พระพุทโธวาทขององค์พระศรีอริยเมตไตรย

พระพุทโธวาทขององค์พระศรีอริยเมตไตรย
ดูก่อน ท่านผู้เป็นสัปปุรุษ ในบวรพระพุทธศาสนา ตถาคตได้ตรัสเทสนาไว้ว่า กามราคะ พยาบาท วิหิงสานี้ชั่วร้ายนัก ผู้ใดลุอำนาจแก่กามราคะ พยาบาท วิหิงสาแล้ว
ผู้นั้นก็จะนำตนเองไปทนทุกขเวทนาในจตุราบาย จะห่างไกลจากมรรคแลผล จะเวียนวนเที่ยวท่องล่องลอย อยู่ตามกระแสชลาโลกโอฆะสงสารสิ้นกาลนานเป็นพัน เป็นหมื่น
เป็นแสนชาติ จะไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ไม่ได้ฟังคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆเลย ผู้ที่มีบุญเท่านั้นเมื่อเกิดมาจะได้พบพระพุทธศาสนา เกิดมาจึงได้เป็นมนุษย์
ได้เป็นสัมมาทิฏฐิเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ถ้าละอกุศลวิตกเสียมิได้ ท่านก็จะเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร เวียนตายเวียนเกิดอยู่อย่างนั้น เวียนโศก เวียนเศร้า เวียนร้องให้ร่ำไร สะอื้นอาลัยอยู่ มิรู้จบสิ้น เปรียบเสมือนดังเรือ
อันลอยอยู่ในกระแสน้ำ ลอยขึ้นลอยลงอยู่ไม่รู้สักกี่เที่ยวกี่กลับ พ้นวิสัยที่จะนับได้ว่า กี่ครั้งกี่หน ห้วงมหาสมุทรคือวัฏสงสารนี้ มีน้ำคือโศกทุกข์และปริเทวทุกข์ โทมนัสทุกข์
และอุปายาสทุกข์ มีคลื่นใหญ่ๆซ้ำเติมอยู่มิได้ขาด กล่าวคือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย อันลวงล่อล้างผลาญ สังหารชีวิตสัตว์ และติดตามเบียดเบียนสัตว์อยู่สิ้นกาลทุกเมื่อ
สงสารสาครนี้ประกอบด้วยปลาร้ายและผีเสื้อที่สัญจรตามกันอยู่คลาคล่ำ กล่าวคือ มัจฉริยะธรรมและมานะ โลภะ โทสะ โมหะ อันปกคลุมหุ้มห่อจิตสันดาน สงสารสาครนี้กว้างใหญ่ไพศาลลึกล้ำนัก อันตรายก็มีมากกว่า
มากพ้นวิสัยที่จะกล่าว จงตั้งใจกระทำเพียร สละละอกุศลวิตกเสียแล้ว จงบำเพ็ญเพียรเจริญโพธิปักขิยธรรม ภาวนาเอาภาวนาพิธีเป้นสำเภาหลวงข้ามพ้นให้ลุล่วงถึงฟากฝั่งวิมุติ
ให้พ้นจากสงสารสาครนี้ให้จงได้ อย่าไปรักใคร่ลุ่มหลงด้วยความสงสาร

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ

พระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า อันดอกบัว เกิดและเจริญขึ้นในโคลนตมและน้ำ เจริญงอกงามอยู่ในโคลนตมและน้ำ แต่ไม่ติดโคลนตมและน้ำ ยังส่งกลิ่นหอมจรุงใจให้รื่นรมย์ นี้ฉันใด
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเกิดมาในโลกและอยู่ในโลก แต่ไม่ติดโลกประดุจดั่งบัวไม่ติดโคลนตม และน้ำ นี้ฉันนั้น เมื่อยามที่เรากล่าวพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ดี
พึงมีปัญญาพาชี้ชัดว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ ทรงอุบัติมาเพื่อยังสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งมวล ให้ล่วงพ้นเสียจากความทุกข์ ทรงเป็นโลกะวิทูผู้รู้เห็นแจ้งโลก ทรงเป็นโลกนาถผู้เป็นที่
พึ่งแห่งโลก ดังนี้ พระพุทธเจ้าอันไม่มีประมาณในโอฆะสงสารนี้ จึงทรงดำเนินมาเพื่อยังประโยชน์แก่พหูชนโดยไม่มีประมาณ

