปาทาน.
flavour รส.
flood โอฆะ.
fluid element อาโปธาตุ ดู cohesion.
flurry and worry อุทธัจจกุกกุจจะ.
follower สาวก, ศาสนิก.
fool พาล, คนพาล.
foolish man โมฆบุรุษ.
forbearance ตีติกขา, ขันติ.
forest-dweller อรัญวาสี.
forfeiture, offence of expiation involving อาบัติ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์.
form รูป.
formal act สังฆกรรม.
formal meeting of the Order, offence entailing a
อาบัติสังฆาทิเสส
formations สังขาร.
former action บุพกรณ์.
former habitation บุพเพนิวาส.
formless อรูป.
forward order อนุโลม.
foundation of mindfulness สติปัฏฐาน.
fragrant adj. สุคนธ์.
Fragrant Cell, the พระคันธกุฎี.
fraud สาเฐยยะ, สาไถย.
freedom วิมุตติ.
friend มิตร.
friendliness เมตตา.
frivolous talk สัมผัปปลาปะ.
fruit; fruition ผล, วิบาก.
Fully Enlightened One, the พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
full moon; full-moon day บุณมี, บูรณมี, วันเพ็ญ.
function กิจ, รส.
functional consciouness กิริยาจิต.
fundamental precepts ปาฏิโมกข์.
fundamentals of mindfulness สติปัฏฐาน.
G
gain ลาภ.
gambling การพนัน.
generosity จาคะ, ทาน.
gentleness มัททวะ.
gesture กายวิญญัติ.
ghee สัปปิ.
ghost เปรต.
gift ทาน, ทานวัตถุ.
giving ทาน.
giving up จาคะ, ปริจจาคะ.
goal อัตถะ, ปริโยสาน.
god เทวะ, เทพ, เทวดา.
going forth (from home) ปัพพัชชา.
good n. อัตถะ. adj. กัลยาณะ, บุญ.
good company กัลยาณมิตตตา.
gossip สัมผัปปลาปะ.
grasping อุปาทาน.
grateful adj. กตัญญู.
gratefulness กตัญญุตา, กตัญญูกตเวทิตา.
gratification อัสสาทะ.
gratitude กตัญญุตา, กตัญญูกตเวทิตา.
grave offence อาบัติถุลลัจจัย.
great entity มหาภูต.
Great Man มหาบุรุษ.
Great Renunciation, the มหาภิเนษกรมณ์.
Great Vehicle มหายาน.
greed โลภะ.
greediness มหิจฉตา (ความมักมากอยากใหญ่).
grief โทมนัส, โสกะ.
group-meal คณโภชน์.
Groups of Existence, the Five ขันธ์ 5.
growth อุปจยะ.
grudging อุปนาหะ.
guidance นิสสัย (ในวินัย).
guide สรณะ, เนตติ.
guiding out วินัย.
guile กุหนา.
halo 371 indeterminate
H
halo ปภา.
happiness สุข.
harmlessness อหิงสา.
harmony สามัคคี.
harsh speech ผรุสวาจา.
hate โทสะ.
hatred โทสะ, เวร.
health อาโรคยะ, กัลลตา.
hearer สาวก. ดู disciple.
heart หทัย.
heating element เตโชธาตุ.
heaven สัคคะ, สวรรค์.
heavenly abiding ทิพยวิหาร.
heavenly being เทพ, เทวดา, ชาวสวรรค์.
heavenly ear ทิพยโสต.
heavenly eye ทิพยจักษุ.
heedfulness อัปปมาท.
heedlessness ปมาทะ, ความประมาท.
hell นิรยะ นรก.
help สังคหะ.
heptad สัตตกะ (หมวดเจ็ด).
here and now ทิฏฐธรรม, ทิฏฐธัมม์.
hereafter ปรโลก, สัมปรายะ.
heresy ติตถายตนะ.
heritage ทายัชชะ (ความเป็นทายาท, มรดก).
hermit enlightened one ปัจเจกพุทธ.
hexad ฉักกะ (หมวดหก).
higher knowledge ดู superknowledge.
higher mentality อธิจิตต์.
higher morality อธิศีล.
higher thought อธิจิตต์.
higher wisdom อธิปัญญา.
hindrance นิวรณ์.
holy life พรหมจรรย์.
holy men สมณพราหมณ์.
holy one พระอริยะ, พระอรหันต์.
homage นมะ, นมักการะ, ปูชา.
homeless one อนาคาริก.
homeless life อนาคาริยะ, ชีวิตอนาคาริก.
honesty อาชชวะ.
honour สักการะ, ปูชา.
hostile action เวร.
householder คฤหบดี, คฤหัสถ์.
house-life; household life ฆราวาส, ชีวิตคฤหัสถ์;
การครองเรือน.
human being มนุษย์.
humility นิวาตะ; อปจายนะ (ความอ่อนน้อมถ่อม
ตน). adj. humble.
hut กุฎี (กระท่อม).
hypocrisy สาเฐยยะ, สาไถย.
I
ideation สัญญา. ดู perception.
idleness โกสัชชะ.
ignoble adj. อนริยะ, อนารยะ.
ignorance อวิชชา.
illimitables อัปปมัญญา.
illumination โอภาส.
illusion ปโมหะ, มายา.
ill-will พยาบาท.
image ปฏิมา. ดู mental image.
I-making อหังการ.
immaterial adj. อรูป.
Immaterial Sphere อรูปภพ, อรูปโลก.
immoral adj. บาป, อกุศล.
immortal adj. อมตะ.
impartiality สมานัตตตา.
impediment ปลิโพธ, กิญจนะ.
impermanence อนิจจตา.
impermanent adj. อนิจจะ, อนิจจัง.
imperturbability อาเนญชา, อเนญชา.
impulsion ชวนะ.
impurity กิเลส, มละ, มลทิน.
in- and out-breathing อานาปานะ, อัสสาสะ
ปัสสาสะ.
incantation มนต์, มนตร์.
incense stick ธูป.
inclination อัชฌาสัย, อธิมุติ.
independent adj. อนิสสิต.
indeterminate adj. อัพยากฤต.
indifferent feeling 372 living within one’s means
indifferent feeling อุเบกขาเวทนา, อทุกขมสุข.
individual บุคคล.
individuality อัตตภาวะ, อัตภาพ.
indolence โกสัชชะ.
industry อนลสตา, อุฏฐานะ (ความหมั่นขยัน).
inertia ปฐวีธาตุ.
infinite adj. อนันต์.
infinity of consciousness วิญญาณัญจายตนะ.
infinity of space อากาสานัญจายตนะ.
inheritance ทายัชชะ. ดู heritage.
inner sense-sphere อัชฌัตติกายตนะ (อายตนะ
ภายใน).
initial application วิตก.
inquiry วิมังสา, ปริปุจฉา.
insight ญาณ, วิปัสสนา.
insight development วิปัสสนาภาวนา.
insight into the hearts of others ปรจิตตวิชานน์,
เจโตปริยญาณ.
insistence อภินิเวส.
instigated adj. สสังขาริก.
instruction อนุสาสนี, สาสนะ.
integrity อาชชวะ.
intention สังกัปปะ, อธิปปายะ, เจตนา.
intimation วิญญัติ.
intoxicant มัชชะ, นํ้าเมา, สุราเมรัย.
intoxicant, mental อาสวะ.
intrepidity เวสารัชชะ.
investigation วิจัย, สันตีรณะ, วิโลกนะ.
investigation of the Dhamma ธัมมวิจยะ, ธรรม-
วิจัย.
invitation การนิมนต์, อาราธนา, ปวารณา.
issuer of meals ภัตตุเทศก์.
J
jealousy อิสสา, ความริษยา.
jewel รัตนะ (ใน “รัตนตรัย”).
joy โสมนัส, (เจตสิก) สุข, ปีติ, มุทิตา. ดู sympathetic
joy.
K
Kamma; Karma กรรม.
karmically acquired adj. อุปาทินนะ, กรรมชะ.
killing ปาณาติบาต.
kindly speech ปิยวาจา.
kinsman ญาติ.
knowable things เญยยธัมม์, ไญยธรรม.
knowing and seeing ญาณทัสสนะ.
knowledge ญาณ, วิชชา.
L
laity, the พวกคฤหัสถ์, พวกชาวบ้าน.
lamentation ปริเทวะ.
latent bias อนุสัย.
latent tendency อนุสัย.
Law, the พระธรรม.
lay devotee อุบาสก อุบาสิกา.
lay disciple อุบาสก, คฤหัสถสาวก.
lay follower อุบาสก, พุทธศาสนิกฝ่ายคฤหัสถ์.
laying down การบัญญัติ(สิกขาบท). v. to lay down.
layman คฤหัสถ์.
laziness โกสัชชะ, อาลัสยะ.
learner เสขะ.
learning สุตะ, สิกขา.
legal question อธิกรณ์.
Lesser Vehicle หีนยาน.
lethargy ถีนะ.
lethargy and drowsiness ถีนมิทธะ.
letter อักขระ, พยัญชนะ.
liberality ทาน, จาคะ.
liberation วิโมกข์, วิมุตติ.
life-faculty ชีวิตินทรีย์.
life-principle ชีวะ, ชีวิตินทรีย์.
life-span อายุ, ชีวกาล, ชนมกาล, อายุกัป.
lightness ลหุตา.
liquor สุรา.
livelihood อาชีวะ.
living in befitting places ปฏิรูปเทสวาส.
living within one’s means สมชีวิตา.
loathsome 373 misconduct
loathsome adj. ปฏิกูล. n. loathsomeness.
lodgings เสนาสนะ.
longings อิจฉา (ความอยาก).
love เปมะ, เปรม.
loving-kindness เมตตา.
lunar adj. ทางจันทรคติ.
lunar calendar ปฏิทินจันทรคติ.
lust ราคะ.
lusting wish ฉันทราคะ.
lying; lying speech ดู false speech.
M
magical power อิทธิปาฏิหาริย์.
Mahayana มหายาน (นิกายพระพุทธศาสนาฝ่าย
เหนือ).
maintaining; maintenance อนุรักขนา.
malice อาฆาต.
malicious speech ปิสุณาวาจา, เปสุญวาท.
malleability มุทุตา.
management วิธาน, สังวิธาน (การจัดการ).
manifestation ปัจจุปัฏฐาน.
manner ปริยาย, อาการ.
marvel ปาฏิหาริย์.
masculinity ปุริสภาวะ, ปุริสินทรีย์.
mass สมูหะ, ฆนะ.
Master, the พระศาสดา, พระบรมศาสดา.
mastery วสี.
material gifts อามิสทาน.
material happiness สามิสสุข.
material qualities รูปธรรม, รูป.
material things อามิส.
material worship อามิสบูชา.
matricide มาตุฆาต.
matrix มาติกา.
matted-hair ascetic ชฎิล.
matter รูป.
maturity ปริปากะ.
meal ภัต, โภชนะ.
mealtime ภัตตกาล.
meaning อรรถ.
meanness มัจฉริยะ.
means อุปายะ, อุบาย, วิธี, ปโยคะ.
medicine เภสัช.
meditation ฌาน, ภาวนา.
meditator ฌายี, ผู้บำ เพ็ญฌาน, นักฌาน, ผู้เจริญ
ภาวนา.
meekness โสวจัสสตา.
mental adj. เจตสิกะ (ทางใจ).
mental action มโนกรรม.
mental activities เจตสิก.
mental adjuncts เจตสิก.
mental avenue มโนทวาร.
mental body นามกาย.
mental coefficients เจตสิก.
mental concomitants เจตสิก.
mental factors เจตสิก.
mental formations; mental functions มโน-
สังขาร, จิตตสังขาร.
mental formations สังขาร (ในขันธ์ 5).
mental good conduct มโนสุจริต.
mental happiness เจตสิกสุข.
mental image นิมิต, นิมิตต์.
mentality นาม, นามธรรม, เจตสิก.
mental misconduct มโนทุจริต.
mental object ธรรมารมณ์.
mental pain เจตสิกทุกข์.
mental qualities เจตสิก.
mercy ทยา, อนุทัย (ความปรานีเอ็นดู).
merit บุญ.
meritorious action บุญกรรม.
message พระธรรม, คำ สอน.
