พระศรีอาริย์สนทนากับพระมาลัย

พระศรีอาริย์สนทนากับพระมาลัย
คนที่จะได้พบพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
เรื่องนี้มีกล่าวไว้ตามนัยแห่งพระคัมภีร์ปรมัตถโชติกถา ฏีกามาลัยเทวสูตร หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ในครั้งนั้นพระรัตนตรัยยังเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเกาะลังกา มีพระมาลัยเทวเถรเจ้า
อยู่ในลังกา เป็นผู้ที่แตกฉานในพระตรัยปิฏก มีบุญญานุภาพมาก มีญาณวิเศษ เป็นผู้ที่พร้อมด้วยอิทธิฌาน เป็นพระขีณาสพ ได้เข้าสู่จตุตถฌานอันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญา ครั้นออกจากจตุตถฌานแล้ว
ก็เหาะลอยไปในอากาศ เพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียวก็ไปปรากฏในสถานลานพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อนมัสการพระเกตุแก้วจุฬามณีเจดีย์
ในครั้งนั้น พระเมตไตรยโพธิสัตว์ได้ลงมาจากดุสิตเทวโลก นมัสการกราบไหว้ ถวายเครื่องสักการะพระเกตุแก้วจุฬามณีเจดีย์ เสร็จแล้วได้สนทนาธรรมกับพระมาลัย ณ.ลานพระจุฬามณีเจดีย์ถึงเรื่องต่างๆหลายเรื่อง
ไปจนถึงพระโพธิสัตว์จะได้ลงมาบังเกิดในมนุษย์โลกตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่ได้พบและไม่ได้พบศาสนาของพระพุทธองค์ และพระโพธิสัตว์เองยังได้ตรัสอีกว่า ท่านจะลงมาบังเกิดในมนุษย์โลกอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะลงมาบังเกิด
ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นต้น
ระหว่างที่พระมาลัยได้สนทนาธรรมกับพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ณ.ลานพระจุฬามณีเจดีย์ในเทวโลกชั้นดาวดึงส์นั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสกับพระมาลัยถึงวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้พบกับศาสนาของพระพุทธองค์
และขอให้พระมาลัยเทวเถรเจ้านำไปบอกแก่พวกมนุษย์ทั้งหลายในชมพูทวีปให้รับทราบปฏิบัติด้วย

พระศรีอาริย์

พระศรีอาริย์ จะมีเวลาเทศนาสั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์ในพระศาสนาของพระองค์ถึง 80,000 ปี จึงจะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน

พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าถ้าจะเสด็จไปสู่ชนบทจาริก

พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าถ้าจะเสด็จไปสู่ชนบทจาริก
ก็ย่อมเสด็จพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวกเป็นจำนวนมาก ถ้าจะเสด็จพระพุทธดำเนินไปในสถานที่ใด ดอกปทุมชาติบัวขาวอันใหญ่ก็ผุดขึ้นรองรับพระบาททุกย่างก้าว
ส่วนพระอัครสาวกผู้ปรีชาญาณนั้นมีพระนามว่า พระอโสกะเถระ และพระสาวกอีกพระองค์หนึ่งผู้ยิ่งด้วยพระเดชพระฤทธิ์นั้นมีนามว่า พรหมเทพเถระ พระพุทธอุปัฏฐากนั้น
พระนามว่า พระสีหเถระ พระอัครสาวิกา 2 พระองค์นั้นมีพระนามว่า พระปทุมาเถรี กับพระสุมนาเถรี จะมีอุบาสกเป็นโยมอุปัฏฐากอันเลิศกว่าอุบาสกทั้งปวงนั้น 2 คนชื่อว่า
สุคนคหบดี กับสังฆหบดี จะมีอุบาสิกาเป็นโยมอุปัฏฐากเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวง 2 คน ชื่อ ยศวดี กับสังฆอุบาสิกา

