มนุษย์ที่เกิดในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า

มนุษย์ที่เกิดในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
ในเวลานั้น พระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในเทวโลกชั้นดุสิต มีท้าวมหาพรหมพร้อมด้วยเทพยดาทั้งหลายพากันไปเชื้อเชิญพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย ให้เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก
นำสัตว์ทั้งหลายข้ามโอฆะสงสาร หลังจากที่พระโพธิสัตว์ได้พิจารณาดูปัญจมหาวิโลกนะ ทั้ง 5 ประการแล้ว จึงจุติปฏิสนธิในครรภ์ของนางพรหมวดี ในเมืองเกตุมวดีนคร (กรุงพาราณสีในปัจจุบัน)
มนุษย์ที่บังเกิดในศาสนาของของพระองค์ จะไม่มีคนที่มีร่างกายพิการ เช่น หูหนวก ตาบอด เป็นบ้า เป็นใบ้ เตี้ย ค่อม ขี้โรค จะไม่มีโรคภัยใดๆมาเบียดเบียน
เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ไปด้วยทิพยสมบัติ มีรูปโฉมสง่างาม มีความสุขกาย ไม่ลำบาก ปราศจากโรคภัยต่างๆ แผ่นดินราบรื่นราบเรียบเป็นหน้ากลอง แม่น้ำน้อยใหญ่จะมีน้ำเต็มบริบูรณ์ถึงขอบฝั่งใสสะอาดบริสุทธิ์ดื่มกินได้ ทั้งนี้เป็นเพราะพระพุทธองค์
ได้ทรงสร้างบารมีมาช้านานถึง 16 อสงไขยกับแสนมหากัป กระทำความเพียรเป็นวิริยาธิกะบรมโพธิสัตว์ ได้สั่งสมนิจจยาการบารมี 10 ทัศ มีทานบารมี เป็นต้น และพระองค์
ได้ตั้งปณิธานว่า
ขอเดชะ ทาน ศีล เมตตา ภาวนาทั้งหลาย จงเป็นปัจจัยแก่พระโพธิญาณ เมื่อใดได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณแล้ว ขออย่าให้มนุษย์ทั้งหลายบังเกิดเป็นคนพิการทั้งทางกาย วาจา และใจ ในศาสนาของข้าพเจ้าเลย
พระองค์มีพระชนมายุได้ 80,000 ปี จึงจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระศาสนาของพระองค์จะมีอายุยืนยาวถึง 8,000 ปี

มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย

เพราะเหตุที่มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้านั้น จะอยู่ร่วมกันแบบเป็นมิตรกันอย่างประเสริฐสุดต่างก็ยึดอยู่ในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ
ปัญญา อริยเมตไตรย จึงเป็นพระนามของพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาลต่อจากพระสมณะโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ คือ พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้านั่นเอง

มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย

เพราะเหตุที่มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้านั้น จะอยู่ร่วมกันแบบเป็นมิตรกันอย่างประเสริฐสุดต่างก็ยึดอยู่ในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ
ปัญญา อริยเมตไตรย จึงเป็นพระนามของพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาลต่อจากพระสมณะโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ คือ พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้านั่นเอง