ในภัทรกัปอันนับพระสมณโคดมศากยมุนีพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในลำดับสี่นั้น ย่อมตั้งคติเอาพระศรีอริยเมตไตรย ไว้ในลำดับห้าอันเป็นอนาคตพุทธ ผู้ที่จะทรงมาอุบัติเมื่อพระศาสนายุกาลแห่ง
พระสมณะโคดมล่วงผ่านพ้นไปได้ 5,000วัสสา

พระบรมสารีริกธาตุในสถานที่หลายแห่ง

เราทราบกันมาแล้วว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระพุธเจ้านั้น ถูกนำไปประดิษฐานไว้เป็นที่บูชาเคารพ และกระทำสักการะบูชาอยู่ตามสถานที่ต่างๆหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นพระบรมสา
รีริกธาตุขนาดใด จะอยู่ณ.ที่แห่งใด ประเทศใด ภพภูมิใดก็ตาม เมื่อกาลเวลาล่วงไปๆ ถึงเวลาที่พระศาสนาเสื่อมลง การสักการะบูชา การเคารพพระบรมสารีริกธาตุ ย่อมไม่มี
เมื่อไม่มีการสักการะบูชาและไม่ความเคารพแล้ว พระบรมสารีริกธาตุนั้นๆก็จะเสด็จไปสู่สถานที่ๆมีการสักการะบูชา มีการเคารพ การเสด็จไปนี้เสด็จไปด้วยอานุภาพแห่งพุทธาธิษฐาน
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ได้อธิษฐานเอาไว้

พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพยิ่งใหญ่

ลำดับนั้น เตโชธาตุก็จะลุกโพลงขึ้นมาเองจากพระสรีรธาตุที่เป็นพระพุทธรูปขององค์พระสมณโคดมพุทธเจ้านั้นสว่างไสวพลุ่งขึ้นไปจนถึงพรหมโลก พระบรมสารีริกธาตุ
มีประมาณเท่าเม็ดผักกาดยังมีเปลวไฟติดอยู่อีกเปลวหนึ่งเป็นเปลวสุดท้าย ครั้นเมื่อเปลวไฟทั้งหลายดับหมดไปแล้ว(พระธาตุไหม้หมดแล้ว)เปลวไฟสุดท้ายก็จะมอดดับขาดหายไป
พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพยิ่งใหญ่เช่นนี้แล้วก็อันตรธานไป(หายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเหลือไว้อีกเลย)พระพุทธศาสนาก็จะอันตรธานไป ตรงนี้นี่แหละที่เรียกว่า
ธาตุปรินิพพาน จึงกล่าวว่า ธาตุปรินิพพานพระพุทธเจ้าของเราจะมีในอนาคตกาลดังกล่าวแล้ว(ในอนาคตกาลนี้ ก็หมายถึงวันที่สิ้นพระศาสนานั้นเอง)แล้วจากวันนั้ก็ว่างจากพระพุทธเจ้า
ว่างจากพระพุทธศาสนา ว่างจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่างจากพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ว่างจากมรรคผลนิพพาน รอพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มาตรัสรู้
ก็คือ พระศรีอริยเมตไตรย(พระศรีอาริย์)อันเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่5แห่งภัทรกัปนี้นั่นเอง

