พราหมณ์ธวัชชัย วิภีษณพราหมณ์

พราหมณ์ธวัชชัย วิภีษณพราหมณ์ พราหมณ์พิธี พราหมณ์ AEC รับประกอบพิธีพราหมณ์ทุกพิธี รับจัดงานพิธีทุกประเภทแบบครบวงจร รับจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ รับจัดพิธีพุทธาภิเษก รับจัดพิธีเททองหล่อพระ รับจัดพิธีบวงสรวงเปิดหน้าดิน รับจัดพิธียกเสาเอก-เสาโท รับจัดพิธีลงเสาเข็มมงคลฤกษ์ รับจัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องละคร-ภาพยนต์ รับจัดพิธีไหว้ครูทุกสายงานอาชีพ รับทำพิธีอัญเชิญครุฑขึ้นประดิษฐานหน้าอาคาร รับจัดพิธีตั้งศาลทุกศาล รับตั้งศาลพระพรหม รับตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ รับตั้งศาลตายาย รับตั้งศาลพระพิฆเนศ รับตั้งศาลรุกขเทวดา ศาลเทพารักษ์ รับทำพิธีย้ายศาล รับทำพิธีเปลี่ยนศาล รับทำพิธีบวงสรวงศาลทุกศาล รับทำพิธีถอนศาลเก่าทุกศาล รับทำพิธีบวงสรวงรุกขเทวดา บวงสรวงตัดต้นไม้ขอที่ขอทาง รับทำพิธีบวงสรวงก่อนรื้อบ้าน ก่อนทุบตึก รื้ออาคารสถานที่ต่างๆ รับทำพิธีบวงสรวงเปิดโรงงาน เปิดอาคาร เปิดร้าน และสำนักงานต่างๆ รับทำพิธีบวงสรวงขึ้นบ้านใหม่ รับทำพิธีเปิดป้ายเจิมป้าย รับทำพิธีโกนผมไฟ ทำขวัญเดือน ทำขวัญปี พิธีมงคลโกนจุก-ตัดจุก พิธีบายศรีสู่ขวัญ รับทำพิธีบวงสรวงประจำปี และบวงสรวงอนุสาวรีย์ต่างๆ รับประกอบพิธีทั่วประเทศไทย และในต่างประเทศ
ติดต่อพราหมณ์ได้ที่ 089-589-3139 080-533-5929
เว็บไซต์ http://phram.net/
อีเมล์ phram.net@gmail.com
ไลน์ 0895893139

พระบรมสารีริกธาตุจะเสด็จไปรวมกันที่มหาเจดีย์

ครั้นมาถึงกาลสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะอันตรธานไป ซึ่งในเวลานั้น จะไม่มีผู้ใดรู้จักพระพุทธศาสนา ไม่มีใครรู้จักพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายในลังกาทวีป
จะเสด็จไปรวมกันที่มหาเจดีย์ (มหาสถูปในลังกา)จากมหาเจดีย์นี้เสด็จต่อไปยังราชายตนเจดีย์ในนาคทีปะ (นาคเจดีย์อยู่ในลังกา)จากราชาตนเจดีย์เสด็จต่อไปยังมหาโพธิบัลลังก์ที่ตำบลพุทธคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร
ประเทศอินเดียในปัจจุบันนี้
จากนั้น พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ณ.ที่อื่นๆ ไม่ว่าในที่ใดๆ เช่น นาคพิภพ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ทั้งหมดนี้ก็จะเสด็จไปรวมกันที่มหาโพธิบัลลังก์เช่นกัน

พระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดจะไม่อันตรธานหายไปไหนเลย แม้จะเป็นขนาดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดก็ตาม พระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดที่มารวมกันที่มหาโพธิบัลลังก์นี้
นี้จะรวมประสานกันเป็นพระพุทธรูปแสดงพระพุทธสรีระของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ.โพธิบัลลังก์ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ ประกอบด้วย
1.ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ เช่น มีพื้นพระบาททั้งสองเต็มเสมอดี มีลายกงจักรที่พื้นพระบาททั้งสองฯเป็นต้น
2.อนุพยัญชนะ 80 ประการ เช่น นิ้วพระหัตถ์และพระบาทเหลืองงาม เรียวงามฯ เป็นต้น
3.เปล่งรัศมีฉัพพัณณรังสี คือรัศมีมีพรรณะ 6 สีครบบริบูรณ์มีสีเขียวเหมือนดอกอัญชัน สีเหลืองเหมือนหรดาล สีแดงเหมือนแสงตะวัน สีขาวเหมือนแผ่นเงิน สีหงสบาทเหมือนดอกหงอนไก่ สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก
แผ่ไปทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ จักกระทำปาฏิหาริย์ เหมือนกับครั้งที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ ในกาลครั้งนั้น ไม่มีมนุษย์ไปณ.ที่แห่งนั้น และมนุษย์ทั้งหลายในสมัยนั้นก็ไม่
สามารถมองเห็นปาฏิหาริย์ในครั้งนั้นได้ มีแต่เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล จะพากันมาประชุมกันแสดงปริเทวนาการอย่างใหญ่หลวง ยิ่งกว่าวันเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเสียอีกว่า
พระบรมศาสดาจะปรินิพพาน ตั้งแต่นี้ไปจะมีแต่ความมืดบอดไปอีกนานแสนนาน