ภาคผนวก

มนุษย์เราทุกรูปทุกนาม มีการเกิดตายวนเวียนอยู่ในวัฏฏะไม่รู้จักจบสิ้น การเกิดมาแต่ละครั้งจะดีหรือเลว ทุกข์หรือสุข อยู่ที่ผลของกรรมที่ตามมาให้ผลตามที่ได้ทำเอาไว้มาแต่ชาติปางก่อนเป็นหลัก
ดังนั้น ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เราต้องสร้างที่พึ่งพิงของชีวิตเอาไว้ให้กับตัวเราเองทั้งในภพนี้และภพหน้า พระบรมศาสดาแสดงไว้ว่า ที่พึ่งของชีวิตได้แก่
ทาน หมายถึง การให้ ให้มีการเสียสละ ให้ของที่ควรให้แก่คนอื่นที่ควรให้เพื่อประโยชน์แก่เขา ท่านว่า บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
ทานมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ
ประเภทที่ 1 ได้แก่
-อามิสทาน คือ การให้สิ่งของช่วยค้ำจุนชีวิต ทำให้เขามีที่พึ่งอาศัย
-ธรรมทาน คือ การให้ธรรมเป็นทาน โดยการให้ความรู้ถูก เข้าใจถูก เช่น การโพสต์ธรรมไว้ในเว็บ สร้างหนังสือธรรม แสดงธรรม สอนธรรม เป็นต้น
ประเภทที่ 2 ได้แก่
-สังฆทาน หมายถึง การให้แก่สงฆ์ถวายเป็นส่วนรวมไม่เจาะจงเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้เป็นกลางๆ ในฐานะตัวแทนของสงฆ์ โดยอุทิศแก่สงฆ์ สิ่งที่พระสงฆ์ต้องอาศัยเลี้ยงอัตภาพ ได้แก่ปัจจัย 4
มี จีวร(ผ้านุ่งห่ม)บิณฑบาต(อาหาร)ที่อยู่อาศัย(เสนาสนะ ที่นั่งนอน กุฏิ สุขา โบสถ์ วิหาร เจดีย์)และเภสัช(ยารักษาโรค)
-ปาฏิบุคลิกทาน การถวายแก่สงฆ์เฉพาะเจาะจงตัวบุคคล บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทานทั้ง 2 ประเภทนี้ พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญว่า ธรรมทานกับสังฆทาน เป็นทานที่เลิศที่สุดของแต่ละฝ่าย มีผลมากที่สุด การทำทานย่อมเป็นปัจจัยให้ได้มนุษย์สมบัติ
และนิพพานสมบัติแก่ผู้ทำ
จะยกเรื่องของธรรมทาน มากล่าวเพียงเรื่องเดียว เพื่อให้สาธุชนที่เคารพรักทั้งหลาย ที่ได้ร่วมกันบริจาคปัจจัยสร้างหนังสือธรรมเพื่อแจกจ่ายเป็นธรรมทาน และได้พิมพ์กระทู้เพื่อโพสต์ลงบนเว็บพระศรีอารย์ จะได้บุญกุศลมากน้อยเพียงใด
มงคลทีปนีและธรรมบท
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงท้าวสักกะเทวราช คือสมัยหนึ่ง พวกเทวดาในชั้นดาวดึงส์เทวโลกประชุมกัน ตั้งปัญหาขึ้นมา 4 ข้อ
1.บรรดาทานทั้งหลาย ทานอะไรที่ประเสริฐที่สุด?
2.บรรดารสทั้งหลาย รสอะไรประเสริฐที่สุด?
3.บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีอะไรประเสริฐที่สุด?
4.เพราะเหตุไร บัณฑิตจึงกล่าวว่า ความสิ้นตัณหาว่าว่าประเสริฐที่สุด?