Middle Path, the มัชฌิมาปฏิปทา.
Middle Way, the มัชฌิมาปฏิปทา.
mind จิต, มโน, นาม.
mind culture ภาวนา.
mindfulness สติ.
mindfulness on breathing อานาปานสติ.
mind object ดู mental object.
miracle ปาฏิหาริย์.
misapprehension of virtue and duty สีลัพพต-
ปรามาส.
misconduct ทุจริต, มิจฉาจาร.
miserliness 374 nutritive essence
miserliness มัจฉริยะ.
misery ทุกข์. adj. miserable มีทุกข์, เป็นทุกข์.
mode อาการ.
moderation มัตตัญญุตา (~ in eating = โภชเน-
มัตตัญญุตา).
moment ขณะ.
momentary concentration ขณิกสมาธิ.
momentary joy ขณิกาปีติ.
monastery วัด, อาราม, วิหาร.
monastic life พรหมจรรย์, ชีวิตสมณะ.
monk ภิกขุ, ภิกษุ, สมณะ.
monument ถูปะ, สถูป, เจติยะ, เจดีย์.
moral achievement สีลสมบัติ, สีลสัมปทา.
moral dread โอตตัปปะ.
moral failure สีลวิบัติ.
moral habit ศีล.
morality ศีล.
moral shame หิริ.
mortal มัจจะ (ผู้ต้องตาย = สัตว์).
motion ญัตติ, ญัติ; วาโยธาตุ.
mundane adj. โลกิยะ, โลกีย์.
my-making มมังการ.
N
naked ascetic อเจลก.
name นาม.
name and form นามรูป.
natural virtue ปกติศีล.
negligence ปมาทะ, ความประมาท.
neighbourhood concentration อุปจารสมาธิ.
neither-pain-nor-pleasure อทุกขมสุข, อุเบกขา-
เวทนา.
Neither Perception Nor Non-Perception, Sphere
of เนวสัญญานาสัญญายตนะ.
neutrality, specific ตัตรมัชฌัตตตา.
newly ordained monk นวกภิกษุ.
next life; next world ปุนชาติ, ปุนภพ, ชาติหน้า,
ปรโลก.
Nibbàna; Nirvàõa นิพพาน.
Nibbàna without any remainder of existence
อนุปาทิเสสนิพพาน.
Nibbàna with remainder of existence สอุปาทิ-
เสสนิพพาน.
niggardliness มัจฉริยะ.
nihilism นัตถิกวาท, นัตถิกทิฏฐิ.
noble adj. อริยะ, อารยะ.
noble disciple อริยสาวก.
noble discipline อริยวินัย (แบบแผนของอารยชน).
Noble Eightfold Path, the อริยอัฏฐังคิกมัคค์,
อารยอัษฎางคิกมรรค.
noble one อริยบุคคล.
noble treasure อริยทรัพย์.
Noble Truths, the Four อริยสัจจ์ 4, จตุราริยสัจจ์.
noble wealth อริยทรัพย์.
non-covetousness อนภิชฌา.
non-cruelty อวิหิงสา.
non-delusion อโมหะ.
non-greed อโลภะ.
non-hate; non-hatred อโทสะ, อพยาบาท.
non-ill-will อพยาบาท.
non-injury อหิงสา.
non-obstruction อวิโรธนะ.
non-opposition อวิโรธนะ.
Non-Returner อนาคามี.
Non-Returning, fruition of อนาคามิผล.
Non-Returning, path of อนาคามิมรรค.
non-self; non-soul อนัตตา.
non-violence อหิงสา, อวิหิงสา.
norm ธรรม.
nose ฆานะ.
Nothingness, Sphere of อากิญจัญญายตนะ.
not-self adj. อนัตตา.
novice สามเณร.
novitiate สามเณร, นวะ.
nun ภิกษุณี.
nutrient; nutriment อาหาร.
nutritive essence โอชา.
obedience 375 practice
O
obedience โสวจัสสตา.
object อารมณ์.
objective-field วิสัย.
objectivity ตถตา.
oblation พลี, พลีกรรม.
obligations ปาติโมกข์, กิจ, ธุระ, พันธะ.
observance อุโบสถ, วัตร, การรักษา (ศีลเป็นต้น).
obsession ปริยุฏฐานะ, ปปัญจะ.
obstinacy ถัมภะ.
obstruction นิวรณ์. ดู hindrance.
octad อัฏฐกะ (หมวดแปด).
odorous object คันธารมณ์.
odour คันธะ.
offence อาบัติ.
offering พลี, ทักขิณา, ทักษิณา, บูชา.
old age ชรา.
olfactory organ ฆานะ.
omen นิมิต; good omen มงคล.
omnipotent adj. สัพพาภิภู.
omniscience สัพพัญญุตา.
Omniscient, the พระสัพพัญญู.
Once-Returner สกทาคามี.
Once-Returning, fruition of สกทาคามิผล.
Once-Returning, path of สกทาคามิมรรค.
one-pointedness of mind เอกัคคตา, จิตตัสเส-
กัคคตา.
onlooking-equanimity อุเบกขา.
opposite adj. ปฏิปักข์.
Order, the พระสงฆ์, คณะสงฆ์.
ordinary man ดู worldling.
ordination อุปสัมปทา, การอุปสมบท. v. to be
ordained.
origin สมุทัย.
Origin of Suffering ทุกขสมุทัย, สมุทัย.
origination สมุฏฐาน.
other world ปรโลก.
outer sense-sphere พาหิรายตนะ (อายตนะภาย
นอก).
outcast วสละ (คนถ่อย, ~ตํ่าทราม)
outcaste จัณฑาล.
overcoming ปหานะ.
ownership, the bliss of อัตถิสุข (สุขเกิดจากความ
มีทรัพย์).
P
pain ทุกข์.
painful feeling ทุกขเวทนา.
Pali Canon พระไตรปิฎก.
Parinirvana ปรินิพพาน.
parricide มาตุฆาตหรือปิตุฆาต.
partiality ฉันทาคติ.
passing away มรณะ, กาลกิริยา.
Path, the มรรค.
patience ขันติ, ขมะ.
patricide ปิตุฆาต.
peace สันติ, อุปสมะ.
penetration ปฏิเวธ, นิพเพธ.
pentad ปัญจกะ (หมวดห้า).
perception สัญญา.
perdition วินิบาต.
Perfect One, the พระตถาคต.
perfection บารมี.
perfectness สัมปัตติ, สมบัติ.
peril อาทีนพ, ภัย.
perplexity วิจิกิจฉา.
person บุคคล.
perspicuity ปฏิภาณ.
perversion วิปัลลาส.
physical adj. กายิกะ (ทางกาย). ดู bodily.
physical basis of mind หทัยวัตถุ.
plane ภูมิ.
pleasant feeling สุขเวทนา.
pleasing adj. ปาสาทิกะ (น่าเลื่อมใส).
pleasure สุข.
posture อิริยาบถ.
power พละ.
practice การปฏิบัติ, ปฏิปทา.
praise 376 refuse-rag-robe
praise วัณณะ (คำ สรรเสริญ), ปสังสา.
preaching เทศนา. v. to preach.
precept สิกขาบท, (ข้อ) ศีล.
preceptor อุปัชฌาย์.
predominance อธิปไตย.
prejudice อคติ.
preliminary duties บุพกิจ.
preparation บริกรรม (การตระเตรียม).
presumption สารัมภะ.
previous benefactor บุพการี.
previous life ปุริมชาติ, บุพชาติ, ชาติก่อน.
pride มานะ, มทะ.
priest นักบวช, พราหมณ์.
primary element มหาภูต.
privilege อานิสงส์.
probation ปริวาส.
probationer สิกขมานา.
proclamation อนุสาวนา.
proficiency ปาคุญญตา; โกศล.
proficiency as to progress อายโกศล.
proficiency as to regress อปายโกศล.
proficiency as to the means of success อุปาย-
โกศล.
proficiency in knowing gain อายโกศล.
proficiency in knowing loss อปายโกศล.
proficiency of method อุปายโกศล.
profitable adj. กุศล.
profound adj. คัมภีร์, ลึกซึ้ง.
prompted adj. สสังขาริก.
propagation การเผยแผ่.
property สมบัติ.
prose; prose-exposition วยากรณะ, ไวยากรณ์
(คำ ร้อยแก้ว).
prosperity สัมปทา.
protection อารักขา.
provenance นิทาน (เหตุ, ที่มา).
psychic power อภิญญา.
pupil สัทธิวิหาริก หรือ อันเตวาสิก, ศิษย์.
Pure Abodes สุทธาวาส.
purification วิสุทธิ.
purity ปาริสุทธิ, วิสุทธิ.
purport อธิปบาย (นัยประสงค์).
pursuit อนุโยค.
Q
quadruped สัตว์จตุบท.
quality คุณ, ลักษณะ, องค์.
quarrel กลหะ, วิวาท.
quarter ทิศ (ทิสา).
quest เอสนา, คเวสนา, ปริเยสนา.
question ปัญหา.
quiet n. สมถะ. adj. วิวิตต์ (สงัด).
R
radiation เตโชธาตุ; การแผ่ (เมตตา บุญกุศล ฯลฯ).
rag-robe บังสุกุลจีวร.
rains-residence; rains-retreat จำ พรรษา, วัสสา-
วาสะ.
rapture ปีติ.
reaching ปัตติ (การบรรลุ).
reality ตถตา, ยถาภูตธรรม.
realization สัจฉิกิริยา, สัจฉิกรณะ, อธิคม (การทำ
ให้แจ้ง, การบรรลุ).
reappearance อุปบัติ.
reason การณะ, โยนิ, วิมังสา.
rebirth ปุนภพ, ชาติใหม่, การเกิดใหม่.
recipient ปฏิคาหก, ลาภี.
recitation การสาธยาย, การสวด. v. to recite.
recluse สมณะ.
recollection อนุสติ.
reconciliation ปฏิสาราณียกรรม.
reconnection ปฏิสนธิ.
rectitude อุชุกตา.
refectory ภัตตัคคะ (โรงฉัน, หอฉัน).
refraining สังยมะ, สัญญมะ, เวรมณี.
refuge สรณะ.
Refuge, the Threefold ไตรสรณะ.
refuse-rag-robe บังสุกุลจีวร.
registration 377 rumination
registration ตทารมณ์, ตทาลัมพนะ.
rehearsal สังคีติ, สังคายนา.
reincarnation อวตาร (ตามคติพราหมณ์, ฮินดู).
relative; relation ญาติ.
relaxation ปัสสัทธิ.
release วิโมกข์, วิมุตติ.
relics (of the Buddha) พระธาตุ, พระสารีริกธาตุ.
relief ภาพสลักนูน, รูปนูน.
relinking ปฏิสนธิ.
remembrance of previous births ปุพเพนิวาสา-
นุสสติญาณ.
remorse วิปฏิสาร, กุกกุจจะ.
renouncing ปริจจาคะ.
renown กิตติ, กิตติศัพท์.
renunciation เนกขัมมะ. v. to renounce.
repairs นวกรรม, ปฏิสังขรณ์.
reprover โจทก์.
reproving โจทนา. v. to reprove.
repugnance ปฏิฆะ.
repulsion ปฏิฆะ.
repulsive adj. ปฏิกูล.
requisite บริขาร, ปัจจัย.
resentment ปฏิฆะ.
resistance ปฏิฆะ.
resolution อธิโมกข์, อธิมุติ; (วินัย) กรรมวาจา.
resolve อธิษฐาน, อธิมุติ.
resort โคจร.
respect คารวะ.
respectable person ครุฐานียบุคคล.
restlessness อุทธัจจะ, วิชัมภิตา.
restoration โอสารณา; ปฏิสังขรณ์.
restraint สังวร, สังยมะ.
restraint of the senses อินทรียสังวร.
result ผล, วิบา

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รัตนะทาส
เราขอเป็นทาสแห่งพระรัตนะตรัยทุกภพชาติจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน
Global Moderator
รัตนะคณะชั้นโท
*****

ได้รับอนุโมทนาสาธุการ 27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 234



พลังความเพียรในการโพสต์กระทู้
0%

:
Windows XP Windows XP
:
MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0


« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:47:57 PM »





383
Cattàri Ariyasaccàni
The Four Noble Truths
1. Dukkha§ Ariyasacca§.
The Noble Truth of Suffering.
