Tags

สมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง

(1/1)

เภสัชกรแผนไทย:





การตรวจสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งของสารสกัดหยาบ
จากต?นบานบุรีเหลือง แก?วเจ?าจอม และการเวก
 
Cytotoxicity of crude extracts from
Allamanda cathartica,
Guaiacum officinale and Artabotrys siamensis
to some cancer cells
วัลยา อุทัยสางและ ไพศาล ขาวสัก
WanlayaUthaisang and Paisarn Khawsak
 
ภาควิชาชีวเคมี   คณะแพทยศาสตร?  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
DepartmentofBiochemistry, Faculty of Medicine, Srinakharinwirot University
 
บทคัดย?อ
 
ในงานวิจัยนี้ได?ทําการศึกษาความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งของสารสกัดหยาบจากพืช โดยมุ?งเน?นพืช
ที่เพาะปลูกและดูแลง?าย รวมทั้งมีผลการออกฤทธิ์ในเบื้องต?นที่น?าสนใจ ซึ่งได?คัดเลือกพืชสามชนิด ได?แก? ต?นบานบุรี
เหลือง(
Allamanda cathartica
) ต?นแก?วเจ?าจอม(
Guaiacum officinale
) และต?นการเวก(
Artabotrys siamensis
)
สกัดหยาบด?วยตัวทําละลายhexaneและนํามาทดสอบความเป?นพิษในเซลล?มะเร็งสามชนิด คือ เซลล?มะเร็งลําไส?
(COLO 205)เซลล?มะเร็งปากมดลูก(Hela)และเซลล?มะเร็งตับ(HepG2)ด?วยวิธีMTT assayผลการทดสอบพบว?า
สารสกัดจากใบบานบุรีเหลืองมีความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งมากที่สุด มีค?าIC 50 ต?อเซลล?มะเร็งลําไส? เซลล?มะเร็ง
ปากมดลูก และเซลล?มะเร็งตับที่41.3 227.6และ600ไมโครกรัมต?อมิลลิลิตร ตามลําดับ รองลงมาคือก?านบานบุรี
เหลือง ในขณะที่ตัวอย?างอื่นๆ ไม?มีความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็ง นอกจากนั้นสารสกัดหยาบจากใบบานบุรีเหลืองทําให?
เซลล?ตาย โดยมีลักษณะที่คล?ายกับเซลล?ที่ตายด?วยกระบวนการapoptosisคือมีการหดตัวของเซลล? บางเซลล?มีลักษณะ
ที่แตกออกเป?นชิ้นส?วนเล็กๆ และมีการโป?งพองของเยื่อหุ?มเซลล? จากข?อมูลที่ได?นี้จึงเป?นที่น?าสนใจว?าสารสกัดหยาบ
จากใบบานบุรีเหลืองนี้จะทําให?เซลล?มะเร็งตายด?วยกระบวนการapoptosisจริงหรือไม? ซึ่งเป?นที่น?าสนใจในการศึกษา
กลไกการตายต?อไป
 
คําสําคัญ:
 บานบุรีเหลือง ความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็ง มะเร็งลําไส? มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
ABSTRACT
 
This study is mainly focused on the cytotoxicity test of hexane extracts from Banbureeleung
(
Allamanda cathartica
), Kaowjowjom (
Guaiacum officinale
), and Karawek (
Artabotrys siamensis
). The MTT
assay was performed in 3 cancer cell types, colorectal carcinoma (COLO-205), cervical carcinoma (Hela) and
hepatoma (HepG2).  Banbureeleung leaves had highest cytotoxic efficiency with IC 50 at41.3,227.6and 600
mg/ml in COLO-205, Hela and HepG2, respectively.  Banbureeleung stalk had less activity, while other
samples showed no cytotoxicity for three cell types.  The morphological change can be obviously observed that
both cells size and the appearance when crude extract of Banbureeleung leaves was added in culture media.
They were shrunken and formed blebbing structure at the plasma membrane. These characteristics are being
recognized as the general appearance of apoptosis or program cell death.  The further study on the mechanism
of cell death inducing by Banbureeleung leaves should beextensive investigated.
 