ในที่ประชุมนั้น ไม่มีเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งสามารถตอบปัญหา 4 ข้อนี้ได้ ต่างก็พากันสงสัยไต่ถามซึ่งกันและกันอยู่อย่างนี้ เป็นเวลานานถึง 12 ปี ก็ไม่มีผู้ใดสามารตอบได้ พวกเทวดาจึงพากันไปถามท้าวมหาราชทั้ง 4 คือ
ท้าวธตรัฐะ ท้าววิรุฬหกะ ท้าววิรุฬปักขะ ท้าวกุเวระหรือท้าวเวสสุวัณ ท้าวมหาราชทั้ง 4 ก็ตอบไม่ได้
เมื่อท้าวมหาราชทั้ง 4 ตอบไม่ได้ ก็พากันไปถามท้าวสักกะเทวราช(พระอินทร์ที่ชั้นดาวดึงส์) ท้าวสักกะเทวราชก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
แต่ท้าวสักกะเทวราชฉลาดกว่าใครๆทั้งหมด โดยคิดอุบายที่จะถามปัญหานี้กับผู้ใดผู้หนึ่งให้ได้ จึงคิดไปถึงพระบรมศาสดา แล้วพาพวกเทวดาเหล่านั้นไปสู่สำนักของพระบรมศาสดาที่พระเชตวันมหาวิหาร
ทำให้พระเชตวันมหาวิหารสว่างไสวในส่วนแห่งรัตติกาล เพื่อฟังพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระบรมศาสดา พระพุทธองค์เห็นเช่นนั้น จึงตรัสถามท้าวสักกะเทวราชว่า
มหาบพิตร ทำไมพระองค์จึงเสด็จมาพร้อมกับหมู่เทวดามากมายถึงเพียงนี้
หมู่เทวดาพากันตั้งปัญหาขึ้น 4 ข้อ แต่ไม่มีเทวดาองค์ใดสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ขอพระพุทธองค์ได้ทรงประกาศเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านี้แก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า
สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า
มหาบพิตร อาตมาภาพบำเพ็ญบารมี 30 ทัศ บริจาคมหาบริจาค 5 คือ บริจาคอวัยวะ ทรัพย์ บุตร ภรรยา ชีวิต แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ก็เพื่อตัดความสงสัยของชนผู้เช่นพระองค์นี้แหละ
ขอจงสดับปัญหาที่พระองค์สงสัยทั้ง 4 ข้อนั้นต่อไป ณ บัดนี้เถิด
1.บรรดาทานทั้งหลาย ธรรมทาน ประเสริฐที่สุด
2.บรรดารสทั้งหลาย รสพระธรรม ประเสริฐที่สุด
3.บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีในธรรม ประเสริฐที่สุด
4.ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุด เพราะเป็นเหตุให้สรรพสัตว์ชนะทุกข์ทั้งปวง
แล้วตรัสพระคาถานี้ต่อไปว่า
สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ ธรรมทานชนะทานทั้งปวง
สัพพะระสัง ธัมมะระโส ชินาติ รสพระธรรมชนะรสทั้งปวง
สัพพะระติง ธัมมะระติ ชินาติ ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง
ตัณหักขะโย สัพพะทุกขัง ชินาติ ความสิ้นไปแห่งตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง
อธิบายได้ดังนี้ (อธิบายเฉพาะธรรมทานเรื่องเดียวเท่านั้น เพื่อจะได้รู้ว่าการให้ธรรมเป็นทานนี้พระบรมศาสดาได้ตรัสไว้อย่างไร มีอานิสงส์มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงกล่าวว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง)
คำว่า ธรรมทาน ในที่นี้ ท่านหมายเอาทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตระ เช่น บางคนชี้แจงแสดงถึงกุศลกรรมบท อกุศลกรรมบท ชี้ผลแห่งบาปบุญคุณโทษให้บุคคลรู้เห็นโดยประจักษ์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
จนสามารถทำให้บุคคลละชั่วประพฤติดีได้ นี้ก็ได้ชื่อว่า ธรรมทาน จัดเป็นโลกียะ
ส่วนผู้ใดสามารถแสดงการปฏิบัติธรรม แนะนำให้บุคคลเจริญวิปัสนากรรมฐานจนรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจทั้ง 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ธรรมทานของผู้นั้น