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ
เมื่อพิจารณาเห็นเข้าเหตุแห่งหลักการเลือกใหญ่ 5 ประการแล้ว จึงได้จุติลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงมาถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางพรหมวดี เวลาตอนใกล้รุ่งของวันเพ็ญ
กลางเดือน 8 ซึ่งจะมีความอัศจรรย์เกิดขึ้นอย่างมาก เหล่าเทวดาทั้งหลายจะพากันลงมาสักการบูชาท่ามกลางอากาศมากมาย จะมีปราสาท 3 หลังปรากฏผุดขึ้นมาเพื่อเป็นที่พัก
เกษมสำราญ เจริญสวัสดิมงคล ก่อให้เกิดประโยชน์สุขทุกประการของพระโพธิสัตว์ตามควรแต่ละฤดูกาล ปราสาททั้ง 3 หลังมีนามว่า 1.สิริวัฒน์ปราสาท 2.สิทธัตถะปราสาท
3.จันทกะปราสาท เป็นปราสาทที่งดงามมากที่สุดที่จะพรรณาความงามได้หมด ทั้งยังมีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่วสารทิศอยู่ตลอดกาล นางสนมกำนัลก็มีถึงแสนนางคอยบำเรอ มีนางจันทมุนี
เป็นอัครมเหสี บุตรของพระโพธิสัตว์จะมีนามว่า พรหมวัฒนกุมาร ดำรงชีวิตฆราวาสอยู่ได้ 8,000 ปีควรแก่การจะออกบวช จึงได้เสด็จขึ้นสู่รถแก้วเสด็จประภาสสู่อุทยาน
ได้ทอดพระเนตรเห็นนิมิตรทั้ง 4 ประการ คือ คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ(นักบวช)เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย(เป็นวิสัยของผู้ที่จะออกบวชเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จะต้องเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช)จึงเกิดธรรมสังเวชมีพระทัยน้อมไปในทางบรรพชิต เสด็จกลับมาขึ้นสู่ปราสาท ทรงน้อมพระทัยในความเป็นบรรพชิตแล้ว
ขณะนั้นปราสาทของพระโพธิสัตว์ก็ลอยจากปฐพีขึ้นสู่อากาศ ได้พาพระโพธิสัตว์พร้อมด้วยบริวาร 1,000 คนลอยขึ้นสู่อากาศแล้ว เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ต่างก็พากันถือดอกไม้
พากันมาสักการะบูชา เหาะตามพระโพธิสัตว์ไป ในอากาศจึงเนืองแน่นไปด้วยเทพบุตร เทพธิดาทั้งหลาย ชาวเมืองในปัจจันตชนบทชายแดนต่างก็พากันบูชาด้วยดอกไม้ของหอม
ในการที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกบรรพชา มหาชนทั้งหลายที่ใคร่จะบรรพชา ก็พากันล่องลอยไปในอากาศตามพระโพธิสัตว์ไปด้วยอำนาจของจักรแก้ว และอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั่นเอง