พระนางมหาปชาบดีโคตมีทำผ้าจีวรถวายพระพุทธเจ้า

พระนางมหาปชาบดีโคตมีทำผ้าจีวรถวายพระพุทธเจ้า
เรื่องราวที่จะกล่าวนี้ ในครั้งพุทธกาลสมัยที่พระพุทธเจ้าของเราอุบัติขึ้นแล้ว มีหลักฐานไว้ใน ปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวไว้ว่า
สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จไปยังเมืองกบิลพัสดุ์ ทรงประทับอยู่ที่วิหารนิโครธาราม (ปัจจุบันยังเหลือซากของสถูปวัดนิโครธารามอยู่ในโบราณสถานเมืองกบิลพัสดุ์)
ครั้งนั้นพระนางมหาปชาบดีโคตมีปรารภว่า ศากยวงศ์อื่นๆต่างก็ได้ถวายสิ่งของแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง ได้ออกบวชตามบ้าง แต่ส่วนของพระนางเองยังมิได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
เพื่อพระพุทธองค์เลย จึงได้ตัดสินใจที่จะผ้าจีวรถวายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผ้าจีวรตัดเย็บใหม่ที่มีค่าสูงมาก ไม่สามารถจะหาค่าของสิ่งใดมาเปรียบได้ทำอย่างปราณีต
เริ่มตั้งแต่จัดหาช่างทองมาตีทำอ่างทองคำ 7 อย่างสำหรับเพาะเม็ดฝ้าย แล้วให้กรางทองออกมาเป็นผงผสมกับดินเหนียวธรรมชาติ และผสมเปลือกของหอมสี่อย่างลงไปเต็มโอ่งทองคำทั้ง 7 อ่าง
จัดหาเม็ดฝ้ายอย่างดีนำไปเพาะในอ่างทองคำทั้ง 7 นั้นแล้วรดด้วยน้ำนมโคที่เจือด้วยผงทองคำ(น้ำนมโคนำมาจากโคที่เลี้ยงไว้โดยเฉพาะให้กินข้าวมธุปายาสอย่างดี)
ครั้นต้นฝ้ายออกดอก ปอยก็เป็นสีเหลืองดั่งสีทอง พระนางเก็บฝ้ายนั้นด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง นำไปเก็บไว้ในผอบทองคำก่อน แล้วทำการคัดเลือกฝ้าย หีบฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอด้ายด้วยตนเอง
เส้นด้ายแต่ละเส้นละเอียดอ่อนมีสีเหลืองดุจดั่งเส้นไหมทอง แล้วคัดหาช่างทอผ้าฝีมือชั้นเอกมาให้บริโภคอาหารอย่างดีก่อน ให้แต่งกายนุ่งห่มเสื้อผ้า พร้อมเครื่องประดับกายอย่างสวยงาม
ที่โรงทอผ้านั้นจัดเหมือนกับเป็นโรงพิธีกรรม ให้ดาดเพดานเบื้องบนของโรงพิธีห้อยด้วยพวงดอกไม้ โปรยข้าวตอกดอกไม้ พระนางเสด็จไปสู่โรงทอผ้ากับเหล่านางบริวาร
ควบคุมการทอ ทุกวันมิได้ขาด กระทำอยู่ภายในพระราชวังจนเสร็จ ได้ผ้ามาสองผืน แต่ละผืนยาว 14 ศอก กว้าง 7 ศอกเท่ากันทั้ง 2 ผืน มีเนื้อละเอียด สีงามรุ่งเรือง
เป็นผ้าอันหาค่ามิได้ สมควรแก่พระพุทธองค์เท่านั้น จึงพับผ้าทั้ง 2 ผืนใส่ในผอบแก้ว แล้วยกขึ้นประดิษฐานทูลเหนือเศียรเกล้า เสด็จพร้อมด้วยนางสนมบริวารหนึ่งแสน
ถือธูป เทียน ดอกไม้ ของหอม กับผ้าอื่นอีกหนึ่งแสนผืน มีราคาผืนละหนึ่งแสนกหาปณะ แล้วใส่ผอบทองคำหนึ่งแสนใบ กับผ้าอื่นอีกหนึ่งพันผืนๆละพันกหาปนะ ใส่ในผอบเงินพันใบ ให้ถือตามเสด็จไปยังพระวิหารนิโครธาราม