พราหมณ์ธวัชชัย วิภีษณพราหมณ์

พราหมณ์ธวัชชัย วิภีษณพราหมณ์ พราหมณ์พิธี พราหมณ์ AEC รับประกอบพิธีพราหมณ์ทุกพิธี รับจัดงานพิธีทุกประเภทแบบครบวงจร รับจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ รับจัดพิธีพุทธาภิเษก รับจัดพิธีเททองหล่อพระ รับจัดพิธีบวงสรวงเปิดหน้าดิน รับจัดพิธียกเสาเอก-เสาโท รับจัดพิธีลงเสาเข็มมงคลฤกษ์ รับจัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องละคร-ภาพยนต์ รับจัดพิธีไหว้ครูทุกสายงานอาชีพ รับทำพิธีอัญเชิญครุฑขึ้นประดิษฐานหน้าอาคาร รับจัดพิธีตั้งศาลทุกศาล รับตั้งศาลพระพรหม รับตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ รับตั้งศาลตายาย รับตั้งศาลพระพิฆเนศ รับตั้งศาลรุกขเทวดา ศาลเทพารักษ์ รับทำพิธีย้ายศาล รับทำพิธีเปลี่ยนศาล รับทำพิธีบวงสรวงศาลทุกศาล รับทำพิธีถอนศาลเก่าทุกศาล รับทำพิธีบวงสรวงรุกขเทวดา บวงสรวงตัดต้นไม้ขอที่ขอทาง รับทำพิธีบวงสรวงก่อนรื้อบ้าน ก่อนทุบตึก รื้ออาคารสถานที่ต่างๆ รับทำพิธีบวงสรวงเปิดโรงงาน เปิดอาคาร เปิดร้าน และสำนักงานต่างๆ รับทำพิธีบวงสรวงขึ้นบ้านใหม่ รับทำพิธีเปิดป้ายเจิมป้าย รับทำพิธีโกนผมไฟ ทำขวัญเดือน ทำขวัญปี พิธีมงคลโกนจุก-ตัดจุก พิธีบายศรีสู่ขวัญ รับทำพิธีบวงสรวงประจำปี และบวงสรวงอนุสาวรีย์ต่างๆ รับประกอบพิธีทั่วประเทศไทย และในต่างประเทศ
ติดต่อพราหมณ์ได้ที่ 089-589-3139 080-533-5929
เว็บไซต์ http://phram.net/
อีเมล์ phram.net@gmail.com
ไลน์ 0895893139

พระบรมสารีริกธาตุจะเสด็จไปรวมกันที่มหาเจดีย์

ครั้นมาถึงกาลสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะอันตรธานไป ซึ่งในเวลานั้น จะไม่มีผู้ใดรู้จักพระพุทธศาสนา ไม่มีใครรู้จักพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายในลังกาทวีป
จะเสด็จไปรวมกันที่มหาเจดีย์ (มหาสถูปในลังกา)จากมหาเจดีย์นี้เสด็จต่อไปยังราชายตนเจดีย์ในนาคทีปะ (นาคเจดีย์อยู่ในลังกา)จากราชาตนเจดีย์เสด็จต่อไปยังมหาโพธิบัลลังก์ที่ตำบลพุทธคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร
ประเทศอินเดียในปัจจุบันนี้
จากนั้น พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ณ.ที่อื่นๆ ไม่ว่าในที่ใดๆ เช่น นาคพิภพ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ทั้งหมดนี้ก็จะเสด็จไปรวมกันที่มหาโพธิบัลลังก์เช่นกัน

พระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดจะไม่อันตรธานหายไปไหนเลย แม้จะเป็นขนาดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดก็ตาม พระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดที่มารวมกันที่มหาโพธิบัลลังก์นี้
นี้จะรวมประสานกันเป็นพระพุทธรูปแสดงพระพุทธสรีระของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ.โพธิบัลลังก์ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ ประกอบด้วย
1.ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ เช่น มีพื้นพระบาททั้งสองเต็มเสมอดี มีลายกงจักรที่พื้นพระบาททั้งสองฯเป็นต้น
2.อนุพยัญชนะ 80 ประการ เช่น นิ้วพระหัตถ์และพระบาทเหลืองงาม เรียวงามฯ เป็นต้น
3.เปล่งรัศมีฉัพพัณณรังสี คือรัศมีมีพรรณะ 6 สีครบบริบูรณ์มีสีเขียวเหมือนดอกอัญชัน สีเหลืองเหมือนหรดาล สีแดงเหมือนแสงตะวัน สีขาวเหมือนแผ่นเงิน สีหงสบาทเหมือนดอกหงอนไก่ สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก
แผ่ไปทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ จักกระทำปาฏิหาริย์ เหมือนกับครั้งที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ ในกาลครั้งนั้น ไม่มีมนุษย์ไปณ.ที่แห่งนั้น และมนุษย์ทั้งหลายในสมัยนั้นก็ไม่
สามารถมองเห็นปาฏิหาริย์ในครั้งนั้นได้ มีแต่เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล จะพากันมาประชุมกันแสดงปริเทวนาการอย่างใหญ่หลวง ยิ่งกว่าวันเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเสียอีกว่า
พระบรมศาสดาจะปรินิพพาน ตั้งแต่นี้ไปจะมีแต่ความมืดบอดไปอีกนานแสนนาน