ท่านเรียกว่า สิกขาปัตตัง ธัมมะทานัง แปลว่า ธรรมทานอันถึงความเป็นยอดของทานทุกๆอย่าง เพราะว่า เมื่อบุคคลอาศัยธรรมทานอย่างนี้ มีแต่จะรีบรัดตัดตรงไปสู่พระนิพพานโดยส่วนเดียว
ย่อมจะหลุดพ้นจากความเสื่อมทุกๆอย่าง หลีกออกจากทางแห่งวัฏฏะทุกข์ ถึงสันติสุขอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ในอรรถกถาแห่งธรรมบท ท่านยังพรรณาไว้พิสดารต่อไปอีกว่า ถ้าหากว่าบุคคลจะพึงถวายไตรจีวรแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระขีณาสพผู้นั่งติดๆกัน ตั้งแต่พื้นดินจนจรดพรหมโลก ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าธรรมทาน การอนุโมทนาด้วยคาถาเพียง 4 บาท
ในสมาคมนั้นๆของพระพุทธเจ้าประเสริฐกว่า
การแสดงธรรมก็ดี การกล่าวสอนธรรมก็ดี การสดับตรับฟังธรรมก็ดี การจัดให้มีการแสดงธรรมก็ดี การพิมพ์หนังสือธรรมเผยแผ่ก็ดี การโพสต์ธรรมไว้บนเว็บพระศรีอาริย์ก็ดี ย่อมมีผลานิสงส์เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น ธรรมทานจึงประเสริฐที่สุดคือ
-ประเสริฐกว่าทานที่ทายกเอาอาหารอันปราณีตใส่ในบาตรจนเต็มแล้วถวายพระภิกษุสงฆ์1.
-ประเสริฐกว่าเภสัชชทานที่ทายกเอาเนยใส น้ำมัน เป็นต้น ใส่ในบาตรจนเต็มแล้วถวายพระภิกษุสงฆ์1.
-ประเสริฐกว่าเสนาสนะทานที่ทายกสร้างวิหารปราสาทถวายพระภิกษุสงฆ์1.
-ประเสริฐกว่าการบริจาคทานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ปรารภวิหารถวายทาน1.
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่า ชนทั้งหลาย เมื่อจะทำบุญเห็นปานนั้นต่อเมื่อได้ฟังธรรมมาก่อนแล้ว ก็ไม่ทำ ถ้าชนทั้งหลายมิได้ฟังธรรมมาก่อนแล้ว ข้าวยาคูประมาณกระบวยหนึ่ง หรือภัตรประมาณทัพพีหนึ่งก็พึงทำได้ยาก เพราะเหตุนี้ ธรรมทานจึงประเสริฐกว่าทานทุกอย่าง
อีกประการหนึ่ง เว้นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าเสียแล้ว ผู้ที่มีปัญญามาก เช่น พระสารีบุตรเป็นตัวอย่าง ฝนตกลงมาตลอดกัป ท่านก็สามารถนับหยาดฝนได้ว่ามีจำนวนเท่าใด ถึงท่านจะมีปัญญามากมายถึงขนาดนั้นก็ตาม
ท่านก็ยังไม่สามารถบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยธรรมดาของตนเองได้ ต่อเมื่อได้ฟังธรรมที่พระอัสสชิแสดงแล้ว จึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ทำให้แจ้งซึ่งสาวกบารมีญาณด้วยพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา เพราะเหตุนี้ธรรมทานจึงประเสริฐที่สุดกว่าทานทุกอย่าง
สรุปได้ว่า การพิมพ์ธรรมโพสต์ธรรมไว้บนเว็บไซต์ธรรมหรือเว็บพระศรีอาริย์ดอทคอม หรือการพิมพ์หนังสือหรือการร่วมบริจาคจัดทำหนังสือธรรมตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฏกออกเผยแผ่นั้น
เพื่อให้ผู้อ่านที่กำลังคิดผิด หลงผิด เดินทางผิด กำลังเดินหลงทางอยู่ เมื่ออ่านแล้วจะได้เข้าใจ ทำให้รู้ถูกเข้าใจถูก เห็นผลแห่งบาปบุญคุณโทษ จะได้หันกลับมาเดินทางให้ถูกทาง หันมาทำความดี ทำบุญทำกุศล ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็จัดอยู่ในประเภทของธรรมทาน
คือให้ธรรมเป็นทาน เช่นเดียวกับความหมายธรรมทานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะอะไรๆทั้งหลายที่ดีงาม ที่เป็นบุญเป็นกุศล และที่ไม่ดีไม่งาม ไม่เป็นบุญไม่เป็นกุศล ล้วนเกิดมาจากการที่มีธรรมและไม่มีธรรมทั้งสิ้น การให้ธรรมทานนี้จึงประเสริฐกว่าการให้ทานอย่างอื่นทั้งปวง สาธุชนทั้งหลายมีโอกาศทำได้ตลอดเวลาตามกำลังศรัทธา