ที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ครั้นไปถึงก็เข้าสู่สำนัก พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งอยู่บนพุทธอาสน์ แวดล้อมด้วยพระภิกษุจำนวนมาก พระอิริยาบทของพระพุทธองค์
แลดูสง่างดงามยิ่งนัก เปรียบเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นอยู่กลางนภาที่ไร้เมฆหมอกปิดบังแสงอันเหลืองอร่ามนวลเหมือนสีทอง ที่สาดส่องลงมายังพื้นโลกให้เย็นสบายทั้งกายและใน พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมด้วยข้าราช
บริพารทั้งหลาย ทอดพระเนตรเห็นความสง่าของพระบรมศาสดาแล้ว ก็ทรงปิติโสมนัสซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ต่างก็ถวายอภิวาท เสร็จแล้วเปิดผอบแก้ว หยิบจีวร 2 ผืนออกมาน้อมถวายแด่พระบรมศาสดา พร้อมกับทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผ้าใหม่ทั้งสองนี้หม่อมฉันจัดทำเองตั้งแต่เพาะเม็ดฝ้าย ปลูกฝ้าย เก็บฝ้าย เลือกฝ้าย หีบฝ้าย กรอด้าย ดูแลการทอ ตัดเย็บย้อมสีเอง ตั้งใจอุทิศแด่พระพุทธองค์ เพื่อประโยชน์สุขแก่หม่อมฉันตลอดกาล
ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์โปรดรับรับผ้าทั้งสองของหม่อมฉันด้วยเถิด
พระบรมศาสดาทรงตรัสว่า
ดูก่อน โคตมี ผ้านี้จงถวายแด่พระสงฆ์เถิด จะได้มีอานิสงส์ยิ่งกว่าถวายอุทิศเจาะจงต่อตถาคตเหล่านั้น ทั้งยังได้ชื่อว่า เป็นการบูชาทั้งตถาคตและพระภิกษุทั้งปวงด้วย
ฝ่ายพระนางมหาปชาบดีโคตมี ที่ตั้งใจถวายผ้าทั้งสองแก่พระพุทธองค์ ก็ยังกราบทูลพระศาสดาให้ทรงรับผ้าทั้งสองอีกเป้นครั้งที่สอง และครั้งที่สาม ถึงสามครั้งด้วยกัน
พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงรับ กลับตรัสบอกให้นำไปถวายแก่สงฆ์ทั้ง 3 ครั้งเหมือนเดิม
(ตรงนี้มีคำปุจฉาว่า เหตุที่พระบรมศาสดาไม่ทรงรับผ้าของพระนาง ก็เพราะพระพุทธองค์ประสงค์จะให้อนุเคราะห์แก่พระมารดาโดยปรารภว่า พระมารดาตถาคตในนกาลก่อน
ต้องการให้ได้รับอานิสงส์มาก และอีกประการหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงไตร่ตรองว่า หากพระนางถวายพระพุทะองค์เพียงพระองค์เดียว เมื่อพระพระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้ว
ผู้ที่จะเกื้อกูลต่อสงฆ์ก็จะไม่มี สาวกทั้งหลายก็จะลำบากด้วยปัจจัย 4 อันจะหาได้ยาก และศาสนาของพระองค์ก็จะไม่ยั่งยืนอยู่ได้ถึง 5000 ปีแต่ถ้าให้ทานแก่สงฆ์
ในอนาคตกาลลาภสักการะก็จะได้แก่สงฆ์ทั้งปวง พระพุทธศาสนาก็จะยั่งยืนอยู่ได้ด้วยการยกสงฆ์เป็นใหญ่ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็จะให้ความสำคัญแก่พระสงฆ์ พุทธศาสนาก็จะยั่งยืนอยู่ยาวนาน