2. Dukkhasamudayo Ariyasacca§.
The Noble Truth of the Cause of Suffering.
3. Dukkhanirodho Ariyasacca§.
The Noble Truth of the Cessation of Suffering.
4. Dukkhanirodhagàminãpañipadà àriyasacca§.
The Noble Truth of the Path leading to the Cessation of Suffering,
Ariya-Aññhaïgika-Magga
The Noble Eightfold Path
1. Sammàdiññhi Right Understanding
2. Sammàsaïkappa Right Thought
3. Sammàvàcà Right Speech
4. Sammàkammanta Right Action
5. Sammààjãva Right Livelihood
6. Sammàvàyàma Right Effort
7. Sammàsati Right Mindfulness
8. Sammàsamàdhi Right Concentration
Pa¤ca-Khandha
The Five Aggregates of Existence
1. Råpa-khandha Aggregate of Corporeality
2. Vedanà-khandha Aggregate of Feeling
3. Sa¤¤à-khandha Aggregate of Perception
4. Saïkhàra-khandha Aggregate of Mental Formations
5. Vi¤¤àõa-khandha Aggregate of Consciousness
Ti-Lakkhaõa
The Three Characteristics of Existence
1. Sabbe saïkhàrà aniccà. All conditioned things are impermanent.
2. Sabbe saïkhàrà dukkhà. All conditioned things are subject to stress and conflict.
3. Sabbe dhammà anattà. All things are not-self or soulless.
384
Pañicca-Samuppàda
The Dependent Origination
Avijjàpaccayà Saïkhàrà Dependent on Ignorance arise Kamma-
Formations.
Saïkhàrapaccayà Vi¤¤àõa§ Dependent on Kamma-Formations arises
Consciousness.
Vi¤¤àõapaccayà Nàmaråpa§ Dependent on consciousness arise Mind
and Matter.
Nàmaråpapaccayà Saëàyatana§ Dependent on Mind and Matter arise the
Six Sense-Bases.
Saëàyatanapaccayà Phasso Dependent on the Six Sense-Bases arises
Contact.
Phassapaccayà Vedanà Dependent on Contact arises Feeling.
Vedanàpaccayà Taõhà Dependent on Feeling arises Craving.
Taõhàpaccayà Upàdàna§ Dependent on Craving arises Clinging.
Upàdànapaccayà Bhavo Dependent on Clinging arises the Process
of Becoming.
Bhavapaccayà Jàti Dependent on the Process of Becoming
arises Birth.
Jàtipaccayà Jarà-maraõa§ soka-paridevadukkha-
domanass-upàyàsà sambhavanti
Dependent on Birth arise Decay and Death,
sorrow, lamentation, pain, grief and
despair.
Evametassa kevalassa dukkhakkhandhassa
samudayo hoti.
Thus arises the whole mass of suffering.
ความเป็นมาของพจนานุกรมพุทธศาสตร์
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺฺโต ได้จัดทำ พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ไทย–บาลี–อังกฤษ
เล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งเสร็จสิ้น (เป็นฉบับที่มุ่งคำ แปลภาษาอังกฤษ ไม่มีคำ อธิบาย ต่อมาได้เริ่มขยายให้พิสดารใน พ.ศ.
๒๕๑๓ แต่พิมพ์ถึงอักษร “ฐ” เท่านั้นก็ชะงัก) และในเดือนกันยายน ปีเดียวกันนั้น ก็ได้เริ่มงานจัดทำ พจนานุกรมพระ
พุทธศาสนา ที่มีคำ อธิบาย ๒ ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งหมวดธรรม แต่เมื่อทำ จบเพียงอักษร “บ”
ก็ต้องหยุดค้างไว้ เพราะได้รับการแต่งตั้งโดยไม่รู้ตัวให้เป็นผู้ช่วยเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แล้วหันไปทุ่ม
เทกำ ลังและอุทิศเวลาให้กับงานด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ จนถึงพ.ศ. ๒๕๑๕ จึงได้หวนมาพยายามรื้อฟื้นงาน
พจนานุกรมขึ้นอีก
คราวนั้น พระมหาสมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ (ต่อมาเป็นพระวิสุทธิสมโพธิ ดำ รงตำ แหน่งรองเลขาธิการมหาจุฬา-
ลงกรณราชวิทยาลัย) มองเห็นว่างานมีเค้าที่จะพิสดารและจะกินเวลายาวนานมาก จึงได้อาราธนาพระมหาประยุทธ์ (เวลา
นั้นเป็นพระศรีวิสุทธิโมลี และต่อมาเลื่อนเป็น พระราชวรมุนี) ขอให้ทำ พจนานุกรมขนาดย่อมขึ้นมาใช้กันไปพลางก่อน
พระศรีวิสุทธิโมลี ตกลงทำ งานแทรกนั้นจนเสร็จ ให้ชื่อว่า พจนานุกรมพุทธศาสตร์ มีลักษณะเน้นเฉพาะการรวบรวม
หลักธรรม โดยจัดเป็นหมวดๆ เรียงตามลำ ดับเลขจำ นวน และในแต่ละหมวดเรียงตามลำ ดับอักษร แล้วได้มอบงานและ
มอบทุนส่วนหนึ่งให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจัดพิมพ์เผยแพร่ จำ หน่ายเก็บผลประโยชน์บำ รุงการศึกษาของพระ
ภิกษุสามเณร เริ่มพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๕ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงเสร็จ
ต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๒ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ๘,๐๐๐ เล่ม
นอกจากนั้น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้จัดจำ หน่ายเพิ่มขึ้น และผู้เรียบเรียงเองจัดแจกเป็นธรรมทานเพิ่มเติมบ้าง
เป็นรายย่อย หนังสือหมดสิ้นขาดคราวในเวลาไม่นาน
ส่วนงานจัดทำ พจนานุกรมพุทธศาสนา ฉบับเดิม ยังคงค้างอยู่สืบมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๒๑ ผู้จัดทำ จึงมีโอกาส
รื้อฟื้นขึ้นอีก คราวนี้เขียนเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เน้นคำ อธิบายภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษมีเพียงคำ แปลศัพท์หรือความ
หมายสั้นๆ งานขยายจนมีลักษณะเป็นสารานุกรม เขียนไปได้ถึงอักษร “ข” มีเนื้อความประมาณ ๑๑๐ หน้ากระดาษ
พิมพ์ดีดพับสาม (ไม่นับคำ อธิบายศัพท์จำ พวกประวัติ อีก ๗๐ หน้า) ก็หยุดชะงัก เพราะในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ นั้นเอง มี
เหตุให้ต้องหันไปเร่งรัดงานปรับปรุงและขยายความหนังสือพุทธธรรม ซึ่งกินเวลายืดเยื้อมาจนถึงพิมพ์เสร็จรวมประมาณ
สามปี งานพจนานุกรมจึงค้างอยู่เพียงนั้นและจึงยังไม่ได้จัดพิมพ์
อีกด้านหนึ่ง เมื่อวัดพระพิเรนทร์จัดงานรับพระราชทานเพลิงศพ พระครูปลัดสมัย กิตฺติทตฺโต เจ้าอาวาสวัด
พระพิเรนทร์ ใน พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชวรมุนี ได้จัดทำ พจนานุกรม ประเภทงานแทรกและเร่งด่วนขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เป็น
ประมวลศัพท์ในหนังสือเรียนนักธรรมทุกชั้น และเพิ่มศัพท์ที่ควรทราบในระดับเดียวกันเข้าอีกจำ นวนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับครู นักเรียน นักธรรม มีเนื้อหา ๓๗๓ หน้า เท่าๆ กันกับพจนานุกรมพุทธศาสตร์ (๓๗๔
หน้า) เสมือนเข้าชุดเป็นคู่กัน เล่มพิมพ์ก่อนเป็นที่ประมวลธรรมซึ่งเป็นหลักการหรือสาระสำ คัญของพระพุทธศาสนา
ส่วนเล่มพิมพ์หลังเป็นที่ประมวลศัพท์ทั่วไปเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อธิบายพอใช้ประโยชน์อย่างพื้นๆ ไม่กว้างขวางลึก
ซึ้ง
ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ มีท่านผู้ศรัทธาเห็นว่า พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ขาดคราว จึงขอพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ทราบ ก็ขอร่วมสมทบพิมพ์ด้วย เพื่อได้ทำ หน้าที่ส่งเสริมวิชาการทางพระพุทธศาสนา กับ
ทั้งจะได้เก็บผลกำ ไรบำ รุงการศึกษาในสถาบัน และได้ขยายขอบเขตออกไปโดยขอพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับครู
นักเรียน นักธรรม ด้วย แต่ผู้เรียบเรียงประสงค์จะปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือทั้งสองเล่มนั้นก่อน อีกทั้งยังมีงานอื่น
ยุ่งอยู่ด้วย ยังเริ่มงานปรับปรุงทันทีไม่ได้ จึงต้องรั้งรอจนเวลาล่วงมาช้านาน ครั้นได้โอกาสก็ปรับปรุงเพิ่มเติม
386
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ก่อนจนเสร็จ แล้วเริ่มดำ เนินการเกี่ยวกับการจัดพิมพ์ ระหว่างนั้น มีงานอื่นแทรกอยู่เรื่อยๆ
ต้องรอโอกาสที่จะปรับปรุงอีกเล่มหนึ่งที่เหลืออยู่ และได้ตั้งใจว่าจะพิมพ์ตามลำ ดับเล่มที่ปรับปรุงก่อนหลัง
ในการพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ มีข้อพิจารณาที่จะต้องตัดสินใจและปัญหาที่จะต้องแก้ไขหลายอย่าง
รวมทั้งการทดลองและตรวจสอบเกี่ยวกับความสามารถในการพิมพ์ด้วย ซึ่งล้วนเพิ่มความล่าช้าให้แก่การจัดพิมพ์ โดย
เฉพาะคือการพิมพ์ภาษาบาลีด้วยอักษรโรมัน ซึ่งในการพิมพ์ครั้งใหม่นี้มีตัวบาลีโรมันเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว หลังจากผ่านพ้น
เวลาช้านานในการปรึกษาสอบถามและศึกษางานกับโรงพิมพ์ใหญ่โตบางแห่งแล้ว ก็พอยุติได้ว่า ในประเทศไทยคงมีโรง
พิมพ์เพียง ๒ แห่งเท่านั้นที่มีอุปกรณ์ครบครันพอจะพิมพ์อักษรบาลีโรมันได้ตรงตามแบบนิยมอย่างแท้จริง แต่ก็ติดขัด
ปัญหาใหญ่ว่าแห่งหนึ่งต้องใช้ทุนพิมพ์อย่างมหาศาล อีกแห่งหนึ่งคงจะต้องพิมพ์อย่างช้าเป็นเวลาแรมปี
เมื่อได้พยายามหาทางแก้ปัญหาต่อไปอีกระยะหนึ่ง ก็มาลงเอยที่ทางออกใหม่ คือ สั่งซื้ออุปกรณ์ประกอบด้วย
จานบันทึกและแถบฟิล์มต้นแบบสำ หรับใช้พิมพ์อักษรบาลีโรมันจากบริษัทคอมพิวกราฟิค สิ้นเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท และ
สิ้นเวลารออีก ๒ เดือนเศษ อุปกรณ์จึงมาถึง ครั้นได้อุปกรณ์มาแล้วก็ปรากฏว่ายังใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ ต้องให้นักเรียง
พิมพ์ผู้สามารถหาวิธียักเยื้องใช้ให้สำ เร็จผล สิ้นเวลาพลิกแพลงทดลองอีกระยะหนึ่ง และแม้จะแก้ไขปัญหาสำ เร็จถึงขั้น
ที่พอนับว่าใช้ได้ ก็ยังเป็นการเรียงพิมพ์ที่ยากมาก นักเรียงพิมพ์คอมพิวกราฟิคส่วนมากพากันหลีกเลี่ยงงานนี้ แม้จะมี
นักเรียงพิมพ์ที่ชำ นาญยอมรับทำ งานนี้ด้วยมีใจสู้ ก็ยังออกปากว่าเป็นงานยากที่สุดที่เคยประสบมา ต้องทำ ด้วยความ
ระมัดระวังตั้งใจเป็นพิเศษ และกินเวลามากถึงประมาณ ๓ เท่าตัวของการเรียงพิมพ์หนังสือทั่วๆ ไป