พระสมณะโคดมทรงพยากรณ์อชิตะภิกษุ

พระสมณะโคดมทรงพยากรณ์อชิตะภิกษุ
พระพุทธองค์ซึ่งนั่งประทับอยู่ณ.พุทธอาสน์ เห็นเช่นนั้นก็มีพระพักตร์สดชื่น แย้มพระโอษฐ์ด้วยความปราบปรื้มชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง พระอานนท์เห็นเช่นนั้น จึงทูลถามพระบรมศาสดา
ถึงสาเหตุนั้น พระพุทธองค์มีพุทธฏีกาตรัสพยากรณ์ทำนายว่า
ดูก่อน อานนท์ พระอชิตะภิกษุรูปนี้ซึ่งเป็นพระภิกษุใหม่ก็จริง แต่ก็จักได้ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระนามว่า พระเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคต
กาลของภัทรกัปนี้ ด้วยอานิสงส์แห่งวัตถุบูชา คือการบูชาผ้าแก่พระตถาคตด้วยจิตที่โสมนัสเลื่อมใสยิ่ง
ดูก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาของตถาคตอันตรธานแล้ว ก็จะบังเกิด สัตถันตรกัป ในช่วงอายุของคนในขณะนั้น ซึ่งจะมีอายุขัย 10 ปี ถือว่าเสื่อมจากศีลธรรมอย่างที่สุด กุศลกรรมบท 10 ประการ
จะอันตรธานหายไปจากจิตใจของมนุษย์หมดสิ้น การทำบุญทำกุศลต่างๆก็ไม่มี แม้แต่เพียงพูดว่าบุญหรือกุศลก็ไม่มี ไม่มีคนรู้จักบุญกุศล อกุศลกรรมบท 10 จะรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นเข้าครอบงำจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายปราศจากหิริความละอายต่อบาป และโอตตัปปะความเกรงกลัวต่อผลของบาป มีความเป็นอยู่เช่นเดียวกันกับสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ไม่ปฏิบัติชอบในบิดาในมารดา
ในสมณะ ในพราหมณ์ การไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล จะไม่เคารพบิดา มารดา ลุง ป้า น้า อา พี่น้อง ครูอาจารย์ สัตว์โลกจะมีการสังวาสสมสู่ปะปนกันทั่วไป ไม่เลือกว่าจะเป็นใคร เหมือนดังสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย
มนุษย์เหล่านั้นจะเกิดความอาฆาต มีความโกรธผูกใจเจ็บอย่างแรงกล้า ความพยาบาททำร้ายเบียดเบียน คิดจะฆ่ากันอย่างรุนแรง บิดา มารดา กับบุตร พี่กับน้องจะฆ่ากันเอง
โดยเข้าใจว่าเป็นเนื้อที่ตนอยากจะกินเพื่อฆ่าความหิวโหย จับสิ่งใดได้สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นอาวุธ นำมาประหัตประหารกันเป็นเวลาถึง 7 วัน จนผู้คนล้มตายกันอย่างมากมาย ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เรียกว่า สัตถันตรกัป พวกที่มีสติปัญญาไม่คิดฆ่าใคร
และไม่อยากถูกใครฆ่า ก็พากันหลบหนีไปอยู่ตามเกาะแก่งบ้าง ตามพุ่มไม้บ้าง ตามซอกเขาบ้าง ตามถ้ำบ้าง หารากไม้และผลไม้ในป่ากินเป็นอาหารเลี้ยงชีพอยู่ได้ตลอด 7 วัน เมื่อล่วงพ้น 7 วันไปแล้วก็สงบเงียบ พวกเขาพากันออกมาจาก
ที่หลบซ่อนตัวอยู่ เมื่อเห็นหน้ากันก็พากันดีใจที่ต่างก็ยังมีชีวิตอยู่ จึงได้พากันหารือกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะต่างก็ยึดเอาอกุศลกรรมเป็นเหตุ จึงได้เริ่มกันทำกุศลกรรมกันใหม่ ได้พร้อมกันรักษาศีล เจริญวิปัสนากรรมฐาน
ให้พิจารณาว่า ชีวิตนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่งาม ไม่สะอาด คนทั้งหลายพากันรักษาศีลเป็นนิตย์ ทำให้มีความเจริญขึ้นมา
ครั้งนั้น คนทั้งหลายที่มีอายุ 10 ปี บุตรที่เกิดมาจะมีอายุ 20 ปี บุตรของคนที่มีอายุ 20 ปี จักมีอายุ 40 ปี บุตรของคนที่มีอายุ 40 ปี จะมีอายุ 80 ปี บุตรของคนที่มีอายุ 80 ปี จะมีอายุ 160 ปี บุตรของคนที่มีอายุ 160 ปี จะมีอายุ 320 ปี บุตรของคนที่มีอายุ 320 ปี
จักมีอายุ 640 ปี บุตรของคนที่มีอายุ 640 ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง 2,000 ปี บุตรของคนที่มีอายุ 2,000 ปี จักมีอายุเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 และจักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนถึง 1 อสงไขย