Keywords :
 Allamanda cathartica
/ cytotoxicity / colorectal carcinoma / cervical carcinoma / hepatoma
 
บทนํา
 
ป?จจุบันโรคมะเร็งยังคงเป?นป?ญหาที่สําคัญ
มากทั้งระดับประเทศและระดับโลก เนื่องจาก
เป?นโรคที่ไม?สามารถรักษาให?หายขาดได?  การค?นคว?า
หายาต?านมะเร็งใหม?ๆ จึงได?รับความสนใจจาก
นักวิจัยมากมาย เนื่องจากยาต?านมะเร็งที่มีอยู?ในขณะนี้
มีฤทธิ์ข?างเคียงที่รุนแรง คือมีการทําลายเซลล?ปกติ
ด?วย งานวิจัยในระยะหลังๆ จึงให?ความสนใจ
สารสกัดจากธรรมชาติโดยเฉพาะพืชในตระกูลต?างๆ
พบว?าสามารถนํามาใช?ฆ?าเซลล?มะเร็งได?และมี
ผลกระทบต?อเซลล?ปกติน?อยมาก 1-5
ในงานวิจัยนี้เป?นการศึกษาความเป?นพิษต?อ
เซลล?มะเร็งของสารสกัดจากพืชที่หาได?ทั่วไป
เพาะปลูกและดูแลง?าย  โดยคัดเลือกพืชที่มีผลการ
ออกฤทธิ์เบื้องต?นที่น?าสนใจจํานวนสามชนิด   ได?แก?
ต?นบานบุรีเหลือง(
Allamanda cathartica
) อยู?ในวงศ?
Apocynaceaeเป?นไม?พุ?มกึ่งเลื้อย มีฤทธิ์ฆ?ารา(fungal
cytotoxicity) 6 และฆ?าหนอนพยาธิ(antinematodal
activity) 7 ต?นแก?วเจ?าจอม(
Guaiacum officinale
)อยู?
ในวงศ? Zygophyllaceae เป?นไม?ต?นมีผลยับยั้งการอักเสบ
(anti-inflammation) 8 และมีผลฆ?าสัตว?ตระกูลหอย
(molluscicide) 9 และต?นการเวก(
Artabotrys   siamensis
)
อยู?ในวงศ?Annonaceaeเป?นไม?เลื้อยยืนต?น ผลเบื้องต?นมี
ฤทธิ์เป?นATPase (Na + /K + ) inhibitor 10 พืชทั้งสาม
ชนิดนี้ยังไม?มีรายงานฤทธิ์ในการฆ?าเซลล?มะเร็ง
โครงการวิจัยนี้จึงเริ่มต?นด?วยการนําสารสกัดหยาบ
จากก?านและใบของพืชมาทดสอบความเป?นพิษต?อ
เซลล?มะเร็งสามชนิดคือ เซลล?มะเร็งลําไส?
เซลล?มะเร็งปากมดลูก และเซลล?มะเร็งตับ ซึ่งเป?น
มะเร็งประเภทที่พบได?บ?อยในประเทศไทย โดย
มุ?งหวังว?าจะพบสารที่มีฤทธิ์น?าสนใจเพื่อการพัฒนา
เป?นยาต?านมะเร็งต?อไปในอนาคต

60
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
วิธีดําเนินงานวิจัย
วัสดุและสารเคมี
 
พืชที่ใช?ในการวิจัยครั้งนี้สามชนิดคือ บานบุรี
เหลือง (
Allamanda cathartica
) และแก?วเจ?าจอม
(
Guaiacum officinale
)ใช?ส?วนใบและก?าน สําหรับการเวก
(
Artabotrys siamensis
)ใช?เฉพาะส?วนของใบ เนื่องจาก
ส?วนของก?านมีน้ํายางค?อนข?างมาก ทําให?ยากต?อการสกัด
โดยพืชทั้งสามชนิดได?ทําการเก็บจากสวนสาธารณะ
ในกรุงเทพ
Hexane(Labscan,USA) Dimethysulfoxide
(Riedel, USA)  MTT (Sigma, USA)  Doxorubicin
hydrochloride (Boryung Pharmaceutical, Korea)
Dulbecco’s Modified Eagleและ RPMI 1640 (Gibco,
USA) Trypsin-EDTA (Gibco, USA) Pennisillin-
streptomycin (Gibco, USA) และ Fetal bovine serum
(Hyclone, USA)
 
วิธีการทดลอง
1.การเตรียมสารสกัดหยาบ 11-12
 
นําส?วนของพืชที่ต?องการเตรียมเป?นสาร
สกัดหยาบมาล?างให?สะอาด อบให?แห?งที่อุณหภูมิ
ประมาณ80 o ซ.เป?นเวลา24ชั่วโมง จากนั้นทําการ
ป??นให?ละเอียด แล?วทําการชั่งน้ําหนักเก็บไว? นําพืช
ที่อบแห?งไปสกัดด?วยสารละลาย hexane เป?น
เวลานาน10วัน กรองส?วนใสและทําให?เข?มข?นโดย
การระเหยhexaneออกด?วยเครื่องระเหยแห?งภายใต?
ความดันต่ําจะได?สารสกัดหยาบhexane นําไปชั่ง
น้ําหนักสารที่ได?อีกครั้งหนึ่ง และแยกสารบางส?วน
ไปทดสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งต?อไป
 