ระหว่างระยะเวลาเพียรแก้ปัญหาข้างต้นนี้ ในช่วงเดือน เมษายน – มิถุนายน ๒๕๒๗ มูลนิธิ “ทุนพระพุทธ-
ยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ วัดพระเชตุพน ได้ขอพิมพ์หนังสือ Thai Buddhism in the Buddhist World
ของพระราชวรมุนี ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล ต.อ. ประเสริฐ รุจิรวงศ์ หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่ต้องใช้อักษรพิมพ์
บาลีแบบโรมันกระจายอยู่ทั่วไป แม้จะไม่มากมายนัก แต่ก็ได้กลายเป็นดังสนามทดสอบและแก้ปัญหาในการใช้อุปกรณ์
ที่สั่งซื้อมานี้ เป็นสนามแรก และนับว่าใช้ได้ผลพอสมควร
พอว่าหนังสือ Thai Buddhism สำ เร็จ แต่ยังไม่ทันเสร็จสิ้น ก็ถึงช่วงที่ ดร. สุจินต์ ทังสุบุตร ติดต่อขอพิมพ์
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับครู นักเรียน นักธรรม ในงานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์จิตร ทังสุบุตร ผู้เป็นบิดา เวลา
นั้น พจนานุกรมเล่มหลังนี้ได้เคยปรับปรุงเพิ่มเติมไว้บ้างแล้วเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะปรับปรุงจริงจังตามลำ ดับใน
โครงการ จึงตกลงว่าจะพิมพ์ตามฉบับเดิมโดยใช้วิธีถ่ายจากฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขแทรกลงบ้างเท่าที่จำ เป็น แต่
เมื่อต้นฉบับถึงโรงพิมพ์ โรงพิมพ์อ้างว่า ฉบับเดิมไม่ชัดพอที่จะใช้วิธีถ่าย จะต้องเรียงพิมพ์ใหม่ จึงกลายเป็นเครื่อง
บังคับว่าจะต้องพยายามปรับปรุงเพิ่มเติมให้เสร็จสิ้นไปเสียในการพิมพ์คราวนี้ทีเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนลงแรง
และเปลืองเวลาซํ้าซ้อนหลายคราว พอดีเกิดข้อยุ่งยากติดขัดทางด้านโรงพิมพ์เป็นอันมาก จนหนังสือเสร็จไม่ทันงานและ
ต่อมาเจ้าภาพต้องเปลี่ยนโรงพิมพ์ กลายเป็นโอกาสให้รีบเร่งงานปรับปรุงเพิ่มเติมแข่งไปกับกระบวนการพิมพ์ แม้จะไม่
อาจทำ ให้สมบูรณ์เต็มตามโครงการ แต่ก็สำ เร็จไปอีกชั้นหนึ่ง และทำ ให้เปลี่ยนลำ ดับกลายเป็นว่าเล่มที่กะจะพิมพ์ทีหลัง
กลับมาสำ เร็จก่อน
นอกจากนั้น การพิมพ์ของเจ้าภาพครั้งนี้ ได้กลายเป็นการอุปถัมภ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยไปด้วย เพราะ
ได้ลงทุนสำ หรับกระบวนการพิมพ์ขั้นต้นและขั้นกลางเสร็จสิ้นไปแล้ว เมื่อพิมพ์ใหม่ไม่ต้องเสียค่าเรียงพิมพ์และค่าทำ
แผ่นแบบพิมพ์ใหม่อีก ลงทุนเฉพาะขั้นกระดาษขึ้นแท่นพิมพ์และทำ เล่ม เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปเป็นอันมาก
อนึ่งในการพิมพ์ครั้งนี้ ได้มีข้อยุติที่สำ คัญอย่างหนึ่งด้วย คือ การปรับปรุงชื่อของพจนานุกรมทั้งสองให้เรียก
ง่าย พร้อมทั้งให้แสดงลักษณะที่แตกต่างกัน พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับครู นักเรียน นักธรรม เปลี่ยนเป็น
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ส่วน พจนานุกรมพุทธศาสตร์ เรียกใหม่ว่า พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับ
ประมวลธรรม
387
งานปรับปรุงและจัดพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ผ่านเวลามาถึงบัดนี้ ๑ ปีเศษแล้ว กะ
ว่าจะเสร็จสิ้นในระยะต้น พ.ศ. ๒๕๒๘ ระหว่างนี้ หนังสืออื่นๆ แม้แต่เล่มที่นับว่าพิมพ์ยาก ดังเช่นเล่มที่ออกชื่อแล้วข้าง
ต้น ก็สำ เร็จภายในเวลาอันสมควร ไม่ต้องนับหนังสือที่งานพิมพ์อยู่ในระดับสามัญ ซึ่งปล่อยงานให้ผู้ที่ขอพิมพ์รับภาระ
เองได้ เว้นแต่ตามปกติจะต้องขอพิสูจน์อักษรเพื่อความมั่นใจสักเที่ยวหนึ่ง
งานพิมพ์ระดับสามัญที่ผ่านไปในช่วงเวลานี้ รวมทั้งการพิมพ์ซํ้า ธรรมนูญชีวิต ประมาณ ๑๒ ครั้ง สมาคม
ศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พิมพ์ซํ้า ชาวพุทธกับชะตากรรมของสังคม ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พิมพ์ซํ้า (๒ ครั้ง) พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ มูลนิธิโกมลคีมทอง รวบรวมพิมพ์ ลักษณะสังคมพุทธ และ
สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย สำ นักพิมพ์เทียนวรรณพิมพ์ ค่านิยมแบบพุทธ และ รากฐานพุทธจริยศาสตร์ทางสังคม เพื่อ
สังคมไทยร่วมสมัย ซึ่งวีระ สมบูรณ์ แปลจากข้อเขียนภาษาอังกฤษของพระราชวรมุนี ที่ต่อมา CSWR มหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด นำ ลงพิมพ์ในหนังสือ Attitudes Toward Wealth and Poverty in Theravada Buddhism (ในชุด
CSWR Studies in World Religions) ซึ่งจะพิมพ์เสร็จในต้นปี ๒๕๒๘
ความที่กล่าวมานี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นการเกิดขึ้นของ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ท่ามกลางงานคู่เคียงและ
งานแทรกซ้อนทั้งหลาย พร้อมทั้งความยากและความละเอียดซับซ้อนของงานพิมพ์พจนานุกรมนี้ ที่ต่างจากหนังสือเล่ม
อื่นๆ
แม้ว่าพจนานุกรมทั้งสองนี้ จะเป็นผลงานธรรมทาน อุทิศแด่พระศาสนา เช่นเดียวกับหนังสืออื่นทุกเล่มของ
ผู้เรียบเรียงเท่าที่เคยพิมพ์เผยแพร่มาแล้ว ผู้ประสงค์สามารถพิมพ์ได้โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนสมนาคุณใดๆ
ก็จริง แต่ผู้เรียบเรียงก็มิได้สละลิขสิทธิ์ที่จะปล่อยให้ใครๆ จะพิมพ์อย่างไรก็ได้ตามปรารถนา ทั้งนี้ เพื่อจะได้มีโอกาส
ควบคุมดูแลความถูกต้องเรียบร้อยของงาน ซึ่งผู้เรียบเรียงถือเป็นสำ คัญอย่างยิ่ง
ไม่ว่าการพิมพ์จะยากลำ บากและล่าช้าปานใด เมื่อดำ เนินมาถึงเพียงนี้ ก็มั่นใจได้ว่าจะสำ เร็จอย่างแน่นอน
เจ้าภาพทั้งหลายผู้มีศรัทธาจัดพิมพ์เผยแพร่ ก็ได้สละทุนทรัพย์บำ เพ็ญกุศลธรรมทานให้สำ เร็จ เป็นอันลุล่วงกิจโปร่งโล่ง
ไป คงเหลือแต่เพียงมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเท่านั้น ที่มีเค้าจะประสบปัญหาและกลายเป็นปัญหา เนื่องจากได้แจ้ง
ขอพิมพ์พจนานุกรมทั้งสองนั้นอย่างละ ๑๐,๐๐๐ เล่ม ทั้งที่ตามความเป็นจริงยังไม่มีทุนทรัพย์ที่จะจ่ายเพื่อการนี้เลย
ทั้งนี้เพราะเหตุว่า แม้แต่เงินทุนสำ หรับใช้จ่ายในการดำ เนินการศึกษาที่เป็นงานหลักประจำ ในแต่ละวัน ก็ยังมีไม่เพียงพอ
การที่ตกลงใจพิมพ์พจนานุกรมจำ นวนมากมายเช่นนั้น ก็เป็นเพียงการแสดงใจกล้าบอกความปรารถนาออกไปก่อน แล้ว
ค่อยคิดแก้ปัญหาเอาทีหลัง
ทุนพิมพ์พจนานุกรมพุทธศาสน์
เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๗ พระราชวรมุนีได้เพียรพยายามครั้งล่าสุดในการหาโรงพิมพ์ที่สามารถพิมพ์
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ แต่ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับราคาค่าพิมพ์ที่สูงเกินไปบ้าง การพิมพ์ภาษาบาลีด้วยอักษรโรมันให้
สมบูรณ์ไม่ได้บ้าง ในที่สุดจึงหาทางออกด้วยการให้สั่งซื้ออุปกรณ์สำ หรับเรียงพิมพ์คอมพิวกราฟิคชุดที่พอจะพิมพ์อักษร
โรมันได้มาเป็นกรณีพิเศษ (ประกอบด้วยจานบันทึกและแถบฟิล์มต้นแบบ)
ช่วงเวลานั้น ประจวบเป็นระยะที่คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ บังเอิญได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชวร
มุนี และด้วยความมีนํ้าใจศรัทธาใฝ่อุปถัมภ์พระศาสนาและเกื้อกูลแก่พระสงฆ์ ก็ได้มาถวายกำ ลังในการบำ เพ็ญศาสนกิจ
ด้วยการอุปถัมภ์เกี่ยวกับภัตตาหารและยานพาหนะเป็นต้นอยู่เนืองนิตย์ ครั้นได้ทราบเรื่องที่พระราชวรมุนีเพียรแก้
ปัญหาอยู่ จึงได้ขวนขวายช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่โยมอุปถัมภ์จะทำ ได้ โดยเฉพาะด้วยการช่วยติดต่อกับโรงพิมพ์ และ
อำ นวยความสะดวกในการเดินทาง ครั้นได้ทราบต่อไปอีกว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยที่ขอพิมพ์
พจนานุกรมนั้น มีเพียงกำ ลังใจที่จะขอพิมพ์หนังสือ แต่ยังไม่มีทุนทรัพย์ที่จะใช้พิมพ์ คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ
ก็ได้เอื้ออำ นวยความอุปถัมภ์ในเรื่องนี้แก่มหาจุฬาลงกณราชวิทยาลัยด้วย
เบื้องแรก คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ ได้แสดงจาคเจตนาที่จะจัดหาทุนมาช่วยบ้างส่วนหนึ่ง ซึ่งคงจะพอ
เป็นทุนสำ หรับจ่ายค่าอุปกรณ์สำ หรับช่วยการเรียงพิมพ์อักษรบาลีแบบโรมัน ที่ได้ขอให้บริษัทอีสต์เอเชียติค จำ กัด สั่งซื้อ
จากประเทศสหรัฐอเมริกา มูลค่า ๒๔,๐๐๐ บาท แต่ต่อมาอีกเพียงสองสามวัน คือ ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ท่าน
ก็ได้ขยายความอุปถัมภ์ออกไปอีก โดยได้แจ้งแก่ผู้เรียบเรียงคือพระราชวรมุนี ว่าจะขอรับภาระดำ เนินการรวบรวมทุน
จัดพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ให้ทั้งหมด ภายในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยท่านจะทำ หน้าที่เป็นผู้ประสานงานบอก
กล่าวกันในหมู่ญาติมิตรและผู้สนิทสนมคุ้นเคยให้ร่วมกันบริจาคด้วยวิธีจัดเป็นทุนรวม ๓๐๐ ทุนๆ ละ ๑,๐๐๐ บาท
พระราชวรมุนี จึงได้นัดหมายพระเถระทางฝ่ายมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยไปรับทราบกุศลเจตนานั้น และจัดเตรียม
อนุโมทนาบัตรให้สำ หรับมอบแก่ผู้บริจาค
คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ ได้บอกกล่าวเชิญชวนท่านผู้ศรัทธาในวงความรู้จักของท่าน ข้อความที่ท่านใช้
บอกกล่าวเชิญชวนตอนหนึ่งว่า “นับว่าเป็นโอกาสอันดีของเราทั้งหลาย ที่จะได้มีส่วนเป็นผู้พิมพ์หนังสือทางวิชาการที่
สำ คัญเล่มนี้ ฝากไว้เป็นอนุสรณ์ในพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัยร่วมกัน อันจะยังประโยชน์ให้เกิด
อานิสงส์ทางปัญญาบารมี แก่ตัวผู้บริจาคเองและบุตรหลาน ทั้งยังเป็นการช่วยสงเคราะห์พระเณรให้ได้มีหนังสือที่จำ เป็น
ยิ่งนี้ไว้ใช้โดยเร็ว นอกจากนั้นผลที่จะตามมาก็คือ รายได้จากการจำ หน่ายหนังสือนี้ ก็จะได้ใช้ประโยชน์ในการบำ รุงการ
ศึกษาของพระเณร ...”