พระศรีอาริย์สนทนากับพระมาลัย

พระศรีอาริย์สนทนากับพระมาลัย
คนที่จะได้พบพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
เรื่องนี้มีกล่าวไว้ตามนัยแห่งพระคัมภีร์ปรมัตถโชติกถา ฏีกามาลัยเทวสูตร หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ในครั้งนั้นพระรัตนตรัยยังเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเกาะลังกา มีพระมาลัยเทวเถรเจ้า
อยู่ในลังกา เป็นผู้ที่แตกฉานในพระตรัยปิฏก มีบุญญานุภาพมาก มีญาณวิเศษ เป็นผู้ที่พร้อมด้วยอิทธิฌาน เป็นพระขีณาสพ ได้เข้าสู่จตุตถฌานอันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญา ครั้นออกจากจตุตถฌานแล้ว
ก็เหาะลอยไปในอากาศ เพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียวก็ไปปรากฏในสถานลานพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อนมัสการพระเกตุแก้วจุฬามณีเจดีย์
ในครั้งนั้น พระเมตไตรยโพธิสัตว์ได้ลงมาจากดุสิตเทวโลก นมัสการกราบไหว้ ถวายเครื่องสักการะพระเกตุแก้วจุฬามณีเจดีย์ เสร็จแล้วได้สนทนาธรรมกับพระมาลัย ณ.ลานพระจุฬามณีเจดีย์ถึงเรื่องต่างๆหลายเรื่อง
ไปจนถึงพระโพธิสัตว์จะได้ลงมาบังเกิดในมนุษย์โลกตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่ได้พบและไม่ได้พบศาสนาของพระพุทธองค์ และพระโพธิสัตว์เองยังได้ตรัสอีกว่า ท่านจะลงมาบังเกิดในมนุษย์โลกอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะลงมาบังเกิด
ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นต้น
ระหว่างที่พระมาลัยได้สนทนาธรรมกับพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ณ.ลานพระจุฬามณีเจดีย์ในเทวโลกชั้นดาวดึงส์นั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสกับพระมาลัยถึงวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้พบกับศาสนาของพระพุทธองค์
และขอให้พระมาลัยเทวเถรเจ้านำไปบอกแก่พวกมนุษย์ทั้งหลายในชมพูทวีปให้รับทราบปฏิบัติด้วย

พระศรีอาริย์

พระศรีอาริย์ จะมีเวลาเทศนาสั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์ในพระศาสนาของพระองค์ถึง 80,000 ปี จึงจะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน

พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าถ้าจะเสด็จไปสู่ชนบทจาริก

พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าถ้าจะเสด็จไปสู่ชนบทจาริก
ก็ย่อมเสด็จพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวกเป็นจำนวนมาก ถ้าจะเสด็จพระพุทธดำเนินไปในสถานที่ใด ดอกปทุมชาติบัวขาวอันใหญ่ก็ผุดขึ้นรองรับพระบาททุกย่างก้าว
ส่วนพระอัครสาวกผู้ปรีชาญาณนั้นมีพระนามว่า พระอโสกะเถระ และพระสาวกอีกพระองค์หนึ่งผู้ยิ่งด้วยพระเดชพระฤทธิ์นั้นมีนามว่า พรหมเทพเถระ พระพุทธอุปัฏฐากนั้น
พระนามว่า พระสีหเถระ พระอัครสาวิกา 2 พระองค์นั้นมีพระนามว่า พระปทุมาเถรี กับพระสุมนาเถรี จะมีอุบาสกเป็นโยมอุปัฏฐากอันเลิศกว่าอุบาสกทั้งปวงนั้น 2 คนชื่อว่า
สุคนคหบดี กับสังฆหบดี จะมีอุบาสิกาเป็นโยมอุปัฏฐากเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวง 2 คน ชื่อ ยศวดี กับสังฆอุบาสิกา

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ
เมื่อพิจารณาเห็นเข้าเหตุแห่งหลักการเลือกใหญ่ 5 ประการแล้ว จึงได้จุติลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงมาถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางพรหมวดี เวลาตอนใกล้รุ่งของวันเพ็ญ
กลางเดือน 8 ซึ่งจะมีความอัศจรรย์เกิดขึ้นอย่างมาก เหล่าเทวดาทั้งหลายจะพากันลงมาสักการบูชาท่ามกลางอากาศมากมาย จะมีปราสาท 3 หลังปรากฏผุดขึ้นมาเพื่อเป็นที่พัก
เกษมสำราญ เจริญสวัสดิมงคล ก่อให้เกิดประโยชน์สุขทุกประการของพระโพธิสัตว์ตามควรแต่ละฤดูกาล ปราสาททั้ง 3 หลังมีนามว่า 1.สิริวัฒน์ปราสาท 2.สิทธัตถะปราสาท
3.จันทกะปราสาท เป็นปราสาทที่งดงามมากที่สุดที่จะพรรณาความงามได้หมด ทั้งยังมีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่วสารทิศอยู่ตลอดกาล นางสนมกำนัลก็มีถึงแสนนางคอยบำเรอ มีนางจันทมุนี
เป็นอัครมเหสี บุตรของพระโพธิสัตว์จะมีนามว่า พรหมวัฒนกุมาร ดำรงชีวิตฆราวาสอยู่ได้ 8,000 ปีควรแก่การจะออกบวช จึงได้เสด็จขึ้นสู่รถแก้วเสด็จประภาสสู่อุทยาน
ได้ทอดพระเนตรเห็นนิมิตรทั้ง 4 ประการ คือ คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ(นักบวช)เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย(เป็นวิสัยของผู้ที่จะออกบวชเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จะต้องเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช)จึงเกิดธรรมสังเวชมีพระทัยน้อมไปในทางบรรพชิต เสด็จกลับมาขึ้นสู่ปราสาท ทรงน้อมพระทัยในความเป็นบรรพชิตแล้ว
ขณะนั้นปราสาทของพระโพธิสัตว์ก็ลอยจากปฐพีขึ้นสู่อากาศ ได้พาพระโพธิสัตว์พร้อมด้วยบริวาร 1,000 คนลอยขึ้นสู่อากาศแล้ว เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ต่างก็พากันถือดอกไม้
พากันมาสักการะบูชา เหาะตามพระโพธิสัตว์ไป ในอากาศจึงเนืองแน่นไปด้วยเทพบุตร เทพธิดาทั้งหลาย ชาวเมืองในปัจจันตชนบทชายแดนต่างก็พากันบูชาด้วยดอกไม้ของหอม
ในการที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกบรรพชา มหาชนทั้งหลายที่ใคร่จะบรรพชา ก็พากันล่องลอยไปในอากาศตามพระโพธิสัตว์ไปด้วยอำนาจของจักรแก้ว และอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั่นเอง