พระนางมหาปชาบดีโคตมีทำผ้าจีวรถวายพระพุทธเจ้า

พระนางมหาปชาบดีโคตมีทำผ้าจีวรถวายพระพุทธเจ้า
เรื่องราวที่จะกล่าวนี้ ในครั้งพุทธกาลสมัยที่พระพุทธเจ้าของเราอุบัติขึ้นแล้ว มีหลักฐานไว้ใน ปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวไว้ว่า
สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จไปยังเมืองกบิลพัสดุ์ ทรงประทับอยู่ที่วิหารนิโครธาราม (ปัจจุบันยังเหลือซากของสถูปวัดนิโครธารามอยู่ในโบราณสถานเมืองกบิลพัสดุ์)
ครั้งนั้นพระนางมหาปชาบดีโคตมีปรารภว่า ศากยวงศ์อื่นๆต่างก็ได้ถวายสิ่งของแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง ได้ออกบวชตามบ้าง แต่ส่วนของพระนางเองยังมิได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
เพื่อพระพุทธองค์เลย จึงได้ตัดสินใจที่จะผ้าจีวรถวายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผ้าจีวรตัดเย็บใหม่ที่มีค่าสูงมาก ไม่สามารถจะหาค่าของสิ่งใดมาเปรียบได้ทำอย่างปราณีต
เริ่มตั้งแต่จัดหาช่างทองมาตีทำอ่างทองคำ 7 อย่างสำหรับเพาะเม็ดฝ้าย แล้วให้กรางทองออกมาเป็นผงผสมกับดินเหนียวธรรมชาติ และผสมเปลือกของหอมสี่อย่างลงไปเต็มโอ่งทองคำทั้ง 7 อ่าง
จัดหาเม็ดฝ้ายอย่างดีนำไปเพาะในอ่างทองคำทั้ง 7 นั้นแล้วรดด้วยน้ำนมโคที่เจือด้วยผงทองคำ(น้ำนมโคนำมาจากโคที่เลี้ยงไว้โดยเฉพาะให้กินข้าวมธุปายาสอย่างดี)
ครั้นต้นฝ้ายออกดอก ปอยก็เป็นสีเหลืองดั่งสีทอง พระนางเก็บฝ้ายนั้นด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง นำไปเก็บไว้ในผอบทองคำก่อน แล้วทำการคัดเลือกฝ้าย หีบฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอด้ายด้วยตนเอง
เส้นด้ายแต่ละเส้นละเอียดอ่อนมีสีเหลืองดุจดั่งเส้นไหมทอง แล้วคัดหาช่างทอผ้าฝีมือชั้นเอกมาให้บริโภคอาหารอย่างดีก่อน ให้แต่งกายนุ่งห่มเสื้อผ้า พร้อมเครื่องประดับกายอย่างสวยงาม
ที่โรงทอผ้านั้นจัดเหมือนกับเป็นโรงพิธีกรรม ให้ดาดเพดานเบื้องบนของโรงพิธีห้อยด้วยพวงดอกไม้ โปรยข้าวตอกดอกไม้ พระนางเสด็จไปสู่โรงทอผ้ากับเหล่านางบริวาร
ควบคุมการทอ ทุกวันมิได้ขาด กระทำอยู่ภายในพระราชวังจนเสร็จ ได้ผ้ามาสองผืน แต่ละผืนยาว 14 ศอก กว้าง 7 ศอกเท่ากันทั้ง 2 ผืน มีเนื้อละเอียด สีงามรุ่งเรือง
เป็นผ้าอันหาค่ามิได้ สมควรแก่พระพุทธองค์เท่านั้น จึงพับผ้าทั้ง 2 ผืนใส่ในผอบแก้ว แล้วยกขึ้นประดิษฐานทูลเหนือเศียรเกล้า เสด็จพร้อมด้วยนางสนมบริวารหนึ่งแสน
ถือธูป เทียน ดอกไม้ ของหอม กับผ้าอื่นอีกหนึ่งแสนผืน มีราคาผืนละหนึ่งแสนกหาปณะ แล้วใส่ผอบทองคำหนึ่งแสนใบ กับผ้าอื่นอีกหนึ่งพันผืนๆละพันกหาปนะ ใส่ในผอบเงินพันใบ ให้ถือตามเสด็จไปยังพระวิหารนิโครธาราม