การเชิญชวนบริจาคทุนสร้างพจนานุกรมฯ นี้ คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ ได้เริ่มบอกกล่าวในหมู่ญาติ
มิตรสนิทก่อน ปรากฏว่ามีผู้ศรัทธาในงานบุญนี้มากเกินคาด การเชิญชวนจึงขยายวงกว้างออกไปจนได้เงินเกินกว่าที่
กำ หนดไว้ในเวลาอันรวดเร็ว
อนึ่ง ในระหว่างเวลารอคอยการพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม นี้ มหาจุฬาลงกรณ-
ราชวิทยาลัยก็ได้ขอพิมพ์ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ เพิ่มเข้ามาอีก และก็ยังไม่มีทุนที่จะพิมพ์ฉบับหลัง
นี้อีกเช่นกัน ผู้เชิญชวนและรวบรวมทุนเห็นเป็นโอกาสอันดีที่ท่านผู้มีศรัทธาบริจาคทั้งหลายจะได้บุญกุศลจากการนี้กว้าง
ขวางยิ่งขึ้น จึงได้เสนอพระราชวรมุนีขอให้ใช้เงินบริจาคซึ่งมีจำ นวนมากพอนี้เป็นทุนพิมพ์พจนานุกรมฯ ฉบับประมวล
ศัพท์ มอบให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเพื่อจำ หน่ายหาผลกำ ไรบำ รุงกิจการของมหาวิทยาลัยอีกเล่มหนึ่งด้วย และถ้า
หากยังคงมีเงินเหลืออยู่บ้าง ก็ขอให้เก็บไว้ในบัญชีเดิมนี้เพื่อสมทบเป็นทุนพิมพ์ในคราวต่อๆ ไป
389
อนึ่ง ทุนพิมพ์พจนานุกรมฯ นี้ ผู้รวบรวมทุนได้แสดงความประสงค์ที่จะให้เก็บไว้เป็นทุนสำ รองถาวร ของมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำ หรับพิมพ์ พจนานุกรมฯ ทั้งสองเล่มนี้โดยเฉพาะ เพื่อจะได้มีทุนพร้อมที่จะพิมพ์เพิ่มเติมได้
โดยไม่ขาดระยะ ฉะนั้น จึงได้ขอความร่วมมือจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ช่วยสงวนรักษาทุนนี้ไว้ โดยในการจัด
จำ หน่าย ขอให้หักต้นทุนหนังสือทุกเล่มที่จำ หน่ายได้ส่งคืนเข้าบัญชี “ทุนพิมพ์พจนานุกรมพุทธศาสน์” ซึ่งได้เปิดอยู่แล้ว
ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำ นักงานใหญ่ ดังกล่าวข้างต้น ส่วนผลกำ ไรทั้งหมด มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็จะได้นำ ไป
ใช้ในกิจการของมหาวิทยาลัยตามต้องการ ทั้งนี้ผู้รวบรวมได้ขออาราธนาพระราชวรมุนี ซึ่งการทำ งานของท่านได้เป็นเหตุ
ให้ผู้รวบรวมเกิดความดำ ริที่จะตั้งทุนนี้ ให้โปรดเป็นหลักในการรักษาบัญชีร่วมกับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยสืบต่อไป
“ทุนพิมพ์พจนานุกรมพุทธศาสน์” นี้ เป็นผลแห่งความเสียสละและความสามัคคี อันเกิดจากความมีจิตศรัทธา
ในพระพุทธศาสนา และธรรมฉันทะที่จะส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในธรรมให้แพร่หลาย ซึ่งจะให้สำ เร็จเป็นธรรมทานอัน
อำ นวยประโยชน์แก่ชนจำ นวนมาก ขอกุศลเจตนาและบุญกิริยาที่กล่าวมานี้จงเป็นปัจจัยดลให้ผู้ร่วมบริจาคทุกท่าน
เจริญงอกงามในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อได้ประสบแต่ความสุขและสรรพพร และขออัครทานคือการให้ธรรมแจกจ่ายความ
รู้และเผยแพร่ความดีงามครั้งนี้ จงเป็นเครื่องคํ้าชูสัทธรรมให้ดำ รงมั่นและแผ่ไพศาล เพื่อชักนำ มหาชนให้บรรลุประโยชน์
สุขอันไพบูลย์ตราบชั่วกาลนาน
รายนามผู้ร่วมพิมพ์หนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
(ในการพิมพ์ครั้งที่ ๑๓)
A. ผู้ระบุจำ นวนเงิน (บาท)
A1 ร.ต.อ. คงฤทธิ์ บุญญฤทธิ์พูลศิริ
2,000
A2 นายประสาน ทวีวรรณกิจ 500
A3 พี่น้องสมประเสริฐ 2,000
A4 น.ส.ศจีวรรณ ธรรมารัตน์ 500
A5 คุณนิตยา ขจรวิทยา 500
A6 คุณฐานะ จำ ปาขอม 5,000
A7 คุณอาจรีย์ แสงวัง 1,000
A8 นายไพบูลย์ ศิริจักรวาล 3,200
A9 น.ส.อำ ไพ จูฑะศรี 1,000
A10 นางมาลี สุจริตจันทร์ (ศิรินิมิตร
ผล) 1,500
A11 น.ท.จตุพล คุณอุษา โฉมทองดี
2,000
A12 คุณวัชรี วิญญรัตน์ 5,500
A13 คุณพัฒนา คุณปาริชาติ กนก-
นวพล และครอบครัว 1,000
A14 คุณอภิชัย ด.ช.ณัฐพีร์ ศรีอรุณ-
ลักษณ์ คุณพุทธชาติ กนกนวพล
2,000
A15 อาจารย์โกศล คุณอารีย์ ภาสวณิช
1,000
A16 อาจารย์วารุณี เลิศศิริ และครอบ
ครัว 1,750
A17 คุณนภารัตน์ สันตอรรณพ 1,000
A18 คุณอุไร บุญญะกรรจ์ 1,000
A19 คุณวิลาวัลย์ โถสุวรรณจินดา 100
A20 คุณนิธิพัชร คุณชุลีพร ชัยวัธน์
ตันติพลับทอง 1,000
A21 ด.ช. บุณย บุณยโยธิน 1,000
A22 คุณอุไรรัตน์ เจริญลัทธิทรัพย์ 500
A23 คุณดารุณี อุ่นเจริญ 500
A24 คุณกุลยศ ธิติเดชา 400
A25 ด.ญ.ภัทธิดา ด.ญ.สาธินี ภัทร
นาวิก 400
A26 คุณพรพิมล อิทธินันท์พงษ์ 200
A27 คุณพรพรรณ แซ่อึ้ง 300
A28 ด.ช.สาโรจน์ ศลโกสุม 160
A29 คุณประยุกต์ รักษาทรัพย์ 100
A30 ด.ช.ชัยพรรษ จิรวิภาส 340
A31 นพ.กมล พญ.เสริมสรี สินธวานนท์
5,000
A32 นายเมธี ศรีวิริยะเลิศกุล และ
ครอบครัว 500
A33 คุณลิลลี่ กิตะพาณิชย์ 10,000
A34 พญ.ปณิตา โสตสถิตย์ 3,000
A35 นาวาเอก ชานินท์ ลีลานนท์,
อาจารย์ศุภกฤต โสภิกุล 400
A36 คุณสุรศักดิ์ คุณพเยาว์ โกสิยะ
จินดา 2,000
A37 คุณกฤษพร พันธุ์ยิ้ม 500
A38 คุณเธียรชัย คุณปิยะวดี อารยางกูร
4,000
A39 มูลนิธิพุทธาภิวัทน์ 2,000
A40 คุณนัทที ศรีบัณฑิต 4,000
A41 คุณทนงศักดิ์ จุฑาเรืองมณี 4,000
A42 คุณอณัศ คุณสุรางค์ อังกาบสี
1,000
A43 คุณประยูรศรี ชื่นประดิษฐ 1,000
A44 นางสกล ไชยรักษ์ 1,000
A45 นายอุปกรณ์ นางกันยา ไชยรักษ์
1,000
A46 นายชำ นาญ นางกมลา เพชรมาลา
1,000
A47 นายอุปการ นางสุขุมาลย์ ไชยรักษ์
1,000
A48 น.ส.เอ็นดู ไชยรักษ์ 1,000
A49 นายศักดิ์สิทธิ์ ไชยรักษ์ 1,000
A50 นายอรรถพล ไชยรักษ์ 1,000
A51 นายเสริมเกียรติ ไชยรักษ์ 1,000
A52 คุณอรวรรณ เชิญรุ่งโรจน์ และ
ครอบครัว 3,000
A53 คุณจารุณี สุพัฒน์พิทักษ์ 500
A54 คุณดุสดี ตันติจรัสธรรม 500
A55 รศ. อรทัย โชตะมังสะ 1,000
A56 คุณมณี พึ่งธรรม และครอบครัว
1,500
A57 คุณนภัสสร เอื้อสลุง 1,000
A58 คุณนฤมล ตั้งตรงจิต 1,000
A59 คุณอรุณ คุณพัชรินทร์ สอนโกศล
500
A60 พ.ต.ท. รักษ์ คุณนิภา สืบสังข์ 500
A61 คุณกันยา, ไกรศร, กฤติยา, กณิก-
นันท์, มณีรัตน์ เลียนษี 10,000
A62 คุณสมเดช คุณทิวาพร อมรชูเดช
300
A63 คุณกานดา อารยางกูร, คุณบุบผา
– คุณธวัช คณิตกุล 3,000
A64 คุณพ่อเต๋าเจ็ง แซ่เฮง 2,000
A65 คุณพ่อสง่า คุณแม่ฉิน แท่งทอง
2,000
A66 พลโทสมพันธ์ เรืองไวทยะ 10,000
A67 คุณนฤชล–สะอาด–พุทธิรัต–ชนิดา–
กานต์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ 2,500
A68 คุณประทับ สูตะบุตร 600
A69 คุณจุฑารัตน์ สูตะบุตร 600
A70 คุณอัปสร วังสะวิบูลย์ 1,000
A71 คุณมัณฑรัตน์ ศรีฉายนาม 960
A72 คุณสุวนีย์ พีชผล 600