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ตรัสรู้

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ตรัสรู้
ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ เสด็จนั่งเหนืออปราบัลลังก์ ใต้ต้นไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ์ ครั้งนั้น ทั้งเทพ มนุษย์ อินทร์พรหม ยมยักษ์อสูร กุมภัณฑ์คนธรรพ์ทั้งหลาย มาทำสักการบูชา
กันอย่างเนืองแน่น ตั้งแต่ปฐพี่จนไปถึงชั้นพรหม พร้อมด้วยเทพบุตร เทพธิดา และเครื่องสักการบูชาต่างๆ ไปจนถึงขอบจักรวาล
ฝ่ายพญามารกับพวกที่คอยตามประจญ พระโพธิสัตว์ก็บันดาลให้ตื่นตระหนกตกประหม่า ไม่สามารถที่จะเข้าใกล้พระองค์ได้ คงอยู่เพียงแค่ขอบเขาจักรวาล เห็นแต่รัศมีรุ่งโรจน์ก็ทนอยู่ไม่ได้
พากันแตกตื่นกระจัดกระจายหลบหนีไปสิ้น พระโพธิสัตว์ก็ได้สำเร็จบุพเพนิวาสญาณคือ ปัญญาอันระลึกพระชาติหนหลังในเวลาปฐมยาม ล่วงเข้ามัชฌิมยาม(เที่ยงคืน)ก็ได้สำเร็จทิพยโสต-ทิพยจักษุ ล่วงเข้า
ปัจฉิมยาม(ยามสุดท้ายใกล้รุ่ง)พระองค์ก็จะพิจารณาพระปฏิจสมุปบาทธรรมเป็นอนุโลมปฏิโลม ถึงเวลาปัจจุสมัยจะใกล้รุ่งอรุโณทัย พระองค์ก็จะได้ตรัสแก่พระสัมโพธิญาณ
ขณะนั้นเกิดมหัศจรรย์โลกธาตุหวั่นไหว(เกิดแผ่นดินไหว)เกินกว่าเทวานุภาพใดๆจะบันดาลได้ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ตรัสเปล่งปฐมพุทธอุทานติเตียนตัณหา แล้วเสด็จไปสู่สวน
พระอุทยานอันประเสริฐชื่อว่า นาควัน อยู่ใกล้พระมหาโพธิ์พฤกษ์กากะทิงนั่นแล้ว พระพุทธองค์ก็จะเสด็จเข้าสู่ผลสมาบัติในสวนพระอุทยานนั้น 7 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน
(เป็นเวลา 7 สัปดาห์)รวมเป็นเวลา 49 วันด้วยกัน ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็พิจารณาเห็นว่า พระสัทธรรมนี้ลึกล้ำนัก จึงมีพระทัยขวนขวายมิได้โปรดประทานพระสัทธรรมเทศนา
สหบดีมหาพรหมเห็นแจ้งในข้อพระพุทธปริวิตกนั้น ก็ชวนกันลงมาอาราธนาพระพุทธองค์ๆก็จะเสด็จไปเทศนาพระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ณ.นาควันอุทยาน
คือป่าอิสิปตนมฤคทายวันในปัจจุบัน
พระเมตไตรยโพธิสัตว์ทรงสร้างพระบารมีเป็นวิริยาธิกะ มีอุตสาหะความเพียรอย่างอุกกฤษฏ์กว่าสัทธาธิกะและปัญญาธิกะ ซึ่งศรัทธาปัญญาบางประการเบาลงไปบ้าง
แต่พระองค์มิได้ละความเพียรพยายามแต่อย่างใด จะเบื่อหน่ายจากความเพียรนั้นก็หามิได้ ถ้าวิริยะความเพียรอ่อนแล้ว ก็มักจะทิ้งทางโพธิญาณนั้นเสีย หันเข้ามาหาสาวกบารมี
สำเร็จพระอรหันต์เป็นขีณาสพสิ้นอาสวะทั้งปวง แต่พระเมตไตรยโพธิสัตว์ทรงสร้างพระบารมีโดยพระโพธิญาณ ที่เรียกว่า วิริยาธิกะ คือสร้างพระบารมีด้วยความเพียรพยายาม
อุตสาหะแก่กล้า นานถึง 16 อสงไขย กับอีกแสนกัป จึงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า