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ตรัสรู้

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ตรัสรู้
ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ เสด็จนั่งเหนืออปราบัลลังก์ ใต้ต้นไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ์ ครั้งนั้น ทั้งเทพ มนุษย์ อินทร์พรหม ยมยักษ์อสูร กุมภัณฑ์คนธรรพ์ทั้งหลาย มาทำสักการบูชา
กันอย่างเนืองแน่น ตั้งแต่ปฐพี่จนไปถึงชั้นพรหม พร้อมด้วยเทพบุตร เทพธิดา และเครื่องสักการบูชาต่างๆ ไปจนถึงขอบจักรวาล
ฝ่ายพญามารกับพวกที่คอยตามประจญ พระโพธิสัตว์ก็บันดาลให้ตื่นตระหนกตกประหม่า ไม่สามารถที่จะเข้าใกล้พระองค์ได้ คงอยู่เพียงแค่ขอบเขาจักรวาล เห็นแต่รัศมีรุ่งโรจน์ก็ทนอยู่ไม่ได้
พากันแตกตื่นกระจัดกระจายหลบหนีไปสิ้น พระโพธิสัตว์ก็ได้สำเร็จบุพเพนิวาสญาณคือ ปัญญาอันระลึกพระชาติหนหลังในเวลาปฐมยาม ล่วงเข้ามัชฌิมยาม(เที่ยงคืน)ก็ได้สำเร็จทิพยโสต-ทิพยจักษุ ล่วงเข้า
ปัจฉิมยาม(ยามสุดท้ายใกล้รุ่ง)พระองค์ก็จะพิจารณาพระปฏิจสมุปบาทธรรมเป็นอนุโลมปฏิโลม ถึงเวลาปัจจุสมัยจะใกล้รุ่งอรุโณทัย พระองค์ก็จะได้ตรัสแก่พระสัมโพธิญาณ
ขณะนั้นเกิดมหัศจรรย์โลกธาตุหวั่นไหว(เกิดแผ่นดินไหว)เกินกว่าเทวานุภาพใดๆจะบันดาลได้ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ตรัสเปล่งปฐมพุทธอุทานติเตียนตัณหา แล้วเสด็จไปสู่สวน
พระอุทยานอันประเสริฐชื่อว่า นาควัน อยู่ใกล้พระมหาโพธิ์พฤกษ์กากะทิงนั่นแล้ว พระพุทธองค์ก็จะเสด็จเข้าสู่ผลสมาบัติในสวนพระอุทยานนั้น 7 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน
(เป็นเวลา 7 สัปดาห์)รวมเป็นเวลา 49 วันด้วยกัน ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็พิจารณาเห็นว่า พระสัทธรรมนี้ลึกล้ำนัก จึงมีพระทัยขวนขวายมิได้โปรดประทานพระสัทธรรมเทศนา
สหบดีมหาพรหมเห็นแจ้งในข้อพระพุทธปริวิตกนั้น ก็ชวนกันลงมาอาราธนาพระพุทธองค์ๆก็จะเสด็จไปเทศนาพระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ณ.นาควันอุทยาน
คือป่าอิสิปตนมฤคทายวันในปัจจุบัน
พระเมตไตรยโพธิสัตว์ทรงสร้างพระบารมีเป็นวิริยาธิกะ มีอุตสาหะความเพียรอย่างอุกกฤษฏ์กว่าสัทธาธิกะและปัญญาธิกะ ซึ่งศรัทธาปัญญาบางประการเบาลงไปบ้าง
แต่พระองค์มิได้ละความเพียรพยายามแต่อย่างใด จะเบื่อหน่ายจากความเพียรนั้นก็หามิได้ ถ้าวิริยะความเพียรอ่อนแล้ว ก็มักจะทิ้งทางโพธิญาณนั้นเสีย หันเข้ามาหาสาวกบารมี
สำเร็จพระอรหันต์เป็นขีณาสพสิ้นอาสวะทั้งปวง แต่พระเมตไตรยโพธิสัตว์ทรงสร้างพระบารมีโดยพระโพธิญาณ ที่เรียกว่า วิริยาธิกะ คือสร้างพระบารมีด้วยความเพียรพยายาม
อุตสาหะแก่กล้า นานถึง 16 อสงไขย กับอีกแสนกัป จึงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระเมตไตรยโพธิสัตว์

พระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาเกิดเป็นคนธรรมดาอีกครั้งก่อนที่จะลงมาบังเกิดเป็นพระพุทธเจ้า
พระเมตไตรยโพธิสัตว์ได้ตรัสกับพระมาลัยอีกว่า ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะลงมาบังเกิดเป็นพระศรีอริยเมตไตรย ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น จะลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์เป็นบุคคลธรรมดา
อีกครั้งหนึ่งก่อนเพื่อกระทำสัตตกมหาทาน บริจาคบุตร ภรรยาเหมือนกับพระเวสสันดรที่บริจาคบุตรและภรรยา (กัณหา ชาลี และนางมัทรี)ให้กับชูชกนั่นเอง เป็นการสร้างบารมี
เต็มครบถ้วนบริบูรณ์ 30 ประการอีกครั้งหนึ่ง แล้วจะกลับขึ้นไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตอีกครั้ง มีพระนามว่า สันดุสิตเทวบุตร เพื่อรอเวลาที่จะเสด็จลงมาบังเกิดเป็นพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้าต่อไป
ลงมาบังเกิดเป็นบุคคลธรรมดาเมื่อใดนั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสกับพระมาลัยขณะที่สนทนาธรรมกันที่ลานจุฬามณีเจดีย์นั้นอีกว่า จะลงมาบังเกิดเป็นบุคคลธรรมดา ขณะที่ชมพูทวีปมีข้าวสาลีเมล็ดหนึ่งบังเกิดขึ้นมาเอง
โดยที่ไม่มีผู้ใดปลูกหว่านเอาไว้ ข้าวสาลีจะงอกแตกออกเป็นกอได้หนึ่งแสนกอ แต่ละกอๆนั้น รวงข้าวได้หนึ่งแสนรวง ข้าวแต่ละรวงมีผลข้าวกล้าได้ 2 ทะนาน
หรือถ้าคิดประมาณแล้วข้าวสาลีเมล็ดเดียวนั้นก็จะบังเกิดข้าวสารถึง 2,220 เล่มเกวียน กับ 16 สัด ในกาลเมื่อนั้นแหละพระโพธิสัตว์จึงจะลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อกระทำสัตตสตกมหาทานเสร็จแล้ว ก็จะไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตอีกครั้งหนึ่ง
รอเวลาที่จะเสด็จลงมาบังเกิดเป็นพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้าในชมพูทวีปต่อไป