ที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ครั้นไปถึงก็เข้าสู่สำนัก พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งอยู่บนพุทธอาสน์ แวดล้อมด้วยพระภิกษุจำนวนมาก พระอิริยาบทของพระพุทธองค์
แลดูสง่างดงามยิ่งนัก เปรียบเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นอยู่กลางนภาที่ไร้เมฆหมอกปิดบังแสงอันเหลืองอร่ามนวลเหมือนสีทอง ที่สาดส่องลงมายังพื้นโลกให้เย็นสบายทั้งกายและใน พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมด้วยข้าราช
บริพารทั้งหลาย ทอดพระเนตรเห็นความสง่าของพระบรมศาสดาแล้ว ก็ทรงปิติโสมนัสซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ต่างก็ถวายอภิวาท เสร็จแล้วเปิดผอบแก้ว หยิบจีวร 2 ผืนออกมาน้อมถวายแด่พระบรมศาสดา พร้อมกับทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผ้าใหม่ทั้งสองนี้หม่อมฉันจัดทำเองตั้งแต่เพาะเม็ดฝ้าย ปลูกฝ้าย เก็บฝ้าย เลือกฝ้าย หีบฝ้าย กรอด้าย ดูแลการทอ ตัดเย็บย้อมสีเอง ตั้งใจอุทิศแด่พระพุทธองค์ เพื่อประโยชน์สุขแก่หม่อมฉันตลอดกาล
ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์โปรดรับรับผ้าทั้งสองของหม่อมฉันด้วยเถิด
พระบรมศาสดาทรงตรัสว่า
ดูก่อน โคตมี ผ้านี้จงถวายแด่พระสงฆ์เถิด จะได้มีอานิสงส์ยิ่งกว่าถวายอุทิศเจาะจงต่อตถาคตเหล่านั้น ทั้งยังได้ชื่อว่า เป็นการบูชาทั้งตถาคตและพระภิกษุทั้งปวงด้วย
ฝ่ายพระนางมหาปชาบดีโคตมี ที่ตั้งใจถวายผ้าทั้งสองแก่พระพุทธองค์ ก็ยังกราบทูลพระศาสดาให้ทรงรับผ้าทั้งสองอีกเป้นครั้งที่สอง และครั้งที่สาม ถึงสามครั้งด้วยกัน
พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงรับ กลับตรัสบอกให้นำไปถวายแก่สงฆ์ทั้ง 3 ครั้งเหมือนเดิม
(ตรงนี้มีคำปุจฉาว่า เหตุที่พระบรมศาสดาไม่ทรงรับผ้าของพระนาง ก็เพราะพระพุทธองค์ประสงค์จะให้อนุเคราะห์แก่พระมารดาโดยปรารภว่า พระมารดาตถาคตในนกาลก่อน
ต้องการให้ได้รับอานิสงส์มาก และอีกประการหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงไตร่ตรองว่า หากพระนางถวายพระพุทะองค์เพียงพระองค์เดียว เมื่อพระพระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้ว
ผู้ที่จะเกื้อกูลต่อสงฆ์ก็จะไม่มี สาวกทั้งหลายก็จะลำบากด้วยปัจจัย 4 อันจะหาได้ยาก และศาสนาของพระองค์ก็จะไม่ยั่งยืนอยู่ได้ถึง 5000 ปีแต่ถ้าให้ทานแก่สงฆ์
ในอนาคตกาลลาภสักการะก็จะได้แก่สงฆ์ทั้งปวง พระพุทธศาสนาก็จะยั่งยืนอยู่ได้ด้วยการยกสงฆ์เป็นใหญ่ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็จะให้ความสำคัญแก่พระสงฆ์ พุทธศาสนาก็จะยั่งยืนอยู่ยาวนาน