ด้วยเหตุนี้เอง

ปัญจมหาวิโลกนะ

ปัญจมหาวิโลกนะ
หลักการพิจารณาดูเหตุใหญ่ 5 ประการของพระโพธิสัตว์ ที่จะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
การที่พระโพธิสัตว์จะลงมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกครั้งนั้น ตามหลักแล้วจะต้องมีเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล มีท้าวมหาพรหมเป็นประธาน
จะมากล่าวเชื้อเชิญให้พระโพธิสัตว์ให้ลงไปบังบังเกิดในโลกมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือสัตว์โลก นำสัตว์ทั้งหลายข้ามโอฆะสงสาร พระโพธิสัตว์จะพิจารณาดูเหตุใหญ่ 5 ประการด้วยกันคือ
1.พิจารณาดูกาล หมายถึงอายุกาลของมนุษย์ที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากอายุของมนุษย์ทั้งหลายในครั้งนั้น ต้องมีอายุอยู่ระหว่าง 100 ปีถึง 1 แสนปีขึ้นไป และไม่น้อยกว่า 100 ปีลงมา
เป็นการสมควรที่พระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะลงไปบังเกิด
ถ้าอายุของมนุษย์มากกว่า 1 แสนปีขึ้นไป ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ยังไม่บังเกิดแก่มนุษย์เหล่านั้น เขาจึงไม่รู้จักความเกิด ความแก่ และความตาย
แม้พระศาสดาจะตรัสเทศนาพระไตรลักษณ์ ที่ประกอบไปด้วยลักษณะญาณ ให้เห็นสังขารธรรมทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เขาฟังแล้วไม่เกิดปัญญาให้เห็นเป็นอนิจจัง
ทุกขัง และอนัตตา ก็หาเชื่อถือต่อพระธรรมเทศนาไม่ เมื่อไม่มีความเชื่อถือพระธรรมเทศนานั้นแล้ว มรรคผลนิพพานก็จะไม่บังเกิดมี เมื่อมรรคผลนิพพานไม่บังเกิดมีแล้ว
พระธรรมเทศนาก็ไม่ได้ผล จึงไม่สามารถนำสัตว์ให้ออกจากวัฏสงสารได้
ถ้ามนุษย์ทั้งหลายมีอายุน้อยกว่า 100 ปีลงมา ก็หาเป็นการสมควรที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไปบังเกิดในโลกไม่ เพราะเหตุว่ามนุษย์ทั้งหลายที่มีอายุน้อยกว่า 100 ปีลงมานั้น
ย่อมประกอบไปด้วยกิเลสกามแน่นหนาแก่กล้ามาก จะให้โอวาทสั่งสอนสักเพียงใดก็หาอยู่ในโอวาทไม่ รับไว้ต่อหน้าครั้นลับหลังก็ลืมโอวาทคำสอนเสีย หรือรับศีลไปประเดี๋ยวเดียวก็ทิ้งเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุน้อยกว่า 100 ปีลงมา พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงมิได้มาบังเกิดในโลกมนุษย์ ถ้ามนุษย์ทั้งหลายมีอายุตั้งอยู่ในระหว่างตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 1 แสนปี
เป็นการสมควรที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะลงไปบังเกิด การพิจารณาแลดูอย่างนี้ ได้ชื่อว่า พิจารณาดูอายุกาลของมนุษย์ประการหนึ่ง
2.พิจารณาดูทวีป การพิจารณาดูทวีปที่จะลงไปบังเกิดนี้ ซึ่งโลกมนุษย์เรานี้มีอยู่ 4 ทวีปด้วยกัน โดยถือเอาภูเขาสิเนรุ หรือเมรุราชเป็นจุดศูนย์กลางมี
-บุพพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาสิเนรุ
-อปรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ
-ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ของภูเขาสิเนรุ
-อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาสิเนรุ
และทวีปน้อยอีก 2,000 เป็นบริวาร พิจารณาดูเห็นว่า พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ จะเสด็จลงไปอุบัติในชมพูทวีปอันเป็นมัชฌิมประเทศ เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี
สมเด็จพระจักรพรรดิกษัตริย์พราหมณ์ คหบดีมหาศาลมเหสักข์ที่มีบุญมากทั้งหลาย ย่อมบังเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
3.พิจารณาเทสะ คือประเทศ หมายถึงถิ่นแดน ทรงเห็นมัชฌิมประเทศเป็นที่บังเกิดแห่งพระอริยเจ้าทั้งปวง มีพระสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นอาทิ อนึ่งสมเด็จบรมจักรพรรดิ์กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีมหาศาล
ผู้มีบุญมากทั้งหลาย ล้วนบังเกิดแต่ในมัชฌิมประเทศนั้นทั้งสิ้นจะไม่ไปบังเกิดในปัจจันตประเทศเลย (เมืองชายแดนไม่มีความเจริญ)สมควรที่จะลงไปบังเกิดในเมืองใดเมืองหนึ่งซึ่งอยู่ในมัชฌิมประเทศ
(ส่วนมากมักจะเป็นเมืองพาราณสีปัจจุบันนี้)พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
4.พิจารณาถึงกุละ คือตระกูล พิจารณาดูตระกูลอันสมควรที่จะลงไปบังเกิด ธรรมดาของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า จะได้บังเกิดในตระกูลเศรษฐี คหบดีและพ่อค้าพ่อครัวนั้นหามิได้ ย่อมบังเกิดแต่ในตระกูลทั้งสองคือ ขัตติยะตระกูล
กับพราหมณ์ตระกูล ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง อันโลกสมมุตินับถือว่า ประเสริฐในช่วงเวลานั้น พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
5.ชเนตติอายุปริจเฉท พิจารณาถึงพระมารดาที่จะลงไปบังเกิด ธรรมดาพุทธมารดาซึ่งจะเป็นสตรีที่มีสันดานอันต่ำช้า โลเลต่างๆเป็นนักเลงสุราเป็นอาทิก็หามิได้
ย่อมบำเพ็ยพระบารมีมาถึงแสนกัปบริบูรณ์ จำเดิมแต่บังเกิดมาก็รักษาเบญจศีลบริสุทธิ์มิได้ด่างพร้อยเป็นนิจกาล และพระนางมีพระชนมายุได้อีก 7 วัน หลังจากมีพระประสูติกาลแล้ว พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จะเสด็จลงมาสู่ลานพระจุฬามณีเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ(พระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาข้างบน)ที่ชั้นดาวดึงส์เทวโลก มีกำหนดทุกวัน 5 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ ทุกๆวันเหล่านี้ เสด็จมานมัสการมิได้ขาด
ครั้นถึงเวลาที่จะเสด็จลงมานมัสการ กระทำสักการบูชาพระจุฬามณีเจดีย์สถาน จะเสด็จมาในท่ามกลางแห่งหมู่เทพอัปสรกัญญาที่แวดล้อมนำอยู่เบื้องหน้า ตามมาเบื้องหลัง
และขนาบอยู่ทั้งเบื้องซ้ายและเบื้องขวา อุปมาเหมือนพระจันทร์ที่เลื่อนลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ทิศทั้งหลายทั่วนภากาศรุ่งเรืองไปด้วยรัศมีสว่างไสวออกไปทั่วดาวดึงส์พิภพทั้งหอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธบุปผามาลัยสีต่างๆ

ปณิธานของพระศรีอาริย์

ขอเดชะ ทาน ศีล เมตตา ภาวนา และบารมีทั้ง 30 ประการ จงเป็นปัจจัยแก่พระโพธิญาณ เมื่อได้สำเร็จแก่พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขออย่าให้มนุษย์ทั้งหลายบังเกิดมาเป็นคนพิการ
ทั้งทางกาย วาจา ใจ ในพระศาสนาของข้าพเจ้าเลย
นี่เป็นความปรารถนาของพระศรีอาริย์ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำปณิธานเอาไว้ระหว่างที่ได้สร้างพระบารมีมาช้านาน 16 อสงไขยกับแสนกัป กระทำความเพียรเป็นวิริยาธิกะ
สั่งสมกองบารมี 10 ทัศ มีทานบารมีเป็นต้น ซึ่งได้กระทำปณิธานตั้งความปรารถนาเอาไว้ดังกล่าวแล้วนี้ เพื่อให้มนุษย์ที่เกิดมาในยุคศาสนาของพระศรีอาริย์ ไม่เป็นคนพิการ
ทั้งทางกาย วาจา ใจ

เบญจกามคุณ 5 ประการ เปรียบปานต้นไม้พิษ

เบญจกามคุณ 5 ประการ เปรียบปานต้นไม้พิษ
เบญจกามคุณ 5 ประการ เปรียบปานประดุจต้นไม้พิษ อวิชชาคือโมหะ อันปกปิดกำบังเสียซึ่งพระไตรลักษณ์ญาณนั้น เป็นรากแห่งไม้พิษ ไม่พิษนี้มียอดคือชรา และมรณะ มีกิ่งคือตัณหา มีดอกคือเบญจกามคุณ
ทั้ง 5 มีผลกล่าวคือ กองทุกข์ ผู้ใดลุ่มหลงอยู่ด้วยไม้พิษนี้ ก็จะกระทำให้ผู้นั้นต้องทุกข์ต้องภัย ต้องพิบัติอันตรายต่างๆ จะให้ผู้นั้นต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารสิ้นกาลช้านาน จงเอาพระกัมมัฏฐานเป็นพระแสงกรรม
ตัดกิ่งตัดต้นไม้พิษเสียให้หมด อย่าให้เหลือเศษไว้ รากน้อยรากใหญ่ที่หยั่งลงไปอันลึกนั้น ขุดรื้อเพิกถอนเสียให้สูญสิ้น อย่าให้กลับเป็นขึ้นมาได้ สุมเสียด้วยไฟคืออริยมรรคญาณ
จงอุตสาหะข่มจิต เกี่ยวจิตให้สติตั้งมั่นอยู่ในพระกรรมฐาน กระทำการให้เหมือนหมอช้าง อันเกี่ยวช้างไว้ด้วยขอทรมานช้างร้าย คือจิตนั้นไม่ย้อท้อกลัวเกรงให้อยู่ในอำนาจของตนให้ได้
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเทศนาเช่นนี้แล้ว ภิกษุผู้ลุอำนาจแก่อกุศลวิตกนั้นก็จะปฏิบัติตาม ละอกุศลเสียได้ จะตรัสรู้มรรคและผล ยกตนออกจากวัฏสงสารได้สำเร็จโดยมโนปณิธาน

ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย จะไม่มีคนที่พิการ

ดังนั้น มนุษย์ที่เกิดในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย จะไม่มีคนที่พิการ ทั้งทางกาย วาจา ใจ เช่น หูหนวก ตาบอด แข้งขาลีบ บ้าใบ้ สติฟั่นเฟือนฯเป็นต้น จะไม่มีโรคร้ายอันใดๆ
มาเบียดเบียน ไม่มีโจรผู้ร้าย ทุกคนจะอยู่กันอย่างมีความสุข แต่ละคนจะมีรูปโฉมที่สง่างาม แผ่นดินในชมพูทวีปจะสะอาดราบเรียบ แม่น้ำน้อยใหญ่ทจะมีน้ำเต็มบริบูรณ์ถึงของฝั่ง
ใสสะอาดบริสุทธิ์ดื่มกินได้ เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ไปด้วยทิพยสมบัติ เรียกได้ว่าเป็นยุคศาสนาของผู้ที่มีบุญมาเกิด จากผลของกรรมดี คือให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ที่ได้กระทำ
สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนเป็นเวลาช้านาน ทั้งนี้เป็นเพราะพระศรีอริยเมตไตรย ได้กระทำความเพียรเป็นวิริยาธิกะ สร้างบารมีมาช้านานถึง 16 อสงไขย กับแสนกัป นั่นเอง

ธาตุปรินิพพานคืออะไร?

ธาตุปรินิพพาน
ธาตุปรินิพพานคืออะไร?
คำว่า นิพพาน หมายถึง การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตรธรรม และเป็นโลกุตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ในอรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค สัมปสาทนียสูตร
และหนังสือปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมนุชิตชิโนรส รจนาไว้ว่า ปรินิพพานมี 3 คือ
1.กิเลสปรินิพพาน
2.ขันธปรินิพพาน
3.ธาตุปรินิพพาน

ปรินิพพาน 3 นี้เป็นปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระพุทธเจ้าของเราพระองค์ปัจจุบันนี้ คือพระสมณะโคดมมีกิเลสปรินิพพาน และขันธปรินิพพานแล้ว
แต่ธาตุปรินิพพานจะมีในอนาคตกาล หมายความว่า

1.กิเลสปรินิพพาน หมายถึง การดับกิเลสหมดจดไม่มีเหลือ มีแต่เบญจขันธ์เหลืออยู่(มีพระชนม์อยู่)พระพุทธเจ้าของเรา ได้มีกิเลสปรินิพพานแล้ว เมื่อวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช
45 ปีขณะที่พระองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ณ.โพธิบัลลังก์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย(ปัจจุบันเป็นตำบลพุทธคยา จังหวัดคยา)
วันนั้นเป็นวันที่พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ 4 ที่พวกเราเรียกวันนั้นกันว่า วันวิสาขบูชา พระองค์ได้ดับกิเลสหมดไม่มีเหลือ แต่ยังคงมีพระชนชีพอยู่ คือเบญจขันธ์ หรือขันธ์ 5 นั่นเอง

2.ขันธปรินิพพาน หมายถึง การดับหมดไม่เหลือ ดับทั้งกิเลสและดับทั้งเบญจขันธ์ พระพุทธเจ้าของเราได้มีแล้ว เมื่อวันอังคารขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง เมือพระชนมายุได้ 80 พรรษา ระหว่างต้นรังที่สาลวโนทยาน
ของมัลลกษัตริย์ ณ.เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ประเทศอินเดีย ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชาอีกนั่นแหละ

3.ธาตุปรินิพพาน ธาตุในที่นี้ หมายถึงกระดูก หรือที่เรียกว่า พระธาตุ หรือพระพุทธเจ้าของเรานี้ จักบังเกิดมีในอนาคตกาล ในวันสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะอันตรธานไปเมือ่สิ้นปี พ.ศ.5000

ธาตุปรินิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงดำริว่า พระองค์มีพระชนมายุน้อย ประกาศพระศาสนาอยู่ได้ไม่นาน เพียง 45 ปี ก็ปรินิพพาน พระศาสนายังไม่แผ่ไพศาลไปยังนานาประเทศ จึงทรงอธิษฐานว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพาน
และทำการถวายพระเพลิงแล้ว พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายจะแตกกระจายเป็น 3 ขนาด คือขนาดโตเท่าเม็ดถั่วเขียว ขนาดกลางเท่าเม็ดข้าวสาร และขนาดเล็กเท่าเม็ดผักกาด เพื่อมหาชนในนานาประเทศ
จะได้อัญเชิญไปนานาประเทศจะได้อัญเชิญไปนมัสการสักการบูชาเข้าถึงมหากุศล อำนวยผลให้บังเกิดในสุคติภพต่อไป ด้วยอานุภาพแห่งพุทธาธิษฐานนี้ทำให้เพลิงไม่ไหม้
1.ผ้าขาวที่หุ้มห่อพระสรีระชั้นในสุดและชั้นนอกสุด
2.พระเขี้ยวแก้ว 4 เขี้ยว
3.พระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้าทั้งสองข้าง)
4.พระอุณหิส (กระดูกหน้าผาก)