พระมาลัยได้ถามพระโพธิสัตว์ว่า

พระมาลัยได้ถามพระโพธิสัตว์ว่า ทำไมต้องได้สดับฟังพระธรรมเทศนาเฉพาะมหาเวสสันดรชาดกเท่านั้นหรือ จึงจะได้พบพระโพธิสัตว์ พระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์และพระสูตร
ทั้ง 7 พระคัมภีร์ พระวินัยทั้ง 5 พระคัมภีร์ พระไตรปิฏกทั้งปวงนั้น ถ้าสดับฟังแล้ว จะไม่พบพระโพธิสัตว์หรือเป็นประการใด? และที่ให้เขาพากันสดับฟังในวันเวลาเดียว กำหนดลงไว้อย่างนั้น
มีความประสงค์อย่างไร?
พระเมตไตรยโพธิสัตว์ตรัสว่า พระธรรมเทศนาทั้งหลายอื่นๆทั้งพระไตรปิฏกควรจะสดับฟัง เมื่อสดับฟังแล้วก็บังเกิดมีผลานิสงส์มากเหมือนกัน พระธรรมเทศนาอื่นๆนั้น
ผู้มีสติปัญญาน้อยเข้าใจยาก เว้นแต่ท่านผู้เป็นปราชญ์มีสติปัญญาและบุญญาภิสมภารบารมี ได้กระทำบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อนจึงจะเข้าใจ แต่ถ้าเป็นพระเวสสันดรชาดก
นั้นละเอียดลึกซึ้งฟังแล้วเข้าใจง่าย ผู้ที่มีสติปัญญาน้อยก็เข้าใจได้ดี
ส่วนเรื่องที่จะสดับฟังไปวันละเล็กวันละน้อยนั้นก็ได้บุญเหมือนกันแต่ยังไม่แสดงว่าเป็นผู้ที่ศรัทธาแก่กล้ายิ่งที่สู้อุตสาหะทรมานกายนั่งฟังจนจบ ถือว่าเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้ายิ่ง
จะให้ได้ซึ่งผลบุญอันใหญ่หลวงด้วยกำลังศรัทธาอันแก่กล้ายิ่งนี้เอง
สำหรับเครื่องสักการบูชา ที่กำหนดมากมายสิ่งละพันๆ นั้น ก็ตรัสเฉพาะผู้ที่กำลังทรัพย์ กำลังกายที่จะกระทำได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนยากจนเข็ญใจ หาสิ่งใดมิได้ตามกำหนดนั้น หรือได้แต่น้อยก็ดี
แต่ถ้าได้เข้าไปฟังร่วมกับท่านที่ให้มีพระมหาชาตินั้นก็ดี เมื่อมีจิตเลื่อมใสศรัทธาสดับฟังโดยคารวะเคารพก็ดี ก็อาจได้ประสบพบพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าได้ตามความปรารถนาเช่นกัน