2.การเลี้ยงเซลล?มะเร็ง
 
เซลล?มะเร็งที่ใช?ตรวจสอบคือ เซลล?มะเร็ง
ลําไส?(COLO 205)เซลล?มะเร็งปากมดลูก(Hela)และ
เซลล?มะเร็งตับ(HepG2)ได?ทําการหาจํานวนเซลล?
ที่เหมาะสมสําหรับการเลี้ยงในจานอาหารเลี้ยงเซลล?
ชนิด96หลุม โดยเซลล?มะเร็งปากมดลูก    และเซลล?
มะเร็งตับ ใช?ปริมาณเซลล?ตั้งต?นที่10,000เซลล?เลี้ยง
ในอาหารชนิดDulbecco’s Modified Eagleผสมด?วย
Fetal bovine serum10%สําหรับเซลล?มะเร็งลําไส?
ที่มีขนาดเล็กกว?าใช?ปริมาณเซลล?ตั้งต?นที่ 20,000
เซลล?ในอาหารชนิดRPMI 1640ผสมด?วย Fetal
bovine serum10%Hepes10มิลลิโมลาร? Glucose
4.5กรัมต?อลิตร และSodium pyruvate1มิลลิโมลาร?
เซลล?มะเร็งทั้ง3ชนิด เลี้ยงเป?นเวลา24ชั่วโมง ใน
ตู?ควบคุมอุณหภูมิที่37 o ซ.และCO 2 5 % เป?นเวลา
24ชั่วโมง ก?อนเริ่มทดสอบยา
 
3.การทดสอบความเป?นพิษ 13
 
นํายาต?านมะเร็งมาตรฐานdoxorubicinหรือ
สารสกัดหยาบที่ความเข?มข?นต?างๆ ที่เตรียมในอาหาร
เลี้ยงเซลล? เติมลงในหลุมเซลล?มะเร็งที่เตรียมไว?
โดยมีเซลล?มะเร็งที่เติมเฉพาะตัวทําละลายยา
ในอาหารเลี้ยงเซลล?เป?นกลุ?มควบคุม ทําการเลี้ยง
ในตู?ควบคุมอุณหภูมิที่37 o ซ.และCO 2 5 %เป?นเวลา
24ชั่วโมง จากนั้นเปลี่ยนอาหารเดิมที่มียาอยู?เป?น
อาหารใหม?ที่ผสมด?วยสาร3-(4,5-dimethylthiazol-2-
yl)-2,5 diphenyltetrasolium bromide(MTT)ที่ความ
เข?มข?นสุดท?าย0.5 มิลลิกรัมต?อมิลลิลิตร ในแต?ละ
หลุมเซลล? และเลี้ยงต?อไปเป?นเวลา2ชั่วโมง จึงดูด
อาหารเลี้ยงเซลล?ที่มีสาร MTTทิ้ง แล?วเติมด?วย
สารละลายdimethysulfoxide(DMSO)จํานวน150
ไมโครลิตร ทุกหลุมเซลล? ทําการวัดสีที่เกิดขึ้น
ด?วยเครื่องELISA plate readerที่ความยาวคลื่น540
นาโนเมตร โดยการทดสอบยาจะทําซ้ํากันสองครั้ง
ในแต?ละการทดลอง และทําทั้งสิ้นสามการทดลอง
เพื่อวิเคราะห?ค?าความแปรผันทางสถิติด?วยstandard
deviation (SD) และวิเคราะห?ค?าinhibition concentra
tionที่50 % (IC 50 )ด?วยโปรแกรมprism
 
ผลการวิเคราะห?ข?อมูล
1.การสกัดสารสกัดหยาบ
 
สารสกัดหยาบจากใบและก?านของพืชทั้ง3
ชนิด มีลักษณะแสดงดังตารางที่1

61
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
2.การทดสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็ง
 