A73 อาจารย์อาภรณ์ จำ ปาทอง 600
A74 คุณแสงโสม ตันตราธิวุฒิ 600
A75 คุณสืบสาย ทรงสุรเวทย์ 600
A76 คุณกมล ทรงเจริญ 1,000
A77 คุณจุฑาทิพย์ ทรงเจริญ 1,000
A78 ด.ญ มลธิดา ทรงเจริญ 1,000
A79 ด.ช ไกรวิน ทรงเจริญ 1,000
A80 ด.ช ธราดล ทรงเจริญ 1,000
A81 นายมงคล นางปราณี วสุตมรัค
3,000
A82 รศ. ดร. พรรณราย ทรัพยะประภา
600
A83 นายเอกวิทย์ นางภัทรา ด.ญ ณฎา
ทรัพยะประภา 600
A84 นายมงคล ยิ้มประยูร 600
A85 คุณเนติ คุณอัญชลี แก้วเคน 500
A86 คุณทองดี คุณภรณ์วิภา ภาค-
วิวรรธน์ 500
A87 คุณกรรณิกา ปทีปโชติวงศ์ 200
A88 คุณกฤษณา ปทีปโชติวงศ์ 300
A89 คุณนพพร ชาญณรงค์ 1,000
A90 คุณนภาพร อัจฉราฤทธิ์ 200
A91 คุณวิชัย คุณพิมพ์พรรณ กัญจน-
พงศ์ 1,000
A92 คุณหยกฟ้า จิตรมิตร 1,000
A93 อาจารย์มานิต สาครินทร์ 1,000
A94 อาจารย์ยุพิน ธชาศรี 500
A95 คุณภาวนีย์ บุณวรรณ และครอบ
ครัว 500
A96 น.ส.วีรนารถ วงศ์ไวทยากูร 1,000
A97 น.ส.สุชญา มโนศิรินกูล 200
A98 ทพ.สิทธิ ส. คุณปรียา ศรีโสภาค
500
A99 คุณวีระวัฒน์ คุณพัศกาญจน์
จรัสสุริยงค์ 2,000
391
A100 นางวันเพ็ญ ภิรมย์โยธี 100
A101 คุณสุคนธ์ จุลละโพธิ 200
A102 คุณวิไลพร อัครพลวงศ์ 500
A103 นายทวีวัฒน์ อัครพลวงศ์ 200
A104 คุณไพศาล ฆโนทัย, คุณสิริรัตน์
บวรวัฒนุวงศ์ 2,000
A105 คุณวรเดช บวรปรีดานนท์ 100
A106 คุณปรีชา วราดรโกศล 500
A107 คุณเยาวเรศ จันทรเกษม 200
A108 คุณจินดา ชัยวัฒน์ 300
A109 คุณณัฐวรรณ ศรีศิวะเศรษฐ 500
A110 ครอบครัวเชิดจารีวัฒนานันท์
2,000
A111 ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม 1,000
A112 ศ.พญ.คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ
อยุธยา 2,000
A113 คุณอภินันท์ สินธุเดชะ 500
A114 คุณอมรพรรณ ชัยวัฒน์ 500
A115 คุณปฤษฐา อัมพะเศวต 500
A116 คุณบุญสม–สีนวล–นันทวัฒน์–ณัฐ
วรรณ ศิริธานันท์ 500
A117 คุณธำ รง คุณดวงจันทร์ ตระกูล
ยุทธชัย 2,000
A118 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม 200
A119 พญ.นิภา สุวรรณเวลา 5,000
A120 คุณนันทนัช เกลียวอรรคเดช
1,200
A121 นายธนิต นางอุบลฉัตร มาศรีนวล
5,000
A122 นางศิริพร พึ่งเย็น และครอบครัว
1,000
A123 นางวรรณี แซ่ลิ้ม และครอบครัว
500
A124 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม 100
A125 คุณจงจิต ตรีชดารัตน์ และครอบ
ครัว 300
A126 คุณสกล สมบูรณ์วิทย์ 2,000
A127 น.ส.วิศณี วัชรวงศ์ชัย 500
A128 นางธันฉนิต สุขสาคร และครอบ
ครัว 2,000
A129 คุณจันทร์ประภา คุณถาวร อโณ-
ทยานนท์ 1,000
A130 คุณนิตยา หยู่เอี่ยม 2,000
A131 นางจุฑารัตน์ น.ส.อมรรัตน์ จีน-
ประชา ผศ.ชูชีพ ด.ญ ณัฐศิริ ฉิม-
วงษ์ นายอัคร-พณธ์ ตันติเมธนันท์
350
A132 นายมนัส นางพรรษี บุญยัง 500
A133 นางจินตนา นันทไพบูลย์ 1,000
A134 คุณเธียร จ่างรัตศศพินทุ 100
A135 พญ.สุภาพ ประศาสน์วินิจฉัย
1,000
A136 พญ.ศรีประยูร ประศาสน์วินิจฉัย
1,000
A137 นายเชิดชัย สินวัฒนาเกษม 1,000
A138 นายจิตต์ นางอรวรรณ จัยวัฒน์
30,000
A139 นายอัมพวา นางทองจันทร์ ทอง
ไทย 10,000
A140 คุณอารี รัตตสัมพันธ์ 1,000
A141 น.ส.อัมพร พนารังสรรค์ 500
A142 น.ส.เกศริน พนารังสรรค์ 500
A143 น.ส.นิภาพร ประกอบนพเก้า 500
A144 นางดารณี พงษ์สาระนันทกุล 200
A145 พนักงานบริษัท โกเลย์บูเชล
(ประเทศไทย) จำ กัด 230
A146 อาจารย์ศิวพร กุลครอง และครอบ
ครัว 2,098
A147 คุณพัชนี กุลครอง 200
A148 อาจารย์ลาวัลย์ เที่ยงสกุล 1,000
A149 อาจารย์กาญจนา พลอยรุ่งโรจน์
และครอบครัว 500
A150 คุณวาสนา แซ่เอี้ย และครอบครัว
500
A151 อาจารย์สุมาลี กอไพศาล 200
A152 อาจารย์นิทรา อ้นจรูญ 102
A153 อาจารย์กรรณิกา นาควัชระ 100
A154 นางนิตยา บุลสมบัติ 500
A155 คุณบุญเจิด หลิมสุนทร 3,000
A156 คุณรำ ไพ โชติรัตน์ 500
A157 คุณพิชญา แดงสุภา 500
A158 น.ส.สายชล ธำ รงโชติ 1,000
A159 คุณจารรุณี แซ่เอี้ย 300
A160 นายอุดม สถาวระ 1,000
A161 นายศิริ นางศิริพร ด.ช.ธีรภัทร ศรี
มโนรถ 1,000
A162 คุณสรวงสุดา วิวัฒนากุล 500
A163 คุณสถาพร วิวัฒนากุล 200
A164 พระพิมล อุชุปฏิปันโน 1,000
A165 น.ส.เสาวภาค สุขสินชัย 1,000
A166 นายคงศักดิ์ กฤษณะสมิต 1,000
A167 นางผาสุข กฤษณะสมิต 1,000
A168 นางปัทมาวดี วรนิมมาน 1,000
A169 นายภัทรพล วรนิมมาน 1,000
A170 น.ส.วารีรัตน์ กฤษณะสมิต 1,000
A171 นายยศศิริ กฤษณสมิต 1,000
A172 น.ส.ศิริวรรณ กฤษณสมิต 1,000
A173 ด.ช.พริสร วรนิมมาน 1,000
A174 ด.ช.ภูรินท วรนิมมาน 1,000
A175 ด.ญ.พริมโรส วรนิมมาน 1,000
A176 นางดุษฎี พนมยงศ์ บุญทัศนกุล
1,000
A177 น.ส.ชนิกานต์ เกษชุมพล 200
A178 คุณวรรณี เกตุอินทรีย์ 4,000
A179 นายธวัชชัย ทองใบ 500
A180 คุณสุเมธ คุณสดศรี สาธิตพิฐกุล
และครอบครัว 500
A181 Kax M. Hamx 3,000
A182 คุณจงกล คุณลำ เจียก รัชนกูล
และครอบครัว 5,000
A183 พนักงานบริษัท ซิกนิตี้ (ประเทศ
ไทย) จำ กัด 100
A184 นางวิยะดา ตั้งศักดิ์สถิตย์ 500
A185 รศ.ดร.วิชัย วงศ์ใหญ่ 2,000
A186 นายเจริญศักดิ์ ปะละไทย 300
A187 นายเทวัญกานต์ มุ่งปั่นกลาง 500
A188 นางบัวลอย เที่ยวประดิษฐ์ 100
A189 นางทัศนีย์ เที่ยวประดิษฐ์ 200
A190 นางวลัยรัตน์ สุขวงศ์ 1,000
A191 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม 500
A192 คุณกิมเอง เกลียวอรรคเดช 200
A193 คุณผ่องพรรณ สุวรรณสุทธิ 100
A194 คุณสมพร สุทธิรักษ์ 100
A195 คุณสุพิชฌาย์ เกลียวอรรคเดช
100
A196 นายสุเทพ กมลเลิศ 500
A197 นางสามพัน นางพิมพ์จิรา นางทอง
เปลว 450
A198 พันเอกหญิงเพ็ญพรรณ สุวรรณ
เพ็ญ 500
A199 คุณวณี บางประภา 300
A200 นายอนันต์ เกษเกษมสุข 1,000
A201 คุณองุ่น, คุณสุชกาญจน์ 200
A202 รศ.ดร.ชมชื่น สมประเสริฐ คุณสม
ใจ สัตย์สิทตพงศ์ คุณจุรีรัตน์
บวศ 2,500
A203 นายจเร ศักดิ์พันธ์ และครอบครัว
500
A204 คุณจินตนา บุญญฐิติพันธ์ 100
A205 คุณเอื้อพร ธานี 200
A206 ผศ.เยาวมาลย์ หอธรรมรัตน์ 500
A207 ผศ.สุบิน, อาจารย์ปาริชาติ,
อาจารย์ณัฐนารี แก้วยัง 1,200
A208 ทพ.เบ็ญจพจน์ ทพ.ญ.ผุศดี ยศ-
เนืองนิตย์ 1,000
A209 คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช 5,000
A210 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม 40
392
A211 รศ.ดร.จักษ์ – ด.ญ.เมริกา – ด.ช.