พระพุทโธวาทขององค์พระศรีอริยเมตไตรย

พระพุทโธวาทขององค์พระศรีอริยเมตไตรย
ดูก่อน ท่านผู้เป็นสัปปุรุษ ในบวรพระพุทธศาสนา ตถาคตได้ตรัสเทสนาไว้ว่า กามราคะ พยาบาท วิหิงสานี้ชั่วร้ายนัก ผู้ใดลุอำนาจแก่กามราคะ พยาบาท วิหิงสาแล้ว
ผู้นั้นก็จะนำตนเองไปทนทุกขเวทนาในจตุราบาย จะห่างไกลจากมรรคแลผล จะเวียนวนเที่ยวท่องล่องลอย อยู่ตามกระแสชลาโลกโอฆะสงสารสิ้นกาลนานเป็นพัน เป็นหมื่น
เป็นแสนชาติ จะไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ไม่ได้ฟังคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆเลย ผู้ที่มีบุญเท่านั้นเมื่อเกิดมาจะได้พบพระพุทธศาสนา เกิดมาจึงได้เป็นมนุษย์
ได้เป็นสัมมาทิฏฐิเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ถ้าละอกุศลวิตกเสียมิได้ ท่านก็จะเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร เวียนตายเวียนเกิดอยู่อย่างนั้น เวียนโศก เวียนเศร้า เวียนร้องให้ร่ำไร สะอื้นอาลัยอยู่ มิรู้จบสิ้น เปรียบเสมือนดังเรือ
อันลอยอยู่ในกระแสน้ำ ลอยขึ้นลอยลงอยู่ไม่รู้สักกี่เที่ยวกี่กลับ พ้นวิสัยที่จะนับได้ว่า กี่ครั้งกี่หน ห้วงมหาสมุทรคือวัฏสงสารนี้ มีน้ำคือโศกทุกข์และปริเทวทุกข์ โทมนัสทุกข์
และอุปายาสทุกข์ มีคลื่นใหญ่ๆซ้ำเติมอยู่มิได้ขาด กล่าวคือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย อันลวงล่อล้างผลาญ สังหารชีวิตสัตว์ และติดตามเบียดเบียนสัตว์อยู่สิ้นกาลทุกเมื่อ
สงสารสาครนี้ประกอบด้วยปลาร้ายและผีเสื้อที่สัญจรตามกันอยู่คลาคล่ำ กล่าวคือ มัจฉริยะธรรมและมานะ โลภะ โทสะ โมหะ อันปกคลุมหุ้มห่อจิตสันดาน สงสารสาครนี้กว้างใหญ่ไพศาลลึกล้ำนัก อันตรายก็มีมากกว่า
มากพ้นวิสัยที่จะกล่าว จงตั้งใจกระทำเพียร สละละอกุศลวิตกเสียแล้ว จงบำเพ็ญเพียรเจริญโพธิปักขิยธรรม ภาวนาเอาภาวนาพิธีเป้นสำเภาหลวงข้ามพ้นให้ลุล่วงถึงฟากฝั่งวิมุติ
ให้พ้นจากสงสารสาครนี้ให้จงได้ อย่าไปรักใคร่ลุ่มหลงด้วยความสงสาร

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ

พระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า อันดอกบัว เกิดและเจริญขึ้นในโคลนตมและน้ำ เจริญงอกงามอยู่ในโคลนตมและน้ำ แต่ไม่ติดโคลนตมและน้ำ ยังส่งกลิ่นหอมจรุงใจให้รื่นรมย์ นี้ฉันใด
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเกิดมาในโลกและอยู่ในโลก แต่ไม่ติดโลกประดุจดั่งบัวไม่ติดโคลนตม และน้ำ นี้ฉันนั้น เมื่อยามที่เรากล่าวพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ดี
พึงมีปัญญาพาชี้ชัดว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ ทรงอุบัติมาเพื่อยังสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งมวล ให้ล่วงพ้นเสียจากความทุกข์ ทรงเป็นโลกะวิทูผู้รู้เห็นแจ้งโลก ทรงเป็นโลกนาถผู้เป็นที่
พึ่งแห่งโลก ดังนี้ พระพุทธเจ้าอันไม่มีประมาณในโอฆะสงสารนี้ จึงทรงดำเนินมาเพื่อยังประโยชน์แก่พหูชนโดยไม่มีประมาณ

ในภัทรกัปอันนับพระสมณโคดมศากยมุนีพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในลำดับสี่นั้น ย่อมตั้งคติเอาพระศรีอริยเมตไตรย ไว้ในลำดับห้าอันเป็นอนาคตพุทธ ผู้ที่จะทรงมาอุบัติเมื่อพระศาสนายุกาลแห่ง
พระสมณะโคดมล่วงผ่านพ้นไปได้ 5,000วัสสา