สารสกัดหยาบจากส?วนของใบบานบุรีเหลือง
จะมีประสิทธิภาพในการฆ?าเซลล?มะเร็งทั้งสามชนิด
ได?ดีที่สุด รองลงมาคือก?านบานบุรีเหลือง ในขณะที่
สารสกัดจากใบการเวกและสารสกัดจากใบและก?าน
ของต?นแก?วเจ?าจอมแทบจะไม?มีฤทธิ์ฆ?าเซลล?มะเร็ง
ทั้งสามชนิดเลย เปรียบเทียบกับผลของยาต?านมะเร็ง
มาตรฐาน(รูปที่1-4)จากนั้นได?ทําการทดสอบใหม?
อีกครั้งหนึ่งเพื่อหาค?าIC 50 ของสารสกัดหยาบที่ได?
จากใบบานบุรีเหลือง (รูปที่ 5) และก?านบานบุรี
เหลือง(รูปที่6)โดยเลือกเฉพาะช?วงความเข?มข?นที่
เห็นฤทธิ์การเป?นพิษ คือ31.25 62.50 125 250 500
และ1000ไมโครกรัมต?อมิลลิลิตร เพื่อให?ได?ค?าIC 50
ที่มีความละเอียดมากขึ้นแสดงไว?ในตารางที่ 2
เซลล?มะเร็งที่เลี้ยงด?วยสารสกัดหยาบจากใบและก?าน
ของต?นบานบุรีเหลืองมีลักษณะภายนอกที่
เปลี่ยนแปลงไปดังแสดงไว?ในรูปที่7คือ มีลักษณะ
ของเยื่อหุ?มเซลล?ที่โป?งพองออก(membrane  blebbing)
มีการหดตัวของเซลล? และมีบางเซลล?ที่มีลักษณะ
แตกออกเป?นส?วนของเซลล?เล็กๆ
 
สรุป อภิปรายผล และข?อเสนอแนะ
 
วิธีการที่ใช?ในการทดลองสําหรับการ
ทดสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งนั้น ใช?หลักการ
ของวิธีMTT assayซึ่งสารMTT จะถูกเปลี่ยนเป?น
สารประกอบสีม?วง formazan โดยเอ็นไซม?
mitochondrial dehydrogenaseที่ยังสามารถทํางานได?
เฉพาะในเซลล?ที่มีชีวิต 14 สารประกอบสีม?วงสามารถ
ละลายได?ในDMSOและค?าความเข?มของสีที่ได?จะ
เป?นสัดส?วนโดยตรงกับปริมาณของเซลล?ที่ยังมีชีวิต
อยู? โดยใช?ความเข?มข?นของยาหรือสารสกัดที่ทําให?
เซลล?มะเร็งรอดชีวิตได? 50 %(IC 50 ) เป?นค?า
เปรียบเทียบความแรงของยาหรือสารสกัดในการฆ?า
เซลล?มะเร็ง
พืชที่นํามาทดสอบการเป?นพิษต?อ
เซลล?มะเร็งได?คัดเลือกจากพืชที่ปลูกและดูแลได?ง?าย
เนื่องจากหากสามารถตรวจพบความเป?นพิษต?อ
เซลล?มะเร็งของพืชเหล?านี้ จะมีความสะดวกในการ
เพาะเลี้ยงเพื่อสกัดสารบริสุทธิ์ที่มักต?องใช?ปริมาณ
มากๆ และเมื่อศึกษาจากฐานข?อมูลสมุนไพรใน
ประเทศไทย จึงคัดเลือกพืช3ชนิด สําหรับการศึกษา
ครั้งนี้ คือ บานบุรีเหลือง แก?วเจ?าจอม และการเวก
เนื่องจาก พืชเหล?านี้มีผลเบื้องต?นที่น?าสนใจโดยออก
ฤทธิ์ในการต?านพยาธิต?านการอักเสบ ต?านจุลชีพ
เป?นต?น ซึ่งอาจมีความเป?นไปได?ที่จะมีฤทธิ์ในการ
ต?านเซลล?มะเร็ง ดังที่พบในพืชชนิดอื่นๆ 10 ในการ
เตรียม สารสกัดหยาบได?เลือกใช?ตัวทําละลายhexane
 
ตารางที่1
 แสดงน้ําหนักแห?งของพืชตัวอย?างชนิดต?างๆ น้ําหนักและลักษณะของสารสกัดหยาบ
พืชตัวอย?าง น้ําหนักพืชแห?ง
(กรัม)
น้ําหนักสารสกัดหยาบ
(กรัม)
ลักษณะสารสกัดหยาบ
1.ใบบานบุรีเหลือง 36.38 1.68 ของเหลวหนืด สีน้ําตาลเข?ม
2.ก?านบานบุรีเหลือง 62.34 0.74 ของเหลวหนืด สีน้ําตาลเข?ม
3.ใบแก?วเจ?าจอม 88.40 1.76 ของเหลวหนืดสีเขียวอมเหลือง
4.ก?านแก?วเจ?าจอม 91.50 0.36 ของเหลวหนืด สีน้ําตาลเหลือง
5.ใบการเวก 77.04 0.83 ของเหลวหนืดสีน้ําตาลดําเข?ม