ด้วยเหตุนี้เอง

ปัญจมหาวิโลกนะ

ปัญจมหาวิโลกนะ
หลักการพิจารณาดูเหตุใหญ่ 5 ประการของพระโพธิสัตว์ ที่จะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
การที่พระโพธิสัตว์จะลงมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกครั้งนั้น ตามหลักแล้วจะต้องมีเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล มีท้าวมหาพรหมเป็นประธาน
จะมากล่าวเชื้อเชิญให้พระโพธิสัตว์ให้ลงไปบังบังเกิดในโลกมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือสัตว์โลก นำสัตว์ทั้งหลายข้ามโอฆะสงสาร พระโพธิสัตว์จะพิจารณาดูเหตุใหญ่ 5 ประการด้วยกันคือ
1.พิจารณาดูกาล หมายถึงอายุกาลของมนุษย์ที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากอายุของมนุษย์ทั้งหลายในครั้งนั้น ต้องมีอายุอยู่ระหว่าง 100 ปีถึง 1 แสนปีขึ้นไป และไม่น้อยกว่า 100 ปีลงมา
เป็นการสมควรที่พระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะลงไปบังเกิด
ถ้าอายุของมนุษย์มากกว่า 1 แสนปีขึ้นไป ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ยังไม่บังเกิดแก่มนุษย์เหล่านั้น เขาจึงไม่รู้จักความเกิด ความแก่ และความตาย
แม้พระศาสดาจะตรัสเทศนาพระไตรลักษณ์ ที่ประกอบไปด้วยลักษณะญาณ ให้เห็นสังขารธรรมทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เขาฟังแล้วไม่เกิดปัญญาให้เห็นเป็นอนิจจัง
ทุกขัง และอนัตตา ก็หาเชื่อถือต่อพระธรรมเทศนาไม่ เมื่อไม่มีความเชื่อถือพระธรรมเทศนานั้นแล้ว มรรคผลนิพพานก็จะไม่บังเกิดมี เมื่อมรรคผลนิพพานไม่บังเกิดมีแล้ว
พระธรรมเทศนาก็ไม่ได้ผล จึงไม่สามารถนำสัตว์ให้ออกจากวัฏสงสารได้
ถ้ามนุษย์ทั้งหลายมีอายุน้อยกว่า 100 ปีลงมา ก็หาเป็นการสมควรที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไปบังเกิดในโลกไม่ เพราะเหตุว่ามนุษย์ทั้งหลายที่มีอายุน้อยกว่า 100 ปีลงมานั้น
ย่อมประกอบไปด้วยกิเลสกามแน่นหนาแก่กล้ามาก จะให้โอวาทสั่งสอนสักเพียงใดก็หาอยู่ในโอวาทไม่ รับไว้ต่อหน้าครั้นลับหลังก็ลืมโอวาทคำสอนเสีย หรือรับศีลไปประเดี๋ยวเดียวก็ทิ้งเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุน้อยกว่า 100 ปีลงมา พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงมิได้มาบังเกิดในโลกมนุษย์ ถ้ามนุษย์ทั้งหลายมีอายุตั้งอยู่ในระหว่างตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 1 แสนปี
เป็นการสมควรที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะลงไปบังเกิด การพิจารณาแลดูอย่างนี้ ได้ชื่อว่า พิจารณาดูอายุกาลของมนุษย์ประการหนึ่ง
2.พิจารณาดูทวีป การพิจารณาดูทวีปที่จะลงไปบังเกิดนี้ ซึ่งโลกมนุษย์เรานี้มีอยู่ 4 ทวีปด้วยกัน โดยถือเอาภูเขาสิเนรุ หรือเมรุราชเป็นจุดศูนย์กลางมี
-บุพพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาสิเนรุ
-อปรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ
-ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ของภูเขาสิเนรุ
-อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาสิเนรุ
และทวีปน้อยอีก 2,000 เป็นบริวาร พิจารณาดูเห็นว่า พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ จะเสด็จลงไปอุบัติในชมพูทวีปอันเป็นมัชฌิมประเทศ เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี
สมเด็จพระจักรพรรดิกษัตริย์พราหมณ์ คหบดีมหาศาลมเหสักข์ที่มีบุญมากทั้งหลาย ย่อมบังเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
3.พิจารณาเทสะ คือประเทศ หมายถึงถิ่นแดน ทรงเห็นมัชฌิมประเทศเป็นที่บังเกิดแห่งพระอริยเจ้าทั้งปวง มีพระสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นอาทิ อนึ่งสมเด็จบรมจักรพรรดิ์กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีมหาศาล
ผู้มีบุญมากทั้งหลาย ล้วนบังเกิดแต่ในมัชฌิมประเทศนั้นทั้งสิ้นจะไม่ไปบังเกิดในปัจจันตประเทศเลย (เมืองชายแดนไม่มีความเจริญ)สมควรที่จะลงไปบังเกิดในเมืองใดเมืองหนึ่งซึ่งอยู่ในมัชฌิมประเทศ
(ส่วนมากมักจะเป็นเมืองพาราณสีปัจจุบันนี้)พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
4.พิจารณาถึงกุละ คือตระกูล พิจารณาดูตระกูลอันสมควรที่จะลงไปบังเกิด ธรรมดาของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า จะได้บังเกิดในตระกูลเศรษฐี คหบดีและพ่อค้าพ่อครัวนั้นหามิได้ ย่อมบังเกิดแต่ในตระกูลทั้งสองคือ ขัตติยะตระกูล
กับพราหมณ์ตระกูล ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง อันโลกสมมุตินับถือว่า ประเสริฐในช่วงเวลานั้น พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
5.ชเนตติอายุปริจเฉท พิจารณาถึงพระมารดาที่จะลงไปบังเกิด ธรรมดาพุทธมารดาซึ่งจะเป็นสตรีที่มีสันดานอันต่ำช้า โลเลต่างๆเป็นนักเลงสุราเป็นอาทิก็หามิได้
ย่อมบำเพ็ยพระบารมีมาถึงแสนกัปบริบูรณ์ จำเดิมแต่บังเกิดมาก็รักษาเบญจศีลบริสุทธิ์มิได้ด่างพร้อยเป็นนิจกาล และพระนางมีพระชนมายุได้อีก 7 วัน หลังจากมีพระประสูติกาลแล้ว พิจารณาอย่างนี้ประการหนึ่ง
พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จะเสด็จลงมาสู่ลานพระจุฬามณีเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ(พระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาข้างบน)ที่ชั้นดาวดึงส์เทวโลก มีกำหนดทุกวัน 5 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ ทุกๆวันเหล่านี้ เสด็จมานมัสการมิได้ขาด
ครั้นถึงเวลาที่จะเสด็จลงมานมัสการ กระทำสักการบูชาพระจุฬามณีเจดีย์สถาน จะเสด็จมาในท่ามกลางแห่งหมู่เทพอัปสรกัญญาที่แวดล้อมนำอยู่เบื้องหน้า ตามมาเบื้องหลัง
และขนาบอยู่ทั้งเบื้องซ้ายและเบื้องขวา อุปมาเหมือนพระจันทร์ที่เลื่อนลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ทิศทั้งหลายทั่วนภากาศรุ่งเรืองไปด้วยรัศมีสว่างไสวออกไปทั่วดาวดึงส์พิภพทั้งหอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธบุปผามาลัยสีต่างๆ

ปณิธานของพระศรีอาริย์

ขอเดชะ ทาน ศีล เมตตา ภาวนา และบารมีทั้ง 30 ประการ จงเป็นปัจจัยแก่พระโพธิญาณ เมื่อได้สำเร็จแก่พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขออย่าให้มนุษย์ทั้งหลายบังเกิดมาเป็นคนพิการ
ทั้งทางกาย วาจา ใจ ในพระศาสนาของข้าพเจ้าเลย
นี่เป็นความปรารถนาของพระศรีอาริย์ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำปณิธานเอาไว้ระหว่างที่ได้สร้างพระบารมีมาช้านาน 16 อสงไขยกับแสนกัป กระทำความเพียรเป็นวิริยาธิกะ
สั่งสมกองบารมี 10 ทัศ มีทานบารมีเป็นต้น ซึ่งได้กระทำปณิธานตั้งความปรารถนาเอาไว้ดังกล่าวแล้วนี้ เพื่อให้มนุษย์ที่เกิดมาในยุคศาสนาของพระศรีอาริย์ ไม่เป็นคนพิการ
ทั้งทางกาย วาจา ใจ