ธรรมดาของพระโพธิสัตว์ 16 ประการ

ธรรมดาของพระโพธิสัตว์ 16 ประการ
ต่อไปนี้ จะขอกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ที่จะลงมาบังเกิดตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะต้องประกอบด้วยเหตุการณืพิเศษ แต่เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ 16 ประการด้วยกันคือ
1.พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ลงสู่พระครรภ์พระมารดา
2.เมื่อพระโพธิสัตว์ลงสู่พระครรภ์พระมารดา จะมีแสงสว่างอันโอฬารปรากฏในโลก หมื่นโลกธาตุสะเทือนสะท้านหวั่นไหว
3.มีเทพบุตร 4 ตนมาอารักขาทั้ง 4 ทิศเพื่อป้องกันมนุษย์และอมนุษย์มิให้เบียดเบียนพระโพธิสัตว์หรือพระมารดา
4.พระมารดาพระโพธิสัตว์ทรงตั้งอยู่ในศีล 5 โดยปกติ
5.พระมารดาพระโพธิสัตว์ไม่ทรงมีความรู้สึกทางกามในบุรุษทั้งหลาย และจะเป็นผู้อันบุรุษใดๆ ผู้มีจิตกำหนัดก้าวล่วงไม่ได้
6.พระมารดาพระโพธิสัตว์มีลาภ บริบูรณ์ด้วยกามคุณ 5 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ)
7.พระมารดาพระโพธิสัตว์ไม่มีโรค มองเห็นพระโพธิสัตว์ในพระครรภ์เหมือนเห็นเส้นด้ายในแก้วไพฑูรย์ (ตั้งแต่ข้อ 3 ถึงข้อ 7 หมายถึงระหว่างทรงพระครรภ์)
8.เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูตรได้ 7 วันแล้ว พระมารดาย่อมสวรรคต เข้าสู่สรรค์ชั้นดุสิต
9.สตรีอื่นบริหารครรภ์ 9 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้างจึงคลอด ส่วนพระมารดาพระโพธิสัตว์บริหารพระครรภ์ 10 เดือนพอดีจึงคลอด
10.สตรีอื่นนั่งหรือนอนคลอด ส่วนพระมารดาพระโพธิสัตว์ยืนประสูติ
11.เมื่อประสูติ ท้าวมหาพรหมรับก่อน มนุษย์รับภายหลัง
12.เมื่อประสูติจากพระครรภ์ยังไม่ทันถึงพื้น ท้าวมหาพรหม 4 ตนจะรับวางไว้เบื้องหน้าพระมารดาและบอกให้ทราบว่า พระโอรสที่เกิดมีศักดิ์ใหญ่
13.เมื่อประสูติ พระโพธิสัตว์เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาด ไม่แปดเปื้อนด้วยคัพภมลทิน
14.เมื่อประสูติ จะมีธารน้ำร้อนน้ำเย็นตกลงมาสงสนานพระกายพระโพธิสัตว์และพระมารดา
15.ทันใดที่ประสูติ พระโพธิสัตว์จะผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าวแล้วประทับยืน ณ.ก้าวที่ 7 เปล่งอาสภิวาจา(วาจาอันองอาจ)
อัคโคหะมัสสะมิง โลกัสสะ เชฐโฐหะมัสสะมิง โลกัสสะ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิถานิ ปุนัพภะโว แปลความว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้ใหญ่ในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย การเกิดไม่มีอีกแล้ว
16.เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ จะมีแสงสว่างอันเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นในโลก มารโลก พรหมโลก หมื่นโลกธาตุสั่นสะเทือนสะท้าน