62
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
10 0 10 1 10 2 10 3 10 4
0
25
50
75
100
 
IC 50 = >10
 m
g/ml
Drug concentration (ng/ml)
%
Vi
ab
ili
ty
 o
f H
ep
G2
 
ค.
10 ?1 10 0 10 1 10 2 10 3 10 4
0
25
50
75
100
 
IC 50 = 0.4
 m
g/ml
Drug concentration (ng/ml)
%
Vi
ab
ili
ty
 o
f C
OL
O?
20
5
 
10 ?1 10 0 10 1 10 2 10 3 10 4 10 5
0
25
50
75
100
 
IC 50 = 0.24
 m
g/ml
Drug concentration (ng/ml)
%
Vi
ab
ilit
y o
f H
ela
 
ข.
ก.
 
รูปที่1
 ผลการทดสอบความเป?นพิษของยาต?านมะเร็งมาตรฐานdoxorubicinในเซลล?มะเร็ง
สามชนิด ก)เซลล?มะเร็งลําไส?  ข)เซลล?มะเร็งปากมดลูก ค)เซลล?มะเร็งตับ(n=3)

63
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
0
20
40
60
80
100
120
0 10 100
100
0
100
00
100
000
 
100
000
0
 
drug concentration (ng / ml)
%
Via
bil
ity
 
Banburee leaves
Banburee stalks
Kaowjowjom leaves
Kaowjowjom stalks
Karawek leaves
 
รูปที่2
 ผลการทดสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งลําไส?(COLO 205)ของสารสกัดหยาบจากพืช
0
20
40
60
80
100
120
0 10 100
100
0
100
00
100
000
 
100
000
0
 
drug concentration (ng / ml)
%
 V
ia
bi
lit
y
 
Banburee leaves
Banburee stalks
Kaowjowjom leaves
Kaowjowjom stalks
Karawek leaves
 
รูปที่3
 ผลการทดสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งปากมดลูก(Hela)ของสารสกัดหยาบจากพืช

64
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
0
20
40
60
80
100
120
0 10 100
100
0
100
00
100
000
 
100
000
0
 
drug concentration (ng / ml)
%
Vi
ab
ilit
y
 
Banburee leaves
Banburee stalks
Kaowjowjom leaves
Kaowjowjom stalks
Karawek leaves
ในขั้นต?น เนื่องจากเป?นตัวทําละลายที่มีค?าของการมี
ขั้วต่ําที่สุด ทําให?ได?สารหลากหลายประเภท
โดยเฉพาะสารกลุ?มที่ไม?มีขั้ว คุณลักษณะของสารที่
สกัดได?มีลักษณะที่หนืดข?นเหมือนกัน    ทุกชนิด
และมีสีค?อนข?างเข?มตามสีดั้งเดิมของแต?     ละส?วนที่
นํามาทดสอบ เช?น หากนํามาจากส?วน      ของใบก็จะ
มีสีออกเขียวเข?ม เป?นต?น สารที่สกัดได?เมื่อนํามา
ทดสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็ง 3 ชนิด คือ
เซลล?มะเร็งลําไส? เซลล?มะเร็งปากมดลูก และ
เซลล?มะเร็งตับ พบว?าส?วนของใบบานบุรีเหลืองมี
ความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งมากที่สุด โดยมีค?าIC 50 ที่
41.3  227.6และ600ไมโครกรัมต?อมิลลิลิตร ต?อ
เซลล?มะเร็งลําไส? มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ
ตามลําดับ  รองลงมาคือก?านบานบุรีเหลือง ในขณะที่
ตัวอย?างอื่นๆ ไม?มีความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็ง
ข?อมูลที่ได?ในเบื้องต?นสามารถอธิบายได?ว?า
สารออกฤทธิ์ในบานบุรีเหลือง เพื่อฆ?าเซลล?มะเร็ง
ส?วนใหญ?น?าจะเป?นสารประเภทไม?มีขั้ว ในขณะที่
สารประเภทไม?มีขั้วในสารสกัดหยาบจากตัวอย?าง
อื่นๆ ไม?มีความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็ง ซึ่งมิได?
หมายความว?าต?นแก?วเจ?าจอมและต?นการเวกไม?มีสาร
ที่มีความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็ง เนื่องจากยังมิได?
ทดสอบในส?วนของสารประเภทที่มีขั้ว เช?นเดียวกับ
ต?นบานบุรีเหลืองที่อาจจะมีสารประเภทที่มีขั้วอื่นๆ
ที่มีความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งอีกได?ดังที่พบในพืช
ชนิดอื่นๆ 12
ค?าของสารสกัดหยาบที่ได?จากบานบุรี
เหลืองมีค?าค?อนข?างสูงประมาณ 100 เท?า เมื่อ
เปรียบเทียบกับยาต?านมะเร็งมาตรฐาน ซึ่งแสดงถึง
ประสิทธิภาพที่ด?อยกว?ามาก แต?การทดสอบที่ได?นี้
เป?นการทดสอบจากสารสกัดหยาบ ในขณะที่ยาต?าน
มะเร็งมาตรฐานเป?นสารสกัดบริสุทธิ์ที่มีการทดสอบ
การออกฤทธิ์จนเป?นที่ยอมรับ ดังนั้นหากสารสกัด
หยาบนี้ได?รับการพัฒนาด?วยการเตรียมเป?นสาร
บริสุทธิ์ อาจทําให?เห็นถึงประสิทธิภาพได?ชัดเจนกว?า
 