มาริษ – นายชูศักดิ์ – นางประภา
ศรี – นางท้อ อัศวานันท์ 10,000
A212 นายอนวัช วัชรพิทักษ์กุล 200
A213 คุณวิชิต คุณดรุณี สาตรวาหา 100
A214 ผศ.ดร.พรชัย สาตรวาหา 600
A215 คุณเอก สาตรวาหา 1,000
A216 คุณประภัสสร สาตรวาหา 100
A217 คุณอายุวัฒน์ สาตรวาหา 100
A218 คุณอาทิตย์ คุณชมพูนุช สารท-
วาหา 100
A219 คุณนงนุช ทวีสิน 1,000
A220 ผศ.ดร.พัฒนี อุดมกะวานิช 1,000
A221 ผศ.รจิต วัฒนสินธุ์ 8,000
A222 นายชิวคี้ แซ่โง้ว นางเค็ง แซ่โกว
นายเชษฐ์ นายวิฑิต นางวิมลมาศ
ด.ช.แพน นายเศรษฐ นายกษิต น.
ส.สมใจ น.ส.สมทรง และนายพีระ
พนธ์ โสพัศสถิตย์ 10,000
A223 คุณกัญญารัตน์ ทรงภพ วริศรา
ชินกฤต ไกรแก้ว ศภวดี ธนรักษ์
จีรพันธ์ ประสงค์ จินตนพันธ์ จรูญ
สมใจ จินตนพันธ์ จุฑามาส สมยศ
โชติตา จารุโภคารัตน์ 240
A224 คุณภพ บูรณ์เสรี 300
A225 คุณพรศิลป์ รัตนชูเดช 100
A226 น.ส.วิมล ธรรมมงคล 500
A227 คุณชาญวิทย์ คุณเกษร อารยางกูร
3,000
A228 คุณสาริศา คุณชยกร อารยางกูร
1,000
A229 ผศ.ดร.นฤมล มารคแมน 500
A230 นพ.ศุภณ ศรีพลากิจ 1,000
A231 คุณจุฑาทิพ เปรมโยธิน 1,000
A232 อาจารย์สุรางค์ สุพิชญ์ 500
A233 อาจารย์นิรันดร์ ศรีวรกุล 200
A234 อาจารย์ชัชวาล คุณนภาพร ปุญปัน
2,000
A235 คุณอรจิต ภูแพ 1,000
A236 นพ.สง่า นิลวรางกูร 2,000
A237 คุณเต็มพรรณ ยอดมณี 10,000
A238 ดร.สุจินต์ คุณอรุณี ทังสุบุตร
5,000
A239 นายชาตรี นางสุดาวลี ด.ญ.ญาดา
ด.ญ.ณัฐธิดา โสตางกูร 2,000
A240 นายอภิชาติ นางสุวิมล ด.ช.สาริศ
ปั้นสนิท 2,000
A241 ด.ญ.ณัฐณิชา ด.ญ.สุชัญญา ด.ช.
ณดล นายชูศักดิ์ จูทะสมภากรณ์
และอริยา บัณฑิตยานนท์ 500
A242 คุณพรรณวดี คุณวีระ วศินวรรทนะ
9,000
A243 คุณอัจฉรี โกมลารชุน 2,000
A244 น.ส.วีณา มาตังคสมบัติ 500
A245 นายอำ นาจ ศักดิ์ชัชวาล 3,000
A246 รศ.ศรีจันทร์ วิชาตรง 500
A247 น.ส.นงค์ลักษณ์ โชติวิทยตนินทร์
500
A248 นายเรืองเดช ศรีวรรธนะ 300
A249 รศ.ประภาภัทร นิยม 3,000
A250 นางวรรณา ทรรพสุทธิ 300
A251 คุณอรทัย เมนทระ 500
A252 นางประกายบูลย์ ศิลาจำ รูญ 2,000
A253 คุณศิรินันท์ โนนบุญศรี 200
A254 คุณนพวรรณ–ไตรวัฒน์–ปัณฑารีย์
วิรยศิริ 3,000
A255 นพ.บุญเทียม เขมาภิรัตน์ 1,000
A256 นางจรีพร โฮ (ครอบครัว HO)
5,000
A257 พญ.ศรีธรรม ธนะภูมิ 6,000
A258 คุณนาม พูนวัตถุ 10,000
A259 ดร.โกศัลย์ คูสำ ราญ 10,000
A260 นพ.ยศยง ตั้งวิชิตกฤษ์ 6,000
A261 นางจันทร์แจ่ม สุวรรณเกสร 400
A262 น.ส.นิตยา หยู่เอี่ยม 7,500
A263 นางฟองแก้ว ประจุมาศ 1,500
A264 คุณยายรวม น.ส.วิภาพร เพียร
อุตส่าห์ 1,500
A265 นายบุญเจิด หลิมสุนทร 1,500
A266 นางศจี ปัทมสูต 1,500
A267 คุณสุพงษ์ คุณนารี ประจุมาศ
1,500
A268 นายถาวร นางจันทร์ประภา อโณ-
ทยานนท์ 1,125
A269 น.ส.สุนันทา อโณทยานนท์ 1,125
A270 น.ส.วรภา อโณทยานนท์ 1,125
A271 นางพุธชาติ ลักษณะสุต 750
A272 นางอัษฎาภรณ์ นายภาธร วงษ์วานิช
750
A273 น.ส.บวรพรรณ อัชกุล 750
A274 นายสถาพร นางมารยาท น.ส.
อันธิกา สุขไทย 750
A275 คุณกิ่งกาญจน์ อารักษ์พุทธนันท์
10,000
A276 นายไทร แซ่ตั้ง 10,000
A277 คุณสุชาติ โอฬารานนท์ 3,000
A278 คุณไพบูลย์ รศ.ดร.ประไพศรี ศิริ-
จักรวาล 5,000
A279 คุณสมบูรณ์ คุณวิทยา วิทยสิน-
ธนา 5,000
A280 คุณภัทรา วิทยสินธนา 3,000
A281 คุณศุภกร คุณศิวนารถ วิทยสิน-
ธนา 5,000
A282 คุณสมภพ ยศพยุงศักดิ์ 400
A283 คุณประคองจิต ศิริแสร์ 200
A284 คุณวีนา ศิวะถาวร และครอบครัว
100
A285 นายปรัชญ์นนท์ เต็มฤทธิกุลชัย
20,000
A286 คุณวิจิตรา มธุรส 500
A287 คุณวนิดา พนมไชย 300
A288 คุณศุภวัลย์ จุติเทพารักษ์ 200
A289 คุณพัชรินทร์ มลิทอง 100
A290 คุณยุพิน ธิติวรรธนะกุล 100
A291 คุณสุปรานี ชีรนรวณิชย์ 100
A292 คุณพงษธร จุติเทพารักษ์ 130
A293 คุณสายชล ศีลชัยทาน 100
A294 คุณสุวณีย์ เฮงหรี่ประสพโชค 100
A295 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม 100
A296 พ.อ.สถิตย์ คงโพธิ์รอด 1,000
A297 คุณวาสนา หนูไชยยะ ณ กาฬสินธุ์
2,000
A298 คุณวินัย ลู่วิโรจน์ 400
A299 คุณพิมพ์สุดา อนุตรยนตร์ชัย 400
A300 คุณพัชรินทร์ กลีบบรรจง และ
ครอบครัว 300
A301 คุณเต็มสิริ ปรัชญชรินกร และ
ครอบครัว 300
A302 คุณจงกิต ตรีชดารัตน์ และครอบ
ครัว 300
A303 คุณณัฏฐพงศ์ เอื้อใจ 200
A304 อาจารย์ณรงค์ จิระอุดมรัตน์
4,000
A305 คุณรุจ แสนโกศิก 1,500
A306 คุณวิชัย หงษ์ทอง 1,000
A307 คุณกฤษพร พันธุ์ยิ้ม 500
A308 คุณจิตรา ทะละวงศ์ 10,000
A309 คุณเมธี หงษ์น้อย 10,000
A310 คุณผกามาศ หงษ์น้อย 5,000
A311 คุณนฤมล หงษ์น้อย 5,000
A312 คุณสุรศักดิ์ คุณวทัยวรรณ กิติ-
พงษ์พัฒนา 4,000
A313 คุณคณิต คุณผุสดี มันตาภรณ์
4,000
A314 คุณยศวดี บุญ-หลง 4,000
393
A315 คุณวิเชียร คุณศรีวัลย์ เมฆ-
ตระการ 800
A316 คุณถิริพิทย์ คุณณัชชา เกษหอม
800
A317 คุณฌาน เกษหอม 400
A318 คุณจิรายุ ฤชุตระกูล 400
A319 คุณนิภา เทียนพงศา 400
A320 คุณสุภาณี ชาญวิณิชย์กุลชัย 400
A321 คุณประชารัฐ สงัดศัพท์ 400
A322 คุณประจิม คงโพธิ์รอด 400
A323 คุณอรทัย เวียงนนท์ 200
A324 คุณสุนัย คุณวันเพ็ญ มโนมัยอุดม
4,000
A325 คุณอารีย์ เตชะหรูวิจิตร 4,000
A326 พ.ต.อ.บริบูรณ์ คุณพัชรี วาราชนนท์
2,400
A327 คุณวันชัย งามวิริยะวงศ์ชัย 1,600
A328 คุณเสาวนีย์ พลอยไพเราะ และ
ครอบครัว 1,600
A329 คุณสุริยา แซ่จู และครอบครัว
1,600
A330 คุณชัยพงษ์ คุณมนต์สินี กิตติทวี-
เกียรติ 1,600
A331 คุณเสาวนีย์ และลูก วิรุณรัตนกิจ
1,600
A332 คุณสายพิณ ภิญญาธนาบัตร
1,600
A333 คุณทองอยู่ ฟุ้งเดช และครอบครัว
800
A334 คุณสุรีย์ศรี สุทธิพงศ์ 800
A335 คุณเพ็ญงาม ปุรณะวณิชย์ และ
ครอบครัว 800
A336 คุณนันทวรรณ ตั้งชัยสุข 800
A337 คุณวนิดา ทวีโชติช่วง และครอบ
ครัว 800
A338 คุณอรพิน เชยเดช และครอบครัว
800
A339 คุณวิชัย คุณวรรณา พรหมวิศิษฏ์
และครอบครัว 800
A340 คุณนิตยา วิรุณรัตนกิจ และบุตร
800
A341 คุณกนกพร ภิญญาธนาบัตร 800
A342 คุณนพดล นิรันดร์มงคล 800
A343 คุณพลสวัสดิ์ เจียวยี่ 800
A344 คุณยุวดี 800
A345 คุณโยษิตา แสงนํ้าไทย 480
A346 คุณพัชร คุณวุฒิปิติ 400
A347 คุณคำ ผู นาโคช้าง 400
A348 คุณฐิตินันท์ สุรัตนโสภณ 400
A349 คุณธนพินท์ ชยเดชบำ รุง 400
A350 คุณสุวรรณี ชยเดชบำ รุง 400
A351 คุณวิศิษย์ศักดิ์ มีกุศล และครอบ
ครัว 400
A352 คุณอำ นวยพร มงคลเสรีชัย 400
A353 น.อ.หญิง จริยา ผดุงกรรณ์ 400
A354 คุณวิไล ภิญญาธนาบัตร 400
A355 คุณทอฟ้า ภิญญาธนาบัตร 400
A356 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม 400
A357 คุณอัมพร จันทร์ตัน 400
A358 คุณสงวนศักดิ์ คุณณัฏฐินี เอื้อวิพุท
และครอบครัว 240
A359 ผศ.ลัดดา สวินทร 240
A360 คุณไพลาภ เฮงประสาทพร และ
ครอบครัว 3,920
A361 คุณมานพ อึ้งประภากร และครอบ
ครัว 800
A362 คุณปราณี เลิศไตรรักษ์ และครอบ
ครัว 720
A363 คุณประเสริฐพร – คุณประพันธ์ –
ประดับ พรหมวิศิษย์ 400
A364 เรืออากาศเอกอดุลย์ ปิ่นสุวรรณ์
3,000
A365 นางจินดา เฮงสมบูรณ์ 1,000
A366 นางอรวรรณ มากสัมพันธ์ 1,000
A367 นายชิน สาลีฉันท์ 500
A368 คุณภรณี ชัยกิตติสิน 10,000
A369 คุณแม่ม่วยเกียว แซ่กี้ 1,000
A370 คุณแม่อุษา สัจจะรัตนะโชติ 2,000