รูปที่4
 ผลการทดสอบความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งตับ(HepG2)ของสารสกัดหยาบจากพืช

65
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
รูปที่5
 การหาค?าIC 50 ของสารสกัดหยาบจาก
ใบบานบุรีเหลืองที่มีผลต?อ ก)เซลล?มะเร็งลําไส?
ข)เซลล?มะเร็งปากมดลูก  ค)เซลล?มะเร็งตับ
(n=3)
 
รูปที่6
ผลการหาค?าIC 50 ของสารสกัดหยาบจาก
ก?านบานบุรีเหลืองที่มีผลต?อ ก)เซลล?มะเร็งลําไส?
ข)เซลล?มะเร็งปากมดลูก ค)เซลล?มะเร็งตับ (n=3)
10 100 1000
0
25
50
75
100
 
IC 50 = 500
 m
g/ml
Drug concentration (
m
g/ml)
%
Vi
ab
ilit
y o
f H
ep
G2
 
10 100 1000
0
25
50
75
100
 
IC 50 = 227.5
 m
g/ml
Drug concentration (
m
g/ml)
%
Vi
ab
ilit
y o
f H
ela
 
10 100 1000 0
25
50
75
100
 
IC 50 = 41.3
 m
g/ml
Drug concentration (
m
g/ml)
%
Via
bil
ity
 of
 C
OL
O?
20
5
 
ก. ข.
ค.
10 100 1000
0
25
50
75
100
 
IC 50 = 515
 m
g/ml
Drug concentration (
m
g/ml)
%
Vi
ab
ilit
y o
f C
OL
O?
20
5
 
10 100 1000
0
25
50
75
100
 
IC 50 = 515
 m
g/ml
Drug concentration (
m
g/ml)
%
Vi
ab
ilit
y o
f H
ela
 
ก. ข.
10 100 1000
0
25
50
75
100
125
 
IC 50 = 531
 m
g/ml
Drug concentration (
m
g/ml)
%
Vi
ab
ilit
y o
f H
ep
G2
 
ค.

66
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
รูปที่7
 ลักษณะของเซลล?มะเร็งภายหลังการเลี้ยงด?วยสารสกัดหยาบจากใบบานบุรีและก?านบานบุรี ก)
เซลล?มะเร็งลําไส?(ขยาย400X)ข)เซลล?มะเร็งปากมดลูก (ขยาย200X)และ ค)เซลล?มะเร็งตับ(ขยาย200X)
 
ตารางที่2
 ค?าIC 50 ของสารสกัดหยาบจากใบและก?านบานบุรีเหลืองและยาต?านมะเร็งมาตรฐาน
ค?าIC 50 (ไมโครกรัมต?อมิลลิลิตร)
พืชตัวอย?าง
เซลล?มะเร็งลําไส?
(COLO 205)
เซลล?มะเร็งปากมดลูก
(Hela)
เซลล?มะเร็งตับ
(HepG2)
1.ใบบานบุรีเหลือง 41.30 227.60 600
2.ก?านบานบุรีเหลือง 38.50 616.00 681
3.Doxorubicin 0.40 0.24 10
อาหารเลี้ยงเซลล?ปกติ                   อาหารเลี้ยงเซลล?ที่มีสารสกัด              อาหารเลี้ยงเซลล?ที่มีสารสกัด
(กลุ?มควบคุม) หยาบใบบานบุรีเหลือง                      หยาบก?านบานบุรีเหลือง
ก.



ข.



ค.




67
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
 
ลักษณะการตายของเซลล?มะเร็งนับเป?นจุด
ที่น?าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง โดยพบการหดตัว
ของเซลล? มีการแตกออกเป?นชิ้นส?วนเล็กๆ และมีการ
โป?งพองของเยื่อหุ?มเซลล? ซึ่งมีลักษณะคล?ายกับเซลล?
ที่ตายด?วยกระบวนการ apoptosis กลไกการตาย
แบบหนึ่งที่มีการศึกษากันอย?างกว?างขวางในป?จจุบัน
เซลล?ที่ตายด?วยกระบวนการapoptosisจะมีลักษณะเด?น
ที่สําคัญคือ มีการหดตัวของเซลล?(cell shrinkage)
มีการหดตัวของโครมาติน(chromatin condensation)
การแตกออกของนิวเคลียส(nuclear fragmentation)
และมีการโป?งพองของเยื่อหุ?มเซลล? (membrane
blebbing) และในระยะสุดท?ายส?วนของเซลล?มี
การแตกแยกออกเป?นส?วนเล็กๆ เรียกว?าapoptotic
bodies 15 -17 หากอยู?ในร?างกายส?วนของapoptotic
bodiesนี้จะถูกกําจัดโดยระบบภูมิคุ?มกัน จึงไม?เกิด
การกระจายของสารหรือของเสียไปยังเซลล?ข?างเคียง
นั่นคือไม?ทําให?เกิดการอักเสบเหมือนกับการตาย
แบบnecrosisที่จะมีลักษณะของเซลล?บวม ไม?มีการ
หดตัวของโครมาติน เยื่อหุ?มเซลล?แตกออกทําให?
ของเหลวภายในเซลล?รั่วออกสู?ภายนอก 18-19 การตายแบบ
apoptosisจะเป?นที่น?าสนใจมากในการพัฒนายา
เพื่อการนําไปใช?ต?อไป
ผลงานวิจัยนี้จึงสามารถสรุปในเบื้องต?น
ได?ว?า สารสกัดหยาบจากใบบานบุรีเหลืองมีสาร
ประเภทไม?มีขั้วเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งมากที่สุด
สมควรมีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เช?น สกัดสาร
บริสุทธิ์มาทดสอบประสิทธิภาพการต?านมะเร็ง
นอกจากนั้นยังเป?นที่น?าสนใจด?วยว?าสารที่ออกฤทธิ์
ในสารสกัดหยาบจากใบบานบุรีเหลืองอาจมี
การกระตุ?นกระบวนการapoptosis ในเซลล?มะเร็ง
ซึ่งหากมีการกระตุ?นจริงก็จะทําให?สารนี้มีความ
น?าสนใจในการพัฒนาเป?นยาต?อไปมากยิ่งขึ้น
สําหรับพืชอีกสองชนิดคือ แก?วเจ?าจอม และการเวก
น?าจะมีการทดสอบเพิ่มเติม โดยทําการสกัดด?วยตัว
ทําละลายที่มีความแรงของขั้วเพิ่มมากขึ้น ได?แก?
เอธานอล เมธานอล เป?นต?น เพื่อสกัดเอากลุ?มสารที่มี
ขั้วออกมาทําการทดสอบต?อไป
 
กิตติกรรมประกาศ
 
ขอขอบคุณ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร?
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในความอนุเคราะห?ใช?
เครื่องrotary evaporatorขอขอบคุณรศ.ดร.มธุรส พงษ?
ลิขิตมงคล มหาวิทยาลัยมหิดลรศ. ดร.รมิดา วัฒนโภ
คาสิน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร.จุรี
เจริญธีรบูรณ? มหาวิทยาลัยศิลปากร ในความ
อนุเคราะห?เซลล?มะเร็ง และขอขอบคุณมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ในการให?ทุนสนับสนุนการทํา
วิจัย โดยเป?นทุนอุดหนุนการวิจัยจากงบประมาณเงิน
รายได?มหาวิทยาลัย (เงินกองทุนส?งเสริมและพัฒนา
การวิจัย)โครงการทุนวิจัยไม?กําหนดทิศทางประจําป?
2547
 