A371 คุณสุรพล คุณสมลักษณ์ สัจจะ
รัตนะโชติ 2,000
A372 น.ส.นันทิดา สัจจะรัตนะโชติ 200
A373 น.ส.กมลวรรณ สัจจะรัตนะโชติ
200
A374 ด.ญ.สุพิชชา สัจจะรัตนะโชติ 200
A375 รศ.น.พ.ดร.องอาจ วิพุทธศิริ
1,000
A376 คุณนันทิกา คุณสมบุญ สังขกุญชร
1,000
A377 น.พ.เรืองศักดิ์ คุณสวลี ศิริผล
และคุณจุฬญาณนนท์ ศิริผล
2,000
A378 คุณมะลิ ปลื้มจิตร 1,000
A379 คุณสุนันทา ภูชิวัฒนพงษ์ 200
A380 คุณพวงแก้ว ภูชิวัฒนพงษ์ 200
A381 พันตรีหญิงอังคณา ตันไพบูลย์
และครอบครัว 600
A382 คุณอุษณี บุณยนิตย์ 500
A383 คุณเยื้อง คุณจามร และคุณเอมอร
ตันสกุล 200
A384 คุณสุวรรณี พันธ์นงค์ และครอบ
ครัว 200
A385 คุณจิตรา และคุณจำ นง ลิ่มวิวัฒน์
200
A386 คุณอาภาณุ เกิดเพทางค์ และ
ครอบครัว 100
A387 คุณอนันต์ คุณนภาวรรณ และ
ด.ช.มานนท์ วิชชาวุธ 1,000
A388 คุณสมจินต์ ศักดิ์วธารักษ์ 5,000
A389 คุณวันดี สัมพันธ์, ธนพร คำ หยาด,
จร เจวุฒิ ศราวดี สุภารัตน์, สุภัตรา
เฉลิมวิสุตม์กุล และครอบครัว เพ็ญ
ศรี ไพศาล พิมลพร เพ็ญพิมล อยู่
รุ่งเรืองศักดิ์ 390
A390 คุณแม่มาลัย ไตรมาลัย และบุตร
100
A391 คุณพิชัย คุณสมศรี เคารพพาพงศ์
และครอบครัว 500
A392 อาจารย์สุพจน์ ทองนพคุณ 2,000
A393 คุณอุดม ปาติยเสวี 2,000
A394 คุณโกเมท ล้อมจันทราศิลป์ 1,000
A395 คุณสมพงศ์ วงศ์ปัญญาภรณ์ 500
A396 คุณสุเทพ คุณสมหญิง มีอาษา
1,000
A397 คุณอรวรรณ จัยวัฒน์ 30,000
A398 คุณดุษฎีฯ 1,000
A399 นายทหารยศพลอากาศเอก 3,000
A400 คุณคงศักดิ์ กฤษณะสมิต 7,000
A401 คุณขนิษฐา สมุทรประภูต 3,000
A402 คุณจุไรรัตน์ ธัญอนันต์กูล 2,000
A403 คุณอุมานันท์ ยงค์ประเดิม 500
A404 คุณหนี้เอ็ง แซ่อ่าง 1,000
A405 นาวาเอกวิทูรย์ คุณชลาใส แสงแก้ว
1,200
A406 คุณอัจจิมา กิจพ่อค้า 1,500
A407 คุณรุจิรา พฤกษยาชีวะ 1,000
A408 คุณมณี แจ่มสุนทร 5,000
A409 คุณหญิงจินตนา ตันติเวชกุล
1,000
A410 คุณจันทรรัตน์ วงศ์รัตนวิจิตร
10,000
A411 คุณสุภาพ (0 1694-6836) 2,000
A412 คุณรัตนา เตชะพิสิษฐ์ 3,000
A413 คุณจิราภรณ์ อุ่นเกษม 500
A414 คุณวิทูรย์ ประเสริฐเจริญสุข 3,000
A415 คุณพรรณิภา หลินปิยวรรณ์ 3,500
A416 คุณลักขณา อธิกิจ 800
394
A417 คุณศรีสุมล ติลกสกุลชัย 1,000
A418 คุณณัชชาฯ 5,000
A419 คุณดาวรุ่ง สิลากำ รูญ 6,000
A420 คุณวราณี วงศ์วิเศษ 500
A421 คุณนัชชา อภิวราวุฒิ 500
A422 คุณศรีประไพ พจน์ธนาดิถี 18,000
A423 คุณทิพย์รัตน์ ไชยานุวัติ 2,000
A424 คุณพวงทอง ติวะสุระเดช 1,000
A425 คุณวีณา พฤกษาเศษ 1,000
A426 คุณลดา รัตกสิกร 1,500
A427 คุณสุภาพร ศิริจิระพัฒนา 1,200
A428 คุณจงธนา 500
A429 นางนิตยา นายอภินัติ อัชกุล และ
ครอบครัว 4,000
A430 นางชุติมา บุษมาลา 100
A431 นางพรรณี อาจทวีกุล 200
A432 นายวราวุธ โชติกเสถียร 2,000
A433 โรงเรียนรุ่งอรุณ 3,000
A434 คุณสิทธิ์ ตั้งทัตสวัสดิ์ 2,000
A435 คุณจุฬา 8,000
A436 คุณชรินทร์ งามไพรเลิศ 500
A437 คุณรัชนี อมตะสินธุ์ 300
A438 ม.ล.วัฒนศักดิ์ ไชยันต์ 1,000
A439 คุณกาญจนา บัวเผื่อน 500
A440 คุณชัชวาลย์ พรทัศน์ 2,000
A441 คุณวันดี อาทินันทน์ 1,000
A442 คุณกรรณิการ์ นลราชสุวัจน์ 2,000
A443 คุณมณทิรา มานะพิทักษ์พงศ์
2,000
A444 คุณอภิญญา ธนสารดิลก 2,000
A445 เพื่อนายอติวุฒิ วรจิรวาณิช 2,000
A446 คุณจริง–กาญจนา–ดล–ดลยา
หล่อพัฒนเกษม 2,000
A447 คุณชอศักดิ์ ตังเดชะหิรัญ 10,000
A448 คุณสุธี ดโนทัย 2,500
A449 คุณเสถียร จันทิมาธร 1,000
A450 ชมรมธรรมสิริ 10,000
A451 คุณสันติ–คุณกาญจนา คุณาวงศ์
2,000
A452 น.พ.นพพร–คุณชุติมา ศรีทิพโพธิ์
1,000
A453 คุณนุชน้อย เฉลิมติระกูล และ
ครอบครัว 1,000
A454 คุณเสริมพงษ์–คุณลิลลี่ คุณาวงศ์
1,000
A455 ดร.สมศีล ฌานวังศะ อุทิศกุศลแด่
บิดามารดา 1,000
A456 ดร.วิภา ฌานวังศะ อุทิศกุศลแด่
บิดามารดา 1,000
A457 น.ส.ภาวนา ฌานวังศะ 500
A458 นายปัญญา ฌานวังศะ 500
B. ผู้ระบุจำ นวนพิมพ์ (เล่ม)
B1 มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ พระ
ธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต) 100
B2 กลุ่มอุปัญญาตธรรม 100
B3 คุณสุปรียา คุณพรภัทร์ บุณยเกตุ
50
B4 อาจารย์ประชุม อาจารย์สำ รอง ปิ่น
น้อย 50
B5 คุณจำ รูญ ม.ล จารุวัฒนา ชินธรรม
มิตร์ 100
B6 พญ.จรูญ ผลนิวาส 100
B7 คุณลัคนา กนกพันธรางกูร 100
B8 คุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ
100
B9 คุณณรงค์ คุณศุลีมาศ สุทธิสัมพันธ์
100
B10 กองทุนสุริยัน–จันทรา 10
B11 คุณสายชล ศีลชัยทาน 10
B12 คุณปภาวดี พสุธาโกมลมาลี 20
B13 คุณดลวรรษ เตชะสินทวี 20
B14 คุณชลลดา เตชะสินทวี 10
B15 กองทุนดอกบัวกลางนํ้า 10
B16 ศ.นส.พ.ดร.อรรณพ คุณอรรัตน์
คุณาวงษ์กฤต และครอบครัว 50
B17 นายสมฤกษ์ นางบุศรา วุฑฒิปรีชา
และครอบครัว 50
B18 คุณปภาวดี พสุธาโกมลมาลี 20
B19 คุณดลวรรษ เตชะสินทวี 20
B20 คุณชลลดา เตชะสินทวี 10
B21 ศ.ดร.อรุณ ศ.ดร.คุณหญิงนงเยาว์
ชัยเสรี 500
B22 คุณสุพัตรา ประคองวงษ์ 20
B23 ทพ.ญ.สายใจ ลีกำ เนิดไทย 20
B24 คุณพยุงศักดิ์ วิริยะบัณฑิตกุล 10
B25 คุณเฮาะ แซ่เล้า และครอบครัว 100
B26 คุณณัฐศักดิ์ ตันตยานุพนธ์ 500
B27 คุณหฤทัย คุณไพโรจน์–ชูชัย–
นิติธรรม อุชชิน 200
B28 คุณสุขุม พหูสูต 1000
B29 นายณัฐศักย์ ตันตยานุพนธ์ 120
B30 คุณสันติ ตันติวีรสุต 100
B31 คุณทศ และคุณเสนาะ พันธุมเสน
200
B32 คุณจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล 250
B33 นางสาวอนรรฆ เสรีเชษฐพงษ์ 250
B34 คุณสุวภรณ์ แนวจำ ปา 100
B35 คุณประกวด–อุบลวรรณ กิตติมานนท์,
คุณสุพรรณ คุณศิริพร ชัชวาล, นพ.
สาโรจน์ คุณณิชพร อรรถวิพัชน์,
ทพ.แท้จริง ทญ.ภัทราวดี ศิริพานิช,
นพ.ปุญวัสส์ คุณหทัยกร กิตติมา
นนท์, คุณสมพงษ์ คุณแก้วเก้า
เผอิญโชค 300
B36 คุณอัศวิน ม้าลายทอง 100
B37 คณะพระนวกะปี 2546 50
B38 อาจารย์ธนพณ สมหวัง 50
B39 พระการุณย์ กุสลนนฺโท 20
B40 คุณวิทยา ว่องวาณิช 50
ทุนพิมพ์หนังสือธรรมวัดญาณเวศกวันสมทบพิมพ์ส่วนที่เหลือเพื่อให้ครบ 20,000 เล่ม
ภาค 1
พจนานุกรมพุทธศาสตร์
หมวดธรรม
􀂀
Part I
Dictionary of
Numerical Dhammas
ดูตัวอย่างของจริงจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวล
ศัพท์ ประกอบ
แล้วทำแบบและขนาดให้เท่ากัน
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พระศรีอริยเมตไตรย
   

 บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  



+ พระศรีอริยเมตไตรย  » หมวดหมู่ทั่วไป » หมวดหมู่ทั่วไป  » บอร์ด พจนานุกรมพุทธศาสตร์หัวข้อ:
|- พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ภาค 1

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

  ลิ้งค์ไปยังปฏิทิน  
กระโดดไป:  

Administrator l Global Moderator l Moderator l กลุ่มชมรมพระศรีอริยเมตไตรย์ l ทีมกองทุนพระศรีอารย์ l ผู้สนับสนุนเว็บพระศรีอารย์ l ทีมงานเว็บพระศรีอารย์ l ทีมงาน DJธรรมะ l สมาชิก l Postสูงสุด แบ่งปัน Share
Copyright (c) 2006-2011
พระศรีอาริย์ l พระศรีอริยเมตไตรย l maitreya l Sitemap
free counters
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
0 0
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.647 วินาที กับ 39 คำสั่ง