เอกสารอ?างอิง
1. Lee YS, Jin D?Q, Kwon EJ, et al. Asiatic acid, a
triterpene, induce apoptosis through intracellular Ca 2+
release and enhanced expression of p53 in HepG2
human hepatoma cells. Cancer Lett 2002? 186: 83?91.
2. Melo PS, Gusto GZ, Duran N, et al. Natural killer cell
activity and anti?tumor effects of dehydrocrotonin and
its synthetic derivatives. Eur J Pharma 2004? 487: 47?
54.
3.   Cavalieri E, Mariotto S, Fabrizi C, et al. alpha?bisabolol,
a nontoxic natural compound, strongly induces
apoptosis in glioma cells. BBRC 2004? 315:589?94.
4.   Liu W?K, Ho JCK, Cheung FWK, et al. Apoptotic
activity of betulinic acid derivatives on murine
melanoma B16 cell line. Eur J Pharma 2004? 498: 71?8.
5.    Urech K, Scher JM, Hostanska K, et al. Apoptosis
inducing activity of viscin, a lipophilic extract from
Viscum album L. J Pharmacy Pharmaco 2005? 57:
101?9.
6.    Tiwari TN, Pandey VB, and Dubey NK. Plumieride
from Allamanda cathartica as an antidermatophytic
agent. Phytother Res 2002? 16(4): 393?4.
7.     Alen Y, Nakajima S, Nitoda T, Baba N, Kanzaki H,
and Kawazu K. Antinematodal activity of some
tropical rainforest plants against the pinewood
nematode, Bursaphelenchus xylophilus. Z Naturforsch
(C). 2000, 55(3?4): 295?9.
8.     Duwiejua M, Zeitlin IJ, Waterman PG, and Gray AI.
Anti?inflammatory activity of Polygonum bistorta,
Guaiacum officinale and Hamamelis virginiana in
rats. J Pharm Pharmacol 1994, 46(4): 286?90.
9. Almeida Alves TM, Nagem TJ, Ribeiro A et al.
Molluscicidal saponins from Guaiacum officinale
(ZYGOPHYLLACEAE). Int J Pharmacog 1996, 34
(2): 81?6
10. ฐานข?อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร? มหาวิทยาลัยมหิดล
11. อนันต? คงชุม.การศึกษาความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งของ
สารประกอบที่แยกได?จากลําต?นหลอดเถื่อน (Mallotus

68
 
Journal   of   Medicine  and  Health  Sciences
Faculty  of   Medicine,  Srinakharinwirot  University Vol.  12  No.  2  August  2005
 
oblongifolius Muell. Arg.). ปริญญานิพนธ? คณะ
วิทยาศาสตร? มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.2544.17-
19.
12. วินัย สุขราช. การศึกษาความเป?นพิษต?อเซลล?มะเร็งของ
สารที่แยกได?จากเหง?าพุทธรักษา (Canna indica Linn.).
ปริญญานิพนธ? คณะวิทยาศาสตร? มหาวิทยาลัยศรีนคริน
ทรวิโรฒ.2544.18-20.
13. Uthaisang W, Reutrakul V, Krachangchaeng C, et al.
VR?3848, a novel peptide derived fromEuphobiaceae,
induce mitochondria?dependent apoptosis in human
leukemia cells. Cancer Lett 2004? 28: 171?8.
14. Mosmann, T. Rapid colorimetric assay for cellular
growth and survival: application to proliferation and
cytotoxicity assays. J Immunol Methods1983? 65: 55?
63
15. Kerr JFR, Wyllie AH, and Currie AR. Apoptosis: a
basic biological phenomenon with wide ranging
implications in tissue kinetics. Br J Cancer 1972? 26:
239?57.
16. Webb SJ, Harrison DJ, and Wyllie AH. Apoptosis: an
overview of the process and its relevance in disease.
Adv in Pharmacol 1997? 41: 1?33.
17. Oberhammer F, Wilson JW, Dive C, et al. Apoptotic
death in epithelial cells: cleavage of DNA to 300 and
/or 50 kb fragments prior to or in the absence of
internucleosomal fragmentation. EMBO J 1993? 12:
3679?84.
 

69

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Administrator l Global Moderator l Moderator l กลุ่มชมรมพระศรีอริยเมตไตรย์ l ทีมกองทุนพระศรีอารย์ l ผู้สนับสนุนเว็บพระศรีอารย์ l ทีมงานเว็บพระศรีอารย์ l ทีมงาน DJธรรมะ l สมาชิก l Postสูงสุด แบ่งปัน Share
Copyright (c) 2006-2011
พระศรีอาริย์ l พระศรีอริยเมตไตรย l maitreya l Sitemap